ฟอร์ตลอเดอร์เดล

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ฟอร์ตลอเดอร์เดล
City of Fort Lauderdale
ฟอร์ตลอเดอร์เดล กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ฟอร์ตลอเดอร์เดล กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ธงของฟอร์ตลอเดอร์เดล
ธง
ตราอย่างเป็นทางการของฟอร์ตลอเดอร์เดล
ตรา
สมญา: 
Venice of America
Map of Florida highlighting Fort Lauderdale.svg
แผนที่ของสำนักสำมะโนสหรัฐ
แผนที่ของสำนักสำมะโนสหรัฐ
พิกัดภูมิศาสตร์: 26°8′N 80°9′W / 26.133°N 80.150°W / 26.133; -80.150พิกัดภูมิศาสตร์: 26°8′N 80°9′W / 26.133°N 80.150°W / 26.133; -80.150
ประเทศ สหรัฐ
รัฐ รัฐฟลอริดา
เทศมณฑลLogo of Broward County, Florida.svg โบรวาร์ด
Established27 มีนาคม ค.ศ. 1911
การปกครอง
 • ประเภทคณะเทศมนตรีและผู้จัดการนคร
 • นายกเทศมนตรีDean Trantalis
พื้นที่[1]
 • นคร38.6 ตร.ไมล์ (99.9 ตร.กม.)
 • พื้นดิน34.7 ตร.ไมล์ (90.0 ตร.กม.)
 • พื้นน้ำ3.8 ตร.ไมล์ (9.9 ตร.กม.)  9.87%
ความสูง[2]9 ฟุต (2.75 เมตร)
ประชากร (ค.ศ. 2012)
 • นคร170,747 (US: ที่ 139) คน
 • ความหนาแน่น4,761 คน/ตร.ไมล์ (1,838.3 คน/ตร.กม.)
 • รวมปริมณฑล5,762,717 (US: ที่ 8)
เขตเวลาUTC-5 (เขตเวลาตะวันออก (EST))
 • ฤดูร้อน (เวลาออมแสง)UTC-4 (EDT)
รหัสไปรษณีย์ (ZIP code)33301-33340, 33345-33349
รหัสพื้นที่754, 954
FIPS code12-24000
GNIS feature ID0282693[3]
เว็บไซต์www.fortlauderdale.gov

ฟอร์ตลอเดอร์เดล (อังกฤษ: Fort Lauderdale, ออกเสียง: /ˌfɔːrt ˈlɔːdɚdeɪl/) เป็นเมืองในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่บนชายฝั่งแอตแลนติก 37 กิโลเมตรไปทางเหนือของไมอามี ตามสำมะโนประชากรในปี พ.ศ. 2562 เมืองนี้มีประชากร 182,437 คน[4] และเป็นเมืองหลักของเขตมหานครไมอามี ซึ่งเป็นที่อาศัยของประชากรถึง 6,198,782 คน ตามการประมาณจำนวนประชากรในปี พ.ศ. 2561[5]

ฟอร์ตลอเดอร์เดลเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยม ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี ที่ 24 องศาเซลเซียส และมีพระอาทิตย์ส่องแสง 3,000 ชั่วโมงต่อปี ปริมณฑลของฟอร์ตลอเดอร์เดลตั้งอยู่ในเทศมณฑลโบรวาร์ด (Broward County) ซึ่งเคยต้อนรับนักท่องเที่ยวถึง 13 ล้านรายในปี พ.ศ. 2561 สามารถเรียกเก็บภาษีได้ 87 ล้านดอลล่าร์สหรัฐสำหรับการเก็บภาษีที่พัก 5% ในเขตมีโรงแรม 560 แห่ง และมีโรงแรมเกือบ 36,000 ห้อง มีผู้โดยสารเรือสำราญ 3.89 ล้านคน ซึ่งเดินทางมาถึงทางท่าเรือเอเวอร์เกลดส์ (Everglades) ซึ่งเป็นท่าเทียบเรือสำราญที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก[6] เขตปริมณฑลฟอร์ตลอเดอร์เดลมีภัตตาคาร ร้านอาหาร มากกว่า 4,000 ร้าน, สนามกอฟ 63 แห่ง, ห้างสรรพสินค้า 12 แห่ง, พิพิธภัณฑ์ 16 แห่ง, ไนท์คลับ 132 แห่ง, 278 ที่พักแคมป์ค้างแรม, และ ที่จอดพักเรือ 100 แห่งสำหรับเรือยอช์ต 45,000 ลำ[7]

ฟอร์ตลอเดอร์เดล มีชื่อเรียกตามป้อมปราการที่สร้างโดยสหรัฐอเมริกาในระหว่างสงคราม เซมิโนเอลครั้งที่สอง ป้อมนี้มีชื่อเรียกตามนายพลวิลเลียม ลอเดอร์เดล (ค.ศ. 1782–1838), น้องชายของนายพันโท เจมส์ ลอเดอร์เดล นายพลวิลเลียม ลอเดอร์เดลเป็นผู้บังคับการของกองทหารย่อยผู้ซึ่งสร้างป้อมปราการแรก[8] อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของเมืองไม่ได้เริ่มจนกระทั่ง 50 ปีหลังจากที่ป้อมได้ถูกละทิ้ง ณ ช่วงสิ้นสุดความขัดแย้ง

ป้อมปราการ 3 แห่งที่ชื่อ ฟอร์ตลอเดอร์เดลถูกก่อสร้างโดย แห่งแรกที่ทางแยกของแม่น้ำนิว, แห่งที่สองที่คุ้งน้ำทาร์บอนของแม่น้ำนิว ระหว่างโคลี แฮมมอกค์ และย่าน ริโอ วิสตา และแห่งที่สามใกล้กับบาเฮีย มาร์ มารีนา[8]

ประวัติ[แก้]

แม่น้ำนิวในย่านกลางเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล

ดูบทความหลักที่: ประวัติศาสตร์ของฟอร์ตลอเดอร์เดล รัฐฟลอริดา
พื้นที่ซึ่งเมือง ฟอร์ตลอเดอร์เดล ได้ก่อตั้งขึ้นในเวลาต่อมา เดิมเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของอินเดียแดงชนเผ่าเตเควสตา[9] เคยอยู่อาศัยมามากกว่าพันปี ตามหลักฐานของนักสำรวจชาวสเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้บันทึกถึงความหายนะของชนเผ่าเตเควสตา โดยชาวยุโรปได้นำโรคระบาดมาสู่ชาวพื้นเมืองโดยไม่ตั้งใจ เช่น ฝีดาษ ซึ่งชาวพื้นเมืองนี้ไม่มีภูมิต้านทานโรคนี้ นอกจากโรคระบาดแล้ว ชนเผ่าเตเควสตายังต้องเผชิญกับความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านเผ่าคาลูซา ซึ่งทำให้ประชากรลดลงเป็นอย่างมากในสองร้อยปีถัดมา[10] ในปี ค.ศ. 1763 มีชนเผ่าเตเควสตาเหลือน้อยมาในฟลอริดา และส่วนใหญ่จะอพยพไปอาศัยอยู่ที่ประเทศคิวบา เมื่อประเทศสเปนยกฟลอริดาให้ประเทศอังกฤษในปี ค.ศ. 1763 ภายใต้สนธิสัญญาปารีส (1763) ซึ่งเป็นการสิ้นสุดของ สงครามเจ็ดปี [9] ถึงแม้ว่าพื้นที่จะถูกควบคุมผลัดเปลี่ยน โดยประเทศสเปน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และแคว้นภาคใต้ของสหรัฐอเมริกาซึ่งทำศึกกลางเมืองกับฝ่ายเหนือ พื้นที่ส่วนใหญ่ก็ยังคงไม่ได้รับการพัฒนาจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 20

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 20 พื้นที่เมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล ถูกรู้จักในฐานะของพื้นที่ตั้งถิ่นฐานแม่น้ำนิว ในปี ค.ศ. 1830 มีผู้อพยพประมาณ 70 คนอาศัยตามริมแม่น้ำนิว วิลเลียม คูลเลย์ ผู้พิพากษาท้องถิ่น ซึ่งเป็นชาวนาและผู้หาของจากเรืออับปางและทำการค้ากับอินเดียแดงชนเผ่าเซมิโนเอล ในวันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1836 ขณะที่วิลเลียม คูลเลย์ ได้นำผู้คนเพื่อกู้เรืออับปาง กลุ่มชนเผ่าเซมิโนเอลได้จู่โจมไร่นา ฆ่าภรรยาและลูก ๆ และพี่เลี้ยงของลูก เจ้าของไร่อื่น ๆ ที่ตั้งรกรากอยู่ด้วยนั้น ไม่ได้ถูกจู่โจม แต่ชนผิวขาวทั้งหมดก็ได้ละทิ้งถิ่นฐาน และอพยพไปยังประภาคารแหลมฟลอริดาที่คีย์บิสเคน และคีย์เวสต์[11]

ป้อมแรกของสหรัฐอเมริกาชื่อ ฟอร์ตลอเดอร์เดล ถูกสร้างขั้นใน ค.ศ. 1838[12] และต่อมาเป็นสถานที่การสู้รบในสงครามเซมิโนเอลครั้งที่สอง ป้อมได้ถูกละทิ้งในปี ค.ศ. 1842 หลังจากสิ้นสุดสงคราม พื้นที่ก็ไม่มีคนอยู่อาศัยจนถึงคริสต์ทศวรรษ 1890 จนกระทั่งแฟรงค์ สตรานาฮาน เข้ามาในพื้นที่ในปี ค.ศ. 1893 เพื่อดำเนินธุรกิจเรือเฟอร์รีข้ามแม่น้ำนิว และทางรถไฟชายฝั่งตะวันออกของฟลอริดาได้สร้างผ่านพื้นที่เสร็จในปี ค.ศ. 1896 การพัฒนาต่าง ๆ จึงเริ่มเกิดขึ้น เมืองได้ถูกก่อตั้งในปี ค.ศ. 1911 และในปี ค.ศ. 1915 ได้ถูกกำหนดให้เป็นที่ตั้งของที่ทำการของเทศมณฑลโบรวาร์ดที่พึ่งก่อตั้งขึ้น[13]

การพัฒนาครั้งใหญ่ ครั้งแรกของ ฟอร์ตลอเดอร์เดล เริ่มในปี ค.ศ. 1920[14] ระหว่างช่วงที่มีการตื่นที่ดินในฟลอริดา การเกิดเฮอริเคนชื่อไมอามี[15] ในปี ค.ศ. 1926 และ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1930 เป็นสาเหตุในการเกิดการเคลื่อนย้ายเศรษฐกิจ เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเกิดขึ้น ฟอร์ตลอเดอร์เดลกลายเป็นฐานใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสถานีฝึกนักบิน การปฏิบัติการเรดาร์ และการปฏิบัติการควบคุมไฟ ฐานยามรักษาการณ์ชายฝั่งที่อ่าวเอเวอร์เกลดส์ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นเช่นกัน[16]

ย่านกลางเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล

หลังจากสิ้นสุดสงคราม ผู้คนได้กลับมายังพื้นที่นี้ ซึ่งกระตุ้นการเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นอย่างมาก หลังจากการลดลงจากช่วงที่มีความเจริญในปี ค.ศ. 1920[17] การสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 1960 มีประชากรอาศัยอยู่ 83,648 คน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 230% ของประชากรในปี ค.ศ. 1950[17] การรายงานในปี ค.ศ. 1967 ระบุว่าพี้นที่เมืองได้มีการพัฒนาแล้ว 85%,[18] และในปี ค.ศ. 1970 ประชากรมีจำนวน 139,590 คน[19]

หลังจากปี ค.ศ. 1970 ฟอร์ตลอเดอร์เดลได้ถูกสร้างความเจริญ และเติบโต จนไปถึงพื้นที่รอบนอกเมือง จนถึงฝั่งตะวันตก เมืองต่าง ๆ เช่น คอรอลสปริงส์, มิรามาร์, และเปมโบร์คไพน์ ได้มีการเติบโตเป็นอย่างมาก ประชากรของฟอร์ตลอเดอร์เดลหยุดนิ่ง และซึ่งจริง ๆ แล้วมีจำนวนลดลงเกือบ 4,000 คน ระหว่างปี ค.ศ. 1980 ที่มีประชากร 153,279 คน[20] และปี ค.ศ. 1990 ที่มีประชากร 149,377 คน ในปี ค.ศ. 2000 มีประชากรเพิ่มกลับขึ้นมาเล็กน้อยที่ 152,397 คน ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2000 ฟอร์ตลอเดอร์เดลมีประชาการเพิ่มขึ้นอีกกว่า 18,000 คน โดยการรวมเอาพื้นที่โดยรอบ 7 พื้นที่ซึ่งไม่ได้อยู่ในเทศมณฑลโบร์วาร์ด[21] ปัจจุบันฟอร์ตลอเดอร์เดลถือเป็นศูนย์กลางใหญ่ของเรือยอร์ช และเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุด[22]

ภูมิประเทศ และภูมิอากาศ[แก้]

สถานที่ตั้ง[แก้]

ฟอร์ตลอเดอร์เดลตั้งอยู่ที่ 26 องศา 8 ลิปดาเหนือ และ 80 องศา 9 ลิปดาตะวันตก (26.141,−80.144) [23]

ตามสำนักสำมะโนประชากรของสหรัฐอเมริกา เมืองมีพื้นที่ทั้งหมด 38.6 ตารางไมล์ (99.9 ตารางกิโลเมตร), เป็นพื้นดินอยู่ 34.7 ตารางไมล์ (90.0 ตารางกิโลเมตร) และเป็นพื้นน้ำอยู่ 3.8 ตารางไมล์ (9.87 ตารางกิโลเมตร)[24] ฟอร์ตลอเดอร์เดลเป็นที่รู้จักดีในส่วนที่มีเครือข่ายของแม่น้ำลำคลองอยู่มาก ซึ่งมีทางน้ำถึง 165 ไมล์ (266กิโลเมตร) ภายในเมือง [25]

ฟอร์ตลอเดอร์เดลอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก รวมชายหาด 7 ไมล์ (11 กิโลเมตร) [26] และอยู่ติดกับเมืองต่าง ๆ ดังนี้


ทิศตะวันออก: ทิศใต้: ทิศตะวันตกเฉียงใต้:
ทิศตะวันตก: ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ: On its north:
ชายหาดเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล

ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของฟอร์ตลอเดอร์เดลแยกจากส่วนที่เหลือของเมือง ติดกันเพียงคลองไซเปรสครีก ซึ่งไหลผ่านใต้ทางหลวง I-95 ส่วนนี้มีอาณาเขตติดต่อกับเมืองทามาแรกและโอคแลนด์พาร์ค ด้านใต้ โอคแลนด์พาร์คมีอาณาเขตติดต่อกับฟอร์ตลอเดอร์เดลด้านตะวันตกในส่วนของตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนที่ใหญ่กว่าของฟอร์ตลอเดอร์เดลทางด้านทิศใต้มีอาณาเขตติดต่อกับด้านเหนือของวิลตัน มานอร์

นอกชายฝั่งของฟอร์ตลอเดอร์เดลคือออสบอร์นรีฟ แนวหินเทียมซึ่งทำจากยางรถยนต์ที่ไม่ใช้แล้ว ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศวิทยา[27] การทิ้งเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1960 ด้วยความตั้งใจที่จะสร้างที่อยู่อาศัยแก่ปลาขณะเดียวกันก็ต้องการกำจัดขยะจากพื้นดิน อย่างไรก็ตามสิ่งแวดล้อมในมหาสมุทรถูกทำลายและไม่สวยงาม เส้นไนลอนที่ให้รัดยางถูกกัดกร่อน เคเบิลเป็นสนิม และยางก็แตกเป็นอิสระ ล้อยางที่แตกออกได้เคลื่อนย้ายไปตามชายฝั่งและวิ่งเข้าหินโสโครกตามชายฝั่ง เข้าไปชะล้างแนวลาดเอียง และฆ่าสิ่งมีชีวิตในเส้นทางที่พัดมันไป ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ล้อยางนับพันเส้นได้ชะล้างชายหาดใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงมีพายุเฮอริเคน ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นร่วมกับกองทัพบกสหรัฐ กองทัพเรือและหน่วยยามรักษาการณ์ชายฝั่งกำลังช่วยกันกำจัดล้อยางกว่า 700,000 เส้น[28]

บริเวณใกล้เคียง[แก้]

ดูเพิ่มเติมที่: รายชื่อบริเวณใกล้เคียงเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล
ฟอร์ตลอเดอร์เดล มีโครงการอย่างเป็นทางการสำหรับการกำหนดและรับรองบริเวณใกล้เคียง ภายใต้โครงการการรับรองขององค์กรในบริเวณใกล้เคียง [29] มีย่านต่าง ๆ กว่า 60 ย่าน ที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และมี 25–30 ย่านเพิ่มเติมที่ไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ แต่แสดงอยู่ในแผนที่ของเมือง[30]

ภูมิอากาศ[แก้]

ยามเช้าที่ชายหาดฟอร์ตลอเดอร์เดล

ฟอร์ตลอเดอร์เดล มีลักษณะภูมิอากาศเป็นป่าฝนเขตร้อน (Köppen Af)[31] ที่มีความแตกต่างในอุณหภูมิเพียงเล็กน้อย อุณหภูมิเฉลี่ยจะอยู่เหนือ 66 องศาฟาเรนไฮต์ (18.9 องศาเซลเซียส) และเฉลี่ยฝนตกต่อเดือน มากกว่า 2.39 นิ้ว (60.71 มิลลิเมตร)[32] ซึ่งทำให้เมืองนี้มีอากาศตามฤดูกาลแบบเขตร้อน ไม่มีฤดูที่แห้งแล้งอย่างแท้จริง ฤดูหนาวตามปกติจะมีอากาศแห้งและมีแดด และฝนตกส่วนใหญ่จะตกในฤดูร้อน

ฤดูร้อน (ฤดูเปียกชื้น) จากเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม จะร้อนและเปียกชื้น โดยมีอุณหภูมิสูงเฉลี่ยที่ 86–90 องศาฟาเรนไฮต์ (30–32 องศาเซลเซียส) และอุณหภูมิต่ำประมาณ 71–76 องศาฟาเรนไฮต์ (22–24 องศาเซลเซียส) ในช่วงฤดูนี้ มากกว่าครึ่งวันอาจจะมีฝนฟ้าคะนองในช่วงบ่ายและเย็น[33] อุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อยู่ที่ 100 องศาฟาเรนไฮต์ (38 องศาเซลเซียส) ซึ่งถูกบันทึกในวันที่ 22 มิถุนายน ค.ศ. 2009[34]

ฤดูหนาว (ฤดูแล้ง) จาก เดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนเมษายน จะมีอากาศอบอุ่น และแห้ง โดยอุณหภูมิสูงเฉลี่ยที่ 75–82 องศาฟาเรนไฮต์ (24–28 องศาเซลเซียส) และอุณหภูมิต่ำที่ 59–67 องศาฟาเรนไฮต์ (15–19 องศาเซลเซียส) อย่างไรก็ตาม เคยมีอากาศเย็นในช่วงนี้ โดยอุณหภูมิสูงที่ 60 องศาฟาเรนไฮต์ (16–21 องศาเซลเซียส) และอุณหภูมิต่ำที่ 40 องศาฟาเรนไฮต์ (4–10 องศาเซลเซียส) ซึ่งจะเกิดเพียงวันเดียว[33] อากาศหนาวจัดจนเป็นน้ำแข็งจะเกิดน้อยครั้งทุก 10 หรือ 20 ปี มีเพียงครั้งเดียวที่มีการรายงานถึงหิมะตก ซึ่งเห็นได้บนพื้นดิน ในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 1977[35] ในช่วงฤดูหนาว อากาศแห้ง ไฟป่าเป็นสิ่งที่ต้องระวังในหลาย ๆ ปี

ฝนตกเฉลี่ยต่อปี อยู่ที่ 64.2 นิ้ว (1,630 มิลลิเมตร) ส่วนใหญ่จะเกิดในระหว่างฤดูเปียกจากเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม อย่างไรก็ตามฝนตกจะเกิดในทุกเดือน ส่วนมากจะตกหนักและมีฝนฟ้าคะนองในช่วงบ่าย ฟอร์ตลอเดอร์เดลมีฝนตกเฉลี่ย 143 วัน และมีแดดออก 250 วันในทุกปี ฤดูพายุเฮอริเคน อยู่ระหว่างวันที่ 1 ของเดือนมิถุนายน ถึง 30 ของเดือนพฤศจิกายน พายุแรงที่มีผลกระทบกับเมืองจะเกิดในช่วงเดือนกันยายนและเดือนตุลาคม[36] พายุที่กระทบกับเมืองเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือพายุเฮอริเคนแคทรีนา และ วิลมา พายุทั้งสองลูกพัดเข้าสู่เมืองในปี ค.ศ. 2005, พายุคลีโอเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1964, พายุคิงเกิดในปี ค.ศ. 1950 และพายุฟอร์ตลอเดอร์เดล เกิดในปี ค.ศ. 1947

ข้อมูลภูมิอากาศของฟอร์ตลอเดอร์เดล, รัฐฟลอริดา (พ.ศ. 2524–2553 สภาวะปกติ)
เดือน ม.ค. ก.พ. มี.ค. เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ทั้งปี
อุณหภูมิสูงสุดที่เคยบันทึก °F (°C) 92
(33.3)
94
(34.4)
94
(34.4)
95
(35)
98
(36.7)
98
(36.7)
99
(37.2)
100
(37.8)
99
(37.2)
98
(36.7)
91
(32.8)
90
(32.2)
100
(37.8)
อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย °F (°C) 75.4
(24.11)
78.7
(25.94)
79.5
(26.39)
81.9
(27.72)
85.5
(29.72)
88.5
(31.39)
89.8
(32.11)
90.2
(32.33)
88.8
(31.56)
85.8
(29.89)
80.9
(27.17)
76.9
(24.94)
83.2
(28.44)
อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ย °F (°C) 58.1
(14.5)
61.0
(16.11)
63.2
(17.33)
65.9
(18.83)
70.7
(21.5)
74.4
(23.56)
75.4
(24.11)
75.8
(24.33)
75.2
(24)
71.9
(22.17)
65.7
(18.72)
60.4
(15.78)
67.8
(19.89)
อุณหภูมิต่ำสุดที่เคยบันทึก °F (°C) 28
(-2.2)
28
(-2.2)
32
(0)
40
(4.4)
49
(9.4)
57
(13.9)
64
(17.8)
66
(18.9)
61
(16.1)
44
(6.7)
35
(1.7)
29
(-1.7)
28
(-2.2)
ปริมาณฝน นิ้ว (มม) 2.62
(66.5)
3.06
(77.7)
3.55
(90.2)
3.52
(89.4)
6.20
(157.5)
9.79
(248.7)
7.29
(185.2)
7.54
(191.5)
9.45
(240)
6.40
(162.6)
3.90
(99.1)
2.43
(61.7)
65.75
(1,670.1)
วันที่มีฝนตกโดยเฉลี่ย (≥ 0.01 in) 8.3 7.8 8.7 7.3 10.3 16.9 16.4 17.5 18.5 13.5 10.5 8.8 144.7
แหล่งที่มา: NOAA (สภาวะสุดขั้ว ค.ศ. 1912–ปัจจุบัน)[37]

ประชากร[แก้]

ประชากร
สำมะโนประชากร Pop.
190091
1910336269.2%
19202,257571.7%
19308,668284.0%
194017,996107.6%
195036,328101.9%
196083,648130.3%
1970139,12266.3%
1980153,27910.2%
1990149,238−2.6%
2000152,3972.1%
2010165,5218.6%
Est. 2012170,7473.2%
การสำมะโนรอบสิบปีของสหรัฐ[38]
ประมาณการ พ.ศ. 2555[39]
สถิติประชากรฟอร์ตลอเดอร์เดล
สำมะโน พ.ศ. 2553 ฟอร์ตลอเดอร์เดล เทศมณฑลโบรวาร์ด รัฐฟลอริดา
ประชากรรวม 165,521 1,748,066 18,801,310
ประชากร, เปลี่ยนแปลงร้อยละ, 2543 ถึง 2553 +8.6% +7.7% +17.6%
ความหนาแน่นประขากร 4,761.1/ตร.ไมล์ 1,444.9/ตร.ไมล์ 350.6/ตร.ไมล์
คอเคเซียน (รวมถึงชาวฮิสแปนิกผิวขาว) 62.6% 63.1% 75.0%
(ไม่ใช่ชาวฮิสแปนิกผิวขาว
หรือคอเคเซียน
)
52.5% 43.5% 57.9%
ชาวผิวดำ หรือชาวแอฟริกันอเมริกัน 31.0% 26.7% 16.0%
ชาวฮิสแปนิกหรือลาติโน (จากเชื้อชาติต่าง ๆ) 13.7% 25.1% 22.5%
ชาวเอเชีย 1.5% 3.2% 2.4%
ชาวพื้นเมืองอเมริกา หรือชาวพื้นเมือง
อลาสกา
0.3% 0.3% 0.4%
ชาวหมู่เกาะแปซิฟิก หรือชาวพื้นเมืองฮาวาย 0.1% 0.1% 0.1%
สองเชื้อชาติหรือมากกว่า (หลายเชื้อชาติ) 2.1% 2.9% 2.5%
เชื้อชาติอื่น ๆ 2.4% 3.7% 3.6%

ตามสำรวจสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2000 มี 68,468 ครอบครัว และ 33,001 ครอบครัวอาศัยอยู่ในเมือง จาก 68,468 ครอบครัว 19.6% มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 อาศัยอยู่กับครอบครัว, 32.2% เป็นคู่สมรสที่อยู่ร่วมกัน, 11.5% เป็นผู้หญิงที่อยู่ลำพัง, และ 51.8% ไม่ได้อยู่เป็นครอบครัว 40.3% ของครอบครัวทั้งหมดประกอบไปด้วยหลายบุคคล และ 11.7% เป็นผู้สูงวัยที่มีอายุ 65 ปีหรือมากกว่า รายได้เฉลี่ยสำหรับครอบครัวในเมืองอยู่ที่ 37,887 ดอลลาร์สหรัฐ และรายได้เฉลี่ยสำหรับครอบครัวอยู่ที่ 46,175 ดอลลาร์สหรัฐ ผู้ชายมีรายได้เฉลี่ย 34,478 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้หญิงมีรายได้เฉลี่ย 27,230 ดอลลาร์สหรัฐ รายได้ต่อหัวของผู้อาศัยในเมืองอยู่ที่ 27,798 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 13.8% ของครอบครัวและ 17.7% ของประชากรมีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน ซึ่งรวมถึง 29.0% ของผู้ซึ่งมีอายุต่ำกว่า 18 ปี และ 11.1% ของผู้มีอายุ 65 ปีหรือมากกว่า

ฟอร์ตลอเดอร์เดล มีเปอร์เซ็นต์ที่สูงของผู้อาศัยที่เกิดโดยชาวต่างชาติมากกว่ารัฐอื่น ๆ ข้อมูลสำมะโนประชากรในปี ค.ศ. 2000 ระบุว่า 21.7% ของประชากรในเมืองเป็นผู้ที่เกิดจากชาวต่างชาติ ผู้อาศัยที่เกิดโดยชาวต่างชาติ 69.2% เกิดจากชาวลาตินอเมริกา และ 17.3% เกิดจากชาวยุโรป โดยมีเปอร์เซ็นต์เพียงเล็กน้อยที่เกิดจากชาวอเมริกาเหนือ, แอฟริกา, เอเชีย และหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก[40] ในปี ค.ศ. 2000, ฟอร์ตลอเดอร์เดลมีเปอร์เซ็นต์สูงสุดของผู้อาศัยที่เป็นชาวเฮติในสหรัฐอเมริกาถึง 26% เป็นสัดส่วนของประชากรในเมืองที่ 6.9%[41] และอันดับที่ 127 ของเปอร์เซ็นต์สูงสุดของชาวคิวบา เป็นสัดส่วนของประชากรในเมืองที่ 1.7%[42]

เหมือนกับฟลอริดาตอนใต้ทั่ว ๆ ไป ฟอร์ตลอเดอร์เดล มีผู้อาศัยที่สามารถพูดภาษาอื่น ๆ นอกเหนือไปจากภาษาอังกฤษ แม้จะมีสัดส่วนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเทศมณฑล [43] ในปี ค.ศ. 2000, 75.6% ของประชากรพูดเฉพาะภาษาอังกฤษที่บ้าน, ผู้ที่พูดภาษาสเปนอยู่ที่ 9.4%, ผู้ที่พูดภาษาครีโอลเฮติอยู่ที่ 7.5%, ผู้ที่พูดภาษาฝรั่งเศสอยู่ที่ 2.0%, ผู้ที่พูดภาษาโปรตุเกสอยู่ที่ 1.0% และผู้ที่พูดภาษาอิตาลีอยู่ที่ 0.8%[44]

เมืองที่ล้อมรอบด้วยเมืองโอคแลนด์พาร์ค และเมืองวิลตันมานอร์ เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นชุมชน LGBT ที่ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา [45] และมีอัตราส่วนสูงสุดของเกย์และเลสเบียน โดยมีจำนวนประชากรเกย์เป็นส่วนใหญ่[46] เมืองนี้ยังเป็นสถานที่พักผ่อนที่มีชื่อเสียงสำหรับเกย์และเลสเบียน[47]

เศรษฐกิจ[แก้]

ทิวทัศน์ของเมืองประกอบด้วย ลาสโอลาสริเวอร์เฮาส์ (กลาง), 110 ทาวเวอร์ (ด้านขวาไกล), และ แบงค์ออฟอเมริกาพลาซา (ด้านซ้ายไกล)
เรือยอร์ชหรูหราในท่าเรือฟอร์ตลอเดอร์เดล

เศรษฐกิจของฟอร์ตลอเดอร์เดลส่วนใหญ่พึ่งพิงการท่องเที่ยว จากปี ค.ศ. 1940 ถึงปี ค.ศ. 1980 เมืองนี้ถูกรู้จักในฐานะที่เป็นเมืองเป้าหมายในการท่องเที่ยวในช่วงปิดภาคฤดูใบไม้ผลิสำหรับนักศึกษา เรือสำราญและการพักผ่อนหย่อนใจทางน้ำทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว ปัจจุบันฟอร์ตลอเดอร์เดลดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีความมั่งคั่ง ขณะที่ส่วนใหญ่ละเลยนักศึกษาซึ่งมีจำนวนลดน้อยลง[48] มีศูนย์อำนวยความสะดวกตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของชายหาดและตะวันออกเฉียงใต้ของย่านกลางเมือง ซึ่งพื้นที่ 600,000 ตารางนิ้ว (55,742 ตารางเมตร) ซึ่งรวมพื้นที่การจัดแสดง 200,000 ตารางนิ้ว (18,581 ตารางเมตร)[49] ประมาณ30% ของผู้มาเยี่ยมชมจำนวนเฉลี่ย 10 ล้านคนต่อปี จะเข้าชมที่ศูนย์การจัดแสดง[50]

ย่านกลางเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถนนลาสโอลาส ที่เริ่มมีการพัฒนาในปี ค.ศ. 2002[51] และปัจจุบันเป็นแหล่งโรงแรมใหม่และแหล่งพัฒนาคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่หลายแห่ง[52] ย่านกลางเมืองใหญ่ที่สุดอยู่ในเทศมณฑลโบรวาร์ด อาคารสำนักงาน ตึงสูง ซึ่งรวมถึงลาสโอลาสริเวอร์เฮาส์, ลาสโอลาสแกรนด์, 110 ทาวเวอร์ (เดิมชื่อ ออโตเนชันทาวเวอร์), แบงค์ออฟอเมริกาพลาซา, วันไฟแนนเชียลพลาซา, โบรวาร์ด ไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์, วันอีสต์โบรวาร์ด บูเลอวาร์ด, บาร์เนตแบงค์พลาซา, พีเอ็นซีเซ็นเตอร์, นิวริเวอร์เซ็นเตอร์, วันคอร์ปอเรตเซ็นเตอร์, ซันทรัสต์เซ็นเตอร์, 101 ทาวเวอร์, และ เซาท์ทรัสต์ทาวเวอร์[53] การพัฒนาอื่น ๆ ได้แก่ ร้านบูติก หอศิลป์ และร้านอาหารใหม่ ๆ มากมาย

การยึดสังหาริมทรัพย์ในเขตเมืองฟอร์ตลอเดอร์เดลเพิ่มขึ้น 127.4% จากปี ค.ศ. 2006 ถึง ค.ศ. 2007 หรือการยื่นฟ้องหนึ่งครั้งต่อ 48 ครัวเรือนในไตรมาส ฟอร์ตลอเดอร์เดลติดอันดับสี่ในรายชื่อเขตเมืองใหญ่ 10 อันดับแรกที่จัดอันดับโดยการยื่นคำร้องยึดทรัพย์สินต่อครัวเรือนสำหรับไตรมาสที่สามของปี ค.ศ. 2007[54]

ฟอร์ตลอเดอร์เดล เป็นเมืองอุตสาหกรรมและศูนย์กลางการซ่อมบำรุงเรือยอร์ชขนาดใหญ่ อุตสาหกรรมเรือรองรับกว่า 109,000 ตำแหน่งงานในเทศมณฑล[55] ด้วยมีคลองหลายสาย และใกล้เคียงกับบาฮามาสและแคริบเบียน เมืองนี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับการพักผ่อนท่องเรือยอร์ช และมีอ่าวสำหรับเรือ 42,000 ลำและที่จอดเรือประมาณ 100 ลำ[22] ยิ่งไปกว่านั้น มีงานแสดงเรือระหว่างชาติที่ ฟอร์ตลอเดอร์เดลทุกปี ซึ่งเป็นงานแสดงเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก[56] ซึ่งนำผู้มาท่องเที่ยวมากกว่า 125,000 คนในแต่ละปี[57][58]

บริษัทที่มีฐานที่ฟอร์ตลอเดอร์เดล ได้แก่ ออโตเนชัน, ซิทริกซิสเต็ม, ดีเอชแอลเอ๊กซ์เพรส, สปิริตแอร์ไลน์, และเนชันแนลเบฟเวอร์เรจ คอร์ปอเรชัน ผู้ว่าจ้างรายใหญ่ที่สุดในเทศมณฑล คือ ทีเน็ตเฮลแคร์ ซึ่งว่าจ้างพนักงาน 5,000 คน อเมริกันเอ็กเพรส ซึ่งว่าจ้างพนักงาน 4,200 คน เดอะ คอนติเนนทัล กรุ๊ป ซึ่งว่าจ้างพนักงาน 3,900 คน โมโตโรลา ซึ่งว่าจ้างพนักงาน 3,000 คน และแม็กซิม อินทิเกรเต็ดโพรดักส์ ซึ่งว่าจ้างพนักงาน 2,000 คน[59]

กัลฟสตรีม อินเตอร์เนชันแนลแอร์ไลน์ สายการบินที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ใกล้กับดาเนียบีช [60][61][62] แอนออนไลน์ อคาเดมีเซ็นเตอร์ ก็ตั้งอยู่ในเมืองนี้เช่นกัน

อ้างอิง[แก้]

  1. "Florida by Place. Population, Housing, Area, and Density: 2000". US Census Bureau. สืบค้นเมื่อ 2007-09-23.
  2. "Fort Lauderdale, United States Page". Falling Rain Genomics. สืบค้นเมื่อ 2007-09-23.
  3. "US Board on Geographic Names". United States Geological Survey. 2007-10-25. สืบค้นเมื่อ 2008-01-31.
  4. "U.S. Census Bureau QuickFacts: Fort Lauderdale city, Florida". www.census.gov.
  5. "U.S. Census Bureau QuickFacts: Miami-Dade County, Florida; Broward County, Florida; Palm Beach County, Florida". www.census.gov.
  6. "2018 Tourism Tidbits - Quick reference card". market research. Greater Fort Lauderdale Convention & Visitors Bureau. สืบค้นเมื่อ 19 November 2019.
  7. "2012 Year-End Statistics". Greater Fort Lauderdale Convention & Visitors Bureau. สืบค้นเมื่อ 1 March 2014.
  8. 8.0 8.1 "Old Fort Lauderdale Museum-Sneak Preview". Fort Lauderdale Historical Society. Archived from the original on 4 July 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-17.
  9. 9.0 9.1 Hughes, Kenneth J (1993). "Three Tequesta and Seminole hunting camps on the edge of the Everglades" (PDF). Broward Legacy (Broward County Historical Commission). 16 (3 and 4). pp. 31–42. สืบค้นเมื่อ 2007-07-01.
  10. McGoun, Bill (1978). "A History of Broward County" (PDF). Broward Legacy (Broward County Historical Commission). 2 (3 and 4). pp. 15–22. สืบค้นเมื่อ 2007-07-03.
  11. "Coastal History – The Seminole War Period". Vone Research. Archived from the original on 28 September 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-21.
  12. Butler, Stuart (1981). "Records in the Military Archives Division Which Relate to South Florida" (PDF). Broward Legacy (Broward County Historical Commission). 4 (1 and 2). pp. 11–20. สืบค้นเมื่อ 2007-07-15.
  13. "The Creation of Broward County: Victory in Tallahassee" (PDF). Broward Legacy (Broward County Historical Commission). 11 (3 and 4). 1988. pp. 6–8. สืบค้นเมื่อ 2007-07-02.
  14. Kirk, Cooper (1985). "Foundations of Broward County Waterways" (PDF). Broward Legacy (Broward County Historical Commission). 8 (1 and 2). pp. 2–18. สืบค้นเมื่อ 2007-07-14.
  15. "Top 10 Weather Events-Broward County". National Oceanic and Atmospheric Administration. Archived from the original on 18 April 2008. สืบค้นเมื่อ 2007-07-01.
  16. George, Paul S. (1991). "Submarines and Soldiers: Fort Lauderdale in World War II" (PDF). Broward Legacy (Broward County Historical Commission). 14 (1 and 2). pp. 2–14. สืบค้นเมื่อ 2007-07-05.
  17. 17.0 17.1 "Census of Population:1960 Florida-Volume I Part 11" (PDF). United States Census Bureau. pp. 11–9. สืบค้นเมื่อ 2007-07-01.
  18. George, Paul S. (1991). "Downtown Fort Lauderdale: Its Demise and Renaissance in the Post-War Era" (PDF). Broward Legacy (Broward County Historical Commission). 14 (3 and 4). pp. 9–19. สืบค้นเมื่อ 2007-07-17.
  19. "1970 Census of Population" (PDF). United States Census Bureau. pp. 11–12. สืบค้นเมื่อ 2007-07-01.
  20. "1980 Census of Population" (PDF). United States Census Bureau. pp. 11–20. สืบค้นเมื่อ 2007-07-01.
  21. "Broward by the Numbers:Unincorporated Broward" (PDF). Broward County Planning Services Division. December 2005. Archived from the original (PDF) on 10 August 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-15.
  22. 22.0 22.1 "Greater Fort Lauderdale 2006 Statistics" (Press release). Greater Fort Lauderdale Convention and Visitors Bureau. March 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-18.
  23. "US Gazetteer files: 2010, 2000, and 1990". United States Census Bureau. 2011-02-12. สืบค้นเมื่อ 2011-04-23.
  24. "Geographic Identifiers: 2010 Demographic Profile Data (G001): Fort Lauderdale city, Florida". U.S. Census Bureau, American Factfinder. สืบค้นเมื่อ 22 October 2013.
  25. "About Fort Lauderdale". City of Fort Lauderdale. สืบค้นเมื่อ 2007-07-17.
  26. "Fort Lauderdale Beach". City of Fort Lauderdale. สืบค้นเมื่อ 2007-07-17.
  27. "Tire reef off Florida proves a disaster". Associated Press. 16 February 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-06-21.
  28. Loney, Jim (9 July 2007). "Florida Raises Ill-Fated Artificial Reefs". Reuters. สืบค้นเมื่อ 2007-07-10.
  29. "Neighborhood Organization Recognition Program". City of Fort Lauderdale. สืบค้นเมื่อ 2013-06-24.
  30. "Neighborhood Associations" (PDF). City of Fort Lauderdale. สืบค้นเมื่อ 2013-06-24.
  31. "Köppen−Geiger Climate Classification Map of North America".
  32. Monthly Averages for Fort Lauderdale, FL
  33. 33.0 33.1 "Historical Weather for Fort Lauderdale, Florida, United States of America – Travel, Vacation and Reference Information". Weatherbase. สืบค้นเมื่อ 2011-06-09.
  34. "Fort Lauderdale-Hollywood International Airport Equals All Time High Temperature Record June 22; Daily Records Fall at Miami and West Palm Beach" (PDF). National Oceanic and Atmospheric Administration. สืบค้นเมื่อ 9 June 2011.
  35. South Florida Sun-Sentinel (Fort Lauderdale, Fla.) Article date: 19 January 2007
  36. "Frequently Asked Questions- When are major hurricanes likely to strike different states?". Atlantic Oceanographic and Meteorological Laboratory. สืบค้นเมื่อ 2007-07-21.
  37. "NOWData – NOAA Online Weather Data". National Oceanic and Atmospheric Administration. สืบค้นเมื่อ 2012-08-20.
  38. United States Census Bureau. "Census of Population and Housing". สืบค้นเมื่อ 18 November 2013.
  39. "Annual Estimates of the Resident Population: April 1, 2010 to July 1, 2012". สืบค้นเมื่อ 18 November 2013.
  40. "DP-2. Profile of Selected Social Characteristics: 2000". US Census Bureau. สืบค้นเมื่อ 2007-10-28.
  41. "Ancestry Map of Haitian Communities". Epodunk.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-22.
  42. "Ancestry Map of Cuban Communities". Epodunk.com. สืบค้นเมื่อ 2007-10-22.
  43. "Modern Language Association Data Center Results of Broward County, Florida". Modern Language Association. สืบค้นเมื่อ 2007-06-21.
  44. "Modern Language Association Data Center Results, Fort Lauderdale, Florida". Modern Language Association. Archived from the original on 17 August 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-06-21.
  45. Ost, Jason. "Facts and Findings from The Gay and Lesbian Atlas". Urban.org. สืบค้นเมื่อ 2012-12-18.
  46. The Miami Herald. "Steve Rothaus' Gay South Florida". Miamiherald.typepad.com. สืบค้นเมื่อ 2012-12-18.
  47. Lee, Gary (15 May 2005). "Where the Boys Are, Part 2: Watch out, South Beach. Fort Lauderdale is making its moves as a top gay spot". The Washington Post. สืบค้นเมื่อ 2 September 2010.
  48. "Fort Lauderdale Travel Guide". Fodor's. สืบค้นเมื่อ 2007-06-21.
  49. "Fact Sheet-Greater Fort Lauderdale/Broward County Convention Center". Greater Fort Lauderdale Convention and Visitors Bureau. สืบค้นเมื่อ 2007-07-18.
  50. "Fall 2006 newsletter:The Way We Were" (PDF) (Press release). Greater Fort Lauderdale/Broward County Convention Center. 2006. สืบค้นเมื่อ 2007-07-18.
  51. "Las Olas Boulevard needs help, yet Mayor Seiler does nothing". A Better Fort Lauderdale: New Visions for Our City. สืบค้นเมื่อ 3 October 2012.
  52. Owers, Paul. "Developers look to revive stretch of New River in Fort Lauderdale". Sun Sentinel. สืบค้นเมื่อ 3 October 2012.
  53. "Fort Lauderdale". SkyscraperPage.com. สืบค้นเมื่อ 2 September 2010.
  54. "Report: Fort Lauderdale, Miami high in foreclosures per household". South Florida Business Journal. 14 November 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-11-24.
  55. Cantanese Center for Urban and Environmental Studies (January 2005) (PDF). Interim Boat Facility Siting Plan (รายงาน). Draft. Broward County Environmental Protection Department. p. 38. Archived from the original on 10 August 2007. http://web.archive.org/web/20070810220306/http%3A//www.broward.org/bio/bri00622.pdf. เรียกข้อมูลเมื่อ 2007-07-22. 
  56. "World's Largest Boat Show Opens amid Cautious Optimism". Business Wire. สืบค้นเมื่อ 3 October 2012.
  57. Visitor numbers, International Federation of Boat Show Organisers (IFBSO)
  58. "47th Annual Fort Lauderdale International Boat Show". City of Fort Lauderdale. สืบค้นเมื่อ 2007-07-22.
  59. "Largest Employers in Broward County" (PDF). The Broward Alliance. Archived from the original (PDF) on 10 August 2007. สืบค้นเมื่อ 2007-07-22.
  60. "Dania Beach city, Florida." U.S. Census Bureau. Retrieved on 21 May 2009.
  61. "Contact Us." Gulfstream International Airlines. Retrieved on 21 May 2009.
  62. Pasztor, Andy and Susan Carey. "Gulfstream Faces Penalty on Pilot Hours, Maintenance." The Wall Street Journal. 21 May 2009. Retrieved on May 21, 2009.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]