เสือมเหศวร
นายสวน, ศวร เภรีวงษ์ | |
|---|---|
ภาพถ่ายจากซ้ายไปขวา มิตร ชัยบัญชา, สวน เภรีวงษ์ (เสือมเหศวร), เมือง อพอลโล่ ในภาพยนตร์เรื่อง จอมโจรมเหศวร พ.ศ. 2513 | |
| เกิด | พ.ศ. 2457 บ้านเขาดิน ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ประเทศไทย |
| เสียชีวิต | 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 (100 ปี) โรงพยาบาลหันคา ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ประเทศไทย |
| สาเหตุเสียชีวิต | โรคชรา และโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจโต โรคไต ฯลฯ |
| สัญชาติ | ไทย |
| อาชีพ | ชาวนา, โจร, ลูกจ้าง, ชาวไร่ |
| มีชื่อเสียงจาก | อาชญากร, ผู้มีอิทธิพล |
| คู่รัก | มีหลายคน (ไม่พบข้อมูลชัดเจน) |
| บุตร | 8 คน |
| บุพการี |
|
เสือมเหศวร เป็นอาชญากรชาวไทย ที่ก่อเหตุและมีคดีความอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 8 - รัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ประวัติ
[แก้]เสือมเหศวร มีชื่อจริงว่า นายสวน ภายหลังใช้ว่า ศวร นามสกุล เภรีวงษ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2457 (ปีขาล) ที่บ้านเขาดิน อำเภอเดิมบาง เมืองสุพรรณบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตหมู่ที่ 7 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี)[1]
เป็นบุตรคนที่ 1 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ทำนา) โดยบิดาชื่อ นายฉัตร นามสกุล เภรีวงษ์ รับราชการเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเขาดิน ส่วนมารดาชื่อ นางตลับ นามสกุล เภรีวงษ์[1]
วัยเยาว์ เข้ารับการศึกษาอักษรสมัยจากพระอาจารย์ยอดที่วัดนางบวช ซึ่งอยู่ไม่ไกลบ้าน เป็นระยะเวลา 2 - 3 ปี จวบจนสำเร็จการศึกษา มีความรู้อ่านออกเขียนได้จึงออกจากวัดกลับบ้านช่วยครอบครัวประกอบอาชีพ[1]
พ.ศ. 2478 เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ผลจับได้ใบแดง จึงเข้ารับราชการเป็นทหารอากาศอยู่ที่ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลา 1 ปี 3 เดือน ก็ได้รับการปลดเป็นทหารกองหนุน กลับบ้านช่วยครอบครัวประกอบอาชีพ[1]
พ.ศ. 2480 อุปสมบทที่วัดนางบวช[2] ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบาง (ปัจจุบันอำเภอเดิมบางนางบวช) จังหวัดสุพรรณบุรี โดยพระครูศีลกิตติ (กริด อินฺทโชโต) เจ้าคณะแขวงอำเภอเดิมบาง เจ้าอาวาสวัดท่าช้าง เป็นพระอุปัชฌาย์[1] อุปสมบทแล้วจำพรรษาที่วัดนางบวช 1 พรรษา จากนั้นไปจำพรรษาอยู่ที่วัดในจังหวัดอ่างทองอีก 1 พรรษา เป็นเพื่อนพระภิกษุกับนายบัวเผื่อน โพธิ์พักตร์ (ศิลปินเพลงพื้นบ้าน)[3] จากนั้นจึงลาสิกขา
หลังลาสิกขาก็ถูกกองทัพเรียกระดมกำลังพลสำรอง เข้าเป็นทหารกองประจำการในกรณีพิพาทอินโดจีนเป็นระยะเวลา 6 เดือน จึงพ้นประจำการในปี พ.ศ. 2484 กลับบ้านช่วยครอบครัวประกอบอาชีพได้ไม่นาน เกิดเหตุขัดแย้งกับหมื่นชนนิยมยิ่ง (กำนันเริง) กำนันตำบลทุ่งคลี อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี กำนันเริงจึงพาพรรคพวกมาลอบยิงนายฉัตรผู้เป็นบิดาเสียชีวิต[2]
เมื่อนายฉัตรเสียชีวิต นายสวนรับรู้ถึงความไม่ปลอดภัย และคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือกำนันเริงจึงหลบหนีไปทำงานรับจ้างอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เช่น อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี มีภรรยาอยู่ที่นั่น 1 คน, จังหวัดลำพูนอาศัยอยู่กับเพื่อนที่เคยเป็นทหารด้วยกัน โดยช่วยทำไร่กระเทียม, จังหวัดลพบุรี, อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี, จังหวัดกาญจนบุรี, และแถวสถานีรถไฟท่าแฉลบ จังหวัดนครปฐม มีภรรยาอีก 1 คน แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน รวมระยะเวลาที่หลบหนีประมาณเกือบ 4 ปี (3 ปีเศษ) ได้ศึกษาวิชาอาคมทั้งสายเขมรและสายแขกอีกด้วย[1][2][4][5]
เป็นโจร
[แก้]ขณะหลบหนีวันหนึ่งอ่านข่าวเสือฝ้ายในหนังสือพิมพ์ จึงอยากสมัครเป็นลูกน้อง ตัดสินใจเดินทางกลับจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อขอเข้าร่วมชุมโจรด้วย โดยนายเล็ก โอวาท ผู้เป็นน้าชายและมีความคุ้นเคยกับพรรคพวกเสือฝ้าย เป็นผู้พาเข้าพบเสือฝ้าย ตอนแรกเสือฝ้ายไม่รับ แต่เสือคอย (พรรคพวกเสือฝ้าย) บอกว่าให้รับไว้ก่อนเพราะหูตามันดี เสือฝ้ายจึงยอมรับเข้าชุมโจร มอบหมายให้ออกปล้น เริ่มจากเป็นลูกน้องแล้วค่อย ๆ พัฒนาจนขึ้นเป็นรองหัวหน้า เป็นลูกน้องฝีมือดีที่เสือฝ้ายมอบหมายให้นำปล้นที่ต่าง ๆ เมื่อปล้นเสร็จแล้วจะต้องแบ่งทรัพย์สินที่ได้ให้เสือฝ้ายทุกครั้ง แม้เสือฝ้ายจะไม่ได้ออกปล้นด้วยก็ตาม และช่วงนี้เองเสือฝ้ายตั้งชื่อให้ใหม่ว่า มเหศวร[2] ตามชื่อพระเครื่องพิมพ์พระมเหศวรที่บูชาติดตัว[6]
ขณะอยู่กับเสือฝ้ายก็คิดจะไปยิงกำนันเริง กำนันเริงทราบจึงส่งหนังสือมาท้าให้ออกไปยิงกัน แต่เสือมเหศวรส่งหนังสือตอบกลับไปว่า "ผมไม่สู้กำนันหรอกครับ แล้วก็พ่อผมใครจะฆ่าก็ไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าใครฆ่า ผมฝากญาติพี่น้องผมด้วย" เพื่อลวงให้กำนันเริงตายใจ ต่อมาบังเอิญพบกับจ่าเมฆ (เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่) จึงสอบถามเพื่อให้ได้ความชัดเจนและไม่ผิดพลาดว่ากำนันเริงเป็นผู้ยิงบิดาของตนแน่ แล้วยังส่งหนังสือมาท้าทายอีก หากตนไม่สู้ก็จะเสียศักดิ์ศรี[1][4] จึงขออนุญาตเสือฝ้าย แต่เสือฝ้ายสั่งห้ามแก้แค้นเพราะกำนันเริงเป็นพรรคพวกกัน อีกทั้งตอนนั้นเสือฝ้ายต้องการเลิกเป็นโจร จึงตกลงร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ปราบโจร (เสือ) ต่าง ๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีและเขตพื้นที่ติดต่อกัน จนลูกน้องล้มหายตายจากไปหลายคน[7]
วันหนึ่งเสือมเหศวรใช้อุบายหลอกลูกน้องในชุมเสือฝ้ายว่าจะชวนไปปล้นโดยที่เสือฝ้ายก็ไม่รู้ รวมลูกน้องได้จำนวน 15 คน จึงบุกไปยิงกำนันเริงจนเสียชีวิต เมื่อกลับถึงชุมเสือฝ้ายทราบเรื่องจึงโกรธ เพราะทำผิดกฎและคำสั่ง เสือมเหศวรจึงชักชวนลูกน้องจำนวนหนึ่งหนีออกมาตั้งชุมโจรใหม่ รวมระยะเวลาที่อยู่กับเสือฝ้ายเกือบ 3 ปี[4] (2 ปี เศษ)
ชุมโจรเสือมเหศวรมีลูกน้องประมาณ 40 - 50 คน มีกฎว่าผู้ที่จะเข้าร่วมต้องเป็นผู้มีคดีความติดตัวมาก่อน ต้องรักษาสัจจะ เมื่อเกิดเหตุปะทะห้ามยิงถูกเจ้าหน้าที่เพราะจะทำให้เดือดร้อน ห้ามผิดลูกผิดเมียผู้อื่นเด็ดขาด ห้ามปล้นเรี่ยราดข้างทาง ปล้นเฉพาะที่ตกลงกันปล้น ชุมโจรตั้งอยู่ในป่าเขาใกล้แหล่งน้ำ เพราะต้องใช้น้ำอุปโภคบริโภค แต่ไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง เพราะถือคติเสือ (สัตว์ป่า) ว่ากินที่นี่แต่ไปขี้ที่อื่น และเพื่อไม่ให้ทางครอบครัวเดือดร้อน นาน ๆ จึงกลับบ้านไปหาครอบครัวสักครั้ง[4]
เสือมเหศวรเป็นผู้มีความสนใจด้านวัตถุมงคล พระเครื่องที่บูชาติดตัวขณะนั้น เช่น พระกำแพงเขย่ง พระโมคคัลลาน์ พระมเหศวรพิมพ์ใหญ่ พระเศียรบาตรวัดสามปลื้ม ฯลฯ[2] และยังสนใจด้านวิชาอาคม ก่อนออกปล้นจะต้องทำพิธีกรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นขวัญกำลังใจแก่ลูกน้อง ทำน้ำมนต์เสี่ยงทาย หากหยดน้ำตาเทียนลงในกระแป๋ง(ถัง)น้ำมนต์แล้วเกิดไฟลุกไหม้ที่ก้นถัง จะถือเป็นลางร้ายห้ามออกปล้น แต่หากไม่เกิดอะไรขึ้นจะถือเป็นลางดี ออกปล้นแล้วจะไม่เป็นอะไร[4]
เสือมเหศวรเล่าอีกว่าไม่ได้ปล้นหวังรวย ปล้นเพียงแค่กิน เอาชีวิตรอด เจอคนยากจนก็แบ่งเงินทองหรือผ้าผ่อนให้บ้าง ปล้นเดือนละ 2 ครั้ง ปล้นตอนกลางวัน โดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า เริ่มเวลาเช้าตรู่ ราว 06.00 น. เนื่องจากเป็นเวลาสว่าง คนพึ่งตื่นนอน ยังไม่ทันเตรียมตัว และเหตุที่ไม่ปล้นกลางคืนเพราะกลัวจะยิงกันเอง เนื่องจากมีลูกน้องหลายคน ออกปล้นแต่ละครั้งใช้ลูกน้องจำนวน 40 - 50 คน ล้อมหมู่บ้าน เมื่อเข้าปล้นจะยิงปืนเป็นสัญญาณก่อน 3 นัด เมื่อเจ้าทรัพย์ตกใจวิ่งออกมา ลูกน้องที่อยู่ข้างนอกก็ช่วยกันควบคุมตัว การปล้นแต่ละครั้งจะมีคนในเป็นผู้ติดต่อและเป็นสายข่าว ทำบัญชีรายชื่อคนรวยในหมู่บ้านก่อนที่จะปล้น ใช้เวลาค้นหาทรัพย์สินประมาณ 4 - 5 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นหมู่บ้าน มีจำนวนหลายหลังคาเรือน เสร็จแล้วยิงปืน 3 นัด เป็นสัญญาณเรียกรวมตัวสมาชิกก่อนจะกลับ เพื่อให้มายืนเข้าแถวนับจำนวนสมาชิก จากนั้นเสือมเหศวรจึงเดินวนรอบลูกน้อง 3 รอบ บริกรรมคาถาคุ้มครองไม่ให้มีอันตราย เสร็จแล้วจึงกลับ[4]
เมื่อปล้นแล้วนำเงินส่วนหนึ่งมาซื้ออาวุธปืน เช่น ปืนทอมป์สัน (ปืนกลมือทอมป์สัน) ปืนสเตน (Sten) ปืน 83 ญี่ปุ่น (ปืนกลเบาแบบ 83 ญี่ปุ่น) ปืนพระราม (ปืนพระราม 6) ปืนแบบ 66 (ปืนเล็กยาวแบบ 66) จากเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทำการทุจริตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี กาญจนบุรี ส่วนกระสุนปืนซื้อจากเพื่อนที่เคยเป็นทหารด้วยกันซึ่งทำงานอยู่กรมคลังแสงทหารบก[4] (ปัจจุบันคือ กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก)
เสือมเหศวรเคยถูกยิงที่บ้านเก่า อำเภอวิเศษชัยชาญ (ปัจจุบันเป็นอำเภอสามโก้) จังหวัดอ่างทอง ด้วยอาวุธปืนคาร์ไบน์ (Carbine) กระสุนปืนยิงถูกที่แขนข้างซ้าย กระโหลกศีรษะส่วนหน้าแตก (กระหม่อมยุบ) และที่หน้าผากเข้าเพียงเล็กน้อย มีเลือดออก แต่กระสุนไม่ฝังใน[4]
บุคลิกเสือมเหศวร รูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขาม ผิวคล้ำเป็นมัน ตัดผมสั้น หวีเรียบ พูดช้า สุขุม ยิ้มยาก ท่าทางปราดเปรียว แววตาคมกริบ[2][8] ถือสัจจะว่าไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น ไม่เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ และเคารพบิดามารดาเสมอชีวิต[1]
เลิกเป็นโจร
[แก้]เสือมเหศวรให้สัมภาษณ์ในรายการฃอคิดด้วยฅน ตอน เสือ ขุนโจร ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เมื่อวันที่ 5 และ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 เมื่อพิธีกรถามว่า "ถ้ากำนันไม่ฆ่าพ่อ คิดว่าจะเป็นเสือไหม?" เขาตอบว่า "จะเป็นทำไม มันของดีเมื่อไรเล่า… มันลำบากจะตายล่ะ หนีฝน หนีตำรวจ หนียุง หนีทุกอย่าง"[4]
พ.ศ. 2491[2] เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนางตลับผู้เป็นมารดา เสือมเหศวรจึงมีหนังสือถึง พ.ต.อ.สวัสดิ์ กันเขตต์ (ผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 7) ว่า "จับแม่ผมทำไม จับพี่น้องผมไปทำไม ทุกคนนั่นจับทำไม ทำไมไม่มาจับผม" และทิ้งท้ายว่า "ให้มารับตัวผมที่บ้านเลย ขอให้ปล่อยญาติพี่น้อง" จากนั้นเสือมเหศวรกับเสือหมาก (ลูกน้อง) จึงเข้ามอบตัวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเดิมบางนางบวช โดยมี ขุนธรรมรัฐธุราทร (ข้าหลวงประจำจังหวัดสุพรรณบุรี) พ.ต.อ.สวัสดิ์ กันเขตต์ (ผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 7) มารับมอบตัวด้วยตนเอง[5]
เมื่อมอบตัวแล้วมีปัญหาว่าไม่มีเจ้าทุกข์ชี้ตัวเพื่อดำเนินคดี เนื่องจากชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เห็นใจ อีกส่วนหนึ่งก็เกรงกลัวเสือมเหศวรและลูกน้อง เนื่องจากลูกน้องป่าวประกาศว่าถ้าใครไปชี้ตัวจะยิงให้ตายให้หมดและเอาไฟเผาบ้านด้วย จึงไม่มีผู้ใดกล้า ร.ต.อ.จรูญ บุญญสิทธิ์ (หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอเดิมบางนางบวช) ซึ่งเสือมเหศวรให้ความนับถือเป็นลูกพี่และเรียกว่า "เจ้านาย" จึงบอกกับเสือมเหศวรว่าถ้าไม่ติดคุกไม่ได้ เดี๋ยวตำรวจเขายิงตาย จากนั้นจึงหาคนมาเป็นโจทก์ชี้ตัวดำเนินคดี[4][5]
เสือมเหศวรถูกศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี แต่รับสารภาพจึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 5 ปี จำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี โดยอยู่คนละแดนผู้ต้องขังกับเสือใบ เสือมเหศวรอยู่แดน 3 ส่วนเสือใบเข้ามาก่อนและอยู่ที่แดน 1 จำคุกเป็นระยะเวลา 3 ปีเศษก็ได้รับอภัยโทษ[5][9]
หลังออกจากเรือนจำ อดีตเสือมเหศวร หรือว่านายสวนจึงอุปสมบทเป็นระยะเวลา 4 พรรษา โดยจำพรรษาที่วัดนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวัดที่เคยอุปสมบทอยู่ใกล้บ้าน 1 พรรษา, แล้วย้ายไปจำพรรษาที่วัดพระลอย จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่กับพระอธิการแต้ม ปุญฺญสุวณฺโณ เป็นพระที่ตนและเสือฝ้ายนับถือ 1 พรรษา, ที่วัดสมรโกฏิ จังหวัดนนทบุรี 1 พรรษา ได้สักยันต์ที่หลังจากวัดนี้, และที่วัดศิลามูล จังหวัดนครปฐม 1 พรรษา อยู่กับพระมหาเฉลียว กลฺยาโณ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ตนนับถือ จากนั้นจึงลาสิกขาที่นี่[2]
หลังลาสิกขา ประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น เป็นลูกจ้างที่โรงฆ่าสัตว์ ต่อมาเป็นเกษตรกรทำไร่อ้อยที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นพนักงานของโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี (บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลสุพรรณบุรี จำกัด) ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ดูแลความปลอดภัยของพนักงานและทรัพย์สินของโรงงานเป็นระยะเวลาหลายปี[2][10]
พ.ศ. 2512 นายพลสัณห์ ศรีหาผล (ผู้อำนวยการสร้าง พลสัณห์ภาพยนตร์) ได้ไปตีไก่ชนที่อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี จึงพบกับนายสวน แล้วชักชวนให้นำชีวประวัติมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง จอมโจรมเหศวร ฉายเมื่อ พ.ศ. 2513[11] บทของเสือมเหศวร แสดงโดย มิตร ชัยบัญชา บทของผู้ใหญ่ฉัตร (พ่อของเสือมเหศวร) แสดงโดย นายสวน เภรีวงษ์ (อดีตเสือมเหศวร) ร่วมแสดงได้ 2 ฉากก็ถูกยิงเสียชีวิต ได้รับค่าชีวประวัติกับค่าตัวเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท จึงนำมาซื้อที่ดินได้เป็นร้อยไร่[8] ลาออกจากพนักงานของโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี ประกอบอาชีพเกษตรกร (ทำไร่) และมีรถแทรกเตอร์รับจ้างอยู่แถบอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี[10]
บั้นปลายชีวิต นายสวนประกอบอาชีพเกษตรกร ทำไร่มันสำปะหลังอยู่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบ ๆ ทำไร่ เลี้ยงวัว เข้าวัดบ้าง นายใบ (อดีตเสือใบ) และลูกน้องเก่าที่ยังมีชีวิตอยู่แวะมาเยี่ยมเยียนบ่อย ๆ[8]
เสียชีวิต
[แก้]เช้าตรู่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557[12] นายสวนมีอาการเป็นลม ลูกจึงนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลหันคา จังหวัดชัยนาท แต่ด้วยอายุที่มากและโรคประจำตัวทั้งโรคหัวใจโต โรคไต แพทย์จึงไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้[13] นายสวนเสียชีวิตอย่างสงบ เวลา 06.15 น. สิริอายุ 100 ปี
มีพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ณ เมรุลอยชั่วคราว สนามโรงเรียนบ้านไพรนกยูง ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558 เวลา 16.00 น.
เสือมเหศวรในวัฒนธรรมร่วมสมัย
[แก้]เสือมเหศวร ปรากฏเป็นข่าวในสื่อต่าง ๆ ในอดีต แล้วเป็นที่สนใจของสังคม จึงถูกนำมาสร้างเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย ดังนี้
พระเครื่อง
[แก้]มักเกิดความเข้าใจผิดว่าพระเครื่องพิมพ์พระมเหศวร กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งแตกกรุเมื่อ พ.ศ. 2456 เป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อของเสือมเหศวร เรื่องนี้มนัส โอภากุล (นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี) กล่าวยืนยันว่าชื่อพระมเหศวรนั้นมีมาก่อนชื่อเสือมเหศวรไม่น้อยกว่า 20 ปี[6]
นวนิยาย
[แก้]เสือมเหศวร ที่ปรากฏในนวนิยายประพันธ์โดย ป.อินทรปาลิต (นักเขียน) เป็นตัวละครซึ่งถูกประพันธ์ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากข่าวของเสือมเหศวร (สวน เภรีวงษ์) ที่ปรากฏในสื่อวิทยุและหนังสือพิมพ์ ถูกนำมาประพันธ์เป็นตัวละครซึ่งไม่ตรงกับชีวิตจริง แล้วตีพิมพ์เป็นนวนิยาย ดังนี้
- นวนิยายชุด เสือดำ ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2492 ประพันธ์โดย ป.อินทรปาลิต
ภาพยนตร์
[แก้]เสือมเหศวร ที่ปรากฏในภาพยนตร์ เป็นเรื่องราวของเสือมเหศวรซึ่งถูกประพันธ์ขึ้น อาจมีทั้งตรงและไม่ตรงกับชีวิตจริง เพียงแต่ได้รับแรงบันดาลใจจากข่าวของเสือมเหศวร (สวน เภรีวงษ์) ที่ปรากฏในอดีต บางเรื่องสร้างหรือดัดแปลงจากนวนิยายประพันธ์โดย ป.อินทรปาลิต
- ภาพยนตร์เรื่อง สามเสือสุพรรณ ฉายเมื่อ พ.ศ. 2493 บทของเสือมเหศวร แสดงโดย ชวาลา[14]
- ภาพยนตร์เรื่อง เสือดำ ฉายเมื่อ พ.ศ. 2494 บทของเสือมเหศวร แสดงโดย วลิต สนธิรัตน์[15]
- ภาพยนตร์เรื่อง จอมโจรมเหศวร ฉายเมื่อ พ.ศ. 2513 บทของเสือมเหศวร แสดงโดย มิตร ชัยบัญชา บทของผู้ใหญ่ฉัตร (พ่อของเสือมเหศวร) แสดงโดย สวน เภรีวงษ์ (เสือมเหศวรตัวจริง)[11]
- ภาพยนตร์เรื่อง สามเสือสุพรรณ ฉายเมื่อ พ.ศ. 2524 บทของเสือมเหศวร แสดงโดย ไกรสร แสงอนันต์[16]
- ภาพยนตร์เรื่อง ฟ้าทะลายโจร ฉายเมื่อ พ.ศ. 2543 บทของเสือมเหศวร แสดงโดย ศุภกรณ์ กิจสุวรรณ[17]
- ภาพยนตร์เรื่อง ขุนพันธ์ 3 ฉายเมื่อ พ.ศ. 2566 บทของเสือมเหศวร แสดงโดย มาริโอ้ เมาเร่อ[18]
- ภาพยนตร์เรื่อง เสือ ฉายเมื่อ พ.ศ.2568 บทของเสือมเหศวร แสดงโดย มาริโอ้ เมาเร่อ[19]
ข้อวิจารณ์
[แก้]เกิดข้อวิจารณ์ในสังคมไทย ถึงเรื่องพฤติกรรมโจร (เสือ) ต่าง ๆ ที่ถูกหยิบยกมาสร้างเป็นวรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ ถึงเรื่องการต่อเติมเสริมแต่ง การสร้างภาพลักษณ์ตัวละครที่อาจไม่ตรงความเป็นจริง การสร้างทัศนคติที่เกิดขึ้นจากมุมมองด้านเดียวของผู้ก่อเหตุ โดยที่ไม่ได้มองอีกด้านซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหายบ้างเลย
ในช่วงกระแสจตุคามรามเทพกำลังได้รับความนิยม พ.ศ. 2549 - 2551 เสือใบ (นายใบ สะอาดดี) เสือมเหศวร (นายสวน เภรีวงษ์) และพระครูสุนทรธรรมวิมล (ทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร) ออกเดินสายร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลจตุคามรามเทพยังวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมการกล่าวอ้างถึงขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์) เสือฝ้าย (ฝ้าย เพ็ชนะ) และเสือดำ (ดำ สะราคำ) ที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ตรงกับความเป็นจริง และแสวงหาผลประโยชน์
ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันเรื่องเงิน[20] ภายหลังจึงมีคลิปวิดีโอสัมภาษณ์เสือใบ (นายใบ สะอาดดี) กับเสือมเหศวร (นายสวน เภรีวงษ์) เปิดเผยว่าเสือดำตัวจริงเสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนพระครูสุนทรธรรมวิมล (ทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร) หรือหลวงพ่อเสือดำนั้น เป็นคนละคนกับเสือดำที่เป็นโจรร่วมสมัยกับตน[21][22]
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 สำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย. (2528). ประวัติเสือมเหศวร. ใน ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดสุพรรณบุรี. หน้า 387 - 391. สุพรรณบุรี: มนัสการพิมพ์.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ประมูล จันทรจำนง. (2516). สัมภาษณ์นายสวน เภรีวงษ์ (ขุนโจรมเหศวร). ใน ชีวิตราชการ 2477 - 2516 ของ สนิท วิไลจิตต์. หน้า 37 - 42. กรุงเทพฯ.: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง.
- ↑ อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม (2020-12-26), พ่อบัวเผื่อน เล่าเรื่องเสือดำเคยหาไปเล่นเพลง(เสือดำตายแล้ว) และเรื่องเป็นเพื่อนกับเสือมเหศวร, สืบค้นเมื่อ 2025-10-28
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 WATCHDOG CHANNEL (2018-06-28), ฃฅ 091 - รายการฃอคิดด้วยฅน ตอน เสือ ขุนโจร ออกอากาศ 5 และ 12 พฤศจิกายน 2540, สืบค้นเมื่อ 2025-10-10
- 1 2 3 4 สุริยัน ศักดิ์ไธสง. (2534). มเหศวร ขุนโจรจอมกตัญญู. 100 ชีวิต ฉบับบนเส้นทางมาเฟีย. 1(2): 3 - 10.
- 1 2 มนัส โอภากุล. (2543). พระฯ เมืองสุพรรณ ฉบับหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี. พิมพ์ครั้งที่ 5. สุพรรณบุรี: สุพรรณการพิมพ์.
- ↑ สำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย. (2528). ประวัติเสือฝ้าย. ใน ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดสุพรรณบุรี. หน้า 383 - 387. สุพรรณบุรี: มนัสการพิมพ์.
- 1 2 3 มนัส โอภากุล. (2540, พฤษภาคม). สุพรรณเป็นเมืองโจร เมืองคนดุจริงหรือ?. ศิลปวัฒนธรรม. 18(7): 90 - 101.
- ↑ 2020 ENTERTAINMENT (2020-03-01), ตำนานเสือใบ | Talk ในตำนาน ซีซั่น 2
- 1 2 สมศักดิ์ สุขนิรันดร์. (2549). เสือมเหศวร. ใน ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ นายเสาวรัจ นิตยวรรธนะ. หน้า 147 - 148. ม.ป.ท.: ม.ป.พ.
- 1 2 "จอมโจรมเหศวร (2513)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
- ↑ Samart Kumsongtham (2014-11-24), เดี่ยวลุยคุยข่าว ตำนานเสือมเหศวร, สืบค้นเมื่อ 2025-10-11
- ↑ "สิ้นแล้ว! "เสือมเหศวร" จอมโจรชื่อดังเมืองไทย เผยประวัติชีวิตเคยถูกนำสร้างหนัง". www.sanook.com/news. 2014-11-16. สืบค้นเมื่อ 2025-10-10.
- ↑ "สามเสือสุพรรณ (2493)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-10.
- ↑ "เสือดำ (2494)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-10.
- ↑ "สามเสือสุพรรณ (2524)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
- ↑ "ฟ้าทะลายโจร (2543)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
- ↑ "ขุนพันธ์ 3 (2566)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
- ↑ "5 เหตุผล ทำไมต้องดู ภาพยนตร์เสือ - เปิด "จักรวาลขุนพันธ์" บทใหม่ มีอะไรน่าจับตามอง". springnews. 2025-09-30. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
- ↑ หนุ่มคงกระพัน official (2023-06-30), Big Story | มหาโจรพันเสือ UNCUT, สืบค้นเมื่อ 2025-10-27
- ↑ CHU CHOK #ชูชก# (2017-12-13), คลิปลับ เสือใบแฉ หลวงพ่อทวีศักดิ์ คือ เสือดำตัวปลอม, สืบค้นเมื่อ 2025-10-27
- ↑ เล่าเรื่อง (2017-12-14), เสือมเหศวร ยืนยันว่า หลวงพ่อทวีศักดิ์ หรือหลวงพ่อเสือดำ คนนี้ ของปลอม!!, สืบค้นเมื่อ 2025-10-27