วัวแดง
| วัวแดง ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: สมัยไพลสโตซีนตอนกลาง-ปัจจุบัน[1] | |
|---|---|
| วัวแดงตัวผู้ | |
| วัวแดงตัวเมีย | |
| สถานะการอนุรักษ์ | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | สัตว์ Animalia |
| ไฟลัม: | สัตว์มีแกนสันหลัง Chordata |
| ชั้น: | สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม Mammalia |
| อันดับ: | สัตว์กีบคู่ Artiodactyla |
| วงศ์: | วัวและควาย Bovidae |
| วงศ์ย่อย: | วัวและควาย Bovinae |
| สกุล: | Bos d'Alton, 1823 |
| สปีชีส์: | Bos javanicus |
| ชื่อทวินาม | |
| Bos javanicus d'Alton, 1823 | |
| ชนิดย่อย | |
|
รายการ
| |
| แผนที่แสดงการกระจายพันธุ์ของวัวแดง (ค.ศ. 2010)[2] เขียว: ปัจจุบัน แดง: อาจมีในปัจจุบัน | |
| ชื่อพ้อง[3][4] | |
|
list
| |
วัวแดง เป็นวัวป่าชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos javanicus รูปร่างคล้ายวัวบ้าน (B. taurus) ทั่วไป แต่มีลักษณะสำคัญที่ต่างไปจากวัวบ้านและกระทิง (B. gaurus) คือ มีวงก้นขาวทั้งในตัวผู้และตัวเมีย มีเส้นขาวรอบจมูก ขาทั้ง 4 ข้างมีสีขาวตั้งแต่หัวเข่าจนถึงกีบเท้า ระหว่างโคนขาของตัวผู้ไม่มีขน แต่เป็นหนังตกกระแข็ง ๆ เรียกว่า "กระบังหน้า" ความยาวลำตัวและหัวประมาณ 190–255 เซนติเมตร หางยาว 65–70 เซนติเมตร สูงประมาณ 155–165 เซนติเมตร และมีน้ำหนักราว 600–800 กิโลกรัม
พบในพม่า, ไทย, อินโดจีน, ชวา, บอร์เนียว, เกาะบาหลี, ซาราวัก, เซเลบีส สำหรับประเทศไทยเคยพบได้ทุกภาค วัวแดงกินหญ้าอ่อน ๆ ใบไผ่อ่อน หน่อไม้อ่อน ลูกไม้ป่าบางชนิด ใบไม้ ยอดอ่อนของพืช และดอกไม้ป่าบางชนิด ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดย่อย ได้ดังนี้
- B. j. birmanicus พบในไทย, พม่า, กัมพูชา, เวียดนาม ตัวผู้และตัวเมียมีสีเดียวกัน และในมาเลเซียส่วนใหญ่จะมีสีดำ
- B. j. javanicus พบในชวา ตัวผู้สีดำ ตัวเมียสีเหลืองอ่อน
- B. j. lowi พบในเกาะบอร์เนียว มีขนาดเล็กกว่าชนิดแรก เขามีความโค้งสูง ลำตัวสีน้ำตาลแดง
วัวแดงชอบหากินอยู่เป็นฝูง ไม่ใหญ่นัก ราว 10–15 ตัว ปกติจะเริ่มออกหากินตั้งแต่ตอนพลบค่ำไปจนถึงเช้าตรู่ บางครั้งอาจเข้าไปรวมฝูงกับกระทิงและกูปรี (B. sauveli) กลางวันนอนหลบตามพุ่มไม้ทึบ ชอบอยู่ตามป่าโปร่งหรือป่าทุ่ง ชอบกินดินโป่งไม่ชอบนอนแช่ปลัก รักสงบ ปกติไม่ดุร้ายเหมือนกระทิง หากินโดยมีตัวเมียเป็นจ่าฝูง เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปีเศษ ระยะตั้งท้องนาน 8–10 เดือน ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกหย่านมเมื่อมีอายุราว 9 เดือน หลังคลอดลูกราว 6–9 เดือน แม่วัวแดงจะเป็นสัดและรับการผสมพันธุ์อีก มีอายุยืนประมาณ 30 ปี วัวแดงยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ อีก เช่น "วัวเพลาะ" [5] ขณะที่ตัวผู้เมื่อโตเต็มที่จะมีสีคล้ำคล้ายกับสีตาลโตนด คือสีน้ำตาลเข้ม บางตัวมีสีเข้มทำให้แลดูคล้ายกระทิงมาก ลักษณะเช่นนี้เรียก "วัวบา"[6]

เป็นสัตว์ที่มีรายชื่อในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2557 ได้มีการปล่อยวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติเป็นครั้งแรกของโลก เป็นตัวผู้ 2 ตัว อายุ 5 ปี และ 4 ปี และเป็นตัวเมีย 2 ตัว อายุระหว่าง 3 ถึง 4 ปี ที่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี[7]
ที่ติมอร์-เลสเต ชาวบ้านนิยมใช้วัวแดงในการไถนา ซึ่งกระทำได้ยากกว่าการใช้วัวบ้านมาก[8]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ K. Suraprasit, J.-J. Jaegar, Y. Chaimanee, O. Chavasseau, C. Yamee, P. Tian, and S. Panha (2016). "The Middle Pleistocene vertebrate fauna from Khok Sung (Nakhon Ratchasima, Thailand): biochronological and paleobiogeographical implications". ZooKeys (613): 1–157. Bibcode:2016ZooK..613....1S. doi:10.3897/zookeys.613.8309. PMC 5027644. PMID 27667928.
{{cite journal}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์) - 1 2 Gardner, P.; Hedges, S.; Pudyatmoko, S.; Gray, T.N.E.; Timmins, R.J. (2024). "Bos javanicus". IUCN Red List of Threatened Species. 2024: e.T2888A256426742. doi:10.2305/IUCN.UK.2024-2.RLTS.T2888A256426742.en.
- ↑ Grubb, P. (2005). "Bos javanicus". ใน Wilson, D. E.; Reeder, D. M (บ.ก.). Mammal Species of the World (3rd ed.). Johns Hopkins University Press. p. 691. ISBN 978-0-8018-8221-0.
- ↑ Hooijer, D. A. (1956). "The valid name of the banteng: Bibos javanicus (d'Alton)". Zoologische Mededelingen Uitgegeven Door Het Rijksmuseum van Natuurlijke Historie et Leiden (Zoological Notices Published by the National Museum of Natural History in Leiden). 34 (14): 223–226.
- ↑ เพลาะ ๒ : น. ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
- ↑ หน้า ๐๘๔-๐๘๕, ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง. "โลกละมุน" โดย ณรงค์ สุวรรณรค์. อนุสาร อ.ส.ท.ปีที่ ๕๖ ฉบับที่ ๑๒: กรกฎาคม ๒๕๕๙
- ↑ "ปล่อยวัวแดงคืนสู่ป่าสลักพระ". เดลินิวส์. 15 December 2014. สืบค้นเมื่อ 23 January 2016.
- ↑ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน (กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2543) โดย กองทุนสัตว์ป่าโลก ISBN 974-87081-5-2