ภูมิรัฐศาสตร์
ภูมิรัฐศาสตร์ (อังกฤษ: geopolitics) เป็นสาขาการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภูมิศาสตร์กับการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยพิจารณาว่าที่ตั้ง อาณาเขต ภูมิประเทศ ทรัพยากร ประชากร เส้นทางคมนาคม และการให้ความหมายแก่พื้นที่ มีส่วนกำหนดการกระจายอำนาจ ผลประโยชน์ และพฤติกรรมของตัวแสดงทางการเมืองอย่างไร[1][2] ในทางปฏิบัติ แนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์ถูกใช้เพื่ออธิบายและประเมินนโยบายต่างประเทศ การแข่งขันระหว่างรัฐ การควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับพื้นที่ในระดับต่าง ๆ
ความหมายและขอบเขตของภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ภูมิรัฐศาสตร์คลาสสิกมักเน้นข้อจำกัดและโอกาสที่เกิดจากลักษณะทางกายภาพของโลก ส่วนแนวทางร่วมสมัย โดยเฉพาะภูมิรัฐศาสตร์เชิงวิพากษ์ ศึกษาด้วยว่าแผนที่ พรมแดน ภูมิภาค และภาพแทนของ “มิตร” หรือ “ศัตรู” ถูกสร้างและเผยแพร่ผ่านภาษา นโยบาย สื่อ และวัฒนธรรมประชานิยมอย่างไร[3][4]
ความหมายและขอบเขต
[แก้]ภูมิรัฐศาสตร์ศึกษาว่าพื้นที่สัมพันธ์กับการใช้อำนาจอย่างไร หน่วยวิเคราะห์จึงอาจเป็นรัฐและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ รัฐที่ได้รับการรับรองอย่างจำกัด องค์การระดับภูมิภาคหรือองค์การเหนือรัฐ ตลอดจนตัวแสดงที่มิใช่รัฐ การวิเคราะห์อาจครอบคลุมอาณาเขตทางบกและทางทะเล ภูมิอากาศ ประชากร ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายการค้า[5]
แนวทางดั้งเดิมมักถือว่าภูมิศาสตร์เป็นเงื่อนไขค่อนข้างคงที่ซึ่งสร้างโอกาสหรือข้อจำกัดแก่รัฐ อย่างไรก็ดี นักวิชาการร่วมสมัยจำนวนมากไม่ถือว่าภูมิศาสตร์กำหนดผลลัพธ์ทางการเมืองโดยอัตโนมัติ เพราะความหมายและความสำคัญของพื้นที่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี สถาบัน เศรษฐกิจ อัตลักษณ์ และการตัดสินใจทางการเมืองด้วย[6] ภูมิรัฐศาสตร์จึงครอบคลุมทั้งการศึกษาสภาพทางวัตถุและการศึกษากระบวนการซึ่งผู้มีอำนาจสร้างคำอธิบายเกี่ยวกับโลก
ความสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์การเมือง
[แก้]ภูมิรัฐศาสตร์มีความใกล้เคียงกับภูมิศาสตร์การเมืองจนบางครั้งใช้แทนกัน แต่จุดเน้นอาจแตกต่างกัน ภูมิศาสตร์การเมืองเป็นแขนงของภูมิศาสตร์มนุษย์ที่ศึกษาความสัมพันธ์สองทางระหว่างกระบวนการทางการเมืองกับการจัดระเบียบพื้นที่ ตั้งแต่รัฐ พรมแดน และการแบ่งเขตเลือกตั้ง ไปจนถึงอัตลักษณ์และการเมืองระดับท้องถิ่น ส่วนภูมิรัฐศาสตร์มักมุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ อำนาจ ยุทธศาสตร์ และระเบียบระหว่างประเทศมากกว่า[4][2] อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งดังกล่าวไม่ตายตัว และงานภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัยจำนวนมากก็มิได้จำกัดอยู่เพียงรัฐหรือระดับระหว่างประเทศ
ประวัติแนวคิด
[แก้]จุดเริ่มต้นและการบัญญัติศัพท์
[แก้]รากฐานของภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ก่อตัวในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ท่ามกลางการขยายตัวของจักรวรรดินิยม ชาตินิยม และแนวคิดแบบสังคมดาร์วิน ฟรีดริช รัทเซล นักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน เสนอแนวคิดเกี่ยวกับรัฐในฐานะสิ่งมีชีวิตซึ่งสัมพันธ์กับดินแดน แนวคิดของเขามีอิทธิพลต่อการศึกษารัฐและการขยายอาณาเขตในเวลาต่อมา[6]
คำว่า Geopolitik บัญญัติโดยรูดอล์ฟ เชลเลน นักรัฐศาสตร์ชาวสวีเดน เมื่อ ค.ศ. 1899 เชลเลนพัฒนามุมมองรัฐในฐานะ “รูปแบบหนึ่งของชีวิต” และเสนอให้ศึกษารัฐผ่านมิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ดินแดน เศรษฐกิจ ประชากร สังคม และอำนาจการปกครอง ผลงาน Staten som livsform (ค.ศ. 1916) มีส่วนทำให้ภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็นแนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่เป็นระบบมากขึ้น[7]
ภูมิรัฐศาสตร์เยอรมันและผลหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
[แก้]ในช่วงระหว่างสงครามโลก คาร์ล เฮาส์โฮเฟอร์ และผู้เขียนในสำนักภูมิรัฐศาสตร์เยอรมันนำแนวคิดเกี่ยวกับดินแดน อำนาจ และความพึ่งตนเองมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ แนวคิดบางส่วนเชื่อมโยงกับวาทกรรมเลเบินส์เราม์และการขยายอำนาจของเยอรมนีภายใต้ระบอบนาซี แม้ความสัมพันธ์ระหว่างผลงานของเฮาส์โฮเฟอร์กับการกำหนดนโยบายของนาซีจะเป็นประเด็นที่นักประวัติศาสตร์ยังอภิปรายกันอยู่[8] หลังสงครามโลกครั้งที่สอง คำว่าภูมิรัฐศาสตร์จึงเสื่อมความน่าเชื่อถือในวงวิชาการบางส่วน เพราะถูกเชื่อมโยงกับนิยัตินิยมทางสิ่งแวดล้อม จักรวรรดินิยม และการให้เหตุผลสนับสนุนการรุกรานดินแดน[9]
การฟื้นตัวและการขยายขอบเขต
[แก้]ในช่วงสงครามเย็น การวิเคราะห์เชิงภูมิยุทธศาสตร์กลับมามีบทบาทในการอธิบายการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียต แม้นักกำหนดนโยบายอาจมิได้ใช้คำว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” อย่างสม่ำเสมอ แนวคิดเรื่องการปิดล้อม เขตอิทธิพล และดุลอำนาจต่างมีมิติทางพื้นที่อย่างชัดเจน ต่อมาในคริสต์ทศวรรษ 1970 คำดังกล่าวได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้งในการอภิปรายด้านนโยบายต่างประเทศ[4]
ตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 สาขานี้ขยายออกจากการวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของมหาอำนาจไปสู่เศรษฐกิจการเมือง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี วัฒนธรรม และชีวิตประจำวัน พร้อมกับการเกิดแนวทางเชิงวิพากษ์และสตรีนิยมซึ่งตั้งคำถามต่อสมมติฐานแบบรัฐเป็นศูนย์กลาง[3][10]
แนวคิดและสำนักสำคัญ
[แก้]ภูมิรัฐศาสตร์คลาสสิก
[แก้]ภูมิรัฐศาสตร์คลาสสิกมักเชื่อมโยงลักษณะทางกายภาพของโลกเข้ากับอำนาจและยุทธศาสตร์ของรัฐ นักคิดสำคัญและแนวคิดที่มีอิทธิพล ได้แก่
- ทฤษฎีอำนาจทางทะเล — อัลเฟรด เทเยอร์ มาฮาน เสนอว่าอำนาจของรัฐสัมพันธ์กับพาณิชยนาวี ฐานทัพเรือ กองเรือ และความสามารถในการควบคุมเส้นทางเดินเรือ ผลงานของเขามีอิทธิพลต่อยุทธศาสตร์ทางทะเลของมหาอำนาจในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20[11]
- ทฤษฎีดินแดนหัวใจ — ฮาลฟอร์ด แมกคินเดอร์ เสนอในบทความ “The Geographical Pivot of History” (ค.ศ. 1904) ว่าพื้นที่ตอนในของยูเรเชียมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์จากขนาด ทรัพยากร และการเข้าถึงที่ยากสำหรับอำนาจทางทะเล ต่อมาเขาเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า “ดินแดนหัวใจ” (Heartland)[12]
- ทฤษฎีขอบทวีป — นิโคลัส เจ. สปีกแมน ให้ความสำคัญกับแนวพื้นที่ชายขอบของยูเรเชีย (Rimland) ซึ่งมีประชากร ทรัพยากร และทางออกสู่ทะเลจำนวนมาก แนวคิดนี้มักถูกเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การปิดล้อมในช่วงสงครามเย็น[13]
ทฤษฎีเหล่านี้มีอิทธิพลต่อความคิดเชิงยุทธศาสตร์ แต่ถูกวิจารณ์ว่ามีแนวโน้มลดทอนความซับซ้อนของการเมืองและทำให้ภูมิศาสตร์ดูเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ ทั้งยังเกิดขึ้นในบริบทของการแข่งขันระหว่างจักรวรรดิ จึงต้องพิจารณาควบคู่กับเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ของแต่ละแนวคิด[6]
ภูมิรัฐศาสตร์เชิงวิพากษ์
[แก้]ภูมิรัฐศาสตร์เชิงวิพากษ์พัฒนาขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1980 และคริสต์ทศวรรษ 1990 โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดหลังโครงสร้างนิยม นักวิชาการในแนวทางนี้ เช่น เกียร์รอยด์ โอ ทัวทาอิล ไซมอน ดัลบี และเคลาส์ ด็อดส์ ศึกษาว่าผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อสร้าง “จินตภาพทางภูมิศาสตร์” เพื่อทำให้แนวนโยบายบางอย่างดูจำเป็นหรือชอบธรรมได้อย่างไร[3][14]
การศึกษามักจำแนกการผลิตความหมายทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นสามด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
- ภูมิรัฐศาสตร์ทางการ (formal geopolitics) คือแนวคิดและแบบจำลองที่นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ หรือสถาบันวิจัยผลิตขึ้น
- ภูมิรัฐศาสตร์เชิงปฏิบัติ (practical geopolitics) คือเหตุผลและถ้อยคำที่ผู้นำกับผู้กำหนดนโยบายใช้ในการดำเนินกิจการระหว่างประเทศ
- ภูมิรัฐศาสตร์ประชานิยม (popular geopolitics) คือภาพแทนของโลกในข่าว ภาพยนตร์ วรรณกรรม แผนที่ และสื่อประเภทอื่น ซึ่งมีส่วนสร้างสามัญสำนึกเกี่ยวกับสถานที่และภัยคุกคาม[14]
แนวทางเชิงวิพากษ์มิได้ปฏิเสธความสำคัญของสภาพทางกายภาพ แต่เน้นว่าการตีความสภาพเหล่านั้นไม่เป็นกลาง และอาจเปลี่ยนไปตามบริบท ความรู้ เทคโนโลยี และความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
ภูมิรัฐศาสตร์สตรีนิยม
[แก้]ภูมิรัฐศาสตร์สตรีนิยมวิจารณ์ทั้งแนวทางดั้งเดิมที่ให้ความสำคัญกับรัฐ ผู้นำ และสงคราม และแนวทางเชิงวิพากษ์บางส่วนที่ยังละเลยประสบการณ์ในระดับชีวิตประจำวัน แนวทางนี้เชื่อมโยงระดับโลกกับระดับร่างกาย ครัวเรือน และชุมชน เพื่อศึกษาว่านโยบายความมั่นคง พรมแดน การย้ายถิ่น และความรุนแรงส่งผลต่อกลุ่มคนแตกต่างกันอย่างไร โดยเฉพาะผู้หญิง ชนกลุ่มน้อย ผู้ลี้ภัย และประชากรชายขอบ[10][15] จึงเป็นการขยายหน่วยวิเคราะห์จากดินแดนและยุทธศาสตร์ของรัฐไปสู่ความมั่นคงและความไม่มั่นคงที่มนุษย์ประสบโดยตรง
วิธีการศึกษา
[แก้]ภูมิรัฐศาสตร์มิได้มีระเบียบวิธีเดียว งานวิจัยเลือกใช้วิธีตามคำถามและกรอบทฤษฎี ตัวอย่างเช่น
- การวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์และเปรียบเทียบ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของพรมแดน พันธมิตร และยุทธศาสตร์
- การวิเคราะห์แผนที่ ที่ตั้ง ทรัพยากร ประชากร เส้นทางคมนาคม และข้อมูลเชิงพื้นที่ รวมถึงการใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
- การวิเคราะห์นโยบายและการประเมินกำลังอำนาจของรัฐ โดยพิจารณาทั้งปัจจัยทางวัตถุและสถาบันทางการเมือง
- การวิเคราะห์วาทกรรม ภาพ และตัวบท เพื่อศึกษาว่ารัฐ สื่อ และวัฒนธรรมประชานิยมสร้างความหมายแก่พื้นที่และตัวแสดงต่าง ๆ อย่างไร[3][2]
การวิเคราะห์ที่รอบด้านมักหลีกเลี่ยงการอธิบายด้วยภูมิศาสตร์เพียงปัจจัยเดียว และพิจารณาปฏิสัมพันธ์ระหว่างสภาพทางกายภาพ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สถาบัน อุดมการณ์ และการกระทำของมนุษย์
ประเด็นร่วมสมัย
[แก้]พลังงาน สิ่งแวดล้อม และภูมิอากาศ
[แก้]ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 การควบคุมแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติเป็นประเด็นสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน[16] การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานคาร์บอนต่ำทำให้ความสนใจขยายไปยังเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายไฟฟ้า และห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญ เช่น ลิเทียม โคบอลต์ นิกเกิล และธาตุหายาก การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจลดความสำคัญสัมพัทธ์ของเชื้อเพลิงฟอสซิลบางชนิด ขณะเดียวกันก็สร้างการพึ่งพาและการแข่งขันรูปแบบใหม่[17]
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีผลต่อความมั่นคงทางอาหารและน้ำ การย้ายถิ่น เส้นทางเดินเรือในอาร์กติก และความเสี่ยงจากภัยพิบัติ อย่างไรก็ดี ผลทางการเมืองมิได้เกิดจากภูมิอากาศโดยตรงเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐ ความเหลื่อมล้ำ และสถาบันที่จัดการความเสี่ยงด้วย
เทคโนโลยี ไซเบอร์ และอวกาศ
[แก้]เทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานที่กระจายอยู่ข้ามพรมแดน เช่น สายเคเบิลใต้น้ำ ศูนย์ข้อมูล ดาวเทียม และระบบกำหนดตำแหน่ง การแข่งขันด้านสารกึ่งตัวนำ ปัญญาประดิษฐ์ มาตรฐานเทคโนโลยี และการควบคุมการส่งออก แสดงให้เห็นว่าการครอบครองความรู้ กำลังการผลิต และจุดสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอาจแปรเป็นอำนาจทางการเมืองได้
ไซเบอร์สเปซมิได้ทำให้ภูมิศาสตร์หมดความสำคัญ เพราะเครือข่ายดิจิทัลยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เขตอำนาจศาล และบริษัทที่ตั้งอยู่ในดินแดนของรัฐ ขณะเดียวกัน การใช้ดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร การสังเกตการณ์ และการทหารทำให้อวกาศเป็นอีกพื้นที่หนึ่งของการแข่งขันและความร่วมมือระหว่างประเทศ[4]
ห่วงโซ่อุปทานและภูมิเศรษฐศาสตร์
[แก้]ภูมิเศรษฐศาสตร์ศึกษาการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ เช่น มาตรการคว่ำบาตร การควบคุมการส่งออก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายอุตสาหกรรม เครือข่ายการผลิตโลกทำให้รัฐและบริษัทพึ่งพากันมากขึ้น แต่การกระจุกตัวของการผลิต การขนส่ง หรือการเงินในจุดใดจุดหนึ่งก็อาจถูกใช้เป็นอำนาจต่อรองหรือกลายเป็นความเปราะบางได้[18]
ข้อวิจารณ์
[แก้]ภูมิรัฐศาสตร์คลาสสิกถูกวิจารณ์ว่ามีลักษณะนิยัตินิยมทางภูมิศาสตร์ กล่าวคือให้ความสำคัญกับที่ตั้งและภูมิประเทศจนลดบทบาทของการตัดสินใจ สถาบัน และความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นอกจากนี้ แนวคิดบางชุดยังเกิดขึ้นในบริบทจักรวรรดินิยมและถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การขยายดินแดน การแบ่งโลกเป็นเขตอิทธิพล หรือการทำให้ประชากรบางกลุ่มเป็น “ภัยคุกคาม”[9][6]
ข้อวิจารณ์อีกประการหนึ่งคือคำว่า “ภูมิรัฐศาสตร์” ถูกใช้ในสื่อและการวิเคราะห์นโยบายอย่างกว้างจนบางครั้งหมายถึงการเมืองระหว่างประเทศโดยทั่วไป การใช้คำอย่างแม่นยำจึงควรระบุให้ชัดว่าปัจจัยเชิงพื้นที่ใด กลไกใด และระดับการวิเคราะห์ใดกำลังถูกกล่าวถึง[4] แนวทางเชิงวิพากษ์และสตรีนิยมพยายามตอบข้อจำกัดเหล่านี้ด้วยการศึกษาการผลิตความรู้ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และผลกระทบต่อผู้คนที่อยู่นอกศูนย์กลางการตัดสินใจ
ดูเพิ่ม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ Devetak, Richard; Burke, Anthony; George, Jim, บ.ก. (2012). An Introduction to International Relations. Cambridge: Cambridge University Press. น. 492–493. ISBN 978-1-107-60000-3.
- 1 2 3 Flint, Colin (2022). Introduction to Geopolitics (พิมพ์ครั้งที่ 4th). London: Routledge. ISBN 978-0-367-68507-2.
- 1 2 3 4 Ó Tuathail, Gearóid (1996). Critical Geopolitics: The Politics of Writing Global Space. Minneapolis: University of Minnesota Press. ISBN 978-0-8166-2603-8.
- 1 2 3 4 5 Dodds, Klaus (2019). Geopolitics: A Very Short Introduction (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). Oxford: Oxford University Press. ISBN 978-0-19-883076-4.
- ↑ Evans, Graham; Newnham, Jeffrey (1998). The Penguin Dictionary of International Relations. London: Penguin Books. ISBN 0-14-051397-3.
- 1 2 3 4 Agnew, John (2003). Geopolitics: Re-visioning World Politics (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Routledge. ISBN 978-0-415-31007-9.
- ↑ Tunander, Ola (2001). "Swedish-German Geopolitics for a New Century: Rudolf Kjellén's 'The State as a Living Organism'". Review of International Studies. 27 (3): 451–463. doi:10.1017/S026021050100451X.
- ↑ Spang, Christian W. (2006). "Karl Haushofer Re-examined: Geopolitics as a Factor within Japanese-German Rapprochement in the Inter-War Years?". ใน Spang, Christian W.; Wippich, Rolf-Harald (บ.ก.). Japanese-German Relations, 1895–1945: War, Diplomacy and Public Opinion. London: Routledge. น. 139–157. ISBN 978-0-415-34248-3.
- 1 2 Gogwilt, Christopher (2000). The Fiction of Geopolitics: Afterimages of Culture, from Wilkie Collins to Alfred Hitchcock. Stanford: Stanford University Press. น. 1. ISBN 978-0-8047-3731-9.
- 1 2 Hyndman, Jennifer (2001). "Towards a Feminist Geopolitics". The Canadian Geographer. 45 (2): 210–222. doi:10.1111/j.1541-0064.2001.tb01484.x.
- ↑ Mahan, Alfred Thayer (1890). The Influence of Sea Power upon History, 1660–1783. Boston: Little, Brown and Company.
- ↑ Mackinder, H. J. (1904). "The Geographical Pivot of History". The Geographical Journal. 23 (4): 421–437. doi:10.2307/1775498. JSTOR 1775498.
- ↑ Spykman, Nicholas J. (1944). The Geography of the Peace. New York: Harcourt, Brace and Company.
- 1 2 Ó Tuathail, Gearóid; Dalby, Simon; Routledge, Paul, บ.ก. (2006). The Geopolitics Reader (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Routledge. ISBN 978-0-415-34148-6.
- ↑ Hyndman, Jennifer (2007). "Feminist Geopolitics Revisited: Body Counts in Iraq". The Professional Geographer. 59 (1): 35–46. doi:10.1111/j.1467-9272.2007.00589.x.
- ↑ Overland, Indra (2015). "Future Petroleum Geopolitics: Consequences of Climate Policy and Unconventional Oil and Gas". Handbook of Clean Energy Systems. Wiley. น. 3517–3544. doi:10.1002/9781118991978.hces203.
- ↑ Scholten, Daniel, บ.ก. (2018). The Geopolitics of Renewables. Cham: Springer. doi:10.1007/978-3-319-67855-9. ISBN 978-3-319-67854-2.
- ↑ Blackwill, Robert D.; Harris, Jennifer M. (2016). War by Other Means: Geoeconomics and Statecraft. Cambridge, Massachusetts: Harvard University Press. ISBN 978-0-674-73721-1.
บรรณานุกรม
[แก้]- Agnew, John (2003). Geopolitics: Re-visioning World Politics (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Routledge. ISBN 978-0-415-31007-9.
- Dodds, Klaus (2019). Geopolitics: A Very Short Introduction (พิมพ์ครั้งที่ 3rd). Oxford: Oxford University Press. ISBN 978-0-19-883076-4.
- Flint, Colin (2022). Introduction to Geopolitics (พิมพ์ครั้งที่ 4th). London: Routledge. ISBN 978-0-367-68507-2.
- Ó Tuathail, Gearóid; Dalby, Simon; Routledge, Paul, บ.ก. (2006). The Geopolitics Reader (พิมพ์ครั้งที่ 2nd). London: Routledge. ISBN 978-0-415-34148-6.