ไพมอน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไพมอนตามที่ปรากฏใน นิรยภูมินุกรม

ไพมอน เป็นชื่อของดวงจิตในหนังสือ กุญแจย่อยของซาโลมอน (บทอาร์สโกเอเทีย), หนังสือ ฐานานุกรมปิศาจ ของโยฮัน ไวเออร์, หนังสือ นิรยภูมินุกรม ของปล็องซี, เอกสาร Sloane MS 3824 ที่หอสมุดแห่งชาติอังกฤษ ตลอดจนหนังสืออื่นๆ

บทอาร์สโกเอเทียระบุว่าไพมอนมีฐานันดรเป็นราชาและค่อนข้างเชื่อฟังลูซิเฟอร์[1][2] ไพมอนเป็นดวงจิตที่ 9 ในบทอาร์สโกเอเทีย และเป็นดวงจิตที่ 22 ในหนังสือฐานานุกรมปิศาจและนิรยภูมินุกรม[2][3] หนังสือ Grimoire of Pope Honorius ระบุว่าไพมอนเป็นราชาแห่งทิศประจิม[4][5][6]

บทอาร์สโกเอเทียระบุว่า ไพมอนเป็นบุรุษขี่อูฐหนอกเดียว โดยมีขบวนประโคมดนตรีเสียงดังนำหน้า (เน้นแตรและฉาบ) เอกสาร Sloane MS 3824 ระบุว่าอูฐสวมมงกุฎ[5] ในขณะที่แหล่งอื่นที่เหลือระบุว่าตัวไพมอนเป็นผู้สวมมงกุฎเอง[1] บทอาร์สโกเอเทียไม่ได้เขียนว่าไพมอนมีหน้าตาเช่นไร ในขณะที่แหล่งอื่นต่างระบุว่าเขามีใบหน้าเป็นสตรี แต่ยังใช้คำเรียกถึงเป็นแบบบุรุษ[2][3][4]

บทอาร์สโกเอเทียระบุว่า หากไพมอนปรากฏขึ้นตนเดียว จะต้องมีการสังเวยเพื่ออัญเชิญเบบัลและอาบาลัมขึ้นมาด้วย ซึ่งเป็นสองราชาข้ารับใช้ของไพมอนเพียงแต่ไม่ชอบติดตามไพมอน เอกสารสามแหล่งระบุว่าเขาเป็นผู้ปกครองเหนือ 200 กรมกองวิญญาณ ซึ่งบางส่วนอยู่ในคณะทูตสวรรค์และที่เหลืออยู่ในคณะอำนาจ[1][2][3] เอกสาร Sloane MS 3824 และหนังสือ Liber Officiorum Spirituum ระบุว่าเขามีเสียงแหบแห้ง[5][7][8] หนังสือ Liber Officiorum Spirituum ระบุว่าไพมอนจะพูดภาษาของตนเท่านั้นจนกว่าผู้อัญเชิญจะสั่งให้พูดภาษาอื่น[7][8][9]

บทอาร์สโกเอเทีย, หนังสือ Livre des Esperitz และหนังสือ Liber Officiorum Spirituum ล้วนระบุว่าไพมอนเป็นผู้สั่งสอนวิทยาการและตอบคำถามต่างๆ อาร์สโกเอเทียขยายความว่าเขาเป็นผู้รู้รอบศิลป์ทุกแขนง และยังรู้ถึงเรื่องลับต่างๆในโลก อาทิ ความรู้เกี่ยวกับดิน น้ำ ลม เป็นต้น

หนังสือ Abramelin ระบุว่าเขาเป็นผู้รู้เหตุการณ์ในอดีตและอนาคต, ช่วยคลายความสงสัย, ทำให้วิญญาณปรากฏตัว สร้างสรรค์นิมิต, สามารถคืนชีพคนตายได้เป็นเวลาหลายปี และมีพลังในการสรรค์สร้างทุกสิ่งอย่าง[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 Peterson 2001, pp. 10-14.
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 Weyer 1563, par. 20-29.
  3. 3.0 3.1 3.2 de Plancy 1853, pp. 380-389.
  4. 4.0 4.1 Boudet 2003, par. 2, 25, 28, 24, 38.
  5. 5.0 5.1 5.2 Ashmole 2009, pp. 55, 59, 60, 162-172.
  6. Banner 1999, pp. 80-89.
  7. 7.0 7.1 Porter 2011, pp. 10-19.
  8. 8.0 8.1 Porter 2015, pp. 191-207.
  9. Porter 2011, pp. 30-39.
  10. von Worms 2006, p. 133.