เลียม แกลลาเกอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เลียม แกลลาเกอร์
Liam Gallagher.jpg
เลียม แกลลาเกอร์
ข้อมูลพื้นฐาน
ชื่อจริง วิลเลียม จอห์น พอล แกลลาเกอร์
เกิด 21 กันยายน 2515 (45 ปี 245 วัน)
สหราชอาณาจักรเบอร์นิจ, แมนเชสเตอร์,
สหราชอาณาจักร
แนวเพลง ร็อก, บริตป็อป, อัลเทอร์เนทีฟ
อาชีพ นักร้อง, นักแต่งเพลง, นักออกแบบแฟชั่น
เครื่องดนตรี ร้องนำ, กลองเล็ก, กีตาร์, ฮาร์โมนิกา, เปียโน
ช่วงปี 1991-ปัจจุบัน
ค่ายเพลง Creation, Big Brother, Epic, Beady Eye, Warner Bros. Records
ส่วนเกี่ยวข้อง โอเอซิส, บีดีอาย, เดอะเรน
เว็บไซต์ http://liamgallagher.com/

วิลเลียม จอห์น พอล แกลลาเกอร์ (อังกฤษ: William John Paul Gallagher; 21 กันยายน พ.ศ. 2515) เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง นักดนตรีชาวอังกฤษ อดีตผู้นำวงดนตรีโอเอซิส และอดีตผู้นำวงดนตรีบีดีอาย ด้วยพฤติกรรมคุ้มดีคุ้มร้าย ทัศนคติและท่าทีต่อต้านสังคม ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวสมัยวัยเด็ก ส่งผลให้เลียมกลายเป็นประเด็นที่พูดถึงอย่างมากในหนังสือพิมพ์และข่าว ทำให้เขาเป็นบุคคลหนึ่งที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ดนตรีอังกฤษสมัยใหม่[1]

เลียม ยังมีสไตล์การร้องเพลงที่โดดเด่น ในท่าร้องเพลงแหงนหน้าหาไมค์ มือไขว้หลัง หรือที่เรียกว่า "Singing pose"[2] ซึ่งเขามักแสดงเช่นนี้ในทุกคอนเสิร์ตจนกลายเป็นเอกลักษณ์ โดยให้เหตุผลว่าการวางตำแหน่งไมโครโฟนไว้ระหว่างจมูกและปาก พร้อมทั้งย่อเข่ามือไขว้หลังนั้นจะช่วยให้เปล่งเสียงออกได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แกลลาเกอร์ยังได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในฟร้อนท์แมนตลอดกาลของวงการเพลงอีกด้วย

ถึงแม้ว่าพี่ชายของเขา โนล แกลลาเกอร์ เป็นผู้ประพันธ์เพลงให้วงโอเอซิสเป็นส่วนใหญ่ แต่เลียมก็มีโอกาสแต่งเพลง "Little James", "Songbird" และ "I'm Outta Time" เป็นซิงเกิ้ลของวงด้วย[3] ตั้งแต่โนล แกลลาเกอร์ได้ลาออกจากวงในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 เลียมยังคงทำผลงานเพลงต่อไปโดยก่อตั้งวงดนตรีร่วมกับอดีตสมาชิกวงโอเอซิส คือ เก็ม อาร์เชอร์, แอนดี เบล, คริส ชาร์ร็อก[4] ด้วยชื่อวงใหม่ "บีดีอาย"[5] ออกอัลบั้มได้เพียงสองชุด เลียมก็ประกาศยุบวงในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เลียมเป็นแฟนบอลของแมนเชสเตอร์ซิตี้ โดยมักจะออกมาแขวะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นประจำ

ประวัติ[แก้]

เลียม แกลลาเกอร์เกิดที่ย่านเบอร์นิจ เมืองแมนเชสเตอร์ เป็นลูกคนที่สามและเป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัวชาวไอริช บิดาชื่อ ทอมัส แกลลาเกอร์ และมารดาชื่อเป็กกี้ แกลลาเกอร์ บิดาของแกลลาเกอร์ได้ใช้ความรุนแรงต่อครอบครัวอยู่บ่อยครั้ง โดยโนลพี่ชายของเขาถูกกระทำหนักที่สุด เลียมได้กล่าวว่าการทารุณกรรมของพ่อเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากเป็นศิลปิน[6] เมื่อเลียมอายุประมาณ 7 ขวบ[7] เป็กกี้มารดาของเลียมพาลูกของเธอหนีจากสามี แม้ว่าเลียมยังคงติดต่อเป็นระยะ ๆ กับบิดาในช่วงวัยรุ่น แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อยังคงไม่ลงรอยกันจนถึงปัจจุบัน

พอล พี่ชายของเลียม และโนลยังยืนยันอีกว่า เลียมในช่วงวัยรุ่นมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้คน โดยเฉพาะกับโนลพี่ชายของเขาเพราะทั้งสองนอนห้องเดียวกัน เลียมถูกไล่ออกจากโรงเรียนเมื่ออายุ 15 ปี เพราะไปมีเรื่องทะเลาะวิวาท โนลกล่าวว่า เลียมเริ่มแสดงความสนใจในด้านดนตรีในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย เขามั่นใจในความสามารถในการร้องของตนเองเป็นอย่างมาก และเริ่มฟังวงดนตรีดัง ๆ ในสมัยนั้น เช่น เดอะสโตนโรสเซส, เดอะฮู, เดอะคิงส์, เดอะแจม, ที. เรกซ์ โดยเฉพาะวง เดอะบีเทิลส์ เลียมคลั่งไคล้จอห์น เลนนอนเป็นอย่างมาก แกลลาเกอร์ยืนยันอีกว่าเขาคือ เลนนอน ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ แม้ว่าแกลลาเกอร์จะถือกำเนิดมาแล้ว 8 ปี ก่อนที่เลนนอนจะถูกฆาตกรรมก็ตาม แกลลาเกอร์ยังเป็นแฟนคลับตัวยงของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี อีกด้วย[8]

ชีวิตส่วนตัว[แก้]

เลียม แกลลาเกอร์ผ่านการสมรส 2 ครั้ง มีบุตรทั้งสิ้น 4 คน ได้แก่ลูกสาว 2 คนและลูกชาย 2 คน

แกลลาเกอร์เคยคบหากับ ลิซ่า มูริช นักร้องชาวอังกฤษ มีบุตรสาวคือ มอลลี่ มูริช กำเนิดเมื่อปี พ.ศ. 2540 หลังจากนั้นแกลลาเกอร์แต่งงานกับ แพทซี เคนซิท ดาราและนางแบบชาวอังกฤษ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2540 มีบุตรชายด้วยกันคนเดียว คือ เลนนอน ฟรานซิส แกลลาเกอร์ กำเนิดเมื่อปี พ.ศ. 2542 หนึ่งปีหลังจากนั้น แพทซีและแกลลาเกอร์ก็หย่าร้างกัน แกลลาเกอร์ให้กำเนิดบุตรคนที่สามกับ นิโคล แอปเพิลตัน โดยเป็นบุตรชายชื่อว่า ยีน แกลลาเกอร์ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2551 แกลลาเกอร์และแอปเพิลตั้นก็แต่งงานกัน โดยที่โนล แกลลาเกอร์และสมาชิกของวง โอเอซิส ไม่มีใครรู้เลยจนกระทั่งพิธีวิวาห์ได้เริ่มขึ้นแล้ว

ต่อมาปี พ.ศ. 2557 แอปเพิลตั้นฟ้องหย่าแกลลาเกอร์อย่างเป็นทางการ หลังจาก ลิซ่า จอร์บานี นักข่าวบันเทิงฟรีแลนซ์ของนิวยอร์กไทม์ส ออกมาเปิดเผยว่าเธอมีบุตรสาววัย 7 เดือนกับแกลลาเกอร์ โดยทั้งคู่รู้จักกันหลังจากที่กอร์บานีได้สัมภาษณ์แกลลาเกอร์เมื่อครั้งเดินทางไปนิวยอร์กเมื่อ พ.ศ. 2553 เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้แอปเพิลตั้นโกรธมาก ต้องฟ้องหย่าในชั้นศาล ช่วงเวลานี้เองที่แกลลาเกอร์ไม่ได้ทำงานเพลง และต้องใช้เวลาอยู่แต่กับนักกฎหมายเป็นเวลาหลายปี ต้องใช้เงินจำนวนมากในการว่าความและขึ้นศาล

ปัจจุบัน แกลลาเกอร์คบหากับ เด็บบี้ กวิเธอร์ อดีตผู้จัดการส่วนตัววงบีดีอาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวให้แกลลาเกอร์ในฐานะศิลปินเดี่ยวด้วย[9]

ความสัมพันธ์ของสองพี่น้อง[แก้]

สองพี่น้องแกลลาเกอร์ เมื่อปี พ.ศ. 2548

- เลียมกล่าวว่า เขาไม่ค่อยได้พูดคุยกับพี่ชายมากนักแทบที่จะไม่สนิทชิดเชื้อกันเลย ระหว่างทัวร์ครั้งสุดท้ายเขาและพี่ชายพูดคุยกันซึ่งๆหน้าเฉพาะตอนอยู่บนเวทีเท่านั้น

- ระหว่างทีไปทัวร์คอนเสิร์ตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2537 เลียมได้เปลี่ยนแปลงเนื้อร้องของเพลงโดยเจตนา เพื่อที่จะว่าร้ายทั้ง คนอเมริกา และโนล หลังการแสดงจบสองพี่น้องทะเลาะวิวาทถึงขั้นการปาเก้าอี้ใส่กัน โนลได้ถอนตัวออกจากทัวร์ในภายหลัง

- ระหว่างการบันทึกเสียงอัลบั้ม "(What's the Story) Morning Glory?" สองพี่น้องทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรงอีกครั้ง เนื่องจากเลียมได้เชิญชวนทุกคนในผับท้องถิ่นมาที่สตูดิโอบันทึกเสียงของทางวงโดยตอนนั้นโนลกำลังทำงานอยู่

- ในปี พ.ศ. 2552 ก่อนที่ โอเอซิส จะยุบวง โนลได้บรรยายลักษณะของเลียมไว้ว่า "หยาบคาย หยิ่งยโส อันธพาลและขี้เกียจ เขาเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจที่สุดที่ผมเคยพบ เขาก็เหมือนกับส้อมในโลกของซุป" ฟางเส้นสุดท้ายระหว่างเลียมและโนลก็มาถึง เมื่อวงได้ไปแสดงคอนเสิร์ตที่ปารีส เนื่องด้วยความบาดหมางของทั้งสองคนที่มีอยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่คอนเสิร์ทจะเริ่ม ทั้งสองทะเลาะวิวาทกันอีกครั้ง เลียมบันดาลโทสะทำลาย กีต้าร์ ของโนล เป็นเหตุให้โนลประกาศแยกตัวจากวง โอเอซิส ในที่สุด

- ในปี พ.ศ. 2555 สามปีหลังจากที่แทบจะไม่ได้สื่อสารกับพี่ชายเลย มีการเปิดเผยว่าทั้งสองคนได้สื่อสารกันผ่านข้อความทางโทรศัพท์อย่างเป็นมิตร หลังจากที่ สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี ชนะพรีเมียร์ลีก แหล่งข่าววงในของสองพี่น้องกล่าวอีกว่า "ทั้งสองคนตื่นเต้นและมีความสุขมากๆ หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ซิตีชนะ พวกเขาส่งข้อความทางโทรศัพท์ถึงกันและกันในที่สุดพวกเขาก็ลดความบาดหมางระหว่างกันและเริ่มติดต่อกันบ้างผ่านข้อความทางโทรศัพท์" หลังจากนั้นทั้งสองคนก็มาร่วมงานปาร์ตี้ของเพื่อนที่กรุง ลอนดอน ตามคำบอกเล่าของโนล ตอนแรกปาร์ตี้เป็นไปได้ด้วยดีแต่ก็จบลงด้วยการเถียงกันของทั้งคู่ เพราะโนลปฏิเสธที่จะรวมวง โอเอซิส ใหม่ภายในปี พ.ศ. 2558[10]

- สำหรับความสัมพันธ์ในทางที่ดีของเขากับโนล เขาเคยแสดงความเป็นมิตรกับพี่ชาย เมื่อถูกสื่อถามว่า "ใครเป็นผู้นำวงที่ดีที่สุด" เขาตอบว่า "โนล แกลลาเกอร์ไง อะไรคือคุณสมบัติของผู้นำวงที่ดีนะเหรอ? ก็คนที่ประพฤติตัวดีและไม่โดดโหยงเหยงไปมาเหมือนคนบ้าไง" "

ผลงาน[แก้]

เลียม แกลลาเกอร์ กับวงบีดีอาย
ดูบทความหลักที่: โอเอซิส (วงดนตรี) และ บีดีอาย

เลียม แกลลาเกอร์ กลับมาสร้างผลงานเพลงอีกครั้งในฐานะศิลปินเดี่ยวครั้งแรก โดยออกเดบิวต์อัลบั้มที่มีชื่อว่า "As You Were" วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ในแง่บวก พร้อมทั้งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนเพลง อัลบั้มขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ใน iTune ของ 10 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย มีซิงเกิ้ลฮิตอย่าง "Wall of Glass" , "For What It's Worth" และ "Come Back To Me" แกลลาเกอร์ได้ร่วมเขียนเพลงเอง โดยมี เกร็ก เคอร์สติน เป็นโปรดิวเซอร์ ซึ่งนิตยสารโรลลิ่งสโตนได้จัดอันดับให้อัลบั้ม As You Were ของเลียม แกลลาเกอร์ติด 1 ใน 50 อัลบั้มที่ดีที่สุดของปี 2560 โดยอยู่ลำดับที่ 37 ร่วมกับ "Who Built The Moon" อัลบั้มชุดที่ 3 ของพี่ชาย โนล แกลลาเกอร์

คอนเสิร์ตเลียม แกลลาเกอร์ในประเทศไทย[แก้]

วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561 เลียม แกลลาเกอร์ ได้เดินทางมาเล่นคอนเสิร์ต "Liam Gallagher Live In Bangkok 2018" ณ ไบเทคบางนา ฮอลล์ 106 ซึ่งนับว่าเป็นการเดินทางกลับมาเมืองไทยครั้งที่สามในรอบ 12 ปี บัตรขายหมดเกลี้ยงในชั่วโมงสุดท้ายก่อนคอนเสิร์ตจะเริ่ม สำหรับเพลงที่นำมาเล่นนั้น ประกอบด้วยเพลงสมัยวงโอเอซิส, บีดีอาย และเพลงใหม่จากอัลบั้ม As You Were

  • Rock N Roll Star
  • Morning Glory
  • Greedy Soul
  • Wall of Glass
  • Paper Crown
  • Bold
  • For What It's Worth
  • Soul Love
  • Some Might Say
  • Slide Away
  • Come Back To Me
  • You Better Run
  • Be Here Now
  • Cigarette and Alcohol
  • Wonderwall

ทั้งนี้ ในคอนเสิร์ตไม่มีช่วง Encore โดยมีเพลง 2 เพลงที่ถูกตัดออกจากเซ็ทลิสต์ ได้แก่ Universal Gleam และ Live Forever ภายหลังแกลลาเกอร์ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ขอบคุณชาวกรุงเทพฯสำหรับคอนเสิร์ตเมื่อคืน และเปิดเผยว่าตนหัวเสียกับระบบซาวด์ของทีมงานตัวเอง โดยในวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2561 ภายหลังสิ้นสุดการเล่นคอนเสิร์ตที่อินโดนีเซีย แกลลาเกอร์บินกลับมาพักผ่อนส่วนตัวที่จังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย และชอบดื่มน้ำมะพร้าวมาก

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]