พาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก พานแว่นฟ้า)
Jump to navigation Jump to search
สำหรับอำเภอในจังหวัดเชียงราย ดูที่ อำเภอพาน

พาน คือภาชนะประเภทถาดที่มีฐานทรงสูง มีลวดลายประดับอย่างวิจิตร มีใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา

พานปกติมีลักษณะกลมและมีหลายขนาด โดยเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ระหว่าง 20 ถึง 50 เซนติเมตร ภายในอาจตื้นหรือลึกก็ได้ พานมักจะทำจากโลหะเช่นทองแดง เงิน ทองเหลือง หรือเหล็กกล้า ปัจจุบันนี้ก็มีการใช้พานที่ทำจากอะลูมิเนียมและพลาสติกชุบเงินหรือชุบทองซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า ช่วยลดอาการเมื่อยล้าเมื่อต้องถือไว้นาน ๆ

ประเพณีนิยม[แก้]

พานเป็นสิ่งสำคัญมากในวัฒนธรรมไทยตามประเพณีดั้งเดิม โดยทั่วไปพานใช้กับการสักการบูชาในพิธีกรรมโดยใส่สิ่งของไว้ในพานแล้ววางตั้งไว้ที่แท่นสักการะ พานก็ยังใช้สำหรับใส่สิ่งของที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่นรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด พานยังใช้สำหรับใส่สิ่งของต่าง ๆ อาทิดอกไม้ธูปเทียนในพิธีกรรมของพุทธศาสนา เพื่อถวายสิ่งของนั้นให้พระสงฆ์หรือผู้ที่จะบรรพชาเป็นพระสงฆ์ สำหรับกรณีหลังจะใช้พานใส่จีวรและบริขารต่าง ๆ ในขบวนแห่นาคจากบ้านไปยังวัดด้วย และในพิธีการสู่ขอเจ้าสาวก็จะใช้พานใส่สินสอดทองหมั้นเพื่อมอบแด่ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว สมัยก่อนเมื่อชาวไทยยังนิยมกินหมากและพลู เครื่องหมากพลูต่าง ๆ จะจัดใส่ไว้ในพานเพื่อต้อนรับแขกที่มาเยี่ยมเยือนเป็นประเพณี [1]

มีตำนานเกี่ยวกับ "นางสงกรานต์ทั้งเจ็ด" กล่าวว่า ท้าวกบิลพรหมจำเป็นต้องตัดเศียรของตนเองเพื่อบูชาธรรมบาลกุมารตามที่ได้สัญญาไว้ แต่มีปัญหาว่าจะนำเศียรที่ตัดไปไว้ที่ใด ถ้าจะตั้งไว้ยังแผ่นดิน ไฟก็จะไหม้โลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ ฝนก็จะแล้ง ถ้าจะทิ้งในมหาสมุทร น้ำก็จะแห้ง ท้าวกบิลพรหมจึงตรัสสั่งให้ธิดานำเศียรของตนใส่ไว้ในพาน ทำให้ธิดาสามารถอัญเชิญเศียรท้าวกบิลพรหมเวียนขวารอบเขาพระสุเมรุ แล้วประดิษฐานไว้ในถ้ำในเขาไกรลาศ พิธีกรรมนี้จะกระทำปีละครั้งโดยนางสงกรานต์ทั้งเจ็ด (ผู้เป็นธิดาของท้าวกบิลพรหม) ซึ่งจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาทำหน้าที่ [2]

ประเด็นอื่น ๆ[แก้]

  • อักษร ซึ่งเป็นพยัญชนะไทยตัวที่ 30 ถูกเรียกว่า พ พาน เพื่อสอนให้เด็กรู้จำตัวอักษรไทย
  • ที่มาของชื่อ เทือกเขาภูพาน มาจากภาชนะชนิดนี้ เนื่องจากภาพเงาของเทือกเขานี้ราบตรงยอดคล้ายพาน
  • พานสองชั้นอาจเรียกว่า พานแว่นฟ้า และมีปรากฏอยู่ในตราแผ่นดินของกัมพูชาด้วย

อ้างอิง[แก้]

  1. P.A. Reichart and H. P. Philipsen, Betel and Miang: Vanishing Thai Habits White Lotus, Bangkok 2005 ISBN 9789744800732
  2. Nang Songkrans story