มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพหน้าอาคารที่ทำการมูลนิธิขาเทียมฯ จ.เชียงใหม่ พร้อมดอกของต้นประดู่แดง ซึ่งองค์ประธานมูลนิธิทรงปลูก เมื่อคราวเสด็จฯเปิดที่ทำการมูลนิธิขาเทียมฯ

มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นมูลนิธิที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้ง หลังจากทรงทราบว่า รองศาสตราจารย์นายแพทย์เทอดชัย ชีวะเกตุ และคณะ สามารถทำขาเทียมได้จากวัสดุเหลือใช้ เพื่อจะทำขาเทียมตามแบบที่ รศ.นพ.เทอดชัยและคณะได้ประดิษฐ์ขึ้น ซึ่งขาเทียมที่ได้มีน้ำหนักเบา และราคาถูกกว่าขาเทียมที่ผลิตจากโรงพยาบาลของรัฐในขณะนั้นหลายเท่า เพื่อพระราชทานให้แก่ผู้พิการขาขาดที่ยากไร้ โดยไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา และไม่คิดมูลค่า

มูลนิธิขาเทียมฯ ได้รับการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2535 โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงดำรงตำแหน่งประธานกิตติมศักดิ์มูลนิธิ และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิ โดยทั้งสองพระองค์พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิมในการจัดตั้งมูลนิธิอีกด้วย

อนึ่ง มูลนิธิขาเทียมฯ มีชื่อเต็มเป็นภาษาอังกฤษว่า PROSTHESES FOUNDATION OF HER ROYAL HIGHNESS THE PRINCESS MOTHER เขียนโดยย่อได้ว่า PROSTHESES FOUNDATION OF H.R.H. THE PRINCESS MOTHER หรือ PROSTHESES FOUNDATION ก็ได้

วัตถุประสงค์[แก้]

  1. จัดทำขาเทียมให้แก่ผู้ป่วยยากจนทุกเชื้อชาติ ศาสนา โดยไม่คิดมูลค่า
  2. ผลิตชิ้นส่วนขาเทียมด้วยวัสดุภายในประเทศให้แก่หน่วยงานที่สามารถทำขาเทียมดังกล่าวได้ เพื่อหน่วยงานนั้นจะทำขาเทียมให้ผู้ป่วยโดยไม่คิดมูลค่า
  3. แจกจ่ายอุปกรณ์ช่วยเดินโดยไม่คิดมูลค่าเพื่อให้ผู้ที่ใส่ขาเทียมแล้ว มีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถประกอบอาชีพได้
  4. ฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ช่างขาเทียมที่ปฏิบัติงานตามโรงพยาบาลต่างๆให้สามารถทำขาเทียมตามแบบมูลนิธิฯ
  5. ค้นคว้า วิจัย พัฒนาคุณภาพของขาเทียมตามแบบมูลนิธิฯ เพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศและลดการขาดดุลการค้า
  6. ดำเนินการเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่นๆเพื่อสาธารณประโยชน์


รายพระนามและรายนามคณะกรรมการมูลนิธิขาเทียมฯชุดปัจจุบัน[แก้]

ที่ทำการ[แก้]

ปัจจุบันมูลนิธิขาเทียมฯ มีที่ทำการสำนักงานใหญ่อยู่ที่ บ้านเลขที่ 199 หมู่ที่ 4 ถนนเลียบคลองชลประทาน ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ (ห่างจากสนามกีฬาสมโภชน์ 700 ปีเมืองเชียงใหม่ และศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่ มาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือตามแนวถนนเลียบคลองชลประทานประมาณ 1 กิโลเมตร)

ที่ทำการมูลนิธิดังกล่าวนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ประธานมูลนิธิ ได้เคยเสด็จฯทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศก่อนการสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 ต่อมาได้เสด็จฯวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2545 และเสด็จฯเปิดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2546

ที่ทำการปัจจุบันดังกล่าว ได้สร้างขึ้นทดแทนที่ตั้งเดิมซึ่งอยู่ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

นอกจากนี้มูลนิธิขาเทียมฯ ยังมีสำนักงานย่อยที่กรุงเทพมหานคร ณ ชั้น 7 ตึก พอ.สว. บริเวณยศเส เลขที่ 693 ถนนบำรุงเมือง แขวงพลับพลาไชย เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (ติดกับโรงพยาบาลหัวเฉียว) อีกด้วย

การให้บริการหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่[แก้]

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ประธานมูลนิธิฯ เสด็จฯทอดพระเนตรการดำเนินงานของหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ โดยมีเลขาธิการมูลนิธิฯถวายการต้อนรับ

ด้วยประชากรของประเทศส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาศัยอยู่ในท้องถิ่นชนบทที่ห่างไกลและมีฐานะยากจน เมื่อสูญเสียขาก็ไม่มีเงินที่จะมาขอรับบริการทำขาเทียมจากโรงพยาบาลของรัฐ เพราะขาเทียมมีราคาแพงกว่ารายได้ทั้งปี จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำยันทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ บางรายก็ทำขาเทียมขึ้นใช้เองจากไม้หรือไม้ไผ่เพื่อจะทำงานยังชีพต่อไปได้ มูลนิธิขาเทียมฯ จึงจัดหน่วยทำขาเทียมเคลื่อนที่ออกไปยังท้องถิ่นต่างๆตามชนบททั่วประเทศ เพื่อจะให้ผู้พิการเหล่านั้นได้รับขาเทียมได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง

การออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ของมูลนิธิขาเทียมฯนั้น ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากอาสาสมัครมูลนิธิ ซึ่งมีทั้งแพทย์ พยาบาล ช่างกายอุปกรณ์ และบุคลากรอื่นๆที่มีจิตศรัทธา ในส่วนของการทำขาเทียมนั้น มูลนิธิขาเทียมฯได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากอาสาสมัครที่เป็นช่างกายอุปกรณ์จากโรงพยาบาลต่างๆทั่วประเทศ (ช่างกายอุปกรณ์เป็น บุคลากรทางการแพทย์กลุ่มหนึ่ง ทำหน้าที่ให้บริการกายอุปกรณ์ต่างๆ (อุปกรณ์ประคองอวัยวะ อุปกรณ์เทียมทดแทนส่วนที่พิการ และอุปกรณ์ช่วยเดินและช่วยเคลื่อนไหวต่างๆ) ให้แก่ผู้ป่วย)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ องค์ประธานมูลนิธิฯ พระราชทานขาเทียมแก่ผู้พิการ และทอดพระเนตรการใช้งานของขาเทียมดังกล่าว

นอกจากนี้ มูลนิธิขาเทียมฯ ยังได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐเช่น กระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลประจำจังหวัดต่างๆ และยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ทั้งมูลนิธิ ห้างร้าน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธา

อนึ่ง องค์ประธานมูลนิธิ มักเสด็จฯพระราชทานขาเทียมแก่ผู้พิการที่มารับบริการด้วยพระองค์เองอย่างสม่ำเสมอ เว้นแต่ในบางโอกาสที่องค์ประธานมูลนิธิโปรดเกล้าฯให้เป็นหน้าที่ของผู้แทนพระองค์

นับตั้งแต่ก่อตั้งมาเป็นระยะเวลา 16 ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน มูลนิธิขาเทียมฯได้จัดหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ออกให้บริการแล้วจำนวน 97 ครั้ง แบ่งเป็นภายในประเทศ 91 ครั้ง ใน 52 จังหวัด และในประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 6 ครั้ง ใน 3 ประเทศ หน่วยขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ สามารถทำขาเทียมให้ผู้พิการเป็นจำนวนไปแล้วทั้งสิ้น 13,687 คน เป็นจำนวนขาเทียม 19,002 ขา (ไม่นับรวมผู้พิการที่เดินทางมารับบริการทำขาเทียม ณ ที่ตั้งมูลนิธิขาเทียมฯ)

(ข้อมูลเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551)

การให้บริการ ณ ที่ทำการมูลนิธิขาเทียมฯ[แก้]

มูลนิธิขาเทียมฯ ยังได้ให้บริการทำขาเทียมแก่ผู้พิการโดยไม่คิดมูลค่า ณ ที่ตั้งที่ทำการมูลนิธิ จ.เชียงใหม่ โดยหากนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิขาเทียมฯในปี พ.ศ. 2535 ได้ให้บริการแก่ผู้พิการไปแล้ว 1,688 คน เป็นจำนวนขาเทียม 1,886 ขา โดยใช้เวลาทำไม่เกิน 2 - 5 วัน

(ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551)

สรุปการให้บริการทำขาเทียมของมูลนิธิขาเทียมฯ[แก้]

โดยสรุป มูลนิธิขาเทียมฯได้ให้บริการทั้ง ณ ที่ตั้ง และในหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่เป็นจำนวนผู้พิการทั้งสิ้น 15,375 คน เป็นจำนวนขาเทียมทั้งสิ้น 20,888 ขา

(ข้อมูล ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2551)

การประดิษฐ์ คิดค้น และพัฒนา[แก้]

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี องค์ประธานกิตติมศักดิ์ ได้พระราชทานพระราชดำริให้มูลนิธิขาเทียมฯ นำเอาวัสดุในประเทศมาทำเป็นชิ้นส่วนของขาเทียม เพื่อลดต้นทุน และลดการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศ และเพื่อให้ผู้พิการที่มารับบริการได้ของดีทันสมัย

มูลนิธิขาเทียมฯได้สนองพระราชดำริ โดยการประดิษฐ์ คิดค้น และพัฒนาวัสดุทำขาเทียม ชิ้นส่วนขาเทียม และเครื่องมือ เครื่องจักรในการทำขาเทียม จากวัสดุภายในประเทศ ด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยต่างๆ และองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ทำให้มูลนิธิขาเทียมฯสามารถผลิตชิ้นส่วนขาเทียมทุกชิ้นและส่งให้แก่หน่วยงานทั่วประเทศ โดยชิ้นส่วนทุกชิ้นมีความเหมาะสมสำหรับการใช้งานในลักษณะภูมิประเทศเขตร้อนชื้น แต่ละชิ้นมีราคาถูกกว่าของต่างประเทศ 10-100 เท่า

นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับหน่วยงานภาคเอกชนพัฒนาเครื่องมือทดสอบคุณภาพของชิ้นส่วนขาเทียมชนิดต่างๆ เช่น เครื่องทดสอบการรับแรงกระแทกของเท้าเทียม เครื่องทดสอบการเสื่อมสภาพจากรังสีUVของเท้าเทียม เครื่องทดสอบความแข็งแรงของเข่าเทียม เป็นต้น โดยเครื่องทดสอบเหล่านี้ทำขึ้นตามมาตรฐานของ ISO เพื่อควบคุมคุณภาพการผลิตชิ้นส่วนขาเทียมที่มูลนิธิฯผลิตขึ้นมา

นอกจากนี้ มูลนิธิขาเทียมฯยังได้คิดค้นวิธีการทำขาเทียมแบบใหม่ๆขึ้นมา ทำให้สามารถประหยัดเวลาในการทำและค่าใช้จ่ายต่างๆด้วย เช่น การทำเบ้าขาเทียมจากแบบทราย เป็นต้น

การอบรม และ การจัดตั้งโรงงานขาเทียมขนาดเล็ก[แก้]

มูลนิธิขาเทียมฯร่วมกับองค์กรภาคเอกชน ได้จัดการอบรมทางวิชาการเชิงปฏิบัติการ เพื่อฟื้นฟูและเพิ่มพูนความรู้แก่แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และช่างกายอุปกรณ์จากทั่วประเทศ อย่างเป็นประจำเสมอมา

นอกจากนี้ มูลนิธิขาเทียมฯได้เล็งเห็นปัญหาขณะออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ว่า ขาเทียมที่ทำได้ยังคงไม่เพียงพอกับผู้ต้องการรับบริการทั้งกรณีเป็นผู้ไม่เคยสวมใส่ขาเทียม หรือกรณีมีขาเทียมแล้วแต่เสื่อมสภาพหรือชำรุด ไม่สามารถเดินทางมารับบริการที่หน่วยฯหรือที่โรงพยาบาลของรัฐได้ เนื่องจากอยู่ไกลมาก ไม่มีเงินค่าเดินทาง หรือเป็นฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร

มูลนิธิขาเทียมฯจึงได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนต่างๆ ได้จัดตั้ง โรงงานขาเทียมประจำตำบล ขึ้นในพื้นที่ที่ห่างไกล ลักษณะเป็นโรงงานทำขาเทียมขนาดเล็ก โดยนำผู้พิการขาขาดในท้องถิ่นมาฝึกอบรมการทำขาเทียมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รุ่นละ 3 เดือน ให้สามารถทำและซ่อมขาเทียมเท่านั้น โครงการนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ทำให้ผู้พิการขาขาดในท้องถิ่นได้รับขาเทียมรวดเร็ว ทั่วถึง และยั่งยืน รวมทั้งสามารถซ่อมแซมขาเทียมเดิมที่ชำรุดได้โดยสะดวก

ด้วยความสำเร็จในโครงการนี้ มูลนิธิขาเทียมฯจึงได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ จัดทำโครงการจัดตั้ง โรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชน เพื่อให้บริการในเขตอำเภอที่ห่างไกล เพราะในประเทศไทยการให้บริการทางกายอุปกรณ์ ยังคงจำกัดอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเท่านั้น โครงการนี้เริ่มดำเนินการเมื่อปลายปี พ.ศ. 2550 โดยขณะนี้มีโรงพยาบาลชุมชนจำนวน 5 โรงพยาบาลเข้าร่วมโนโครงการนี้

และด้วยความร่วมมือจากองค์กรและหน่วยงานต่างๆ มูลนิธิขาเทียมฯ ยังเป็นแหล่งอบรมการทำขาเทียม ให้แก่ผู้พิการขาขาดจากต่างประเทศอีกด้วยเช่น ประเทศเวียดนาม ประเทศปาปัวนิวกีนี และจังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย เป็นต้น

อ้างอิง[แก้]

  1. สูจิบัตร เนื่องในพิธีเปิดที่ทำการมูลนิธิขาเทียมฯ 6 ตุลาคม 2546
  2. สูจิบัตร เนื่องในโอกาสสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยี่ยมมูลนิธิขาเทียมฯ 24 มกราคม 2551

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]