มหาวิหารลิงคอล์น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ด้านหน้าแบบโรมาเนสก์

มหาวิหารลิงคอล์น (อังกฤษ: Lincoln Cathedral) มีชื่อเป็นทางการว่า “The Cathedral Church of the Blessed Virgin Mary of Lincoln” หรือ “St. Mary's Cathedral” เป็นมหาวิหารสำคัญตั้งอยู่ที่เมืองลิงคอล์นในมณฑลลิงคอล์นเชอร์ใน สหราชอาณาจักร มหาวิหารลิงคอล์นเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกอยู่ 200 ปีแต่ยอดกลางมาหักลงเมื่อศตวรรษที่ 16 และมิได้สร้างใหม่จึงเสียตำแหน่ง มหาวิหารมีชื่อว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่สมลักษณะสิ่งก่อสร้างที่ดี จอห์น รัสคินนักเขียนสมัยพระราชินีนาถวิคตอเรีย บรรยายว่า “...มหาวิหารลิงคอล์นเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นที่สำคัญที่สุดในอังกฤษ และมีคุณค่าเท่าสองมหาวิหารที่เรามี”

ประวัติ[แก้]

มองจากมหาวิหารลิงคอล์นไปยังปราสาทลิงคอล์น
มหาวิหารลิงคอล์น

พระเจ้าวิลเลียมที่ 1ทรงสั่งให้สร้างมหาวิหารลิงคอล์นเมื่อปี ค. ศ. 1072 ก่อนหน้านั้นวัดเซ็นต์แมรีแห่งลิงคอล์นเป็นเพียงวัดแม่ (mother church) แต่ไม่ใช่มหาวิหารและขึ้นอยู่กับเป็นสังฆมณฑลอ๊อกซฟอร์ดเชอร์ ซึ่งมีมหาวิหารอยู่ที่ดอร์เชสเตอร์ออนเทมส์ (Dorchester-on-Thames) แต่ที่ตั้งของเมืองลิงคอล์นเป็นจุดศูนย์กลางของมณฑลมากกว่าที่ดอร์เชสเตอร์ บาทหลวงเรมิเจียส (Bishop Remigius) สร้างมหาวิหารแรกบนที่ตั้งปัจจุบันและแล้วเสร็จเมื่อปี ค. ศ. 1092 แต่ท่านเสียชีวิตเพียงสองวันก่อนที่มหาวิหารจะได้รับการสถาปนาเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคมในปีเดียวกัน ประมาณ 50 ปีต่อมามหาวิหารเกือบทั้งหมดถูกไฟไหม้ บาทหลวงอเล็กซานเดอร์ (Alexander of Lincoln) จึงสร้างและขยายใหม่แต่ก็อยู่ได้เพียง 40 ปีก็มาถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว เมื่อปี ค. ศ. 1185

หลังจากแผ่นดินไหวก็มีบาทหลวงใหม่มาปกครอง—บาทหลวงฮิว (Hugh of Lincoln) จากอวาลอน (Avalon) ประเทศฝรั่งเศส ผู้ต่อมาได้เป็นนักบุญ บาทหลวงฮิวก็เริ่มก่อสร้างและขยายมหาวิหารอย่างใหญ่หลวง การบูรณะเริ่มที่ทางท้ายวัดตรงมุขและคูหาสวดมนต์รอบจรมุข ทางเดินกลางสร้างแบบสถาปัตยกรรมกอธิคอังกฤษสมัยต้น มหาวิหารลิงคอล์นใช้วิธีการก่อสร้างที่ล่าสุดในสมัยนั้นเช่น เพดานโค้งแหลม กำแพงค้ำยันแบบปีก และเพดานโค้งแหลมแบบมีสัน (ribbed vault) สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้กำแพงหลักไม่ต้องรับน้ำหนักจากหลังคาและตัวกำแพงทั้งหมด จึงทำให้สามารถสร้างหน้าต่างที่กว้างกว่าเดิมได้มาก

เมื่อพูดถึงเนื้อที่ใช้สอยภายในมหาวิหาร มหาวิหารลิงคอล์นใหญ่เป็นที่ 3 ในสหราชอาณาจักรรองจากมหาวิหารยอร์ค และ มหาวิหารเซ็นต์พอล ที่กรุงลอนดอนโดยมีเนื้อที่ 484 ฟุตคูณ 271 ฟุต หอคอยของมหาวิหารเป็นหอที่สูงที่สุดในยุโรปในยุคกลาง นอกจากนั้นก็ยังมีระฆังใหญ่ที่เรียกกันว่า “Great Tom of Lincoln” ที่ติดตั้งเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 และจะตีบอกเวลาทุก 15 นาที

หน้าต่างกุหลาบบนแขนกางเขนทางด้านเหนือ -- Dean's Eye – สร้างเมื่อค. ศ. 1192 บูรณะโดยนักบุญฮิว (St Hugh) มาเสร็จเมื่อเมื่อค. ศ. 1235 ทางด้านใต้ -- Bishop’s Eye—บูรณะเมื่อ ค. ศ. 1330

ราวประมาณปีค.ศ. 1237 หรือ 1239 หอกลางของวัดก็ทลายลงมา เมื่อค. ศ. 1255 ชาวเมืองลิงคอล์นยื่นคำร้องต่อพระเจ้าเฮนรีที่ 3ขอให้รื้อกำแพงเมืองบางส่วนลงเพื่อที่จะได้ขยายมหาวิหารและสร้างหอและยอดใหม่ ทางด้านหลังวัดก็สร้างคูหาสวดมนต์ใหญ่แทนคูหาสวดมนต์เดิมที่สร้างโดยนักบุญฮิวเพื่อรับนักแสวงบุญที่มาสักการะนักบุญฮิวที่เพิ่มมากขึ้น

ระหว่างปี ค.ศ. 1307 ถึงปี ค.ศ. 1311 หอกลางที่สูง 271 ฟุตก็สร้างเสร็จ หอทางด้านตะวันตกก็มีการบูรณะและต่อเติมจนสูงถึง 525 ฟุตซึ่งทำให้เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกในสมัยนั้นสูงกว่าปิรามิดกีซาที่เป็นครองตำแหน่งสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกเป็นเวลา 4000 ปี แต่ก็มาถูกพายุพัดทลายลงมาเมื่อปี ค.ศ. 1549

ในคริสต์ศตวรรษที่ 14 ก็มีการก่อสร้างฉากหินสลัก เก้าอี้อิง (misericords) และ บริเวณสงฆ์ใหม่ที่เรียกว่า Angel choir สถาปนิกพยายามสร้างซุ้มซ้อนกันสองชั้นเพื่อให้ดูเหมือนมีทางเดินเพิ่มนอกกำแพงอย่างฝรั่งเศส แต่กะสัดส่วนผิดจึงมิได้ผลอย่างที่ตั้งใจ

เมื่อปี ค.ศ. 1290 พระราชินีของ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 เอเลเนอร์แห่งคาสตีล (Eleanor of Castile) สิ้นพระชนม์ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดจึงทรงจัดให้มีขบวนศพอย่างสมพระเกียรติ หลังจากทำศพซึ่งในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 หมายถึงการควักเครื่องในออก เครื่องในที่ถูกควักออกมานี้ก็เอาฝังไว้ที่มหาวิหารลิงคอล์นเอง ชุดเทียมเอาไปฝังไว้ที่เวสท์มินสเตอร์แอบบี โลงศพที่มหาวิหารลิงคอล์นยังมีอยู่แต่อนุสรณ์ของพระนางถูกทำลายเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่มาสร้างแทนเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19 ด้านนอกของมหาวิหารมีรูปปั้นเด่นสองรูปปั้นที่เชื่อกันว่าเป็นรูปปั้นของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดและพระราชินีแต่รูปปั้นนี้ถูกซ่อมแซมอย่างไม่ปราณีตเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 19

เมื่อปี ค.ศ. 1398 จอห์น กอนท์ (John of Gaunt) และแค็ทเธอริน สวินฟอร์ด (Katherine Swynford) สร้างคูหาสวดมนต์(chantry) เพื่อเอาไว้สวดมนต์แก่วิญญาณของเขา เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 15 ก็มีการสร้างคูหาสวดมนต์เพิ่มขึ้น คูหาสวดมนต์ติดกับบริเวณสงฆ์ Angel Choir เป็นแบบกอธิคสูง (Perpendicular gothic) ซึ่งเน้นเส้นดิ่งหรือความเพรียว ลักษณะนี้จะเห็นได้จากลวดลายหน้าต่างและการตกแต่งผนัง

มหากฎบัตร[แก้]

บาทหลวงแห่งลิงคอล์นเป็นผู้หนึ่งที่ลงนามใน “แม็กนา คาร์ตา” มหาวิหารจึงเป็นที่เก็บเอกสารนี้ไว้ฉบับหนึ่งในจำนวนทั้งหมดด้วยกันสี่ฉบับเป็นเวลาหลายร้อยปี แต่ปัจจุบันเอกสารฉบับนี้ย้ายไปเก็บไว้ที่ปราสาทลิงคอล์น อีกสองฉบับอยู่ที่หอสมุดแห่งชาติอังกฤษ และฉบับที่สี่อยู่ที่มหาวิหารซอลสบรี

อิมพ์แห่งลิงคอล์น[แก้]

แผนผังมหาวิหาร

ปนาลีหรือการ์กอล์ย ตัวหนึ่งของมหาวิหารเรียกว่า “Lincoln Imp” ซึ่งที่มามาจากหลายตำนาน ตำนานหนึ่งจากคริสต์ศตวรรษที่ 14 กล่าวว่า ซาตานส่งสัตว์เจ้าเล่ห์สองตัวที่เรียกว่า “Imps” มากวนโลก หลังจากที่ก่อความวุ่นวายทางภาคเหนือของอังกฤษอิมพ์สองตัวก็เดินทางมาลิงคอล์น พอมาถึงมหาวิหารก็ทำลายโต๊ะและเก้าอี้และทำให้บาทหลวงสะดุดล้ม อิมพ์ตัวหนึ่งนั่งบนยอดเสาเอาก้อนหินขว้างขณะที่อีกตัวหนึ่งนั่งหลบอยู่ใต้โต๊ะ อิมพ์ตัวที่โยนหินถูกสาปให้เป็นหินที่เรียกว่า Lincoln Imp นั่งอยู่บนเสาหินภายในบริเวณสงฆ์ Angel Choir อยู่ทุกวันนี้

อิมพ์อีกตัวหนีไปกริมสบี (Grimsby) ไปก่อความวุ่นวายต่อ ในที่สุดก็เข้าไปในวัดเซ็นต์เจมส์และไปก่อความยุ่งยากเช่นที่มหาวิหารลิงคอล์น เทวดาก็เลยมาปรากฏตัวแล้วตีก้นอิมพ์ป้าบใหญ่ก่อนที่จะสาปให้เป็นหินเหมือนตัวแรก กริมสบีจึงมี “Grimsby Imp” ที่มือหนึ่งกุมก้นที่ถูกเทวดาตี

หอสมุดเร็น[แก้]

หอสมุดเร็น (Wren library) มีหนังสือโบราณต้นฉบับทั้งหมด 277 เล่มรวมทั้งหนังสือ “ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับศาสนาของชนอังกฤษ” ที่เขียนโดยนักบุญบีด ผู้เขียนจดหมายเหตุที่เป็นกลายมาเป็นเอกสารสำคัญที่สุดในการบันทึกประวัติศาตร์อังกฤษเป็นครั้งแรก

ปัจจุบัน[แก้]

ภายในทางด้านตะวันออกทางบริเวณร้องเพลงสวดเซ็นต์ฮิว

เว็ปไซท์ของมหาวิหารกล่าวว่ามหาวิหารใช้งบประมาณกว่า 70 ล้านบาทต่อปีในการบำรุงรักษาวัด โครงการหลังสุดที่ทำคือการบูรณะด้านหน้าเมื่อ ค.ศ. 2000 ประมาณ 10 ปีก่อนหน้านั้นทางมหาวิหารพบว่ากำแพงค้ำยันทางตะวันออกแยกออกจากตัวอาคารจึงจำเป็นต้องซ่อมก่อนที่มหาวิหารจะทลายลงมา อีกปัญหาที่พบคือหินที่หน้าต่างกุหลาบทางด้านเหนือเริ่มผุกร่อน และนอกจากนั้นยังพบว่าถ้าหินเลื่อนไปเพียง 5 มิลลิเมตรหน้าต่างก็จะพังลงมา ทางวัดก็เลยรื้อหน้าต่างเดิมออกและสร้างหน้าต่างใหม่แทน

ทุกสี่ปีทางมหาวิหารจัดละครลึกลับที่เรียกว่า “Lincoln Mystery Plays” ซึ่งมีผู้ชมมาจากทั่วโลก โครงเรื่องนำมาจากบทละครที่เขียนโดยคีธ แรมเซย์ (Keith Ramsay) เมื่อ ค.ศ. 1978 ละครครั้งต่อไปจะเล่นในปี ค.ศ. 2008

เกร็ด[แก้]

  • มหาวิหารใช้เป็นฉากในนวนิยายเรื่อง “สายรุ้ง” (The Rainbow) เขียนโดย ดี เอช ลอเรนซ์ (D.H. Lawrence) ที่เกิดขึ้นที่มหาวิหารลิงคอล์น
  • เค็น ฟอลเล็ท (Ken Follett) กล่าวถึงมหาวิหารลิงคอล์นในนวนิยายเรื่อง “หลักของโลก”
  • มหาวิหารใช้เป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง “รหัสลับดาวินชี” ซึ่งส่วนใหญ่ถ่ายภายในบริเวณระเบียงคดและหอประชุมสงฆ์ซึ่งใช้เป็นฉากเวสท์มินเตอร์แอบบี เพื่อที่จะทำให้หอประชุมสงฆ์ของมหาวิหารลิงคอล์นเหมือนกับหอสงฆ์ประชุมของเวสท์มินเตอร์แอบบี ทางมหาวิหารต้องทาสีทับบนผนังหอประชุม
  • มหาวิหารใช้เป็นฉากเวสท์มินเตอร์แอบบีอีกครั้งหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง “พระราชินีนาถวิคตอเรียเมื่อยังทรงพระเยาว์” (Young Victoria) เมื่อปี ค.ศ. 2007 [1]

อ้างอิง[แก้]

  • "Lincoln Cathedral: Official Guide", Diocese of Lincoln
  • "Lincoln Cathedral" by Peter B G Binnall, Pitkin Publishing

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]