วัดฤาไชย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ข้อมูลทั่วไป[แก้]

ที่ตั้ง เลขที่ ๕๕ หมู่ ๕ ตำบลกุฎี อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เนื้อที่ ๙ ไร่ ๒ งาน ๖๘ ตารางวา

ประเภท วัดราษฎร์                         

นิกาย มหานิกาย

เจ้าอาวาสปัจจุบัน พระครูวิบูลธรรมนาถ (ไพฑูรย์)

ประวัติ[แก้]

วัดฤๅไชย เดิมชื่อวัดกุฎีฤๅไชย สร้างขึ้นเป็นวัดราว ปี พ.ศ. ๑๙๐๐ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จากคำบอกเล่าของชุมชน วัดนี้สร้างโดยพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์ในชัยชนะที่ได้จากการรบ (เป็นที่มาของชื่อ "วัดฤๅไชย") โดยพระเจ้าแผ่นดินทรงสร้างพระประธาน แล้วโปรดให้เสนาอำมาตย์สร้างพระประธานองค์รองลงมาคนละ ๑ องค์ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายวัดฤาไชยกลายเป็นวัดร้าง เนื่องจากกองทัพพม่าเดินทัพผ่านและได้กวาดต้อนเชลยมาขังไว้ที่อุโบสถของวัดฤาไชย ดังปรากฏหลักฐานว่ามีการขุดเจอเครื่องใช้สมัยโบราณบริเวณหมู่บ้านด้านทิศเหนือของวัด จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๘ วัดฤาไชยจึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์และมีพระสงฆ์จำพรรษา  ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๔๕๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๓ เพื่อทรงตรวจราชการหัวเมืองฝ่ายเหนือ พระองค์ได้เสด็จมาถึงวัดแห่งนี้เพื่อเสด็จมาเยี่ยมพระครูอุเทศธรรมวินัย (แผ้ว สุนฺทโร) เจ้าอาวาสวัดฤๅไชย ซึ่งเป็นพระภิกษุในพระบรมราชูปถัมภ์ ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขา เรื่องเสด็จประพาสลำน้ำมะขามเฒ่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ (ฉบับที่ ๓) วันที่ ๒๓ ตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๒๗ "... กลับมาลงเรือแจวที่ปากคลองฤๅไชย แจวเข้าไปวัดกุฎีฤๅไชย ดูก็เป็นวัดใหญ่อยู่ โบสถ์เก่ามาก มีหน้าต่างข้างละช่อง แต่ไม่มืด พระสงฆ์มีถึง ๓๐ รูป พระครูเจ้าวัดจำพรรษาอยู่วัดเบญจมบพิตร จึงมิได้รับในที่นี้..."[1]

สิ่งสำคัญภายในวัดฤๅไชย[แก้]

๑. อุโบสถมีลักษณะเป็นอาคารก่ออิฐตามรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น เป็นโบสถ์มหาอุตม์เพียงแห่งเดียวในอำเภอผักไห่ เดิมมีช่องหน้าต่างเพียงด้านละ ๑ ช่อง ใน ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์โดยรักษารูปทรงและขนาดของเดิม เป็นแต่เจาะหน้าต่างด้านข้างและด้านหลัง รื้อระเบียงออก เปลี่ยนเป็นมุขแทนดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

๒. เจดีย์ตั้งอยู่ด้านหลังอุโบสถ ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังศิลปะอยุธยา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์องค์นี้เดิมเป็นของเก่า ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างและสร้างขึ้นเมื่อใด ต่อมา ได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก ครั้นปี ร.ศ.๑๒๔ ชาวบ้านได้พร้อมใจกันปฏิสังขรณ์ขึ้น จนถึงเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนพฤศจิกายน ร.ศ. ๑๒๔ ตรงกับวันเสาร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะเส็งสัปตศกจุลศักราช ๑๒๖๗ พุทธศักราช ๒๔๔๘ นายปลื้มพลทหารราบที่ ๓ ได้อัญเชิญพระบรมสารีกริกธาตุ ๒๔ พระองค์มาจากเจดีย์ซึ่งได้ชำรุดหักพังที่วัดปุล่าม เมืองพะเยา มณฑลพายัพ เข้าบรรจุไว้ในเจดีย์องค์นี้ โดยพระโพธิวงศาจารย์ (แผ้ว สุนฺทโร) ได้ปฏิสังขรณ์โดยการสร้างครอบเจดีย์เดิมที่ชำรุดจนแล้วเสร็จเมื่อปี ร.ศ. ๑๒๕  ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ เจดีย์ได้รับการปฏิสังขรณ์อีกครั้งโดยปิดกระจกและยกฉัตรประดับเหนือยอดเจดีย์

๓. พระประธานหินทรายศิลปะอู่ทอง จำนวน ๑๗ องค์ ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ โดย ๑๖ องค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และอีก ๑ องค์เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ไม่ปรากฏปีที่สร้างแน่ชัด สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ได้รับการซ่อมแซมมาแล้ว ๓ ครั้ง โดยนำปูนมาพอกทับและลงรักปิดทอง วัดฤๅไชยเป็นวัดเดียวในประเทศไทยที่มีพระประธานในอุโบสถมากถึง ๑๗ องค์ และหนึ่งในพระประธานจำนวน ๑๗ องค์ มีองค์หนึ่งที่มีนิ้วมือ ๑๑ นิ้ว ซึ่งจากคำบอกเล่าของชุมชนพระประธานองค์ที่มีนิ้วมือ ๑๑ นิ้ว ไม่ได้อยู่ประจำที่ใดที่หนึ่ง แต่ได้เคลื่อนย้ายสลับที่กับพระประธานองค์อื่น

๔. ธรรมาสน์ทรงบุษบกฝีมือช่างหลวง โดยการริเริ่มของพระโพธิวงศาจารย์ (แผ้ว สุนฺทโร) ดำเนินการสร้างที่วัดเบญจมบพิตรฯ โดยจำลองแบบมาจากธรรมาสน์ทรงบุษบกของวัดเบญจมบพิตรฯ เมื่อสร้างแล้วเสร็จได้อัญเชิญมาทางเรือเพื่อประดิษฐาน ณ วัดฤาไชย

๕. พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว[2]

ทำเนียบเจ้าอาวาส[แก้]

๑. เจ้าอธิการพัน

๒. พระครูอุเทศธรรมวินัย (หอม)

๓. พระโพธิวงศาจารย์ (แผ้ว สุนฺทโร)

๔. พระอธิการขาบ จันทสโร

๕. พระมหาละออง

๖. พระอธิการหิน

๗. พระอธิการกุล เขมโก

๘. พระอธิการเคลิ้ม ปโชโต

๙. พระอธิการปิ่น ฐิตธัมโม

๑๐. พระครูวิมลโชติวัฒน์ (เชื่อม)

๑๑. พระครูวิบูลธรรมนาถ (ไพฑูรย์)

ปูชนียาจารย์[แก้]

๑. พระครูอุเทศธรรมวินัย (หอม) เกิด ณ บ้านฤๅไชย ตำบลกุฎี อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บรรพชาเป็นสามเณรและอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดมหาธาตุฯ  จากนั้นพระครูอุเทศธรรมวินัย (หอม) ได้กลับมาบ้านเกิดเป็นเจ้าอาวาสวัดฤาไชยและบูรณะวัดฤๅไชย รวมทั้งเปิดสำนักเรียนบาลี ณ วัดฤๅไชย ซึ่งถือว่าเป็นสำนักเรียนบาลีที่สำคัญในอำเภอผักไห่ในสมัยนั้น พระครูอุเทศธรรมวินัย (หอม) มรณภาพในปี พ.ศ. ๒๔๕๑

๒. พระโพธิวงศาจารย์ (แผ้ว สุนฺทโร ป.ธ.๓) นามเดิมว่า แผ้ว อัมพชาติ เกิดวันเสาร์ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะแม ตรงกับวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๒๖ ณ บ้านฤๅไชย ตำบลกุฎี อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บิดาชื่อนายสุดใจ อัมพชาติ มารดาชื่อนางเจียม อัมพชาติ เมื่ออายุประมาณ ๗ ขวบ บิดาได้นำไปฝากไว้ที่วัดฤาไชยเพื่อเรียนหนังสือกับพระครูอุเทศธรรมวินัย (หอม) และได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดฤๅไชย  ต่อมา อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ณ วัดเบญจมบพิตรฯ ครั้นถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๑ พระครูอุเทศธรรมวินัย (หอม) มรณภาพ ภิกษุสามเณรและบรรดาญาติโยมวัดฤาไชยจึงพร้อมใจกันมาที่วัดเบญจมบพิตรฯ เพื่อขออนุญาตให้พระมหาแผ้วไปเป็นเจ้าอาวาสวัดฤๅไชย แต่เนื่องจากพระมหาแผ้วเป็นหนึ่งในพระภิกษุจำนวน ๓๓ รูปที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าคัดเลือกมาจากวัดมหาธาตุฯ ให้ยกมาครองวัดเบญจมบพิตรฯ และอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระองค์ จึงต้องนำความกราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์ทรงมีพระประสงค์อยู่แล้วว่าอยากจะให้พระภิกษุที่มีความรู้ออกไปปกครองในหัวเมืองเพื่อจะได้ช่วยกันเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงได้โปรดเกล้าแต่งตั้งให้พระมหาแผ้วเป็นพระครูอุเทศธรรมวินัยและให้ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดฤๅไชย แต่เนื่องจากพระมหาแผ้วเพิ่งอุปสมบทได้เพียง ๔ พรรษา ยังไม่เป็นนิสัยวิมุติจึงได้อยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯ ต่ออีก ๒ พรรษา จากนั้นจึงมาเป็นเจ้าอาวาสวัดฤาไชย  ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดอ่างทองวรวิหารและเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง พระโพธิวงศาจารย์ (แผ้ว สุนฺทโร ป.ธ.๓) มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ สิริรวมอายุได้ ๙๐ ปี พรรษา ๖๘[3]

  1. ป้ายประวัติวัดฤๅไชยที่ติดอยู่ในบริเวณวัดฤๅไชย
  2. ป้ายโบราณสถานวัดฤๅไชยที่ติดอยู่ในบริเวณวัดฤๅไชย จัดทำโดยสำนักศิลปากรที่ ๓ พระนครศรีอยุธยา กรมศิลปากร
  3. https://sangkhatikan.com/monk_view.php?ID=15119