ข้ามไปเนื้อหา

ปืนเล็กยาวต่อสู้รถถังบอยส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไรเฟิลต่อต้านรถถังบอยส์
ปืนไรเฟิลต่อต้านรถถังบอยส์ รุ่น Mk I
ชนิดไรเฟิลต่อต้านรถถัง
ชาติกำเนิดสหราชอาณาจักร
บทบาท
ประจำการพ.ศ. 2480-2486
ผู้ใช้งานSee Users
ผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามฤดูหนาว
ประวัติการผลิต
ช่วงการออกแบบพ.ศ. 2480
ผู้ผลิตRoyal Small Arms Factory
ช่วงการผลิตพ.ศ. 2480–2483
จำนวนที่ผลิต~62,000
รุ่นย่อยMk I, Mk II
ข้อมูลจำเพาะ
มวล35 ปอนด์ (16 กิโลกรัม) ไม่ได้มีการบรรจุ
ความยาว5 ฟุต 2 นิ้ว (1.575 เมตร)
ความยาวลำกล้อง36 นิ้ว (910 มม); รุ่นสำหรับหน่วยทหารพลร่ม: 30 นิ้ว (762 มม)

กระสุนKynoch & RG .55 Boys
ขนาดลำกล้อง(เส้นผ่าศูนย์กลางกระสุน) .0.5507 นิ้ว (13.99 มม) (9/16 นิ้ว) [1]
การทำงานดึงลูกเลื่อนก่อนยิง
อัตราการยิง~10 นัด/นาที
ความเร็วปากกระบอกMk I: 747 เมตร/วินาที (2,450.1 ฟุต/วินาที) Mk II: 884 เมตร/วินาที (2,899.5 ฟุต/วินาที)
ระยะหวังผลพลังการเจาะ 23.2 มม ที่ 90° 100 หลา (91 เมตร)[2] พลังการเจาะ 18.8 มม ที่ 90° 500 หลา (460 เมตร)[2]
ระบบป้อนกระสุนแม็กกาซีนถอดออกได้แบบกล่อง บรรจุ 5 นัด
ทหารอาสาสมัครชาวสวีเดนที่ถือปืนบอยส์ในสงครามฤดูหนาว
การยิงฝึกซ้อม
ภาพโปสเตอร์สงครามโลกครั้งที่สองของอเมริกาที่มีภาพทหารอังกฤษถือปืนไรเฟิลบอยส์

ไรเฟิล,ต่อต้านรถถัง, .55ไอเอ็น, บอยส์ เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "ปืนไรเฟิลต่อต้านรถถังบอยส์" (หรือเรียกง่ายๆ ว่า บอยส์) เป็นปืนไรเฟิลต่อต้านรถถังสัญชาติบริติชที่ถูกใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มันมักจะถูกเรียกชื่อเล่นว่า "ปืนช้าง" โดยผู้ใช้งาน เนื่องจากขนาดของมันและขนาดลำกล้องของมัน[3]

ปืนเหล่านี้มีรุ่นสามหลักของบอยส์: รุ่นแรกคือ (มาร์ค 1) ซึ่งมีปากกระบอกปืนแบบหัวกลมเพื่อลดแรงรีคอยล์ และโมโนพอดแบบรูตัวที ถูกสร้างขึ้นเป็นหลักที่บริษัทผลิตอาวุธขนาดเล็กเบอร์นิงแฮม (BSA)ในอังกฤษ รุ่นต่อมา (มาร์ค 1*) ถูกสร้างขึ้นเป็นหลักที่ John Inglis and Company ในโทรอนโต, รัฐออนแทรีโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งมีปากกระบอกปืนแบบสี่เหลี่ยมรูปทรงคล้ายฮาโมนิก้าเพื่อลดแรงรีคอยล์ และขาตั้งปืนแบบรูปตัววี และรุ่นที่สามที่ถูกทำขึ้นสำหรับกองกำลังทหารโดดร่มซึ่งมีลำกล้องขนาด 30 นิ้ว (762มม) และไม่มีปากกระบอกปืนเพื่อลดแรงรีคอยล์ นอกจากนี้ยังมีการใช้กระสุนที่แตกต่างกันออกไป โดยรุ่นต่อๆ มาแสดงให้เห็นถึงการเจาะเกราะที่ดีกว่า

แม้ว่าจะมีปริมาณที่เพียงพอที่จะต่อกรกับรถถังเบาและรถถังขนาดเล็ก (tankettes) ในช่วงแรกของสงคราม ต่อมาบอยส์นั้นไม่สามารถยิงทะลุเจาะเกราะกับยานพาหนะที่มีเกราะหนากว่าและได้ถูกเลิกใช้งานไป จากนั้นก็ได้หันไปใช้เครื่องยิงจรวดต่อต้านรถถังแบบ PIAT ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแทนระหว่างสงคราม


ผู้ใช้

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. Huon 1988, pp. 339–340.
  2. 1 2 Boys Anti-Tank Rifle Mk.I, 1942, Small Arms Training, Volume I, Pamphlet No.5
  3. Henderson 1958, p. 18.
  4. "Boys Mark 1 Anti tank Rifle". awm.gov.au. Australian War Memorial.
  5. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ Chinese
  6. Bishop 2002, p. 212
  7. Sam Katz (1988). Israeli Elite Units since 1948. Osprey Publishing. p. 6. ISBN 9780850458374.
  8. 1 2 Bishop 2002, p. 213
  9. Sumner, Ian (25 Aug 2001). The Indian Army 1914–1947. Elite 75. Osprey Publishing. p. 62. ISBN 9781841761961.
  10. Battistelli 2013, p. 32
  11. Stack, Wayne; O’Sullivan, Barry (20 Mar 2013). The New Zealand Expeditionary Force in World War II. Men-at-Arms 486. Osprey Publishing. p. 45. ISBN 9781780961118.
  12. Zaloga, Steven J. (1982). The Polish Army 1939–45. Men-at-Arms 117. Osprey Publishing. p. 22. ISBN 9780850454178.
  13. Zaloga & Ness 1998, p. 197.
  14. Pegler 2010, p. 55.
  15. Vukšić, Velimir (July 2003). Tito's partisans 1941–45. Warrior 73. Osprey Publishing. p. 25. ISBN 978-1-84176-675-1.