เตา ชื่อซฺวิน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
เจ้าหม่อมคำลือ
ตาว สื่อซวิน (เจ้าหม่อมคำลือ).JPG

พระปรมาภิไธย สมเด็จพระเจ้าศิริสุวรรณคำลือ
พระอิสริยยศ กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง
ราชวงศ์ ราชวงศ์อารยะโวสวนตาน
ครองราชย์ ค.ศ. 1944–1950
บรมราชาภิเษก ค.ศ. 1944
รัชกาล 6 ปี
รัชกาลก่อน สมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่ง ที่ 40
รัชกาลถัดไป สิ้นสุดระบอบกษัตริย์
ข้อมูลส่วนพระองค์
ราชสมภพ ค.ศ. 1928
สิ้นพระชนม์ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2017
พระบิดา เจ้าหม่อมแสงเมือง
พระมเหสี สิว์ จิ๊ว เฟิน
พระบุตร 4 พระองค์

เตา ชื่อซฺวิน (刀世勋) หรือ เจ้าหม่อมคำลือ - 召孟罕勒 / เจ้าหม่อมศิริสุวรรณคำลือ - 召勐西莉苏宛纳罕勒 เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง องค์ที่ 41 และเป็นองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ พญาเจือง หรือ ราชวงศ์อารยะโวสวนตาน ที่ปกครองอาณาจักรหอคำเชียงรุ่งมายาวนานถึง 790 ปี

พระประวัติ[แก้]

เจ้าหม่อมคำลือ พระราชสมภพเมื่อปี ค.ศ. 1928 เป็นพระราชบุตรของ เจ้าหม่อมแสงเมือง ซึ่งเป็นอนุชาของเจ้าหม่อมสุวรรณผาคราง พระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินเชียงรุ่งองค์ที่ 40 แต่เจ้าหม่อมสุวรรณผาครางไม่มีพระราชบุตร จึงได้ขอเจ้าหม่อมคำลือมาเป็นราชบุตรบุญธรรม และไปเรียนหนังสือที่เมืองฉงชิ่งเมื่ออายุ 16 ปี จนถึงปี ค.ศ. 1944 ได้เข้า “พิธีฮับเมือง” แต่ในช่วงนั้นเกิด สงครามมหาเอเชียบูรพา (ค.ศ. 1939-1945) พิธีฮับเมืองจึงไม่สมบูรณ์ ท่านได้กลับไปเรียนหนังสือ และกลับมาทำพิธีฮับเมืองครั้งที่สอง เมื่อ ค.ศ. 1948 ขณะอายุ 20 ปี

หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายในประเทศจีน ราวปี ค.ศ. 1949-1950 ท่านจึงกลายเป็น “กษัตริย์องค์สุดท้าย” โดยเปลี่ยนฐานันดรศักดิ์จากกษัตริย์เป็นสามัญชน โดยที่ยังมิได้ บริหารราชการแผ่นดินเลย เนื่องจากหลังจากทำพิธีฮับเมืองครั้งแรกแล้วท่านได้แต่งตั้งให้เจ้าหม่อมแสนเมือง พระราชบิดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากนั้นท่านก็ไปเรียนหนังสือต่อ

เจ้าหม่อมคำลือประทับอยู่ในเมืองคุนหมิง ประเทศจีน มีโอรสธิดา 4 องค์ เป็นชาย 2 องค์ หญิง 2 องค์ซึ่งรับราชการทั้งหมด เจ้าหม่อมคำลือสุรคต (นอนแฮ) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2017 สิริพระชนมายุ 89 พรรษา

ชีวิตหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง[แก้]

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ท่านได้เรียนหนังสือในระดับมหาวิทยาลัยที่มหาวิทยาลัยยูนนาน และได้แต่งงานกับ สิว์ จิ๊ว เฟิน ชาวจีนคุนหมิง ในปี ค.ศ. 1953 ก่อนที่จะทำงานเป็นนักวิจัยด้านภาษาศาสตร์ อีก 8 ปี ที่สถาบันวิจัยชนชาติส่วนน้อยแห่งชาติ สังกัดสภาวิทยาศาสตร์ประเทศจีน ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง

ต่อมาเจ้าหม่อมแสนเมืองได้ขอให้รัฐบาลจีนย้ายทั้งสองกลับมาที่คุนหมิง โดยมาทำงานเป็นนักวิจัยด้านภาษาซึ่งรวมถึงอักษรไทลื้อ จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1971 รัฐบาล จีนมีคำสั่งให้เจ้าหม่อมคำลือและภรรยาไปทำงานในชนบททำงานในสวนอ้อยใน อ.เชียงกุ ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของสิบสองปันนา เป็นเวลานาน ถึง 9 ปี

การใช้เวลาในสวนอ้อยนี้ สิว์ จิ๊ว เฟิน เล่าว่า สามารถพกหนังสือหรือตำราเข้าไปอ่านได้ด้วย และหลังจาก เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้เป็นนายกรัฐมนตรีของจีนแล้ว เห็นว่านโยบายเอียงซ้าย นโยบายที่ให้เจ้านายไปใช้แรงงานในชนบท เป็นนโยบายที่ผิดพลาด ดังนั้นเจ้าหม่อมคำลือและภรรยาจึงมีโอกาสกลับคุนหมิง โดยทำงานเป็นนักวิจัยที่สถาบันวิจัยชนชาติในมหาวิทยาลัยชนชาติยูนนาน จนกระทั่งเกษียณอายุ โดยมีคุณวุฒิทางวิชาการคือ “ศาสตราจารย์”

อย่างไรก็ดี หลังจากเกษียณอายุแล้ว ทางการจีนได้ให้ฐานะ ทางสังคมแก่ เจ้าหม่อมคำลือในฐานะเจ้านายเก่าคือเป็น รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองระดับมณฑล และ กรรมการสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ ซึ่งมีที่พัก และ รถประจำตำแหน่งให้ แต่ปัจจุบันท่านก็ได้เกษียณจากทุกตำแหน่งแล้ว

ทั้งนี้ เจ้าหม่อมคำลือมีพระอนุชาชื่อ เจ้าหม่อมมหาวัง อยู่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ของประเทศไทย แต่ปัจจุบันก็สิ้นแล้ว คงเหลือแต่ลูก ๆ ซึ่งอยู่ที่แม่สาย และรวมถึงในกรุงเทพฯ ที่ใช้ นามสกุล “คำลือ” เพื่อเป็นที่ระลึกถึง “เจ้าหม่อมคำลือ” กษัตริย์องค์สุดท้ายของอาณาจักรไทลื้อ เจ้าหม่อมคำลือในปัจจุบัน ยังเป็นที่รักและเคารพของชาวไทลื้อ [1]

อ้างอิง[แก้]

  1. เจ้าหม่อมคำลือ"กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งสิบสองปันนา. Postjung.com
ก่อนหน้า เตา ชื่อซฺวิน ถัดไป
สมเด็จพระเจ้าหอคำเชียงรุ่ง ที่ 40 2leftarrow.png กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง
ผู้อ้างสิทธิกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรหอคำเชียงรุ่ง

(ค.ศ. 1944 - ปัจจุบัน)
2rightarrow.png เปลี่ยนแปลงการปกครอง
ยังอยู่ในตำแหน่ง