ประวัติศาสตร์ของมวยปล้ำอาชีพในสหรัฐ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประวัติศาสตร์ของมวยปล้ำอาชีพในสหรัฐ เริ่มตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1920 ที่ถูกมองว่าเป็นกีฬาที่ถูกกฎหมาย

ในเวลาต่อมาถึงยุคโทรทัศน์คริสต์ทศวรรษ 1950 และโทรทัศน์เคเบิลในคริสต์ทศวรรษ 1980 มวยปล้ำอาชีพเริ่มปรากฏในสื่ออย่างเต็มตัว โดยเข้าถึงผู้ชมได้ไม่มากนัก และกลายเป็นปรากฏการณ์สากลที่มีการขยายตัวของ เวิลด์ไวด์เรสต์ลิงเฟดดิเรชั่น (WWF) ตลอดช่วงคริสต์ทศวรรษ 1990 มวยปล้ำอาชีพประสบความสำเร็จทั้งในด้านผู้ชมและความสำเร็จทางการเงินในช่วงเวลาที่มีการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างการแข่งขัน เช่น WWF ,เวิลด์แชมเปี้ยนชิพเรสต์ลิง, และเอ็กซ์ตรีมแชมเปียนชิพเรสต์ลิง

ลักษณะของมวยปล้ำอาชีพเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเพื่อให้เหมาะกับโทรทัศน์เพิ่มลักษณะของตัวละคร และคาแรกเตอร์ โทรทัศน์ยังช่วยนักมวยปล้ำหลายคนบุกเข้าไปในสื่อกระแสหลักกลายเป็นดาราที่มีอิทธิพลและไอคอนของวัฒนธรรม ในสหรัฐ ยุคทองแรกของมวยปล้ำอาชีพในคริสต์ทศวรรษ 1940-1950 ซึ่งมี Gorgeous George เป็นความนิยมหลัก ตามมาในยุคทองที่ 2 ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 – 1990 ที่มีความนิยมหลักคือ Ric Flair, Andre the Giant, Hulk Hogan, Shawn Michaels, Bret Hart, Sting, The Undertaker, Stone Cold Steve Austin, The Rock, Kurt Angle, และTriple H

จุดเริ่มต้น (คริสต์ทศวรรษ 1860 –1940)[แก้]

Carnival days[แก้]

มวยปล้ำอาชีพในมุมมองของนักแสดงที่จ่ายเงิน เพื่อชมความบันเทิงในการแข่งขัน เริ่มขึ้นในช่วงหลังสงครามกลางเมืองอเมริกา ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1860 และ 1870

ยุค "Farmer" Burns and Frank Gotch[แก้]

ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 - ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มวยปล้ำถูกครอบงำโดยMartin "Farmer" Burns และลูกศิษย์ของเขา Frank Gotch

การขยายตัว (คริสต์ทศวรรษ 1920 -1930)[แก้]

การขยายตัวของสมาคมมวยปล้ำ[แก้]

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1887 Evan Lewis ชนะ Joe Acton ในการชิงแชมป์ American Catch-as-Catch-Can championship ในเมืองชิคาโก[1] ในเวลาต่อมา สมาคมมวยปล้ำทุกแห่งได้สร้างตำแหน่งแชมป์ขึ้นมาเอง ขณะที่สมาคมกำลังพยายามจะกลายเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงการคว้าแชมป์จากคู่แข่งให้สำเร็จ

ในคริสต์ทศวรรษ 1930 และ 1940 สมาคมมวยปล้ำขนาดเล็กมีการแข่งขันที่รุนแรงซึ่งมักขโมยและ "บุกรุก" บริษัทคู่แข่งเพื่อเอาชนะแฟน ๆ ด้วยการแข่งขันระหว่างสมาคมที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ ในปี ค.ศ. 1948 มวยปล้ำได้ก้าวสู่ยุคใหม่หลังจากที่มีการควบรวมกิจการกันระหว่าง บริษัทมวยปล้ำอิสระ ทีเป็นที่รู้จักในฐานะ National Wrestling Alliance (NWA) ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1940 - 1950 NWA เลือก Lou Thesz เพื่อรวมแชมป์โลกต่างๆ ให้เป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวท เส้นเดียวกัน

ยุคโทรทัศน์ (คริสต์ทศวรรษ 1950 –1970)[แก้]

หลังจากการถือกำเนิดขึ้นของโทรทัศน์การแข่งขันมวยปล้ำอาชีพเริ่มออกอากาศทั่วประเทศในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1950 ในการเข้าถึงแฟนๆมากกว่าเดิม โดยเป็นช่วงเวลาของมวยปล้ำอาชีพที่ขยายมากขึ้น เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของประเทศ ทำให้เป็นรูปแบบความบันเทิงที่ได้รับความนิยมและร่ำรวยกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเรียกว่า ยุคทอง สำหรับอุตสาหกรรมมวยปล้ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวละคร และความเป็นมืออาชีพของนักมวยปล้ำอันเป็นผลมาจากการอุทธรณ์ของโทรทัศน์

Gimmick characters[แก้]

ความสามารถในการแข่งขันลดลง[แก้]

การชะลอตัวในระดับปานกลาง[แก้]

การขยายตัว (1980 - ปัจจุบัน)[แก้]

ความเฟื่องฟูของมวยปล้ำอาชีพในคริสต์ทศวรรษ 1980[แก้]

มันเดย์ไนท์ วอร์ (1995–2001)[แก้]

ดูบทความหลักที่: มันเดย์ไนท์ วอร์
Stone Cold Steve Austin ถูกเรียกเป็นหน้าตาของ Attitude Era, ในช่วงเวลา Monday Night Wars WWE เปลี่ยนรูปแบบให้มากขึ้นที่มุ่งเน้นวัยรุ่น

นับตั้งแต่ต้นคริสต์ทศวรรษ 1990 การเติบโตของ WWF ถูกขัดขวางโดยแบรนด์คู่แข่ง และคู่แข่งทางกฎหมายที่จู้จี้ คู่แข่งที่ใหญ่ที่สุดมาจาก WCW ซึ่งเป็นการแข่งขันสำหรับแฟน ๆ และมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมในช่วงปี 1997 ถึง 1998 WWF ถูกบังคับให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบ เพื่อเอาชนะการแข่งขันปรับปรุงรูปแบบ ด้วยคาแรกเตอร์แบบนองเลือดความรุนแรง,หยาบคาย ,เซ็กส์ มากขึ้น ในการเข้าสู่ยุคของ Attitude Era ได้อย่างรวดเร็ว ครอบงำรูปแบบของคู่แข่ง มุ่งเน้นไปทางวัยรุ่นที่มากขึ้นกว่าที่เคยมีมา และทำให้ WWF ฟื้นสถานะเป็น บริษัทชั้นนำของมวยปล้ำ

ภาพพจน์ของ WCW เปลี่ยนไปเมื่อ เอริก บิสชอฟฟ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองประธานกรรมการผู้บริหารของ WCW ในปลายปี ค.ศ. 1993 เขาได้เซ้นสัญญากับอดีตนักมวยปล้ำสตาร์ของ WWF ดังมาหลายคน ทำให้ WWF เริ่มประสบปัญหาทันที และเริ่มสร้างสตาร์ใหม่ มันเดย์ไนท์ วอร์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1995 เมื่อ WCW เริ่มต้นรายการ ดับเบิลยูซีดับเบิลยู มันเดย์ ไนโตร โดยแข่งกับ ดับเบิลยูดับเบิลยูอี รอว์ ในขณะที่การเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของสงครามได้ขยายตัวขึ้นในปี ค.ศ. 1996 และการก่อกำเนิดของกลุ่มนักมวยปล้ำอธรรม นิวเวิลด์ออร์เดอร์ และช่วยให้ WCW ได้รับชัยชนะเรตติ้ง เมื่อพวกเขากลายเป็นกลุ่มมวยปล้ำอาชีพที่มีอิทธิพลมากที่สุด

ในขณะที่การแข่งขัน WWF และ WCW มีการผลิตสมาคมที่ 3 กำลังเติบโตขึ้นอย่างโดดเด่น NWA Eastern Championship Wrestling ได้เปลี่ยนชื่อสมาคมมาเป็ฯ "Extreme Championship Wrestling" (ECW) และออกจากสมาชิกของ NWA ECW ปรับรูปแบบมวยปล้ำมาเป็น hardcore style[2] และทำให้ผู้ชมเห็นถึงระดับความรุนแรงที่ไม่เคยเห็นในมวยปล้ำ สไตล์ที่ไม่เหมือนกันของการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และความกระหายเลือดของ ECW ทำให้แฟนๆ ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มอายุ 18 - 25 ปี

ในปี ค.ศ. 1998 WWF ได้รับแรงกระตุ้นด้วยการเริ่มต้นยุค ยุคแอตติจูด McMahon เปลี่ยนรูปแบบใหม่เป็นหัวหน้าอธรรมอย่างวางอำนาจที่รู้จักในชื่อ Mr. McMahon ในขณะที่คาแรกเตอร์ที่น่าสนใจก็คือความบาดหมางที่สมจริงของ McMahon กับ Stone Cold Steve Austin ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า เป็นบริษัทที่ทำเงินมหาศาลให้กับบริษัท และกลายเป็นนักมวยปล้ำที่ได้รับความนิยมสูงสุดของบริษัท[3] ในช่วงเวลาที่ทำให้บริษัทนี้ครองส่วนแบ่งการแข่งขันได้เป็นอย่างดี นี่อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในบรรดาโครงเรื่องของ McMahon และมันก็เกิดขึ้นเมื่อ Bischoff ได้สูญเสียความแข็งแรงของเขาในกิจการของ WCW ออสติน เป็นซูเปอร์สตาร์ชั้นนำของบริษัท ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญถึงเบียร์ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นที่ต่อต้านการใช้วีรบุรุษผู้ซึ่งต่อต้านนายจ้างของเขา

ในต้นปี ค.ศ. 1999 ทั้งสองรายการได้เรตติ้ง 5.0 ขึ้นไปและมีผู้ชมกว่า 10 ล้านคนใน Raw และ Nitro ทุกสัปดาห์ มวยปล้ำยังคงเติบโตเป็นนักมวยปล้ำทีทำสื่อกระแสหลัก ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1998 โมเมนตัมของ WWF ได้รับความนิยมในช่วงที่เหลือของสงครามโดย Raw ครอบครองเรตติ้ง Nitro ได้มากกว่า

การครอบงำของ WWE (2001– ปัจจุบัน)[แก้]

Triple H as the Undisputed WWF Champion, signifying the WWE's dominance in the industry

ในปี ค.ศ. 2001 WWF กลายเป็นบริษัทที่โดดเด่นทุ่สุดในวงการมวยปล้ำอาชีพระดับโลก หลังจากเป็นจุดจบของคู่แข่งทั้งสองราย WCW และECW เมื่อ ECW อยู่ในช่องแคบทางการเงินเมื่อต้นปีและ Heyman ถูกยื่นฟ้องล้มละลายเมื่อวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 2001[4] ส่วน WCW ยังคงสูญเสียเงินมากขึ้น และจบลงในที่สุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 2001 โดยการซื้อสมาคมของ McMahon[5] หลังจากกว่า 15 ปี ในธุรกิจและเป็นสมาคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ WWF มาจนถึงปัจจุบัน

ดูเพิ่ม[แก้]

หมายเหตุ[แก้]

  1. Keith, Scott. "The Buzz on Professional Wrestling: Book Excerpt". SLAM! Wrestling. สืบค้นเมื่อ 2009-12-01.
  2. Foley, Mick (2000). Have A Nice Day: A Tale of Blood and Sweatsocks. HarperCollins. p. 273. ISBN 0-06-103101-1.
  3. Bischoff, Eric. Controversy Creates Cash. p. 273.
  4. Loverro, Thom (2006). The Rise & Fall of ECW: Extreme Championship Wrestling. Simon and Schuster. p. 233. ISBN 1-4165-1058-3.
  5. Beekman, Scott M. (2006). Ringside: A History of Professional Wrestling in America. Greenwood Press. p. 139. ISBN 0-275-98401-X.

อ้างอิง[แก้]

  • Thesz, Lou; Bauman, Kit (2001). Hooker: An Authentic Wrestler's Adventures Inside the Bizarre World of Professional Wrestling. Wrestling Channel Press. ISBN 0-9706516-0-0.
  • Guttman, James (2006). World Wrestling Insanity: The Decline and Fall of a Family Empire. ECW Press. ISBN 1-55022-728-9.
  • Assael, Shaun; Mooneyham, Mike (2004). Sex, Lies, and Headlocks: The Real Story of Vince McMahon and World Wrestling Entertainment. Three Rivers Press. ISBN 1-4000-5143-6.
  • Bischoff, Eric (2006). Controversy Creates Cash. World Wrestling Entertainment. ISBN 1-4165-2729-X.

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]