พระยาธรรมลังกา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
พระยาธรรมลังกา
King dummalungka.jpg

พระนามาภิไธย ธัมมลังกา
พระอิสริยยศ พระยาเชียงใหม่
ราชวงศ์ ราชวงศ์ทิพย์จักร
ครองราชย์ พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2365[1]
รัชกาล 6 ปี
รัชกาลก่อน พระเจ้ากาวิละ
รัชกาลถัดไป พระยาคำฟั่น
ข้อมูลส่วนพระองค์
ราชสมภพ พ.ศ. 2289
พิราลัย 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2365 (77 พรรษา)
พระบิดา เจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว
พระมารดา แม่เจ้าจันทาราชเทวี
พระมเหสี แม่เจ้าจันฟองราชเทวี
พระบุตร 17 พระองค์

พระยาธรรมลังกา[2] หรือพระญาธัมมลังกา (คำเมือง: LN-King Chang Phueak.png) (พ.ศ. 2289- พ.ศ. 2365)[3] หรือ พระยาเชียงใหม่ช้างเผือก เป็นพระยาเชียงใหม่องค์ที่ 2 ในราชวงศ์ทิพย์จักร และเป็นราชบุตรในเจ้าฟ้าสิงหราชธานี เจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว โดยพระองค์ได้ร่วมกับพระเชษฐา และพระอนุชาในการต่อสู้อริราชศัตรูจนได้รับสมัญญานามว่า "เจ้าเจ็ดตน"

พระราชประวัติ[แก้]

พระยาธรรมลังกาเป็นเจ้าราชโอรสองค์ที่ 3 ในเจ้าฟ้าหลวงชายแก้ว เจ้าผู้ครองนครลำปาง กับแม่เจ้าจันทาราชเทวี และเป็นเจ้าราชนัดดา (หลานปู่) ในพระยาไชยสงคราม (ทิพย์ช้าง) (พระญาสุละวะฤๅไชยสงคราม) กับ แม่เจ้าพิมพาราชเทวี ซึ่งเป็นองค์ปฐมวงศ์ "ราชวงศ์ทิพย์จักร"

พระยาธรรมลังกา เป็นพระอนุชาของพระเจ้ากาวิละ มีพระเชษฏา พระอนุชาและพระขนิษฐา รวม 10 พระองค์ (หญิง 3 ชาย 7) (เจ้าชายทั้ง 7 พระองค์ได้ทรงช่วยกันต่อสู้อริราชศัตรูขยายขอบขัณฑสีมาล้านนาออกไปอย่างเกรียงไกร เป็นเหตุให้มีพระสมัญญาว่า "เจ้าเจ็ดตน") มีพระนามตามลำดับ ดังนี้

ในปี พ.ศ. 2317 เมื่อพระเจ้ากาวิละ ร่วมมือกับพระยาจ่าบ้าน และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ปลดปล่อยล้านนาจากอำนาจของพม่าได้สำเร็จ พระเจ้ากรุงธนบุรีได้สถาปนาพระยาจ่าบ้านเป็น "พระยาวิเชียรปราการ (บุญมา)" เจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้ากาวิละเป็นพระยานครลำปาง และแต่งตั้งเจ้าธรรมลังกาเป็นพระยาราชวงศ์เมืองนครลำปาง[4] และได้เลื่อนอิสริยยศเป็น "พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่" ในปี พ.ศ. 2348

ต่อมาในปี พ.ศ. 2359 พระเจ้ากาวิละถึงแก่พิราลัย พระยาอุปราช (ธรรมลังกา) จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "พระยาเชียงใหม่"[5] เมื่อวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 9 เหนือ (ตรงกับวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2360) และอัญเชิญพระยาลำพูนคำฝั้น (พระอนุชา) มาเป็นพระยาอุปราช และให้พระยาอุปราชบุญมา เป็นพระเจ้าลำพูนไชยสืบแทน

พ.ศ. 2359 คราเสด็จไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อรับพระบรมราชโองการเป็นผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้ถวายช้างเผือกแด่รัชกาลที่ 2 จึงได้รับสมัญญาว่า พระยาเชียงใหม่ช้างเผือก

พระยาธรรมลังกา ได้ทรงปกครองนครเชียงใหม่อย่างสงบสุข ตราบจนเมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 เหนือ พ.ศ. 2364 (ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2365) ได้ประชวร และได้ถึงแก่พิราลัยในวันรุ่งขึ้น รวมพระชนมายุ 77 พรรษา ทรงปกครองนครเชียงใหม่รวมทั้งสิ้น 6 ปี

ราชโอรส ราชธิดา[แก้]

พระยาธรรมลังกา มีเจ้าราชโอรสและราชธิดา รวม 17 พระองค์ อยู่ในราชวงศ์ทิพย์จักร มีพระนามตามลำดับ ดังนี้

  1. เจ้าหญิงศรีปิมปา
  2. พระเจ้ามโหตรประเทศ (นามเดิม เจ้าหนานมหาวงส์) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 5 เป็นพระอัยกา (ตา) ในเจ้าจอมมารดาทิพเกสร ในรัชกาลที่ 5 และพระไปยกา (ตาทวด) ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิลกนพรัฐ กรมหมื่นสรรควิสัยนรบดี พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
  3. พระยารัตนอาณาเขต (น้อยคำแสน) (นามเดิม เจ้าน้อยคำแสน) เจ้าเมืองเชียงราย
  4. เจ้าอุปราช (หน่อคำ) เจ้าอุปราชนครเชียงใหม่ - เจ้าปู่ใน "เจ้าไชยสงคราม (สมพมิตร ณ เชียงใหม่)" ซึ่ง "เจ้าไชยสงครามฯ" เป็นเจ้าปู่ใน ธวัชวงศ์ ณ เชียงใหม่, อดีตรัฐมนตรีฯ" และเป็นเจ้าตาทวดใน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร, อดีตนายกรัฐมนตรี และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
  5. เจ้าน้อยพรหมา
  6. เจ้าหนานอินตา
  7. เจ้าน้อยมหาพรหม
  8. เจ้าสุธรรมมา
  9. เจ้าปทุมมา
  10. เจ้าคำทิพย์ - ชายาเจ้าน้อยจักรคำ ณ เชียงใหม่ ราชโอรสในพระยาคำฟั่น ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 3
  11. เจ้าบัวคำ - รับราชการฝ่ายในเป็นเจ้าจอมใน ร.3 (ไม่มีพระราชโอรส พระราชธิดา) [6]
  12. เจ้าองค์ทิพย์
  13. เจ้ากาบแก้ว
  14. เจ้าบุญปั๋น - เจ้ามารดาใน "เจ้าหลวงมหาวงศ์ ณ เชียงใหม่, พระยามหิทธิวงศา เจ้าเมืองฝาง"
  15. เจ้าเกี๋ยงคำ ตุงคนาคร - ชายา "เจ้าราชภาติกวงษ์ น้อยดวงทิพย์ ตุงคนาคร, เจ้าราชภาติกวงษ์นครลำพูน" เจ้านายราชวงศ์มังราย จากเมืองเชียงตุง ซึ่งอพยพเข้ามาอยู่นครเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2348 ได้รับพระราชทานนามสกุลจาก ร. 6
  16. แม่เจ้าแก้วยวงคำ, เทวีใน เจ้าหลวงหนานสุยะ, พระยารัตนอาณาเขต เจ้าเมืองเชียงราย
  17. เจ้าจันทร์เป็ง ณ เชียงใหม่

พระราชกรณียกิจ[แก้]

เจ้าหลวงเชียงใหม่แห่ง
ราชวงศ์ทิพย์จักร
King Kawila.jpg พระเจ้ากาวิละ
King dummalungka.jpg พระยาธรรมลังกา
King kumfun.jpg พระยาคำฟั่น
King putthawong.jpg พระยาพุทธวงศ์
King mahoteprathed.jpg พระเจ้ามโหตรประเทศ
King Kawiloros.jpg พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์
King Intawichayanon.jpg พระเจ้าอินทวิชยานนท์
King Intawaroros.jpg เจ้าอินทวโรรสสุริยวงษ์
King Kaew Naowarat.jpg เจ้าแก้วนวรัฐ
    

การศาสนา[แก้]

ในรัชสมัยของพระเจ้ากาวิละ ได้ร่วมกับเจ้าน้อยธรรมลังกา และขุนนางไพร่ฟ้าในการสร้างวิหารในวัดอินทขีลที่เวียงป่าซาง และวิหารวัดอินทขีล ในกลางเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2337 ต่อมาในปี พ.ศ. 2360 เจ้าหลวงธรรมลังกา เห็นว่ากู่ลาย วัดพระสิงห์ ได้ทรุดโทรมลงไปมาก จึงดำรให้มีการซ่อมแซมและขุดแต่งพระเจดีย์ดังกล่าว และได้พบของมีค่าเป็นอันมาก ซึ่งก็ให้บรรจุไว้ในที่เดิมแล้วปฏิสังขรณ์พระเจดีย์นั้นต่อจนเสร็จแล้วจึงมีการฉลองใหญ่ และในปีเดียวกันก็ได้สร้างวิหารจตุรมุขของวัดพระธาตุศรีจอมทองขึ้นใหม่ โดยทำการยกเสาเมื่อเดือนหกเหนือ ขึ้น 13 ค่ำ ตรงกับวันพฤหัสบดี พร้อมกันนั้นได้สร้างมณฑปของเสาอินทขีล ที่บริเวณวัดเจดีย์หลวง และยังเริ่มก่อสร้างสถูปในที่ท่ามกลางอุโบสถภิกขุนีในวัดพระสิงห์ และได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในเดือนแปดเหนือ ขึ้น 10 ค่ำ ปี พ.ศ. 2361

ในปี พ.ศ. 2362 เจ้าหลวงได้ดำริให้มีการฉลองใหญ่ในวัดอุโมงค์ วัดดวงดี วัดสะเพา และวัดพันเท่า ในงานนี้มีการฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ และในเดือนแปดเหนือ ได้ดำริให้ยกเสาวิหารวัดป้านพิง วัดดอกคำ วัดเชียงยืน และวัดบุพผาราม อีกทั้งได้มีการก่อสร้างกำแพงวัดพระธาตุศรีจอมทองด้วย

ในปี พ.ศ. 2363 เจ้าหลวงธรรมลังกา ได้ไปนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้สร้างวิหารคร่อมรอยพระพุทธบาทนั้น ในเดือนหกเหนือแรม 8 ค่ำ และจากนั้นจึงได้ไปนมัสการพระบาทเจ้าข่วงเพา และสร้างพระพุทรูปขนาดใหญ่ในวัดพระสิงห์

ในปี พ.ศ. 2365 ได้ทำบุญฉลองพระอุโบสถวัดเจดีย์หลวง และในปีเดียวกันนี้เจ้าหลวงธรรมลังกา ได้ทรงผนวชที่วัดเชียงมั่นด้วย ในปีถัดมาได้ทรงดำริให้อัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญที่อยู่ในวัดร้างนอกเขตกำแพงเมือง เข้ามาไว้ในตัวเมือง เช่น พระเจ้าแฅ่งฅม ไว้ที่วัดศรีเกิด

การขุดเหมือง[แก้]

เมื่อปี พ.ศ. 2360 ได้ทรงดำริให้เสนาข้าราชการและประชาชนขุดเหมือง 3 สาย โดยเริ่มที่จุดรับน้ำจากแจ่งหัวลินไปทางแจ่งสรีภูมิ แล้ววนไปทางแจ่งคะท้ำ สายที่สองไปตามถนนหลวงหน้าวัดดับภัยและวัดพระสิงห์ลงไป สายที่สามเลียบตามเชิงเทินทิศตะวันตกไปทางใต้ ผ่านด้านเหนือของ "หอคำ" แล้วเลี้ยวออกท่อที่แจ่งคะท้ำหน้าวัดซานมูน (วัดทรายมูลพม่า ในปัจจุบัน) โดยให้ก่ออิฐทั้งสองข้างของลำเหมืองทุกสาย ประชาชนในตัวเมืองได้ใช้ประโยชน์จากลำเหมืองทั้งสามสาย

การบูรณะกำแพงเมือง[แก้]

ในยุคของเจ้าหลวงธรรมลังกา ได้มีการบูรณะซ่อมแซมกำแพงเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2361 ซึ่งกำแพงดังกล่าวถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ากาวิละ (พ.ศ. 2339) โดยการบูรณะกำแพงเมือง เริ่มการขุดลอกคูเมืองตั้งแต่แจ่งกูเรืองไปจนถึงประตูไหยา มีความยาว 606 วา จนถึงปี พ.ศ. 2363 ได้เริ่มก่อสร้างกำแพงเมือง โดยเริ่มก่อสร้างในเวลารุ่งเช้า มีการยิงปืนใหญ่สามนัด นิมนต์ครูบาสมเด็จวัดผ้าขาว ครูบาจันทรังสี วัดพระสิงห์ และพระสงฆ์อีก 19 รูป สวดมนตรี์ โปรยน้ำโปรยทราย และเริ่มก่อสร้างจากแจ่งสรีภูมิเวียนไปทางซ้าย

ฐานันดรศักดิ์และพระอิสริยยศ[แก้]

  • พ.ศ. 2289 - 2317: เจ้าน้อยธัมมลังกา ณ ลำปาง
  • พ.ศ. 2317 - 2325: พระยาราชวงศ์เมืองนครลำปาง
  • พ.ศ. 2325 - 2359: พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่
  • พ.ศ. 2359 - 2365: พระยาเชียงใหม่

อ้างอิง[แก้]

  1. รุ่งพงษ์ ชัยนาม. ประวัติศาสตร์ล้านนา : ประวัติศาสตร์ไทยที่คนไทยไม่ค่อยมีโกาสได้ศึกษา. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
  2. วงศ์สักก์ ณ เชียงใหม่, บรรณาธิการ, เจ้าหลวงเชียงใหม่, 2539, เชียงใหม่ : คณะทายาทสายสกุล ณ เชียงใหม่
  3. หนานอินแปง. พระราชชายา เจ้าดารารัศมี. กรุงเทพฯ : บางกอกบุ๊ค, 2546
  4. วรชาติ มีชูบท (2556) เจ้านายฝ่ายเหนือ และตำนานรักมะเมียะ กรุงเทพฯ : สร้างสรรค์บุ๊ค หน้า 4
  5. พงศาวดารลาวเฉียง ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค)
  6. พิเชษ ตันตินามชัย. "เจ้าหญิงเชียงใหม่" ศิลปวัฒนธรรม 26 : 2 ธันวาคม 2547.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  • ปราณี ศิริธร ณ พัทลุง. เพ็ชร์ล้านนา. (ครั้งที่ 2) เชียงใหม่ :ผู้จัดการ ศูนย์ภาคเหนือ, 2538.
  • สมหมาย เปรมจิตต์, สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ตำนานสิบห้าราชวงศ์ (ฉบับสอบชำระ) . เชียงใหม่: มิ่งเมือง, 2540.
  • เจ้าวงศ์สัก ณ เชียงใหม่, คณะทายาทสายสกุล ณ เชียงใหม่. เจ้าหลวงเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), 2539.
  • คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ , นาวาอากาศเอก. เจ้านายฝ่ายเหนือ. [1]
ก่อนหน้า พระยาธรรมลังกา ถัดไป
พระเจ้ากาวิละ 2leftarrow.png เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่
(พ.ศ. 2359 - พ.ศ. 2365)
2rightarrow.png พระยาคำฟั่น