มะเร็งหลอดอาหาร
| มะเร็งหลอดอาหาร (Esophageal cancer) | |
|---|---|
| ชื่ออื่น | Oesophageal cancer |
| ภาพส่องกล้องของมะเร็งต่อมในหลอดอาหาร | |
| สาขาวิชา | วิทยาทางเดินอาหาร ศัลยกรรมทั่วไป และวิทยามะเร็ง |
| อาการ | กลืนลำบาก น้ำหนักลด เสียงแหบ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณกระดูกไหปลาร้าโต อาเจียนเป็นเลือด เลือดในอุจจาระ[1] |
| ประเภท | ชนิดเซลล์สความัส ชนิดต่อม[2] |
| ปัจจัยเสี่ยง | สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มร้อนจัด เคี้ยวหมาก โรคอ้วน โรคกรดไหลย้อน[3][4] |
| วิธีวินิจฉัย | การตัดเนื้อออกตรวจ[5] |
| การรักษา | ผ่าตัด เคมีบำบัด รังสีบำบัด[5] |
| พยากรณ์โรค | อัตราการรอดชีวิต 5 ปี ~15%[1][6] |
| ความชุก | 746,000 ราย (2015)[7] |
| การเสียชีวิต | 509,000 ราย (2018)[8] |
มะเร็งหลอดอาหาร (อังกฤษ: esophageal cancer, oesophageal cancer) เป็นมะเร็งที่เกิดในหลอดอาหาร ซึ่งเป็นท่อส่งอาหารระหว่างลำคอกับกระเพาะอาหาร[2] อาการมักรวมการกลืนลำบากและน้ำหนักลด[1] อาการอื่น ๆ อาจรวมถึง เจ็บขณะกลืน เสียงแหบ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณกระดูกไหปลาร้าโต ไอแห้ง และไอหรืออาเจียนเป็นเลือด[1]
โรคมีชนิดย่อยหลักสองชนิด ได้แก่ มะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (esophageal squamous-cell carcinoma มักย่อว่า ESCC)[A] ซึ่งสามัญกว่าในประเทศกำลังพัฒนา และชนิดต่อม (esophageal adenocarcinoma ย่อว่า EAC) ซึ่งสามัญกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว[2] โดยยังมีอีกหลายชนิดที่พบไม่บ่อย[2] ชนิดเซลล์สความัสเกิดจากเซลล์เยื่อบุผิวที่บุหลอดอาหาร[9] ส่วนชนิดต่อมเกิดจากเซลล์ต่อมที่อยู่ในช่วงล่าง 1/3 ของหลอดอาหาร โดยมักเป็นบริเวณที่เซลล์ได้เปลี่ยนแปลงเป็นชนิดคล้ายเซลล์ลำไส้ไปแล้ว (ภาวะนี้เรียกว่า Barrett’s esophagus)[2][10]
สาเหตุของมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสได้แก่ การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มร้อนจัด อาหารที่ไม่ดี และการเคี้ยวหมาก[3][4] ส่วนสาเหตุที่พบบ่อยของมะเร็งชนิดต่อมคือ การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และโรคกรดไหลย้อน[3] อนึ่ง สำหรับผู้ป่วยโรคอะคาเลเซียคือกล้ามเนื้อเรียบของหลอดอาหารไม่คลาย การติดเชื้อราสกุล Candida ในหลอดอาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส[11]
โรคนี้วินิจฉัยได้โดยการตัดชิ้นเนื้อออกตรวจทางพยาธิวิทยาด้วยกล้องส่อง (endoscope) ซึ่งเป็นกล้องไฟเบอร์ออปติก[5] การป้องกันรวมถึงการหยุดสูบบุหรี่และการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ[1][2] การรักษาขึ้นอยู่กับระยะและตำแหน่งของมะเร็ง รวมทั้งสภาพร่างกายและความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย[5] มะเร็งชนิดเซลล์สความัสเฉพาะที่ขนาดเล็ก อาจรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว[5] ในกรณีอื่น ๆ ส่วนใหญ่จะใช้เคมีบำบัดร่วมกับ/ไม่ร่วมกับรังสีบำบัดควบคู่กับการผ่าตัด[5] เนื้องอกขนาดใหญ่สามารถชะลอการโตได้ด้วยเคมีบำบัดและรังสีบำบัด[2] หากโรคลุกลามมากหรือผู้ป่วยไม่แข็งแรงพอที่จะผ่าตัด มักแนะนำการดูแลแบบประคับประคอง[5]
ณ ปี 2018 มะเร็งหลอดอาหารเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 8 ทั่วโลกโดยมีผู้ป่วยรายใหม่ 572,000 ราย ทำให้เสียชีวิตประมาณ 509,000 รายโดยเพิ่มขึ้นจาก 345,000 รายในปี 1990[8][12] อัตราการเกิดโรคต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดพบในประเทศจีน[2] พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 3 เท่า[2] ผลการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและอาการที่เกิดร่วมกันอื่น ๆ แต่โดยทั่วไปมักไม่ดีนัก เนื่องจากมักวินิจฉัยได้ช้า[2][13] อัตราการรอดชีวิต 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 13–18%[1][6]
ในประเทศไทยระหว่างปี 2019–2021 มะเร็งหลอดอาหารเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 8 ในชายแต่ก็ไม่ติดสิบอันดับแรกในหญิง[14]
อาการ
[แก้]อาการที่ชัดเจนมักจะไม่ปรากฏจนกว่าจะเป็นมะเร็งเกินกว่า 60% ของเส้นรอบวงหลอดอาหาร ซึ่งก็มักอยู่ในระยะลุกลามแล้ว[15] อาการมักเริ่มจากการตีบแคบของหลอดอาหารเพราะมีเนื้องอก[16]
อาการแรกและพบบ่อยที่สุดมักเป็นการกลืนลำบาก ซึ่งมักเป็นกับอาหารแข็งก่อน แล้วต่อมากับอาหารอ่อนหรือเหลว[1] อาการกลืนเจ็บจะไม่ค่อยพบในตอนแรก[1] น้ำหนักลดมักเป็นอาการเริ่มต้นสำหรับมะเร็งชนิดเซลล์สความัส แต่ไม่ค่อยพบสำหรับชนิดต่อม[17] ในที่สุด ผู้ป่วยมักมีน้ำหนักลดจากการไม่อยากอาหารและทุพโภชนาการ[18] การเจ็บใต้กระดูกสันอกหรือบริเวณรอบกระเพาะอาหารมักให้ความรู้สึกเหมือนอาการแสบร้อนกลางอก อาการปวดอาจรุนแรง โดยเพิ่มขึ้นเมื่อกลืนอาหารทุกชนิด อีกอาการหนึ่งอาจเป็นเสียงไอที่แหบหรือแห้งผิดปกติ เพราะเนื้องอกมีผลต่อเส้นประสาทกล่องเสียงขากลับ (recurrent laryngeal nerve)
เนื้องอกอาจกวนการบีบตัวตามปกติของหลอดอาหารขณะกลืนอาหาร ซึ่งอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ขย้อนอาหาร และไอ[15] อนึ่ง ยังเสี่ยงปอดบวมเพิ่มเพราะสูดอาหารเข้าไป[15] เนื่องจากอาหารอาจเข้าสู่ทางเดินหายใจผ่านทางทะลุผิดปกติ (fistula) ที่เกิดขึ้นระหว่างหลอดอาหารกับหลอดลม[13] สัญญาณเริ่มต้นของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงนี้อาจเป็นอาการไอระหว่างดื่มหรือทานอาหาร[19] ผิวเนื้องอกอาจเปราะและมีเลือดออก ทำให้อาเจียนเป็นเลือด เมื่อโรคลุกลาม เนื้องอกอาจกดทับอวัยวะใกล้เคียง แล้วก่อปัญหา เช่น อุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน หรือเกิดกลุ่มอาการหลอดเลือดดำใหญ่เหนือหัวใจอุดตัน (superior vena cava syndrome) อนึ่ง อาจพบภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) ได้ด้วย[15]
หากมะเร็งแพร่กระจายไปที่อื่น อาการเกี่ยวกับการแพร่กระจายของโรคอาจปรากฏ ตำแหน่งที่มักพบการแพร่กระจายได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองที่ใกล้เคียง ตับ ปอด และกระดูก[15] การแพร่กระจายไปที่ตับอาจก่ออาการดีซ่าน (รวมทั้งตัวเหลือง ตาเหลือง) และท้องมานจากการมีน้ำในช่องท้อง การแพร่กระจายไปที่ปอดอาจทำให้เกิดปัญหาการหายใจจากการมีน้ำรอบปอด (น้ำซึมซ่านในช่องเยื่อหุ้มปอด) และหายใจลำบาก
สาเหตุ
[แก้]มะเร็งหลอดอาหารทั้งสองชนิดหลัก (คือชนิดเซลล์สความัสและชนิตต่อม) มีปัจจัยเสี่ยงต่างกัน[17] ชนิดเซลล์สความัสสัมพันธ์กับปัจจัยทางพฤติกรรม เช่น การสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์[20] ส่วนชนิดต่อมสัมพันธ์กับผลของกรดไหลย้อนเรื้อรัง[20] ยาสูบเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับทั้งสองชนิด[17] ทั้งสองชนิดพบได้บ่อยกว่าในผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป[21]
ชนิดเซลล์สความัส
[แก้]ปัจจัยเสี่ยงหลักสองอย่างสำหรับมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส คือยาสูบ (ทั้งสูบและเคี้ยว) และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์[2] การใช้ยาสูบและแอลกอฮอล์ยังมีฤทธิ์เสริมแรงกันอย่างมีกำลังอีกด้วย[22] ข้อมูลบางส่วนชี้ว่าประมาณ 1/2 ของกรณีทั้งหมดมาจากการใช้ยาสูบ และประมาณ 1/3 มาจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่ >3/4 ของผู้ป่วยชายมาจากการสูบบุหรี่กับดื่มแอลกอฮอล์หนักร่วมกัน[2] ความเสี่ยงเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับเมแทบอไลต์แอลดีไฮด์ของมัน และการกลายพันธุ์ของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องบางชนิด[17] โดยตัวแปร (ภาวะพหุสันฐาน) ทางเมแทบอลิซึมดังกล่าวพบค่อนข้างบ่อยในเอเชีย[2]
ปัจจัยเสี่ยงอื่นที่เกี่ยวข้องได้แก่การดื่มเครื่องดื่มร้อนจัดเป็นประจำ (อุณหภูมิเกิน 65 องศาเซลเซียสหรือ 149 องศาฟาเรนไฮต์)[23][24] และการกลืนกินสารกัดกร่อน[2] การได้รับไนโตรซามีนมากจากอาหาร (เป็นสารประกอบทางเคมีที่พบในควันบุหรี่และอาหารบางชนิด) ก็ดูจะเป็นปัจจัยเสี่ยงเช่นกัน[17] รูปแบบการทานอาหารที่ไม่เหมาะสมดูเหมือนจะเกี่ยวกับการได้รับไนโตรซามีนจากเนื้อแปรรูปหรือเนื้อย่าง ผักดอง และการรับประทานอาหารสดน้อย[2] ปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องได้แก่ทุพโภชนาการ ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมต่ำ และอนามัยช่องปากที่ไม่ดี[17] การเคี้ยวหมากสง (ที่เคี้ยวกับใบพลู) เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญในเอเชีย[4]
การบาดเจ็บทางกายอาจเพิ่มความเสี่ยงได้[25] ซึ่งอาจรวมทั้งการดื่มเครื่องดื่มร้อนจัด[3]
ชนิดต่อม
[แก้]
มะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อมพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 7–10 เท่า[26] ความต่างกันนี้อาจสัมพันธ์กับลักษณะและปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ รวมถึงภาวะกรดไหลย้อนกับโรคอ้วน[26]
โรคกรดไหลย้อนจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร
[แก้]ผลการกัดกร่อนระยะยาวของโรคกรดไหลย้อน (เป็นภาวะที่พบบ่อยมาก บางครั้งเรียกว่า GERD) เชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับมะเร็งนี้[27] โดย GERD ที่เป็นมานานสามารถกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงชนิดของเซลล์ในส่วนล่างของหลอดอาหารเพื่อตอบสนองต่อการสึกกร่อนของเยื่อบุผิวสความัส[27] ปรากฏการณ์นี้เรียกว่าภาวะหลอดอาหารของบาร์เร็ตต์ ดูเหมือนจะปรากฏในผู้หญิงประมาณ 20 ปีหลังผู้ชาย โดยอาจเป็นเพราะปัจจัยทางฮอร์โมน[27]
ในเรื่องกลไก มีส่วนต่างหากในหลอดอาหารที่แสดงออกยีน HOXA13 ซึ่งทนต่อกรดและน้ำดีได้มากกว่าเยื่อบุสความัสปกติ และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ลำไส้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่ก่อเนื้องอก หลังจากเกิด GERD ส่วนต่างหากที่แสดงออกยีน HOXA13 นี้จะเจริญขึ้นมากกว่าเยื่อบุสความัสปกติ ส่งผลให้หลอดอาหารมีลักษณะคล้ายลำไส้และมีแนวโน้มเกิดมะเร็งมากขึ้น[28]
การมีอาการกรดหรือน้ำดีไหลย้อนทำให้เสี่ยงเกิดหลอดอาหารของบาร์เร็ตต์มากขึ้น ซึ่งต่อมาก็เพิ่มความเสี่ยงการเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นและในที่สุดนำไปสู่มะเร็งชนิดต่อม[17] น้ำดีที่มีกรดน้ำดีชนิดไม่จับตัว (unconjugated) รวมทั้ง deoxycholic acid และ chenodeoxycholic acid มีส่วนก่อมะเร็งชนิดต่อมโดยกระตุ้นภาวะ oxidative stress และความเสียหายต่อดีเอ็นเอ[29] อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเกิดมะเร็งต่อมในผู้ที่มีหลอดอาหารของบาร์เร็ตต์ยังไม่ชัดเจน โดยในอดีตอาจมีการประเมินสูงเกินจริง[2]
โรคอ้วน
[แก้]ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับความเสี่ยงการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม เป็นความสัมพันธ์ที่มีกำลังที่สุดสำหรับมะเร็งทั้งหมดที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน แม้เหตุผลยังไม่ชัดเจน[30][31] ภาวะอ้วนที่ท้อง (abdominal obesity) ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ เนื่องจากสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับมะเร็งชนิดนี้ รวมถึงกับโรคกรดไหลย้อน (GERD) และหลอดอาหารของบาร์เร็ตต์ด้วย[31] ภาวะอ้วนลักษณะนี้มักพบในผู้ชาย[31] ในทางสรีรวิทยา ภาวะดังกล่าวกระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อน และยังส่งผลให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังในส่วนอื่น ๆ อีกด้วย[27]
เชื้อ Helicobacter pylori
[แก้]การติดเชื้อ Helicobacter pylori (ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยและคาดว่ามีผลกระทบต่อประชากรกว่าครึ่งโลก) ไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม และอาจมีผลป้องกันด้วยซ้ำ แม้จะเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งของโรคกรดไหลย้อนและเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหาร การติดเชื้อดังกล่าวกลับดูเหมือนจะสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลงของมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อมได้มากถึงร้อยละ 50[32][33] เหตุผลทางชีววิทยาสำหรับผลป้องกันนี้ยังไม่ชัดเจน[33] คำอธิบายหนึ่งคือเชื้อ H. pylori บางสายพันธุ์ลดกรดในกระเพาะอาหาร จึงลดความเสียหายจากโรคกรดไหลย้อน[34] อัตราการติดเชื้อที่ลดลงในประเทศตะวันตกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเชื่อมโยงกับความแออัดในครัวเรือนที่ลดลง อาจเป็นปัจจัยหนึ่งของมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อมที่เพิ่มขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน[32]
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ของมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม
[แก้]ฮอร์โมนหญิงอาจมีผลป้องกัน เนื่องจากมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อมพบได้น้อยกว่ามากในผู้หญิง และมักเกิดเมื่ออายุมากกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ยราว 20 ปี แม้การศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับปัจจัยทางการสืบพันธุ์จะยังไม่ชัดเจน แต่ความเสี่ยงของมารดาดูเหมือนจะลดลงตามระยะเวลาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ที่ยาวนานขึ้น[32] การสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยง แต่ผลกระทบต่อมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อมมีน้อยเมื่อเทียบกับชนิดเซลล์สความัส และยังไม่มีหลักฐานด้วยว่าแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุ[32]
ภาวะที่เกี่ยวข้องกัน
[แก้]- มะเร็งศีรษะและลำคอสัมพันธ์กับเนื้องอกก้อนที่สองในบริเวณเดียวกัน รวมถึงมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส เนื่องมาจากกระบวนการ field cancerization คือ ปฏิกิริยาในเขตที่ได้รับสารก่อมะเร็งในระยะยาว[35][36]
- ประวัติการฉายรังสีเพื่อรักษาโรคอื่นในบริเวณทรวงอกเป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม[17]
- การบาดเจ็บที่หลอดอาหารจากการกลืนสารกัดกร่อนโดยไม่ตั้งใจหรือจงใจ เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส[2]
- อาการหนังหนาด้านพร้อมกับมะเร็งหลอดอาหาร (tylosis with esophageal cancer) เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบยาก มีการถ่ายทอดแบบทายกรรมลักษณะเด่น (autosomal dominant inheritance) และเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของยีน RHBDF2 บนโครโมโซมคู่ที่ 17 โรคนี้ทำให้ผิวหนังบริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้าหนาขึ้น ทำให้เสี่ยงเกิดมะเร็งชนิดเซลล์สความัสตลอดชีวิต[2][37]
- โรคอะคาเลเซีย ภาวะกล้ามเนื้อเรียบไม่คลาย เป็นการขาดรีเฟล็กซ์ที่หลอดอาหารหลังกลืนอาหาร ดูเหมือนจะเป็นปัจจัยเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารทั้งสองชนิดหลัก อย่างน้อยก็ในผู้ชาย เนื่องจากการคั่งค้างของอาหารและเครื่องดื่มในหลอดอาหาร[38]
- กลุ่มอาการพลัมเมอร์–วินสัน (เป็นโรคหายากที่มีเยื่อบางเกิดขึ้นในหลอดอาหาร) ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน[2]
- มีหลักฐานบางส่วนที่ชี้ว่าฮิวแมนแพปพิลโลมาไวรัส (HPV) อาจเป็นเหตุของมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส[39] แต่ก็ยังไม่ชัดเจน[40] เชื้อเอชพีวีอาจสำคัญยิ่งกว่าในภูมิภาคที่มีอุบัติการณ์ของมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสสูง[41] เช่นในบางประเทศของเอเชีย รวมถึงประเทศจีน[42]
- มีความสัมพันธ์ระหว่างโรคซีลิแอ็กกับมะเร็งหลอดอาหาร ผู้เป็นโรคซีลิแอ็กที่ไม่รักษามีความเสี่ยงสูงกว่า แต่จะลดลงตามเวลาหลังการวินิจฉัย โดยน่าจะเป็นการรับประทานอาหารที่ปราศจากกลูเตน ที่ดูเหมือนจะมีบทบาทป้องกันการเกิดมะเร็งในผู้ป่วยโรคซีลิแอ็ก อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าในการวินิจฉัยและในการเริ่มรับประทานอาหารปลอดกลูเตน ดูเหมือนจะเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง นอกจากนี้ ในบางกรณี โรคซีลิแอ็กจะตรวจพบหลังจากการเกิดมระเร็ง ซึ่งมีอาการเริ่มต้นคล้ายกับที่อาจเกิดในโรคซีลิแอ็ก[43]
การวินิจฉัย
[แก้]
การประเมินทางคลินิก
[แก้]แม้ว่าการกลืนแป้งแบเรียมแล้วเอกซเรย์อาจทำให้เห็นเนื้องอกที่อุดตันได้ แต่การวินิจฉัยจะทำได้ดีที่สุดด้วยกล้องส่องเอนโดสโคป เป็นการสอดท่อที่ยืดหยุ่นได้พร้อมกับกล้องและแสงไฟผ่านลงไปในหลอดอาหารเพื่อตรวจดูผนังของหลอดอาหาร ซึ่งเรียกว่า การส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น (esophagogastroduodenoscopy) โดยจะตัดชิ้นเนื้อจากรอยโรคที่น่าสงสัยออกไปตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อดูว่าเป็นเนื้อร้ายหรือไม่
ต้องมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปมากน้อยเพียงใด (ดูหัวข้อ #การระบุระยะ ด้านล่าง) การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ของทรวงอก ช่องท้อง และเชิงกรานสามารถประเมินได้ว่ามะเร็งได้แพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียงหรืออวัยวะที่อยู่ห่างออกไปหรือไม่ (โดยเฉพาะตับและต่อมน้ำเหลือง) ความไวของการตรวจ CT มีข้อจำกัด เพราะสามารถตรวจพบก้อนเนื้อ เช่น ต่อมน้ำเหลืองที่โตหรืออวัยวะที่ถูกมะเร็งลุกลาม ได้เฉพาะเมื่อมีขนาดใหญ่กว่า 1 ซม. โดยทั่วไป
การถ่ายภาพรังสีระนาบด้วยการปล่อยโพซิตรอน (PET) ยังใช้เพื่อประเมินขอบเขตของโรค โดยถือว่าแม่นยำกว่า CT เพียงอย่างเดียว ส่วนการตรวจโดยใช้ PET กับการสร้างภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็ก (MRI) หรือย่อว่า PET/MR เป็นวิธีการใหม่ ให้ผลดีในการจัดระยะมะเร็งก่อนการผ่าตัด โดยในประเทศตะวันตกถือว่าพอทำได้ และแสดงภาพที่สอดคล้องกับความจริงได้ดีเมื่อเทียบกับ PET/CT อนึ่ง วิธีนี้ทำให้แยกความแตกต่างของเนื้อเยื่อได้ดีขึ้น พร้อมลดปริมาณรังสีที่ผู้ป่วยได้รับ[44]
ส่วนการตรวจอัลตราซาวด์ผ่านกล้องส่องหลอดอาหาร (Esophageal endoscopic ultrasound) สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับการลุกลามของเนื้องอก และการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง
ตำแหน่งของเนื้องอกมักระบุเป็นระยะห่างจากฟัน หลอดอาหารซึ่งยาวประมาณ 25 ซม. หรือ 10 นิ้ว มักแบ่งออกเป็นสามส่วนเพื่อระบุตำแหน่งของเนื้องอก มะเร็งชนิดต่อมมักเกิดใกล้กับกระเพาะอาหาร ส่วนชนิดเซลล์สความัสมักเกิดใกล้ลำคอ แต่มะเร็งทั้งสองชนิดสามารถเกิดขึ้นได้ทุกตำแหน่งในหลอดอาหาร
- ภาพส่องกล้องของหลอดอาหารแบบบาร์เร็ตต์ ซึ่งเป็นภาวะที่มักนำไปสู่การเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม
- ภาพส่องกล้องและภาพอัลตราซาวนด์ (แบบ radial) ของเนื้องอกใต้เยื่อเมือก (submucosal) ที่ส่วนกลางของหลอดอาหาร
- ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้สารทึบรังสี แสดงให้เห็นเนื้องอกในหลอดอาหาร (มุมมองตามแนว axial คือระนาบที่แบ่งบนกับล่าง)
- ภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้สารทึบรังสี แสดงให้เห็นเนื้องอกในหลอดอาหาร (มุมมองตามแนว coronal คือระนาบที่แบ่งหน้ากับหลัง)
- มะเร็งหลอดอาหาร
- ภาพจุลทรรศน์แสดงลักษณะทางจุลพยาธิวิทยาของมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม (สีน้ำเงินเข้ม มุมบนซ้ายของภาพ) และเยื่อบุหลอดอาหารชนิดสความัสปกติ (มุมบนขวาของภาพ) เป็นภาพย้อมสี H&E
ชนิด
[แก้]มะเร็งหลอดอาหารมักเกิดจากเยื่อบุผิวคือผิวชั้นนอกของหลอดอาหาร มะเร็งหลอดอาหารส่วนใหญ่จัดอยู่ในสองกลุ่มหลัก ได้แก่ มะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (esophageal squamous-cell carcinomas ตัวย่อ ESCC) ซึ่งคล้ายกับมะเร็งศีรษะและลำคอโดยลักษณะปรากฏและความสัมพันธ์กับการสูบบุหรี่และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคล้ายกับมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม (esophageal adenocarcinomas ตัวย่อ EAC) โดยมักเกี่ยวกับประวัติการมีโรคกรดไหลย้อนและภาวะหลอดอาหารของบาร์เร็ตต์ โดยทั่วไปแล้ว มะเร็งที่เกิดใน 2/3 ส่วนบนของหลอดอาหารมักเป็นชนิดต่อม ส่วนมะเร็งที่เกิดใน 1/3 ส่วนล่างมักเป็นชนิดเซลล์สความัส
ชนิดทางจุลพยาธิวิทยาที่หายากรวมถึงชนิดต่าง ๆ ของมะเร็งเซลล์สความัส และเนื้องอกที่ไม่ได้มาจากเยื่อบุผิว เช่น leiomyosarcoma (มะเร็งกล้ามเนื้อเรียบ), เมลาโนมาร้าย, rhabdomyosarcoma และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นต้น[45][46]
การระบุระยะ
[แก้]การจัดระยะมะเร็งหลอดอาหารจะอ้างอิงระบบ TNM ซึ่งจำแนกตามขนาดและขอบเขตของเนื้องอก (T) การแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้เคียง (N) และการแพร่กระจายไปไกล (M)[17] เป็นระบบการจัดระยะของคณะกรรมการร่วมเรื่องมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (AJCC) ปี 2010 สำหรับมะเร็งของหลอดอาหารและบริเวณระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร[17] เพื่อช่วยการตัดสินใจทางคลินิก ระบบนี้ยังรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของเซลล์ (เช่น ESCC, EAC เป็นต้น) ระดับการแยกชนิดของเซลล์ (grade) ซึ่งบ่งชี้ความรุนแรงทางชีวภาพของเซลล์มะเร็ง และตำแหน่งของเนื้องอก (ส่วนบน ส่วนกลาง ส่วนล่าง หรือส่วนต่อ[47])[48]
- เนื้องอกมะเร็งหลอดอาหารระยะ T1, T2 และ T3
- เนื้องอกมะเร็งหลอดอาหารระยะ T4
- มะเร็งหลอดอาหารที่แพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง
การป้องกัน
[แก้]การป้องกันรวมถึงการเลิกสูบบุหรี่หรือเคี้ยวยาสูบ[2] การเลิกติดการเคี้ยวหมากในเอเชียเป็นกลยุทธ์ดีอีกอย่างในการป้องกันมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส[4] ความเสี่ยงยังสามารถลดลงได้ด้วยการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ[49] ตามการทบทวนแบบร่มปี 2022 การรับประทานแคลเซียมอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่ลดลง[50]
ตามข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ (NCI) “การรับประทานผักวงศ์ผักกาดมาก (รวมกะหล่ำปลี บรอกโคลี กะหล่ำดอก กะหล่ำดาว) รวมถึงผักผลไม้สีเขียวและเหลือง สัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารที่ลดลง”[51] ใยอาหารเชื่อว่ามีบทบาทในการป้องกัน โดยเฉพาะต่อมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม[52] ไม่มีหลักฐานว่าวิตามินเสริมเปลี่ยนแปลงความเสี่ยงดังกล่าว[1]
การตรวจคัดกรอง
[แก้]ผู้ที่มีภาวะหลอดอาหารแบบบาร์เร็ตต์ (เป็นการเปลี่ยนแปลงของเซลล์เยื่อบุหลอดอาหารส่วนล่าง) มีความเสี่ยงสูงกว่ามาก[53] และอาจได้รับการส่องกล้องตรวจเป็นประจำเพื่อตรวจหาสัญญาณเริ่มต้นของมะเร็ง[54] เนื่องจากประโยชน์ของการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดต่อมในผู้ที่ไม่มีอาการยังไม่ชัดเจน[2] ในสหรัฐอเมริกาจึงไม่แนะนำให้ทำ[1] บางประเทศที่มีอัตราการเกิดมะเร็งชนิดเซลล์สความัสสูงมีโปรแกรมตรวจคัดกรอง[2]
การรักษา
[แก้]



การรักษาควรทำโดยทีมแพทย์สหสาขาวิชาชีพที่เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง[55][56] ผู้ป่วยควรได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ และควรดูแลสุขภาพฟันอย่างเหมาะสม ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรักษา ได้แก่ ระยะมะเร็ง ชนิดเซลล์มะเร็ง (เช่น EAC, ESCC เป็นต้น) รวมถึงสุขภาพทั่วไปและโรคร่วมอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยมี[17]
โดยทั่วไป การรักษาให้หายขาดจะทำในกรณีที่โรคยังอยู่เฉพาะที่และไม่แพร่กระจายไปไกล โดยอาจพิจารณาใช้วิธีผสมผสานที่รวมถึงการผ่าตัด โรคที่แพร่กระจายไปแล้ว หรือกลับมาเป็นซ้ำ จะได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ในกรณีนี้ อาจใช้เคมีบำบัดเพื่อยืดการรอดชีวิต ขณะเดียวกันอาจใช้การฉายรังสีหรือการใส่ขดลวด (สเตนต์) ในหลอดอาหารเพื่อลดอาการและช่วยให้กลืนได้ง่ายขึ้น[17]
การผ่าตัด
[แก้]หากตรวจพบมะเร็งในระยะต้น การผ่าตัดเพื่อรักษาให้หายขาดอาจเป็นไปได้ เนื้องอกเล็กที่เกี่ยวกับเยื่อเมือกหรือเยื่อบุหลอดอาหารเท่านั้น อาจตัดออกได้ด้วยการส่องกล้องตัดเยื่อเมือก (EMR)[57][58]
ไม่เช่นนั้นแล้ว การผ่าตัดเพื่อรักษารอยโรคในระยะเริ่มต้นอาจต้องตัดหลอดอาหารออกบางส่วนหรือทั้งหมด (esophagectomy) แม้จะเป็นการผ่าตัดที่ยากและมีความเสี่ยงการเสียชีวิตหรือภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดค่อนข้างสูง ประโยชน์ของการผ่าตัดยังไม่ชัดเจนในกรณีมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (ESCC) เมื่อเทียบกับชนิดต่อม (EAC) มีตัวเลือกการผ่าตัดหลายแบบ ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละกรณียังคงเป็นประเด็นการวิจัยและการอภิปราย[55][59][60]
คุณภาพชีวิตที่คาดว่าจะได้หลังการรักษาเป็นปัจจัยสำคัญเมื่อพิจารณาการผ่าตัด[61] ผลการผ่าตัดมักจะดีกว่าในศูนย์ใหญ่ที่ผ่าตัดบ่อย ๆ[59] หากมะเร็งได้แพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายแล้ว ปัจจุบันจะไม่ผ่าตัดหลอดอาหาร (esophagectomy)[59][62]
การผ่าตัดหลอดอาหาร (อังกฤษ: esophagectomy) เป็นการตัดเอาส่วนหนึ่งของหลอดอาหารออก เพราะนี่ทำให้ให้หลอดอาหารสั้นลง ส่วนอื่นของทางเดินอาหารก็จะดึงขึ้นมาผ่านช่องอกแล้วนำมาต่อเข้า โดยทั่วไปจะใช้กระเพาะอาหาร หรือลำไส้ใหญ่บางส่วน (colon) หรือลำไส้เล็กส่วนกลาง (jejunum) การเชื่อมต่อกระเพาะอาหารกับหลอดอาหารที่สั้นลงเรียกว่า การต่อหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร (esophagogastric anastomosis)[59]
การผ่าตัดหลอดอาหารสามารถทำได้หลายวิธี การเลือกแนวทางผ่าตัดขึ้นอยู่กับลักษณะและตำแหน่งของเนื้องอก รวมถึงความถนัดของศัลยแพทย์ ยังไม่มีหลักฐานทางคลินิกที่ชัดเจนว่าแนวทางใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในแต่ละกรณี[59] การตัดสินใจแรกคือการเลือกวิธีผ่าเข้าทาง “ช่องกะบังลม” (transhiatal) หรือ “ช่องอก” (transthoracic)
วิธีผ่านช่องกะบังลม (transhiatial approach) ที่ทันสมัยกว่า ช่วยหลีกเลี่ยงการเปิดช่องอก โดยศัลยแพทย์จะผ่าเปิดที่หน้าท้องส่วนล่างและที่ลำคอ แยกส่วนล่างของหลอดอาหารออกจากเนื้อเยื่อรอบข้างและตัดออกตามความจำเป็น ดันกระเพาะอาหารผ่านช่องที่หลอดอาหารผ่านกะบังลม (esophageal hiatus) แล้วเชื่อมกับส่วนบนของหลอดอาหารที่เหลือบริเวณลำคอ[59]
วิธีการผ่าตัดดั้งเดิมที่ผ่าเข้าทางช่องอก (transthoracic approach) จะผ่าผ่านทรวงอก โดยมีรูปแบบหลากหลาย วิธีทางทรวงอกและหน้าท้อง (thoracoabdominal) จะผ่าเปิดช่องท้องและช่องอกด้วยกัน ส่วนวิธีสองขั้นตอนแบบ Ivor Lewis (หรือ Lewis–Tanner) เริ่มจากการเปิดช่องท้อง (laparotomy) และสร้างหลอดกระเพาะอาหาร (gastric tube) จากนั้นเปิดช่องอก (thoracotomy) ด้านขวาเพื่อตัดเนื้องอกออกและเชื่อมต่อกระเพาะอาหารกับหลอดอาหาร (esophagogastric anastomosis) ส่วนวิธีสามขั้นตอนแบบ McKeown จะเพิ่มการผ่าเปิดที่ลำคอเพื่อทำการเชื่อมต่อที่คอ (cervical anastomosis) ให้เสร็จ ศัลยแพทย์อาจใช้แนวทางสมัยใหม่ที่เรียกว่า “การผ่าตัดหลอดอาหารแบบขยาย” (extended esophagectomy) ซึ่งจะตัดเอาเนื้อเยื่อโดยรอบรวมถึงต่อมน้ำเหลือง ออกไปทั้งหมด (en bloc)[59]
หากผู้ป่วยไม่สามารถกลืนได้เลย อาจใส่สเตนต์หลอดอาหาร (ขดลวดขยายหลอดอาหาร หรือ esophageal stent) เพื่อช่วยเปิดหลอดอาหาร ขดลวดยังอาจช่วยปิดรูเชื่อมผิดปกติ (fistula) ได้ด้วย ในระหว่างการรักษา อาจจำเป็นต้องใส่สายให้อาหารผ่านจมูกลงกระเพาะอาหาร (nasogastric tube) เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหาร ผู้ป่วยบางรายอาจจำเป็นต้องเปิดช่องให้อาหารเข้าสู่กระเพาะโดยตรงผ่านผิวหนัง (gastrostomy) วิธีให้อาหารสองอย่างนี้สำคัญเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่มักสำลักอาหารหรือน้ำลายเข้าสู่ทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้เสี่ยงเกิดปอดบวมจากการสำลัก (aspiration pneumonia)
เคมีบำบัดและรังสีบำบัด
[แก้]การให้เคมีบำบัดจะขึ้นอยู่กับชนิดของเนื้องอก แต่มักใช้สูตรที่มียาซิสพลาติน (หรือ carboplatin หรือ oxaliplatin) ทุกสามสัปดาห์ ร่วมกับฟลูออโรยูราซิล (fluorouracil, 5-FU) หรือ capecitabine ซึ่งอาจให้อย่างต่อเนื่องหรือทุกสามสัปดาห์เช่นกัน แม้จะมีงานศึกษาต่อมาที่แสดงว่าการเพิ่ม epirubicin มีประโยชน์[63] แต่การวิเคราะห์อภิมานในปี 2017 ไม่พบหลักฐานว่ายาในกลุ่ม anthracyclines เช่น epirubicin ช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้[64] ดังนั้น ในมะเร็งที่แพร่กระจายแล้ว การใช้ยาร่วมกันสองชนิดจึงเป็นมาตรฐานในปัจจุบัน ล่าสุด มีการเพิ่มการใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัด nivolumab[65] หรือ pembrolizumab[66] เมื่อพบตัวบ่งชี้ทางโมเลกุล/พันธุกรรมว่าผู้ป่วยอาจได้รับประโยชน์จากการรักษาเหล่านี้
เคมีบำบัดอาจให้หลังการผ่าตัด (adjuvant คือทำเสริม เพื่อลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำ) หรือก่อนการผ่าตัด (neoadjuvant แบบก่อนผ่าตัด) หรือในกรณีที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ ซิสพลาตินและฟลูออโรยูราซิลเป็นยาที่ใช้มากที่สุด แต่การทดลอง REAL-2 ก็ยืนยันว่า oxaliplatin และ capecitabine ไม่ด้อยกว่า และอาจสะดวกกว่าด้วย[67]
การฉายรังสีสามารถให้ได้ก่อน ระหว่าง หรือหลังเคมีบำบัดหรือการผ่าตัด และบางครั้งก็ใช้เดี่ยว ๆ เพื่อควบคุมอาการ ในผู้ป่วยที่มีโรคเฉพาะที่แต่ไม่สามารถรับการผ่าตัดได้ อาจใช้การฉายรังสีแบบแรง (radical radiotherapy) โดยหวังรักษาให้หายขาด
แนวทางอื่น ๆ
[แก้]มีการรักษาด้วยกล้องส่องตรวจสำหรับโรคระยะ 0 และระยะที่ 1 ได้แก่ การตัดเยื่อบุหลอดอาหารด้วยกล้องส่อง (Endoscopic Mucosal Resection – EMR)[68] และการทำลายชั้นเยื่อบุด้วยคลื่นความถี่วิทยุ, การบำบัดด้วยแสง (Photodynamic Therapy) เลเซอร์ Nd-YAG หรือการทำให้เลือดแข็งตัวด้วยแก๊สอาร์กอน (argon plasma coagulation)
การบำบัดด้วยเลเซอร์คือการใช้แสงความเข้มสูงเพื่อทำลายเซลล์เนื้องอกโดยมีผลต่อเฉพาะบริเวณที่รักษาเท่านั้น มักใช้เมื่อไม่สามารถผ่าตัดนำมะเร็งออกได้ การเปิดทางเดินอาหารที่อุดตันช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดและกลืนลำบาก การรักษาด้วยแสง (Photodynamic Therapy) เป็นรูปแบบหนึ่งของการรักษาด้วยเลเซอร์ โดยใช้ยาที่เซลล์มะเร็งดูดซึม เมื่อยาถูกกับแสงเลเซอร์พิเศษ ก็จะออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง
- รังสีบำบัดที่ฝังแร่กัมตรังสีเข้าข้างในสำหรับมะเร็งหลอดอาหาร
- สเตนต์ (ขดลวด) โลหะที่ขยายตัวได้เองมักใช้ในการดูแลแบบประคับประคอง
การติดตาม
[แก้]ผู้ป่วยจะได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดหลังจากสิ้นสุดแผนการรักษา มักมีการรักษาอื่นเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงอาการและให้สารอาหารได้ดีที่สุด
พยากรณ์โรค
[แก้]โดยทั่วไปแล้ว พยากรณ์โรคของมะเร็งหลอดอาหารค่อนข้างแย่ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว เมื่อเริ่มมีอาการแรก เช่น กลืนอาหารลำบาก โรคก็มักจะอยู่ในขั้นที่ลุกลามไปมากแล้ว อัตราการรอดชีวิตห้าปีโดยรวม (5YSR) ในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 15% โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเสียชีวิตภายใน 1 ปีหลังได้รับการวินิจฉัย[69] ข้อมูลล่าสุดของอังกฤษและเวลส์ (ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยในปี 2007) แสดงให้เห็นว่า มีเพียง 1/10 ของผู้ป่วยเท่านั้นที่รอดชีวิตอยู่ได้อย่างน้อยสิบปี[70]
พยากรณ์โรคในแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับระยะโรคเป็นหลัก ผู้ที่มะเร็งจำกัดอยู่เฉพาะในเยื่อบุหลอดอาหารจะมีอัตราการรอดชีวิตห้าปี (5YSR) ประมาณ 80% แต่การลุกลามเข้าสู่ชั้นใต้เยื่อเมือกทำให้ลดลงเหลือน้อยกว่า 50% หากมะเร็งลุกลามถึงชั้นกล้ามเนื้อของหลอดอาหาร (muscularis propria) อัตราการรอดจะอยู่ที่ประมาณ 20% หากมะเร็งขยายไปยังโครงสร้างที่อยู่ติดกับหลอดอาหาร อัตราจะอยู่ที่ 7% ผู้ป่วยที่มะเร็งแพร่กระจายไปไกล (ผู้แพทย์จะไม่ผ่าตัดเพื่อรักษา) มีอัตราการรอดชีวิตห้าปีต่ำกว่า 3%[ต้องการอ้างอิง]
ระบาดวิทยา
[แก้]

มะเร็งหลอดอาหารเป็นมะเร็งที่ได้รับการวินิจฉัยมากเป็นอันดับแปดของโลก[2] เนื่องจากมีพยากรณ์โรคที่ไม่ดี จึงเป็นเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งมากเป็นอันดับหก[53] ในปี 2012 มีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ประมาณ 400,000 คน คิดเป็นประมาณ 5% ของการเสียชีวิตจากมะเร็งทั้งหมด (มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 456,000 ราย คิดเป็นประมาณ 3% ของมะเร็งทั้งหมด)[2]
มะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัส (ESCC) คิดเป็นร้อยละ 60–70 ของผู้ป่วยมะเร็งหลอดอาหารทั้งหมดทั่วโลก ในขณะที่มะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม (EAC) คิดเป็นอีกร้อยละ 20–30[71] (ส่วนเมลาโนมา, leiomyosarcomas, คาร์ซินอยด์ และลิมโฟมา เป็นชนิดที่พบได้น้อยกว่า) อุบัติการณ์ของมะเร็งหลอดอาหารสองชนิดหลักนี้แตกต่างกันมากตามภูมิภาค[72] โดยทั่วไป มะเร็งชนิด ESCC พบได้บ่อยกว่าในประเทศกำลังพัฒนา ส่วนมะเร็งชนิด EAC พบได้บ่อยกว่าในประเทศพัฒนาแล้ว[2]
อัตราการเกิดมะเร็งชนิด ESCC ทั่วโลกในปี 2012 อยู่ที่ 5.2 รายใหม่ต่อประชากร 100,000 คน•ปี โดยพบในเพศชายมากกว่า (7.7 ต่อ 100,000 ในผู้ชาย เทียบกับ 2.8 ในผู้หญิง)[73] เป็นชนิดที่พบมากที่สุดคือ 90% ของประเทศที่ทำการศึกษา[73]
มะเร็ง ESCC พบได้บ่อยเป็นพิเศษในเขตที่เรียกว่า “เข็มขัดมะเร็งหลอดอาหารเอเชีย” (Asian esophageal cancer belt) เป็นพื้นที่ที่ผ่านทางตอนเหนือของจีน รัสเซียใต้ อิหร่านตะวันออกเฉียงเหนือ อัฟกานิสถานตอนเหนือ และตุรกีตะวันออก[71] ในปี 2012 ประมาณร้อยละ 80 ของผู้ป่วย ESCC ทั่วโลกอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลาง เอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และกว่าครึ่งหนึ่ง (53%) ของผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในประเทศจีน[73] ประเทศที่มีอัตราการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดนี้สูงสุด ได้แก่ มองโกเลียและเติร์กเมนิสถานในเอเชีย มาลาวี เคนยา และยูกันดาในแอฟริกา[73] ปัญหามะเร็งหลอดอาหารรู้จักกันมานานในทางตะวันออกและทางใต้ของแอฟริกาใต้สะฮารา โดยมะเร็ง ESCC เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด[74]
ในประเทศตะวันตก มะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อม (EAC) ได้กลายเป็นชนิดที่พบมากที่สุด โดยอุบัติการณ์ได้เพิ่มขึ้นในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา (ตรงกันข้ามกับมะเร็งชนิด ESCC ซึ่งอัตราค่อนข้างคงที่)[5][32] ในปี 2012 อัตราการเกิดมะเร็ง EAC ทั่วโลกอยู่ที่ 0.7 รายต่อประชากร 100,000 คน โดยพบในเพศชายมากกว่า (1.1 ต่อ 100,000 ในผู้ชาย เทียบกับ 0.3 ในผู้หญิง) ภูมิภาคที่มีอัตราการเกิดสูงเป็นพิเศษ ได้แก่ ยุโรปตอนเหนือและตะวันตก อเมริกาเหนือ และโอเชียเนีย ประเทศที่มีบันทึกอัตราการเกิดสูงสุด ได้แก่ สหราชอาณาจักร เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ และนิวซีแลนด์[73]
สังคมและวัฒนธรรม
[แก้]กรณีที่มีชื่อเสียง
[แก้]- ฮัมฟรีย์ โบการ์ต นักแสดงชาวอเมริกัน เสียชีวิตจากมะเร็งหลอดอาหารในปี 1957 ขณะอายุ 57 ปี
- คริสโตเฟอร์ ฮิตเชนส์ นักเขียนและนักข่าวชาวอังกฤษ เสียชีวิตจากมะเร็งหลอดอาหารในปี 2011 ขณะอายุ 62 ปี[75]
- มอร์ริสซีย์ นักร้องนักแต่งเพลงชาวอังกฤษ ได้เปิดเผยว่าเขาเป็นโรคนี้ในเดือนตุลาคม ปี 2015 และได้เล่าถึงประสบการณ์เมื่อทราบการวินิจฉัยครั้งแรก[76]
- เอ็ด ซัลลิแวน พิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดังดิเอ็ดซัลลิแวนโชว์ เสียชีวิตจากมะเร็งหลอดอาหารในปี 1974 ขณะอายุ 73 ปี
- ลินจา เชฟและยูทูบเบอร์ชื่อดัง เสียชีวิตจากมะเร็งหลอดอาหารในปี 2024 ขณะอายุ 67 ปี
แนวทางการวิจัย
[แก้]ความเสี่ยงการเกิดมะเร็งหลอดอาหารชนิดเซลล์สความัสอาจลดลงในผู้ที่ใช้ยาแอสไพรินหรือยาตระกูลเดียวกันคือยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตอรอยด์[77] แต่เพราะยังไม่มีการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจึงยังสรุปไม่ได้[2][32]
มีการศึกษาจีโนมของมะเร็งหลอดอาหารชนิดต่อมโดยการหาลำดับจีโนมของมะเร็ง (cancer genome sequencing) เนื้องอกในโรคนี้มีจีโนมที่ซับซ้อน[78][79] และมีสภาพแวดล้อมทางจุลภาคของเนื้องอก (tumor micro-environment) ที่หลากหลาย[79]
เชิงอรรถ
[แก้]- ↑ แม้แต่ผู้ที่สะกดตามภาษาอังกฤษบริติชคือ "oesophagus"
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 Ferri, FF, บ.ก. (2012). "Tumors". Ferri's clinical advisor 2013. Philadelphia, PA: Mosby (Elsevier). pp. 389–391. ISBN 978-0-323-08373-7. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-19.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 Montgomery, EA; Basman, FT; Brennan, P; Malekzadeh, R (2014). "Oesophageal Cancer". ใน Stewart, BW; Wild, CP (บ.ก.). World Cancer Report 2014. World Health Organization. pp. 528–543. ISBN 978-92-832-0429-9.
- 1 2 3 4 Zhang, Han-Ze; Jin, Guang-Fu; Shen, Hong-Bing (2012-06-05). "Epidemiologic differences in esophageal cancer between Asian and Western populations". Chinese Journal of Cancer. 31 (6): 281–286. doi:10.5732/cjc.011.10390. PMC 3777490. PMID 22507220. สืบค้นเมื่อ 2025-10-31.
- 1 2 3 4 Akhtar, S (February 2013). "Areca nut chewing and esophageal squamous-cell carcinoma risk in Asians: a meta-analysis of case-control studies". Cancer Causes & Control. 24 (2): 257–65. doi:10.1007/s10552-012-0113-9. PMID 23224324.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 Stahl, M; Mariette, C; Haustermans, K; Cervantes, A; Arnold, D (October 2013). "Oesophageal cancer: ESMO Clinical Practice Guidelines for diagnosis, treatment and follow-up". Annals of Oncology. 24 (Suppl 6): vi51–vi56. doi:10.1093/annonc/mdt342. PMID 24078662.
- 1 2 "SEER Stat Fact Sheets: Esophageal Cancer". National Cancer Institute. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-07-06. สืบค้นเมื่อ 2014-06-18.
- ↑ Vos, T; Allen, C; Arora, M; Barber, RM; Bhutta, ZA; Brown, A; และคณะ (October 2016). "Global, regional, and national incidence, prevalence, and years lived with disability for 310 diseases and injuries, 1990-2015: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2015". Lancet. 388 (10053): 1545–1602. doi:10.1016/S0140-6736(16)31678-6. PMC 5055577. PMID 27733282.
- 1 2 "Esophageal Cancer Factsheet" (PDF). Global Cancer Observatory. สืบค้นเมื่อ 2019-11-08.
- ↑ Kelsen, D (2007). Gastrointestinal oncology: principles and practices (2nd ed.). Philadelphia, Pa.: Lippincott Williams & Wilkins. p. 4. ISBN 978-0-7817-7617-2. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-25.
- ↑ Schottenfeld, D; Fraumeni, J, บ.ก. (2006). Cancer epidemiology and prevention (3rd ed.). Oxford: Oxford University Press. p. 697. ISBN 978-0-19-974797-9. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-31.
- ↑ Guo, X; Lam, SY; Janmaat, VT; de Jonge, PJ; Hansen, BE; Leeuwenburgh, I; Peppelenbosch, MP; Spaander, MC; Fuhler, GM (January 2025). "Esophageal Candida Infection and Esophageal Cancer Risk in Patients With Achalasia". JAMA Netw Open. 8 (1): e2454685. doi:10.1001/jamanetworkopen.2024.54685. PMC 11733698. PMID 39808429.
- ↑ Lozano, R; Naghavi, M; Foreman, K; Lim, S; Shibuya, K; Aboyans, V; และคณะ (December 2012). "Global and regional mortality from 235 causes of death for 20 age groups in 1990 and 2010: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2010". Lancet. 380 (9859): 2095–2128. doi:10.1016/S0140-6736(12)61728-0. hdl:10536/DRO/DU:30050819. PMC 10790329. PMID 23245604. S2CID 1541253.
- 1 2 Enzinger, PC; Mayer, RJ (December 2003). "Esophageal cancer" (PDF). The New England Journal of Medicine. 349 (23): 2241–2252. doi:10.1056/NEJMra035010. PMID 14657432. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2014-07-14.
- ↑ S. Thanasitthichai; R. Ingsirorat; C. Chairat; I. Chiawiriyabunya; M. Wongsena; K. Sripratak; P. Laowahutanont; N. Srikat; S. Sangrajrang; D. Manorom; S. Pitakkarnkul; E. Sangariyavanich; R. Buasom, บ.ก. (2025). Cancer In Thailand Vol.XI 2019-2021 (PDF). กรุงเทพฯ: National Cancer Institute, Department of Medical Services, Ministry of Public Health. Figure C: Leading cancer in Thailand (mean annual ASR 2019-2021), หน้า 10. ISBN 978-616-11-5387-8. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-03-17.
- 1 2 3 4 5 Mayer, Robert J (2008). "Gastrointestinal Tract Cancer". ใน Longo, DL; Fauci, AS; Kasper, DL; Hauser, SL; Jameson, JL; Loscalzo, J (บ.ก.). Harrison's principles of internal medicine. Vol. 1 (18th ed.). New York: McGraw-Hill Medical Publishing Division. pp. 764–5. ISBN 978-0071748896.
- ↑ Cheifetz, Adam S; Brown, Alphonso; Curry, Michael; Moss, Alan C (2011). Oxford American Handbook of Gastroenterology and Hepatology. Oxford University Press. p. 106. ISBN 978-0-19-983012-1.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 Pennathur, A; Gibson, MK; Jobe, BA; Luketich, JD (February 2013). "Oesophageal carcinoma". Lancet. 381 (9864): 400–12. doi:10.1016/S0140-6736(12)60643-6. PMID 23374478.
- ↑ Yamada, Tadataka (2011). Textbook of Gastroenterology. John Wiley & Sons. pp. 1590–1. ISBN 978-1-4443-5941-1. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-20.
- ↑ Gerdes, Hans; Ferguson, Mark K (2002). "Palliation of Esophageal Cancer". ใน Posner, Mitchell C; Vokes, Everett E; Weichselbaum, Ralph R (บ.ก.). Cancer of the Upper Gastrointestinal Tract. PMPH-USA. p. 184. ISBN 978-1-55009-101-4. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-30.
- 1 2 Lao-Sirieix, P; Caldas, C; Fitzgerald, RC (June 2010). "Genetic predisposition to gastro-oesophageal cancer". Current Opinion in Genetics & Development. 20 (3): 210–7. doi:10.1016/j.gde.2010.03.002. PMID 20347291.
- ↑ Tobias, JS; Hochhauser, D (2013). Cancer and its management (6th ed.). p. 254. ISBN 1-11871-325-7.
- ↑ Prabhu, A; Obi, KO; Rubenstein, JH (June 2014). "The synergistic effects of alcohol and tobacco consumption on the risk of esophageal squamous cell carcinoma: a meta-analysis". The American Journal of Gastroenterology. 109 (6): 822–7. doi:10.1038/ajg.2014.71. PMID 24751582.
- ↑ Loomis, Dana; Guyton, Kathryn Z; Grosse, Yann; Lauby-Secretan, Béatrice; El Ghissassi, Fatiha; Bouvard, Véronique; และคณะ (2016). "Carcinogenicity of drinking coffee, mate, and very hot beverages" (PDF). The Lancet Oncology. 17 (7): 877–878. doi:10.1016/S1470-2045(16)30239-X. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-10-05.
- ↑ "Q&A on Monographs Volume 116: Coffee, maté, and very hot beverages" (PDF). www.iarc.fr. IARC / WHO. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-07-05.
- ↑ Charles, Thomas R.; Hunter, John G.; Jobe, Blair A. (2009-03-27). Esophageal Cancer. New York: Demos Medical Publishing. ISBN 978-1-935281-17-7. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-09-10.
- 1 2 Rutegård, M; Lagergren, P; Nordenstedt, H; Lagergren, J (July 2011). "Oesophageal adenocarcinoma: the new epidemic in men?". Maturitas. 69 (3): 244–248. doi:10.1016/j.maturitas.2011.04.003. PMID 21602001.
- 1 2 3 4 de Jonge, PJ; van Blankenstein, M; Grady, WM; Kuipers, EJ (January 2014). "Barrett's oesophagus: epidemiology, cancer risk and implications for management". Gut. 63 (1): 191–202. doi:10.1136/gutjnl-2013-305490. hdl:1765/67455. PMC 6597262. PMID 24092861.
- ↑ Janmaat, VT; Nesteruk, K; Spaander, MC; Verhaar, AP; Yu, B; Silva, RA; และคณะ (June 2021). "HOXA13 in etiology and oncogenic potential of Barrett's esophagus". Nature Communications. 12 (1). Bibcode:2021NatCo..12.3354J. doi:10.1038/s41467-021-23641-8. PMC 8184780. PMID 34099670.
- ↑ Režen, T; Rozman, D; Kovács, T; Kovács, P; Sipos, A; Bai, P; Mikó, E (April 2022). "The role of bile acids in carcinogenesis". Cellular and Molecular Life Sciences. 79 (5). doi:10.1007/s00018-022-04278-2. PMC 9013344. PMID 35429253.
- ↑ Turati, F; Tramacere, I; C, La Vecchia; Negri, E (March 2013). "A meta-analysis of body mass index and esophageal and gastric cardia adenocarcinoma". Annals of Oncology. 24 (3): 609–617. doi:10.1093/annonc/mds244. PMID 22898040.
- 1 2 3 Lagergren, J (June 2011). "Influence of obesity on the risk of esophageal disorders". Nature Reviews. Gastroenterology & Hepatology. 8 (6): 340–347. doi:10.1038/nrgastro.2011.73. PMID 21643038. S2CID 31598439.
- 1 2 3 4 5 6 Lagergren, J; Lagergren, P (2013). "Recent developments in esophageal adenocarcinoma". CA: A Cancer Journal for Clinicians. 63 (4): 232–48. doi:10.3322/caac.21185. PMID 23818335.
- 1 2 Falk, GW (July 2009). "Risk factors for esophageal cancer development" (PDF). Surgical Oncology Clinics of North America. 18 (3): 469–485. doi:10.1016/j.soc.2009.03.005. PMID 19500737. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-08-12.
- ↑ Harris, RE (2013). "Epidemiology of Esophageal Cancer". Epidemiology of Chronic Disease: Global Perspectives. Burlington, MA: Jones & Bartlett Publishers. pp. 157–161. ISBN 978-0-7637-8047-0. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-09-25.
- ↑ Priante, AV; Castilho, EC; Kowalski, LP (April 2011). "Second primary tumors in patients with head and neck cancer". Current Oncology Reports. 13 (2): 132–7. doi:10.1007/s11912-010-0147-7. PMID 21234721.
- ↑ Scherübl, H; Steinberg, J; Schwertner, C; Mir-Salim, P; Stölzel, U; de Villiers, EM (June 2008). "'Field cancerization' im oberen Aerodigestivtrakt" [Coincidental squamous cell cancers of the esophagus, head, and neck: risk and screening]. HNO (ภาษาเยอรมัน). 56 (6): 603–8. doi:10.1007/s00106-007-1616-7. PMID 17928979.
- ↑ "Tylosis with esophageal cancer". rarediseases.info.nih.gov. Genetic and Rare Diseases Information Center (GARD) – NIH. 2013-01-18. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-08-19. สืบค้นเมื่อ 2014-08-16.
- ↑ Nyrén, O; Adami, HO (2008). "Esophageal Cancer". ใน Adami, HO; Hunter, DJ; Trichopoulos, D (บ.ก.). Textbook of Cancer Epidemiology. Vol. Volume 1. Oxford University Press. p. 224. ISBN 978-0-19-531117-4. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-25.
{{cite book}}:|volume=has extra text (help) - ↑ Liyanage, SS; Rahman, B; Ridda, I; Newall, AT; Tabrizi, SN; Garland, SM; Segelov, E; Seale, H; Crowe, PJ; Moa, A; Macintyre, CR (2013). "The aetiological role of human papillomavirus in oesophageal squamous cell carcinoma: a meta-analysis". PLOS ONE. 8 (7): e69238. doi:10.1371/journal.pone.0069238. PMC 3722293. PMID 23894436.
- ↑ Sitas, F; Egger, S; Urban, MI; Taylor, PR; Abnet, CC; Boffetta, P; O'Connell, DL; Whiteman, DC; Brennan, P; Malekzadeh, R; Pawlita, M; Dawsey, SM; Waterboer, T (January 2012). "InterSCOPE study: Associations between esophageal squamous cell carcinoma and human papillomavirus serological markers". Journal of the National Cancer Institute. 104 (2): 147–58. doi:10.1093/jnci/djr499. PMC 3260131. PMID 22228147.
- ↑ Syrjänen, K (January 2013). "Geographic origin is a significant determinant of human papillomavirus prevalence in oesophageal squamous cell carcinoma: systematic review and meta-analysis". Scandinavian Journal of Infectious Diseases. 45 (1): 1–18. doi:10.3109/00365548.2012.702281. PMID 22830571.
- ↑ Hardefeldt, HA; Cox, MR; Eslick, GD (June 2014). "Association between human papillomavirus (HPV) and oesophageal squamous cell carcinoma: a meta-analysis". Epidemiology and Infection. 142 (6): 1119–37. doi:10.1017/S0950268814000016. PMID 24721187.
- ↑ Han, Y; Chen, W; Li, P; Ye, J (2015). "Association Between Coeliac Disease and Risk of Any Malignancy and Gastrointestinal Malignancy: A Meta-Analysis". Medicine (Baltimore). 94 (38): e1612. doi:10.1097/MD.0000000000001612. PMC 4635766. PMID 26402826.
- ↑ Linder, G; Korsavidou-Hult, N; Bjerner, T; Ahlström, H; Hedberg, J (September 2019). "18F-FDG-PET/MRI in preoperative staging of oesophageal and gastroesophageal junctional cancer". Clinical Radiology. 74 (9): 718–725. doi:10.1016/j.crad.2019.05.016. PMID 31221468. S2CID 80059143.
- ↑ Shields, TW; LoCicero, JW; Reed, CE; Feins, RH (2009). General Thoracic Surgery. Lippincott Williams & Wilkins. pp. 2047–. ISBN 978-0-7817-7982-1. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-25.
- ↑ Halperin, EC; Perez, CA; Brady, LW (2008). Perez and Brady's Principles and Practice of Radiation Oncology. Lippincott Williams & Wilkins. pp. 1137–. ISBN 978-0-7817-6369-1. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-19.
- ↑ มะเร็งที่เกิดขึ้นที่ส่วนต่อระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหารมักจัดเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ดูเพิ่มเติมที่: "C16 - Malignant neoplasm of the stomach". ICD-10 Version: 2015. World Health Organization. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-11-02. สืบค้นเมื่อ 2014-11-14.
- ↑ Rice, TW; Blackstone, EH; Rusch, VW (March 2010). "A cancer staging primer: esophagus and esophagogastric junction". The Journal of Thoracic and Cardiovascular Surgery. 139 (3): 527–9. doi:10.1016/j.jtcvs.2009.11.002. PMID 20176201.
- ↑ Lauby-Secretan, B; Scoccianti, C; Loomis, D; Grosse, Y; Bianchini, F; Straif, K; International Agency for Research on Cancer Handbook Working, Group (2016-08-25). "Body Fatness and Cancer - Viewpoint of the IARC Working Group". The New England Journal of Medicine. 375 (8): 794–798. doi:10.1056/NEJMsr1606602. PMID 27557308.
- ↑ Qin, X; Jia, G; Zhou, X; Yang, Z (December 2022). "Diet and Esophageal Cancer Risk: An Umbrella Review of Systematic Reviews and Meta-Analyses of Observational Studies". Advances in Nutrition. 13 (6): 2207–2216. doi:10.1093/advances/nmac087. PMC 9776643. PMID 36041184.
- ↑ NCI (2002). "Diet and oral, pharyngeal, and esophageal cancer". Nutr Cancer. 44 (2): 104–26. doi:10.1207/S15327914NC4402_01. PMID 12734057. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-04-30.
- ↑ Coleman, HG; Murray, LJ; Hicks, B; Bhat, SK; Kubo, A; Corley, DA; Cardwell, CR; Cantwell, MM (July 2013). "Dietary fiber and the risk of precancerous lesions and cancer of the esophagus: a systematic review and meta-analysis". Nutrition Reviews. 71 (7): 474–82. doi:10.1111/nure.12032. PMID 23815145.
- 1 2 Zhang, Y (September 2013). "Epidemiology of esophageal cancer". World J. Gastroenterol. 19 (34): 5598–606. doi:10.3748/wjg.v19.i34.5598. PMC 3769895. PMID 24039351.
- ↑ Dunbar, KB; Spechler, SJ (May 2014). "Controversies in Barrett Esophagus". Mayo Clin. Proc. 89 (7): 973–984. doi:10.1016/j.mayocp.2014.01.022. PMID 24867396.
- 1 2 Tobias, Jeffrey S.; Hochhauser, Daniel (2010). Cancer and its Management (6th ed.). p. 257. ISBN 1118713257.
- ↑ Berry 2014, p. S292
- ↑ Fernández-Esparrach, Gloria; Calderón, Ángel; de la Peña, Joaquín; Díaz Tasende, José; Esteban, José; Gimeno-García, Antonio; และคณะ (2014-03-26). "Endoscopic Submucosal Dissection" (PDF). Endoscopy. 46 (04): 361–370. doi:10.1055/s-0034-1364921. ISSN 0013-726X. สืบค้นเมื่อ 2025-10-31.
- ↑ Sun, F; Yuan, P; Chen, T; Hu, J (2014-05-07). "Efficacy and complication of endoscopic submucosal dissection for superficial esophageal carcinoma: a systematic review and meta-analysis". Journal of cardiothoracic surgery. 9: 78. doi:10.1186/1749-8090-9-78. PMC 4052291. PMID 24885614. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-10-03.
- 1 2 3 4 5 6 7 "Ch 79, "Treatment"". DeVita, Hellman, and Rosenberg's Cancer: Cancer: Principles & Practice of Oncology (9th ed.). Lippincott Williams & Wilkins. 2011. ISBN 9781451105452. Online edition, with updates to 2014
- ↑ Berry, MF (May 2014). "Esophageal cancer: staging system and guidelines for staging and treatment". Journal of thoracic disease. 6 (Suppl 3): S289–97. doi:10.3978/j.issn.2072-1439.2014.03.11. PMC 4037413. PMID 24876933.
- ↑ Parameswaran, R; McNair, A; Avery, KN; Berrisford, RG; Wajed, SA; Sprangers, MA; Blazeby, JM (September 2008). "The role of health-related quality of life outcomes in clinical decision making in surgery for esophageal cancer: a systematic review". Annals of Surgical Oncology. 15 (9): 2372–9. doi:10.1245/s10434-008-0042-8. PMID 18626719.
- ↑ Berry 2014, p. S293
- ↑ Ross, P.; Nicolson, M.; Cunningham, D.; Valle, J.; Seymour, M.; Harper, P.; Price, T.; Anderson, H.; Iveson, T.; Hickish, T.; Lofts, F.; Norman, A. (2002-04-15). "Prospective Randomized Trial Comparing Mitomycin, Cisplatin, and Protracted Venous-Infusion Fluorouracil (PVI 5-FU) With Epirubicin, Cisplatin, and PVI 5-FU in Advanced Esophagogastric Cancer". Journal of Clinical Oncology. 20 (8): 1996–2004. doi:10.1200/JCO.2002.08.105. ISSN 0732-183X. สืบค้นเมื่อ 2025-10-23.
- ↑ Haj Mohammad, N.; ter Veer, E.; Ngai, L.; Mali, R.; van Oijen, M. G. H.; van Laarhoven, H. W. M. (2015). "Optimal first-line chemotherapeutic treatment in patients with locally advanced or metastatic esophagogastric carcinoma: triplet versus doublet chemotherapy: a systematic literature review and meta-analysis" (PDF). Cancer and Metastasis Reviews. 34 (3): 429–441. doi:10.1007/s10555-015-9576-y. ISSN 0167-7659. PMC 4573655. PMID 26267802. สืบค้นเมื่อ 2025-01-05.
- ↑ Doki, Yuichiro; Ajani, Jaffer A.; Kato, Ken; Xu, Jianming; Wyrwicz, Lucjan; Motoyama, Satoru; และคณะ (2022-02-03). "Nivolumab Combination Therapy in Advanced Esophageal Squamous-Cell Carcinoma". New England Journal of Medicine. 386 (5): 449–462. doi:10.1056/NEJMoa2111380. ISSN 0028-4793.
- ↑ Rha, Sun Young; Oh, Do-Youn; Yañez, Patricio; Bai, Yuxian; Ryu, Min-Hee; Lee, Jeeyun; และคณะ (2023). "Pembrolizumab plus chemotherapy versus placebo plus chemotherapy for HER2-negative advanced gastric cancer (KEYNOTE-859): a multicentre, randomised, double-blind, phase 3 trial". The Lancet Oncology. 24 (11): 1181–1195. doi:10.1016/S1470-2045(23)00515-6.
- ↑ Okines, A.F.C.; Norman, A.R.; McCloud, P.; Kang, Y.-K.; Cunningham, D. (2009). "Meta-analysis of the REAL-2 and ML17032 trials: evaluating capecitabine-based combination chemotherapy and infused 5-fluorouracil-based combination chemotherapy for the treatment of advanced oesophago-gastric cancer". Annals of Oncology. 20 (9): 1529–1534. doi:10.1093/annonc/mdp047. สืบค้นเมื่อ 2025-01-05.
- ↑ Wang, KK; Prasad, G; Tian, J (September 2010). "Endoscopic mucosal resection and endoscopic submucosal dissection in esophageal and gastric cancers". Curr. Opin. Gastroenterol. 26 (5): 453–8. doi:10.1097/MOG.0b013e32833e4712. PMC 3215503. PMID 20703112.
- ↑ Polednak, AP (May 2003). "Trends in survival for both histologic types of esophageal cancer in US surveillance, epidemiology and end results areas". Int. J. Cancer. 105 (1): 98–100. doi:10.1002/ijc.11029. PMID 12672037.
- ↑ "Oesophageal cancer survival statistics". Cancer Research UK. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-10-08.
- 1 2 Conteduca, V; Sansonno, D; Ingravallo, G; Marangi, S; Russi, S; Lauletta, G; Dammacco, F (August 2012). "Barrett's esophagus and esophageal cancer: an overview". International Journal of Oncology. 41 (2): 414–24. doi:10.3892/ijo.2012.1481. PMID 22615011. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-05-17.
- ↑ Napier, KJ; Scheerer, M; Misra, S (May 2014). "Esophageal cancer: A Review of epidemiology, pathogenesis, staging workup and treatment modalities". World Journal of Gastrointestinal Oncology. 6 (5): 112–20. doi:10.4251/wjgo.v6.i5.112. PMC 4021327. PMID 24834141. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-07-14.
- 1 2 3 4 5 Arnold, M; Soerjomataram, I; Ferlay, J; Forman, D (October 2014). "Global incidence of oesophageal cancer by histological subtype in 2012". Gut. 64: 381–7. doi:10.1136/gutjnl-2014-308124. PMID 25320104.
- ↑ Kachala, R (September 2010). "Systematic review: epidemiology of oesophageal cancer in Sub-Saharan Africa". Malawi Medical Journal. 22 (3): 65–70. doi:10.4314/mmj.v22i3.62190. PMC 3345777. PMID 21977849.
- ↑ "Christopher Hitchens' widow on his death: "God never came up"". CBS News. 2012-09-07. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-10-30. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11.
- ↑ "Morrissey Talks Trump, Cancer Diagnosis, TSA Groping With Larry King". Rolling Stone. 2015-08-19. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-12-09. สืบค้นเมื่อ 2015-11-11.
- ↑ Sun, L; Yu, S (November 2011). "Meta-analysis: non-steroidal anti-inflammatory drug use and the risk of esophageal squamous cell carcinoma". Diseases of the Esophagus. 24 (8): 544–549. doi:10.1111/j.1442-2050.2011.01198.x. PMID 21539676.
- ↑ Frankell, AM; Jammula, S; Li, X; Contino, G; Killcoyne, S; Abbas, S; และคณะ (March 2019). "The landscape of selection in 551 esophageal adenocarcinomas defines genomic biomarkers for the clinic". Nature Genetics. 51 (3): 506–516. doi:10.1038/s41588-018-0331-5. PMC 6420087. PMID 30718927.
- 1 2 M, M Naeini; Newell, F; Aoude, LG; Bonazzi, VF; Patel, K; Lampe, G; และคณะ (May 2023). "Multi-omic features of oesophageal adenocarcinoma in patients treated with preoperative neoadjuvant therapy". Nature Communications. 14 (1). Bibcode:2023NatCo..14.3155M. doi:10.1038/s41467-023-38891-x. PMC 10232490. PMID 37258531.