ข้ามไปเนื้อหา

มีดที่สิบสาม

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
มีดที่ 13
มีดที่ 13
มีดที่ 13
ชื่อมีดที่ 13
ชื่ออังกฤษKnife 13Th
แนวแอ็คชั่น
หนังสือการ์ตูน
ผู้แต่งบุญเชิด แช่มประเสริฐ (Ice Hornet)
ผู้วาดภาพประกอบนพ วิฑูรย์ทอง (Whitecrow)
สำนักพิมพ์ประเทศไทย สำนักพิมพ์เนชั่น เอ็ดดูเทนเมนท์
จำนวนเล่มมีดที่ 13 ภาคแรก 7 เล่ม

ภาค The Legend 15 เล่ม
ภาค Nostalgia 28 เล่ม
ภาค Extinction 18 เล่ม (สำนักพิมพ์ยกเลิก)

ภาค Extinction Kill 14 เล่มจบ(*จัดจำหน่ายผ่านระบบพรีออเดอร์โดยทีมงานผู้วาดเอง*)

บทความนี้อยู่ในประเภทการ์ตูนไทย

มีดที่ 13 เป็นการ์ตูนไทยที่สร้างสรรค์โดยทีมงาน Big Boss Band เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร BOOM สร้างสรรค์โดยนพ วิฑูรย์ทอง (Whitecrow) และ บุญเชิด แช่มประเสริฐ (Ice Hornet)[1] โดยเขียนต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537และเป็นหนึ่งในการ์ตูนไทยที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันมี 4 ภาค ซึ่งได้แก่ มีดที่ 13, The Legend, Nostalgia,และมีดที่ 13 Extinction[2][3] รวมถึง ยังมีฉบับนิยายในชื่อภาค Reborn เป็นการนำภาคแรกมาเล่าและตีความใหม่ซึ่งเนื้อหาจะมีความเข้มข้นและละเอียดกว่าในฉบับการ์ตูน[4] นอกจากนี้ ยังมี มีดที่ 13 เล่ม Another Story ซึ่งเป็นการรวมตอนพิเศษอีกด้วย ซึ่งจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ตัวละครแต่ละคนในมีดที่ 13 มีตอนด้วยกัน 8 และตอนที่ 5 เป็นตอนพิเศษที่มี สุทธิชาติ ศราภัยวานิช หรือ SS แห่ง มอนสเตอร์คลับ เจ้าของผลงาน Joe The Sea-Cret Agentเป็นผู้วาดรับเชิญ

มีดที่ 13 เป็นการ์ตูนไทยที่วาดต่อเนื่องมากว่า 30 ปี รวมถึงเป็นเรื่องยาวมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากเรื่องหนึ่ง[5]ทว่าในปี 2557 นิตยสารบูมได้ปิดตัวลงอย่างกะทันหัน[6] ทำให้ทางทีมงานผู้วาดตัดสินใจที่จะจัดพิมพ์รวมเล่มจำหน่ายแก่นักอ่านด้วยตัวเองในระบบพรีออเดอร์[7][8]นอกจากนี้ยังมีการผลิตโมเดลและสินค้าที่ระลึก[9]ออกมาจำหน่ายอีกต่างหากด้วย[10]โดยการ์ตูนชุดนี้ยังคงจัดพิมพ์มาจนปัจจุบันในแบบรายสะดวกให้สั่งซื้อโดยตรงในชื่อชุดว่า Extinction Kill

ล่าสุด Extinction Kill ได้ประกาศว่าจะจบลงใน ฉบับที่ 14 ที่วางจำหน่ายผ่านระบบพรีออเดอร์ทางหน้าเพจของมีดที่13เอง โดยจะเริ่มวางขายต้นปี 2569

เนื้อเรื่อง

[แก้]

ภาคแรก

[แก้]

เป็นภาคที่จะกล่าวถึงประวัติของมาร์คัสในวัยเด็ก ตั้งแต่พ่อแม่ น้องสาว (มาทิลด้า) ถูกสังหารโดยนักสู้หัวกะโหลก ทั้ง 12 คน[2] ตัวมาร์คัสที่ถูกก็อด ฝังดาบหักกระดูกไว้ในหัวใจ (เทพดาบหัก 1 ในนักสู้หัวกะโหลก) และสาเหตุที่มาร์คัสต้องกลายมาเป็นนักสู้หัวกะโหลกคนที่ 13 โดยผู้ดำเนินเนื้อเรื่องจะเป็นจัสติน ซึ่งเนื้อเรื่องจะเต็มไปด้วยความแค้น ความชิงชัง และ ความรัก

ภาค 2: The Legend

[แก้]

ในตอนต้นเรื่อง มาร์คัสจะยุติความแค้นของตัวเอง และกำลังจะแต่งงานกับชาช่า แต่ถูกขัดขวางโดยนักสู้หัวกะโหลกที่เหลือ คือ ซับบาธ กับ โทมาฮ็อค จากการกระทำของ 2 คนนี้ เป็นสาเหตุให้ชาช่าต้องตาย ซึ่งเป็นชนวนความแค้นอีกครั้งของมาร์คัส และจะรุนแรงกว่าครั้งก่อน เพราะการสูญเสียคนที่รักที่สุด การกลับมาของเซพัลทูล่าซึ่งสำเร็จวิชาอวตาร อีกทั้งยังมีนักสู้หัวกะโหลกคนที่ 14 อีก รวมถึงการปรากฏตัวของราชาโซโลมอนและขุนพลราชาทั้ง 5 และความเกรียงไกรของกองทัพเทวดา โดยจัสตินจะเป็นผู้ดำเนินเรื่อง ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าภาคนี้ จัสติน กับ มาร์คัส เป็นพระเอกเหมือนกัน

ภาค 3: Nostalgia

[แก้]

หลังจากที่พวกของจัสตินพ่ายแพ้ที่หอทรงธรรมจนต้องหนีจากผืนดิน ไปอาศัยในทะเลกลายเป็นโจรสลัด และเหล่านักสู้หัวกะโหลกได้ครองยุทธภพ ทุก ๆ อย่างก็เริ่มเลวร้ายลงทุกขณะ มาคัสซึ่งบัดนี้ถูกจองจำในเหล็กได้รับการปลดปล่อยจาก พันธนาการ แต่เขากลับสูญเสียความทรงจำ เขาได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านกล้วยไม้สวรรค์ซึ่งปกครองโดย กล้วยไม้ขาวรุ่นที่ 2 นี้เป็นเพียงความสงบสุขเพียงชั่วคราว จนกระทั่งกล้วยไม้แดงได้ลักพาตัวเด็กที่สนิทกับมาคัสไป มาคัสจึงออกตามหา และทำให้ความทรงจำของเขากลับมา เขาจะต้องสะสางความแค้นกับหัวกะโหลก ความแค้นที่มืดมิด การต่อสู้ที่ร้อนระอุได้เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง

ภาค 4: Extinction

[แก้]

บทสรุปความแค้นของมาร์คัสและอิสรภาพสุดท้ายของชาวโลก ซึ่งเหล่าอธรรมได้กระทำการโจมตีเกาะมรกต ซึ่งเป็นที่มั่นสุดท้ายของเก็งโคริว จัสติน[2]

ภาคนิยาย: Reborn

[แก้]

เป็นการทำมีดที่ 13 ออกมาในนิยายกำลังภายในและแฟนตาซี เนื้อหานั้นจะคล้ายกับมีดที่ 13 ในภาคแรก แต่จะมีรายละเอียดต่างๆมากกว่า เพราะจะมีส่วนที่ผู้แต่งต้องการเสริมให้ผู้อ่านเพิ่มเติมเข้าไปด้วย ถึงจะไม่มีภาพเหมือนฉบับการ์ตูนแต่ก็จะมีการบรรยายที่ละเอียดและสวยงาม มีความสนุกได้อรรถรสไม่แพ้ฉบับการ์ตูนจริงๆ

ตอนพิเศษ: Another Story

[แก้]

เป็นส่วนของตอนพิเศษก่อนเริ่มภาค Extinction จะกล่าวรายละเอียดของตัวละคร

ตัวละคร

[แก้]

การสร้าง

[แก้]

มีดที่ 13 เป็นการ์ตูนที่ นพ วิฑูรย์ทอง และ บุญเชิด แช่มประเสริฐ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์จีนยุคชอว์บราเธอร์[2] และครั้งหนึ่ง นพ วิฑูรย์ทอง ได้เปิดเผยว่า มีดที่ 13 เป็นการ์ตูนที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการ์ตูนอเมริกันอย่างสปอว์น กับการ์ตูนมาร์เวลคอมิกส์ ตลอดจนการ์ตูนญี่ปุ่นอย่างดราก้อนบอล และโดราเอม่อน มาเป็นแนวทางในการเขียน ซึ่งได้รับค่าตอบแทนในการตีพิมพ์หน้าละ 200 บาทในช่วงแรก เนื่องจากในช่วงนั้นเขายังไม่ใช่นักเขียนอาชีพ ปัจจุบัน เขามีแผนการณ์สร้างให้ภาคนี้เป็นภาคสุดท้าย และเนื่องจากการลงเส้นที่เน้นความละเอียดและรุนแรง ส่งผลให้ทีมงานคนหนึ่งต้องทนทรมานกับการเว้นช่วงผ่าตัดมือก่อนทำการปิดต้นฉบับในภาคดังกล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง[11]

การตอบรับ

[แก้]

นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งเป็นนักวิจารณ์การ์ตูน กล่าวถึงลายเส้นและเนื้อเรื่อง มีดที่ 13 ในช่วงแรกว่าค่อนข้างรบกวนจิตใจอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้กล่าวชมเชยในด้านพัฒนาการ โดยยกย่องเนื้อเรื่องของภาค Extinction ว่ามีความเหนือกว่า Nostalgia อย่างเห็นได้ชัด โดยมีการเล่าเรื่องที่ชัดเจน และมีลายเส้นสวยงามมากขึ้น[2] ซึ่งครั้งหนึ่ง นพ วิฑูรย์ทอง ได้เปิดเผยว่าพบการแสดงความเห็นจากผู้อ่านทางอินเทอร์เน็ตในเชิงลบ โดยการแสดงข้อความขับไล่พร้อมกับการแสดงภาพล้อเลียนการแขวนคอ ทำให้เขาถึงกับร้องไห้มาแล้วครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตาม เขาก็ยืนยันที่จะไม่ท้อถอย และได้รับความเชื่อมั่นจากเพื่อนร่วมทีมทุกคนที่จะให้เขาเป็นหัวหน้าต่อไป[11]

มีดที่ 13 เป็นผลงานที่ได้รับการจัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่าสิบปีกับจำนวนกว่าห้าสิบเล่ม และมีการนับค่าลิขสิทธิ์เฉพาะเล่มแรกอยู่ที่ประมาณเกือบ 5 ล้านบาทในปัจจุบัน[11]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "มีดที่ 13 NOSTALGIA". คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-10-07. สืบค้นเมื่อ 2011-02-15.
  2. 1 2 3 4 5 มีดที่ 13 ปัญหาเรื้อรังของเทพและมาร. นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์. มติชนสุดสัปดาห์. ปีที่ 32 ฉบับที่ 1673. วันที่ 7-13 กันยายน พ.ศ. 2555. ISSN 1686-8196. หน้า 60
  3. มีดที่ 13 การ์ตูนไทยสุดโหดเรื่องแรกที่มีถึง 4 ภาค[ลิงก์เสีย]
  4. metalbridges
  5. การ์ตูนไทยไปถึงไหนแล้ว? EP.3 เปิดมุมมองหัวเรือใหญ่ธุรกิจการ์ตูนไทย
  6. บ้านการ์ตูนไทย 2557
  7. บ้านการ์ตูนไทย 2018-2019
  8. ตอนนี้ มีดที่ 13 ถึงไหนแล้วครับ? อวสานหรือยัง?
  9. สัมภาษณ์ นพ วิฑูรย์ทอง
  10. การ์ตูนไทย มีดที่ 13 และ อภัยมณีซาก้า ยังเขียนอยู่หรือเปล่า?
  11. 1 2 3 Sonoson. (กรกฎาคม 2552). LET'S Talk. LET'S Comic. Vol 03. หสน.ห้องภาพสุวรรณ. ISBN 978-611-90128-2-0. หน้า 56-63

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]