ข้ามไปเนื้อหา

เสือมเหศวร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
นายสวน, ศวร เภรีวงษ์
ภาพถ่ายจากซ้ายไปขวา
มิตร ชัยบัญชา, สวน เภรีวงษ์ (เสือมเหศวร), เมือง อพอลโล่
ในภาพยนตร์เรื่อง จอมโจรมเหศวร พ.ศ. 2513
เกิดพ.ศ. 2457
บ้านเขาดิน ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ประเทศไทย
เสียชีวิต15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 (100 ปี)
โรงพยาบาลหันคา ตำบลหันคา อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ประเทศไทย
สาเหตุเสียชีวิตโรคชรา และโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจโต โรคไต ฯลฯ
สัญชาติไทย
อาชีพชาวนา, โจร, ลูกจ้าง, ชาวไร่
มีชื่อเสียงจากอาชญากร, ผู้มีอิทธิพล
คู่รักมีหลายคน (ไม่พบข้อมูลชัดเจน)
บุตร8 คน
บุพการี
  • ฉัตร เภรีวงษ์ (บิดา)
  • ตลับ เภรีวงษ์ (มารดา)

เสือมเหศวร เป็นอาชญากรชาวไทย ที่ก่อเหตุและมีคดีความอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 8 - รัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ประวัติ

[แก้]

เสือมเหศวร มีชื่อจริงว่า นายสวน ภายหลังใช้ว่า ศวร นามสกุล เภรีวงษ์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2457 (ปีขาล) ที่บ้านเขาดิน อำเภอเดิมบาง เมืองสุพรรณบุรี (ปัจจุบันอยู่ในเขตหมู่ที่ 7 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี)[1]

เป็นบุตรคนที่ 1 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม (ทำนา) โดยบิดาชื่อ นายฉัตร นามสกุล เภรีวงษ์ รับราชการเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านเขาดิน ส่วนมารดาชื่อ นางตลับ นามสกุล เภรีวงษ์[1]

วัยเยาว์ เข้ารับการศึกษาอักษรสมัยจากพระอาจารย์ยอดที่วัดนางบวช ซึ่งอยู่ไม่ไกลบ้าน เป็นระยะเวลา 2 - 3 ปี จวบจนสำเร็จการศึกษา มีความรู้อ่านออกเขียนได้จึงออกจากวัดกลับบ้านช่วยครอบครัวประกอบอาชีพ[1]

พ.ศ. 2478 เข้ารับการเกณฑ์ทหาร ผลจับได้ใบแดง จึงเข้ารับราชการเป็นทหารอากาศอยู่ที่ดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เป็นระยะเวลา 1 ปี 3 เดือน ก็ได้รับการปลดเป็นทหารกองหนุน กลับบ้านช่วยครอบครัวประกอบอาชีพ[1]

พ.ศ. 2480 อุปสมบทที่วัดนางบวช[2] ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบาง (ปัจจุบันอำเภอเดิมบางนางบวช) จังหวัดสุพรรณบุรี โดยพระครูศีลกิตติ (กริด อินฺทโชโต) เจ้าคณะแขวงอำเภอเดิมบาง เจ้าอาวาสวัดท่าช้าง เป็นพระอุปัชฌาย์[1] อุปสมบทแล้วจำพรรษาที่วัดนางบวช 1 พรรษา จากนั้นไปจำพรรษาอยู่ที่วัดในจังหวัดอ่างทองอีก 1 พรรษา เป็นเพื่อนพระภิกษุกับนายบัวเผื่อน โพธิ์พักตร์ (ศิลปินเพลงพื้นบ้าน)[3] จากนั้นจึงลาสิกขา

หลังลาสิกขาก็ถูกกองทัพเรียกระดมกำลังพลสำรอง เข้าเป็นทหารกองประจำการในกรณีพิพาทอินโดจีนเป็นระยะเวลา 6 เดือน จึงพ้นประจำการในปี พ.ศ. 2484 กลับบ้านช่วยครอบครัวประกอบอาชีพได้ไม่นาน เกิดเหตุขัดแย้งกับหมื่นชนนิยมยิ่ง (กำนันเริง) กำนันตำบลทุ่งคลี อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี กำนันเริงจึงพาพรรคพวกมาลอบยิงนายฉัตรผู้เป็นบิดาเสียชีวิต[2]

เมื่อนายฉัตรเสียชีวิต นายสวนรับรู้ถึงความไม่ปลอดภัย และคิดว่าน่าจะเป็นฝีมือกำนันเริงจึงหลบหนีไปทำงานรับจ้างอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ เช่น อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี มีภรรยาอยู่ที่นั่น 1 คน, จังหวัดลำพูนอาศัยอยู่กับเพื่อนที่เคยเป็นทหารด้วยกัน โดยช่วยทำไร่กระเทียม, จังหวัดลพบุรี, อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี, จังหวัดกาญจนบุรี, และแถวสถานีรถไฟท่าแฉลบ จังหวัดนครปฐม มีภรรยาอีก 1 คน แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน รวมระยะเวลาที่หลบหนีประมาณเกือบ 4 ปี (3 ปีเศษ) ได้ศึกษาวิชาอาคมทั้งสายเขมรและสายแขกอีกด้วย[1][2][4][5]

เป็นโจร

[แก้]

ขณะหลบหนีวันหนึ่งอ่านข่าวเสือฝ้ายในหนังสือพิมพ์ จึงอยากสมัครเป็นลูกน้อง ตัดสินใจเดินทางกลับจังหวัดสุพรรณบุรีเพื่อขอเข้าร่วมชุมโจรด้วย โดยนายเล็ก โอวาท ผู้เป็นน้าชายและมีความคุ้นเคยกับพรรคพวกเสือฝ้าย เป็นผู้พาเข้าพบเสือฝ้าย ตอนแรกเสือฝ้ายไม่รับ แต่เสือคอย (พรรคพวกเสือฝ้าย) บอกว่าให้รับไว้ก่อนเพราะหูตามันดี เสือฝ้ายจึงยอมรับเข้าชุมโจร มอบหมายให้ออกปล้น เริ่มจากเป็นลูกน้องแล้วค่อย ๆ พัฒนาจนขึ้นเป็นรองหัวหน้า เป็นลูกน้องฝีมือดีที่เสือฝ้ายมอบหมายให้นำปล้นที่ต่าง ๆ เมื่อปล้นเสร็จแล้วจะต้องแบ่งทรัพย์สินที่ได้ให้เสือฝ้ายทุกครั้ง แม้เสือฝ้ายจะไม่ได้ออกปล้นด้วยก็ตาม และช่วงนี้เองเสือฝ้ายตั้งชื่อให้ใหม่ว่า มเหศวร[2] ตามชื่อพระเครื่องพิมพ์พระมเหศวรที่บูชาติดตัว[6]

ขณะอยู่กับเสือฝ้ายก็คิดจะไปยิงกำนันเริง กำนันเริงทราบจึงส่งหนังสือมาท้าให้ออกไปยิงกัน แต่เสือมเหศวรส่งหนังสือตอบกลับไปว่า "ผมไม่สู้กำนันหรอกครับ แล้วก็พ่อผมใครจะฆ่าก็ไม่รู้ ผมไม่รู้ว่าใครฆ่า ผมฝากญาติพี่น้องผมด้วย" เพื่อลวงให้กำนันเริงตายใจ ต่อมาบังเอิญพบกับจ่าเมฆ (เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่) จึงสอบถามเพื่อให้ได้ความชัดเจนและไม่ผิดพลาดว่ากำนันเริงเป็นผู้ยิงบิดาของตนแน่ แล้วยังส่งหนังสือมาท้าทายอีก หากตนไม่สู้ก็จะเสียศักดิ์ศรี[1][4] จึงขออนุญาตเสือฝ้าย แต่เสือฝ้ายสั่งห้ามแก้แค้นเพราะกำนันเริงเป็นพรรคพวกกัน อีกทั้งตอนนั้นเสือฝ้ายต้องการเลิกเป็นโจร จึงตกลงร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ปราบโจร (เสือ) ต่าง ๆ ในจังหวัดสุพรรณบุรีและเขตพื้นที่ติดต่อกัน จนลูกน้องล้มหายตายจากไปหลายคน[7]

วันหนึ่งเสือมเหศวรใช้อุบายหลอกลูกน้องในชุมเสือฝ้ายว่าจะชวนไปปล้นโดยที่เสือฝ้ายก็ไม่รู้ รวมลูกน้องได้จำนวน 15 คน จึงบุกไปยิงกำนันเริงจนเสียชีวิต เมื่อกลับถึงชุมเสือฝ้ายทราบเรื่องจึงโกรธ เพราะทำผิดกฎและคำสั่ง เสือมเหศวรจึงชักชวนลูกน้องจำนวนหนึ่งหนีออกมาตั้งชุมโจรใหม่ รวมระยะเวลาที่อยู่กับเสือฝ้ายเกือบ 3 ปี[4] (2 ปี เศษ)

ชุมโจรเสือมเหศวรมีลูกน้องประมาณ 40 - 50 คน มีกฎว่าผู้ที่จะเข้าร่วมต้องเป็นผู้มีคดีความติดตัวมาก่อน ต้องรักษาสัจจะ เมื่อเกิดเหตุปะทะห้ามยิงถูกเจ้าหน้าที่เพราะจะทำให้เดือดร้อน ห้ามผิดลูกผิดเมียผู้อื่นเด็ดขาด ห้ามปล้นเรี่ยราดข้างทาง ปล้นเฉพาะที่ตกลงกันปล้น ชุมโจรตั้งอยู่ในป่าเขาใกล้แหล่งน้ำ เพราะต้องใช้น้ำอุปโภคบริโภค แต่ไม่อยู่เป็นหลักแหล่ง เพราะถือคติเสือ (สัตว์ป่า) ว่ากินที่นี่แต่ไปขี้ที่อื่น และเพื่อไม่ให้ทางครอบครัวเดือดร้อน นาน ๆ จึงกลับบ้านไปหาครอบครัวสักครั้ง[4]

เสือมเหศวรเป็นผู้มีความสนใจด้านวัตถุมงคล พระเครื่องที่บูชาติดตัวขณะนั้น เช่น พระกำแพงเขย่ง พระโมคคัลลาน์ พระมเหศวรพิมพ์ใหญ่ พระเศียรบาตรวัดสามปลื้ม ฯลฯ[2] และยังสนใจด้านวิชาอาคม ก่อนออกปล้นจะต้องทำพิธีกรรมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นขวัญกำลังใจแก่ลูกน้อง ทำน้ำมนต์เสี่ยงทาย หากหยดน้ำตาเทียนลงในกระแป๋ง(ถัง)น้ำมนต์แล้วเกิดไฟลุกไหม้ที่ก้นถัง จะถือเป็นลางร้ายห้ามออกปล้น แต่หากไม่เกิดอะไรขึ้นจะถือเป็นลางดี ออกปล้นแล้วจะไม่เป็นอะไร[4]

เสือมเหศวรเล่าอีกว่าไม่ได้ปล้นหวังรวย ปล้นเพียงแค่กิน เอาชีวิตรอด เจอคนยากจนก็แบ่งเงินทองหรือผ้าผ่อนให้บ้าง ปล้นเดือนละ 2 ครั้ง ปล้นตอนกลางวัน โดยไม่มีการประกาศล่วงหน้า เริ่มเวลาเช้าตรู่ ราว 06.00 น. เนื่องจากเป็นเวลาสว่าง คนพึ่งตื่นนอน ยังไม่ทันเตรียมตัว และเหตุที่ไม่ปล้นกลางคืนเพราะกลัวจะยิงกันเอง เนื่องจากมีลูกน้องหลายคน ออกปล้นแต่ละครั้งใช้ลูกน้องจำนวน 40 - 50 คน ล้อมหมู่บ้าน เมื่อเข้าปล้นจะยิงปืนเป็นสัญญาณก่อน 3 นัด เมื่อเจ้าทรัพย์ตกใจวิ่งออกมา ลูกน้องที่อยู่ข้างนอกก็ช่วยกันควบคุมตัว การปล้นแต่ละครั้งจะมีคนในเป็นผู้ติดต่อและเป็นสายข่าว ทำบัญชีรายชื่อคนรวยในหมู่บ้านก่อนที่จะปล้น ใช้เวลาค้นหาทรัพย์สินประมาณ 4 - 5 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นหมู่บ้าน มีจำนวนหลายหลังคาเรือน เสร็จแล้วยิงปืน 3 นัด เป็นสัญญาณเรียกรวมตัวสมาชิกก่อนจะกลับ เพื่อให้มายืนเข้าแถวนับจำนวนสมาชิก จากนั้นเสือมเหศวรจึงเดินวนรอบลูกน้อง 3 รอบ บริกรรมคาถาคุ้มครองไม่ให้มีอันตราย เสร็จแล้วจึงกลับ[4]

เมื่อปล้นแล้วนำเงินส่วนหนึ่งมาซื้ออาวุธปืน เช่น ปืนทอมป์สัน (ปืนกลมือทอมป์สัน) ปืนสเตน (Sten) ปืน 83 ญี่ปุ่น (ปืนกลเบาแบบ 83 ญี่ปุ่น) ปืนพระราม (ปืนพระราม 6) ปืนแบบ 66 (ปืนเล็กยาวแบบ 66) จากเจ้าหน้าที่ซึ่งกระทำการทุจริตในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี กาญจนบุรี ส่วนกระสุนปืนซื้อจากเพื่อนที่เคยเป็นทหารด้วยกันซึ่งทำงานอยู่กรมคลังแสงทหารบก[4] (ปัจจุบันคือ กองคลังแสง กรมสรรพาวุธทหารบก)

เสือมเหศวรเคยถูกยิงที่บ้านเก่า อำเภอวิเศษชัยชาญ (ปัจจุบันเป็นอำเภอสามโก้) จังหวัดอ่างทอง ด้วยอาวุธปืนคาร์ไบน์ (Carbine) กระสุนปืนยิงถูกที่แขนข้างซ้าย กระโหลกศีรษะส่วนหน้าแตก (กระหม่อมยุบ) และที่หน้าผากเข้าเพียงเล็กน้อย มีเลือดออก แต่กระสุนไม่ฝังใน[4]

บุคลิกเสือมเหศวร รูปร่างสูงใหญ่น่าเกรงขาม ผิวคล้ำเป็นมัน ตัดผมสั้น หวีเรียบ พูดช้า สุขุม ยิ้มยาก ท่าทางปราดเปรียว แววตาคมกริบ[2][8] ถือสัจจะว่าไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น ไม่เนรคุณต่อผู้มีพระคุณ และเคารพบิดามารดาเสมอชีวิต[1]

เลิกเป็นโจร

[แก้]

เสือมเหศวรให้สัมภาษณ์ในรายการฃอคิดด้วยฅน ตอน เสือ ขุนโจร ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 9 อ.ส.ม.ท. เมื่อวันที่ 5 และ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 เมื่อพิธีกรถามว่า "ถ้ากำนันไม่ฆ่าพ่อ คิดว่าจะเป็นเสือไหม?" เขาตอบว่า "จะเป็นทำไม มันของดีเมื่อไรเล่า… มันลำบากจะตายล่ะ หนีฝน หนีตำรวจ หนียุง หนีทุกอย่าง"[4]

พ.ศ. 2491[2] เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนางตลับผู้เป็นมารดา เสือมเหศวรจึงมีหนังสือถึง พ.ต.อ.สวัสดิ์ กันเขตต์ (ผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 7) ว่า "จับแม่ผมทำไม จับพี่น้องผมไปทำไม ทุกคนนั่นจับทำไม ทำไมไม่มาจับผม" และทิ้งท้ายว่า "ให้มารับตัวผมที่บ้านเลย ขอให้ปล่อยญาติพี่น้อง" จากนั้นเสือมเหศวรกับเสือหมาก (ลูกน้อง) จึงเข้ามอบตัวที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเดิมบางนางบวช โดยมี ขุนธรรมรัฐธุราทร (ข้าหลวงประจำจังหวัดสุพรรณบุรี) พ.ต.อ.สวัสดิ์ กันเขตต์ (ผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 7) มารับมอบตัวด้วยตนเอง[5]

เมื่อมอบตัวแล้วมีปัญหาว่าไม่มีเจ้าทุกข์ชี้ตัวเพื่อดำเนินคดี เนื่องจากชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เห็นใจ อีกส่วนหนึ่งก็เกรงกลัวเสือมเหศวรและลูกน้อง เนื่องจากลูกน้องป่าวประกาศว่าถ้าใครไปชี้ตัวจะยิงให้ตายให้หมดและเอาไฟเผาบ้านด้วย จึงไม่มีผู้ใดกล้า ร.ต.อ.จรูญ บุญญสิทธิ์ (หัวหน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอเดิมบางนางบวช) ซึ่งเสือมเหศวรให้ความนับถือเป็นลูกพี่และเรียกว่า "เจ้านาย" จึงบอกกับเสือมเหศวรว่าถ้าไม่ติดคุกไม่ได้ เดี๋ยวตำรวจเขายิงตาย จากนั้นจึงหาคนมาเป็นโจทก์ชี้ตัวดำเนินคดี[4][5]

เสือมเหศวรถูกศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี แต่รับสารภาพจึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง เหลือโทษจำคุก 5 ปี จำคุกอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง จังหวัดนนทบุรี โดยอยู่คนละแดนผู้ต้องขังกับเสือใบ เสือมเหศวรอยู่แดน 3 ส่วนเสือใบเข้ามาก่อนและอยู่ที่แดน 1 จำคุกเป็นระยะเวลา 3 ปีเศษก็ได้รับอภัยโทษ[5][9]

หลังออกจากเรือนจำ อดีตเสือมเหศวร หรือว่านายสวนจึงอุปสมบทเป็นระยะเวลา 4 พรรษา โดยจำพรรษาที่วัดนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นวัดที่เคยอุปสมบทอยู่ใกล้บ้าน 1 พรรษา, แล้วย้ายไปจำพรรษาที่วัดพระลอย จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่กับพระอธิการแต้ม ปุญฺญสุวณฺโณ เป็นพระที่ตนและเสือฝ้ายนับถือ 1 พรรษา, ที่วัดสมรโกฏิ จังหวัดนนทบุรี 1 พรรษา ได้สักยันต์ที่หลังจากวัดนี้, และที่วัดศิลามูล จังหวัดนครปฐม 1 พรรษา อยู่กับพระมหาเฉลียว กลฺยาโณ ซึ่งเป็นชาวจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงพ่อวัดปากน้ำที่ตนนับถือ จากนั้นจึงลาสิกขาที่นี่[2]

หลังลาสิกขา ประกอบอาชีพต่าง ๆ เช่น เป็นลูกจ้างที่โรงฆ่าสัตว์ ต่อมาเป็นเกษตรกรทำไร่อ้อยที่อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นพนักงานของโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี (บริษัท อุตสาหกรรมน้ำตาลสุพรรณบุรี จำกัด) ทำหน้าที่เป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ดูแลความปลอดภัยของพนักงานและทรัพย์สินของโรงงานเป็นระยะเวลาหลายปี[2][10]

พ.ศ. 2512 นายพลสัณห์ ศรีหาผล (ผู้อำนวยการสร้าง พลสัณห์ภาพยนตร์) ได้ไปตีไก่ชนที่อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี จึงพบกับนายสวน แล้วชักชวนให้นำชีวประวัติมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง จอมโจรมเหศวร ฉายเมื่อ พ.ศ. 2513[11] บทของเสือมเหศวร แสดงโดย มิตร ชัยบัญชา บทของผู้ใหญ่ฉัตร (พ่อของเสือมเหศวร) แสดงโดย นายสวน เภรีวงษ์ (อดีตเสือมเหศวร) ร่วมแสดงได้ 2 ฉากก็ถูกยิงเสียชีวิต ได้รับค่าชีวประวัติกับค่าตัวเป็นเงิน จำนวน 100,000 บาท จึงนำมาซื้อที่ดินได้เป็นร้อยไร่[8] ลาออกจากพนักงานของโรงงานน้ำตาลสุพรรณบุรี ประกอบอาชีพเกษตรกร (ทำไร่) และมีรถแทรกเตอร์รับจ้างอยู่แถบอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี[10]

บั้นปลายชีวิต นายสวนประกอบอาชีพเกษตรกร ทำไร่มันสำปะหลังอยู่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบ ๆ ทำไร่ เลี้ยงวัว เข้าวัดบ้าง นายใบ (อดีตเสือใบ) และลูกน้องเก่าที่ยังมีชีวิตอยู่แวะมาเยี่ยมเยียนบ่อย ๆ[8]

เสียชีวิต

[แก้]

เช้าตรู่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557[12] นายสวนมีอาการเป็นลม ลูกจึงนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลหันคา จังหวัดชัยนาท แต่ด้วยอายุที่มากและโรคประจำตัวทั้งโรคหัวใจโต โรคไต แพทย์จึงไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้[13] นายสวนเสียชีวิตอย่างสงบ เวลา 06.15 น. สิริอายุ 100 ปี

มีพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ณ เมรุลอยชั่วคราว สนามโรงเรียนบ้านไพรนกยูง ตำบลไพรนกยูง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558 เวลา 16.00 น.

เสือมเหศวรในวัฒนธรรมร่วมสมัย

[แก้]

เสือมเหศวร ปรากฏเป็นข่าวในสื่อต่าง ๆ ในอดีต แล้วเป็นที่สนใจของสังคม จึงถูกนำมาสร้างเป็นวัฒนธรรมร่วมสมัย ดังนี้

พระเครื่อง

[แก้]

มักเกิดความเข้าใจผิดว่าพระเครื่องพิมพ์พระมเหศวร กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งแตกกรุเมื่อ พ.ศ. 2456 เป็นชื่อที่ตั้งตามชื่อของเสือมเหศวร เรื่องนี้มนัส โอภากุล (นักเขียน และนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจังหวัดสุพรรณบุรี) กล่าวยืนยันว่าชื่อพระมเหศวรนั้นมีมาก่อนชื่อเสือมเหศวรไม่น้อยกว่า 20 ปี[6]

นวนิยาย

[แก้]

เสือมเหศวร ที่ปรากฏในนวนิยายประพันธ์โดย ป.อินทรปาลิต (นักเขียน) เป็นตัวละครซึ่งถูกประพันธ์ขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจากข่าวของเสือมเหศวร (สวน เภรีวงษ์) ที่ปรากฏในสื่อวิทยุและหนังสือพิมพ์ ถูกนำมาประพันธ์เป็นตัวละครซึ่งไม่ตรงกับชีวิตจริง แล้วตีพิมพ์เป็นนวนิยาย ดังนี้

  • นวนิยายชุด เสือดำ ตีพิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2492 ประพันธ์โดย ป.อินทรปาลิต

ภาพยนตร์

[แก้]

เสือมเหศวร ที่ปรากฏในภาพยนตร์ เป็นเรื่องราวของเสือมเหศวรซึ่งถูกประพันธ์ขึ้น อาจมีทั้งตรงและไม่ตรงกับชีวิตจริง เพียงแต่ได้รับแรงบันดาลใจจากข่าวของเสือมเหศวร (สวน เภรีวงษ์) ที่ปรากฏในอดีต บางเรื่องสร้างหรือดัดแปลงจากนวนิยายประพันธ์โดย ป.อินทรปาลิต

ข้อวิจารณ์

[แก้]

เกิดข้อวิจารณ์ในสังคมไทย ถึงเรื่องพฤติกรรมโจร (เสือ) ต่าง ๆ ที่ถูกหยิบยกมาสร้างเป็นวรรณกรรม ละคร ภาพยนตร์ ฯลฯ ถึงเรื่องการต่อเติมเสริมแต่ง การสร้างภาพลักษณ์ตัวละครที่อาจไม่ตรงความเป็นจริง การสร้างทัศนคติที่เกิดขึ้นจากมุมมองด้านเดียวของผู้ก่อเหตุ โดยที่ไม่ได้มองอีกด้านซึ่งเป็นฝ่ายผู้เสียหายบ้างเลย

ในช่วงกระแสจตุคามรามเทพกำลังได้รับความนิยม พ.ศ. 2549 - 2551 เสือใบ (นายใบ สะอาดดี) เสือมเหศวร (นายสวน เภรีวงษ์) และพระครูสุนทรธรรมวิมล (ทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร) ออกเดินสายร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลจตุคามรามเทพยังวัดต่าง ๆ ในประเทศไทย และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมการกล่าวอ้างถึงขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์) เสือฝ้าย (ฝ้าย เพ็ชนะ) และเสือดำ (ดำ สะราคำ) ที่เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ตรงกับความเป็นจริง และแสวงหาผลประโยชน์

ต่อมาเกิดความขัดแย้งกันเรื่องเงิน[20] ภายหลังจึงมีคลิปวิดีโอสัมภาษณ์​เสือใบ​ (นายใบ สะอาดดี) กับเสือมเหศวร (นายสวน เภรีวงษ์) เปิดเผยว่าเสือดำตัวจริงเสียชีวิตไปนานแล้ว ส่วนพระครูสุนทรธรรมวิมล (ทวีศักดิ์ ชุตินฺธโร) หรือหลวงพ่อเสือดำนั้น เป็นคนละคนกับเสือดำที่เป็นโจรร่วมสมัยกับตน[21][22]

ดูเพิ่ม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 สำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย. (2528). ประวัติเสือมเหศวร. ใน ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดสุพรรณบุรี. หน้า 387 - 391. สุพรรณบุรี: มนัสการพิมพ์.
  2. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ประมูล จันทรจำนง. (2516). สัมภาษณ์นายสวน เภรีวงษ์ (ขุนโจรมเหศวร). ใน ชีวิตราชการ 2477 - 2516 ของ สนิท วิไลจิตต์. หน้า 37 - 42. กรุงเทพฯ.: โรงพิมพ์ส่วนท้องถิ่น กรมการปกครอง.
  3. อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม (2020-12-26), พ่อบัวเผื่อน เล่าเรื่องเสือดำเคยหาไปเล่นเพลง(เสือดำตายแล้ว) และเรื่องเป็นเพื่อนกับเสือมเหศวร, สืบค้นเมื่อ 2025-10-28
  4. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 WATCHDOG CHANNEL (2018-06-28), ฃฅ 091 - รายการฃอคิดด้วยฅน ตอน เสือ ขุนโจร ออกอากาศ 5 และ 12 พฤศจิกายน 2540, สืบค้นเมื่อ 2025-10-10
  5. 1 2 3 4 สุริยัน ศักดิ์ไธสง. (2534). มเหศวร ขุนโจรจอมกตัญญู. 100 ชีวิต ฉบับบนเส้นทางมาเฟีย. 1(2): 3 - 10.
  6. 1 2 มนัส โอภากุล. (2543). พระฯ เมืองสุพรรณ ฉบับหอการค้าจังหวัดสุพรรณบุรี. พิมพ์ครั้งที่ 5. สุพรรณบุรี: สุพรรณการพิมพ์.
  7. สำนักงานจังหวัดสุพรรณบุรี สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย. (2528). ประวัติเสือฝ้าย. ใน ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาค จังหวัดสุพรรณบุรี. หน้า 383 - 387. สุพรรณบุรี: มนัสการพิมพ์.
  8. 1 2 3 มนัส โอภากุล. (2540, พฤษภาคม). สุพรรณเป็นเมืองโจร เมืองคนดุจริงหรือ?. ศิลปวัฒนธรรม. 18(7): 90 - 101.
  9. 2020 ENTERTAINMENT (2020-03-01), ตำนานเสือใบ | Talk ในตำนาน ซีซั่น 2
  10. 1 2 สมศักดิ์ สุขนิรันดร์. (2549). เสือมเหศวร. ใน ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพ นายเสาวรัจ นิตยวรรธนะ. หน้า 147 - 148. ม.ป.ท.: ม.ป.พ.
  11. 1 2 "จอมโจรมเหศวร (2513)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
  12. Samart Kumsongtham (2014-11-24), เดี่ยวลุยคุยข่าว ตำนานเสือมเหศวร, สืบค้นเมื่อ 2025-10-11
  13. "สิ้นแล้ว! "เสือมเหศวร" จอมโจรชื่อดังเมืองไทย เผยประวัติชีวิตเคยถูกนำสร้างหนัง". www.sanook.com/news. 2014-11-16. สืบค้นเมื่อ 2025-10-10.
  14. "สามเสือสุพรรณ (2493)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-10.
  15. "เสือดำ (2494)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-10.
  16. "สามเสือสุพรรณ (2524)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
  17. "ฟ้าทะลายโจร (2543)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
  18. "ขุนพันธ์ 3 (2566)". ไทยบันเทิง. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
  19. "5 เหตุผล ทำไมต้องดู ภาพยนตร์เสือ - เปิด "จักรวาลขุนพันธ์" บทใหม่ มีอะไรน่าจับตามอง". springnews. 2025-09-30. สืบค้นเมื่อ 2025-10-09.
  20. หนุ่มคงกระพัน official (2023-06-30), Big Story | มหาโจรพันเสือ UNCUT, สืบค้นเมื่อ 2025-10-27
  21. CHU CHOK #ชูชก# (2017-12-13), คลิปลับ เสือใบแฉ หลวงพ่อทวีศักดิ์ คือ เสือดำตัวปลอม, สืบค้นเมื่อ 2025-10-27
  22. เล่าเรื่อง (2017-12-14), เสือมเหศวร ยืนยันว่า หลวงพ่อทวีศักดิ์ หรือหลวงพ่อเสือดำ คนนี้ ของปลอม!!, สืบค้นเมื่อ 2025-10-27