บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์
BMW 750i (G12) – Frontansicht, 1. Oktober 2016, New York.jpg
ภาพรวม
บริษัทผู้ผลิตบีเอ็มดับเบิลยู
เริ่มผลิตเมื่อพ.ศ. 2520 - ปัจจุบัน
ตัวถังและช่วงล่าง
ประเภทรถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดใหญ่ (Full-size Luxury Car)
รูปแบบตัวถังซีดาน 4 ประตู
รุ่นที่คล้ายกันเอาดี้ เอ8
เล็กซัส แอลเอส
อินฟินิที คิว45
โตโยต้า คราวน์ มาเจสตา
ลินคอล์น คอนติเนนทัล
ลินคอล์น ทาวน์ คาร์
จากัวร์ เอ็กซ์เจ
มาเซราตี ควอตโตรปอร์เต
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส
นิสสัน ซิมา
ระบบส่งกำลัง
เครื่องยนต์3.0-6.0 ลิตร V6, V8, V12
ระยะเหตุการณ์
รุ่นก่อนหน้าบีเอ็มดับเบิลยู นิว ซิกส์
รุ่นต่อไปยังไม่มี

บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ (BMW 7 Series) เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดใหญ่ (Full-size luxury vehicles) เป็น รถธง (รถรุ่นที่ได้ชื่อว่าดีที่สุด โด่งดังที่สุด สมบูรณ์แบบที่สุดของรถยนต์แต่ละยี่ห้อ)ของบริษัทรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู เริ่มผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2520 จนถึงปัจจุบัน มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาแบ่งได้ 7 รุ่น (Generation) ดังนี้

รุ่นที่ 1 (E23, พ.ศ. 2520 - 2529)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่1

รุ่นแรก หรือ E23 ทุกคัน ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ ขนาดระหว่าง 2500 - 3500 ซีซี แต่รุ่นที่ขายกับลูกค้าทั่วไปนั้นเป็นขนาด 2800 ซีซีขึ้นไป ส่วนรุ่นที่ใช้เครื่อง 2500 ซีซี จะขายกับรัฐบาลหรือออร์เดอร์กรณีพิเศษอื่นๆ เท่านั้น

E23 มีเอกลักษณ์เด่นในเรื่องความล้ำยุค ล้ำสมัยมากแม้เมื่อเทียบกับรถระดับหรูอีกหลายยี่ห้อ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เด่นของ 7 ซีรีส์มาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างความทันสมัยของ E23 ที่บีเอ็มดับเบิลยูนำมาใช้ เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น คือเช่น เครื่องยนต์แบบหัวฉีด, ระบบเบรกแบบ ABS, ถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับ, ระบบกระจกไฟฟ้า และเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด เป็นต้น (ซึ่งแทบทั้งหมดมีในรถทั่วไปในปัจจุบัน แต่แทบจะหาไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียวในรถที่ขายเมื่อ 30 ปีก่อน) นอกจากนี้ ยังมีระบบ Power seat เก้าอี้ไฟฟ้า ปรับเบาะโดยใช้ระบบไฟฟ้า รวมทั้งระบบทำความร้อนในเบาะนั่ง ซึ่งยังหาไม่ได้แม้แต่ในรถยุคปัจจุบัน

บีเอ็มดับเบิลยูในตลาดส่วนใหญ่ ได้ผลิตรถรุ่น E32 มีเป็นซีรีส์ 7 แทน E23 ในปี พ.ศ. 2529 แต่ E23 ยังผลิตในทวีปอเมริกาเหนือและในประเทศญี่ปุ่นต่อไปอีกบ้างจำนวนหนึ่ง ก่อนจะเลิกผลิตไปในปี พ.ศ. 2530 รวมยอดการผลิตทั้งสิ้น 285,029 คัน

รุ่นที่ 2 (E32, พ.ศ. 2529 - 2537)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่ 2

E32 มีการติดตั้งเทคโนโลยีรถใหม่ล่าสุดของยุคนั้นลงไปในรถอีกจำนวนหนึ่ง เช่น เครื่องโทรศัพท์ เครื่องแฟกซ์ ตู้แช่ไวน์ ถูกติดตั้งลงไปในรถ และยังมีการใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด (ซึ่งรถที่ขายในยุคปัจจุบันกว่าครึ่งหนึ่งยังเป็นเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีดอยู่) ระบบจำกัดความเร็วอิเล็คโทรนิคส์ และเทคโนโลยีล้ำยุคอื่นๆ อีกมากมาย

ส่วนเครื่องยนต์ของ E32 เริ่มต้นตั้งแต่เครื่องยนต์ขนาด 3000 ซีซี 6สูบ 12วาล์ว 188แรงม้า ไปจนถึงเครื่องยนต์ 5000ซีซี 12 สูบ 24 วาล์ว 300 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ยอดการผลิตรวมทั้งสิ้น 311,068 คัน

รุ่นที่ 3 (E38, พ.ศ. 2537 - 2544)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่ 3

ในภาพยนตร์ดังถึง 3 เรื่องของยุคนั้น มีการนำ E38 ไปใช้แสดงหลายฉากพอสมควร คือ เจมส์ บอนด์ 007 พยัคฆ์ร้ายไม่มีวันตาย (นำแสดงโดย เพียร์ซ บรอสแนน),The Game เกมตาย...ต้องไม่ตาย (นำแสดงโดย ไมเคิล ดักลาส) และ The Transporter ขนระห่ำไปบี้นรก (นำแสดงโดย เจสัน สเตธัม) และยังได้สร้างความน่าสนใจขึ้นไปอีก ด้วยการที่ E38 รุ่น 750iL ในอเมริกาเหนือ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 5400 ซีซี 12 สูบ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ประเภทเดียวกับที่ใช้ในรถยนต์ระดับมหาเจ้าสัว คือ โรลส์-รอยซ์ ซิลเวอร์ เซราฟ (Rolls-Royce Silver Seraph)

E38 อัปเดตเทคโยโลยีใหม่ล่าสุดเข้าไปอีกเช่นเคย ในคราวนี้คือ ไฟหน้าแบบ HID ซึงเป็นหลอดไม่มีไส้ มีหลักการทำงานคล้ายคลึงกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ แต่อาศัยแก๊สซีนอน, ปรอท และเมทัลฮาไลด์ให้เรืองแสงขึ้น โดยจะสว่างกว่าหลอดไฟหน้าแบบฮาโลเจนทั่วไป และสีของแสงใกล้เคียงกับแสงดวงอาทิตย์มากกว่า ทำให้แยกแยะวัตถุได้ดีกว่า อีกทั้งไม่แยงตาผู้ขับขี่ที่แล่นสวนทางมาด้วย และสามารถมองได้ไกลขึ้น 30 - 40% (ซึ่งรถญี่ปุ่นส่วนใหญ่เพิ่งเปลี่ยนมาใช้หลอด HID แทนหลอดฮาโลเจนเมื่อไม่ถึง 5 ปีที่ผ่านมา)

นอกจากนี้ E38 ยังมีระบบNavigation System (ระบบแผนที่และนำทางโดยใช้การสื่อสารแบบ GPS กับดาวเทียม), ระบบเครื่องเสียงในรถแบบ Surround ด้วยลำโพง 14 ตัวรอบคัน พร้อมซับวูเฟอร์อีก 4 ตัว เพิ่มความหนักแน่นของเสียง, เครื่องเล่น CD เก็บแผ่นในเครื่องได้ 6 Disc, รวมทั้งหลังคาแบบมีมูนรูฟ (มีรูบนหลังคา มีกระจกเปิด-ปิดรูนั้นได้ เอาไว้เวลานอนดูท้องฟ้าในรถยามค่ำคืน ดูเสร็จก็ปิดกระจก)

บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่ 3 (ปรับปรุง)

ในปี พ.ศ. 2544 เมื่อขาย E38 มานานแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู ก็ได้ปล่อยข้อมูลของรถซีรีส์ 7 รุ่นต่อไปออกสู่สังคม โดยตั้งชื่อว่า E65 ปรากฏว่าหลังการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ยอดขาย E38 สูงขึ้นอย่างน่าประหลาด จากการสำรวจความคิดเห็นก็พบว่า เหล่าเศรษฐีที่รอซื้อซีรีส์ 7 รุ่นต่อไปต่างผิดหวังกับ E65 และไม่ชอบซีรีส์ 7 รุ่นต่อไปนัก จึงแห่มาซื้อ E38 ก่อนที่มันจะถูกแทนที่โดย E65 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า จนทำให้ บีเอ็มดับเบิลยูผลิตรถไม่ทัน ต้องขึ้นราคาเพื่อลดยอดขาย

รวมระยะเวลาตลอด 7 ปีที่ผลิต E38 ทำยอดขายได้ทั้งสิ้น 340,242 คัน

รุ่นที่ 4 (E65, พ.ศ. 2544 - 2551)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่ 4
บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่ 4 (ปรับปรุง)

นวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ถูกติดตั้งลงใน E65 คือระบบ iDrive ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากระบบ Navigation โดย iDrive เป็นคล้ายๆ กับระบบคอมพิวเตอร์ของเครื่องยนต์ แสดงผลโดยจอมอนิเตอร์ความละเอียดสูง สามารถใช้ปุ่มควบคุมที่อยู่ใกล้คันเกียร์ปรับแต่งค่าต่างๆ ภายในรถได้ ตั้งแต่การปรับแต่งระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ ระบบดีวีดี ระบบโทรศัพท์ ไปจนถึงระบบการตอบสนองของช่วงล่าง ปรับระบบการทรงตัว ปรับโหมดการขับขี่ ฯลฯ นอกจากเป็นตัวรับคำสั่งจากผู้ขับขี่แล้ว ยังสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ อีกทั้งเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุหรือขัดข้องจนไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ ระบบ iDrive จะส่งสัญญาณแจ้งอุบัติเหตุไปยัง BMW CallCenter โดยอัตโนมัติ พร้อมบอกพิกัดที่เกิดเหตุ หรือเมื่อมีอุปกรณ์ใดๆ ชำรุดเล็กน้อย ก็จะบันทึกข้อมูลไว้ เมื่อเจ้าของนำรถเข้าศูนย์บริการ เจ้าหน้าที่ศูนย์จะนำระบบคอมพิวเตอร์ของศูนย์มาเชื่อมกับระบบ iDrive แล้วระบบ iDrive จะรายงานในทันทีว่ามีความผิดปกติใดที่เกิดขึ้นกับรถ ตั้งแต่การชำรุดของอะไหล่ที่ซับซ้อนไปจนถึงเรื่องยางแบน ทำให้สามารถหาต้นเหตุและซ่อมได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นของการผลิต E65 ผู้ใช้รถไม่คุ้นชินกับการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนของ iDrive และตัวระบบไอไดรฟ์เองก็มีปัญหารวนอยู่บ่อยๆ เพราะเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้น ทำให้ชื่อเสียงของซีรีส์ 7 ในช่วงนี้ตกต่ำลงไปมาก จนบีเอ็มดับเบิลยู ต้องไปปรับปรุงระบบ iDrive ครั้งใหญ่ จนกระทั่งเมื่อระบบเข้าที่เข้าทางแล้ว บีเอ็มดับเบิลยูก็เริ่มการประชาสัมพันธ์หาลูกค้าอีกครั้ง รวมทั้งปรับโฉมของรถเล็กน้อยให้เข้ากับยุคสมัย โดยใช้พื้นฐานของตัวถังแบบเดิม และด้วยกลยุทธ์การตลาดที่ยอดเยี่ยม ชื่อเสียงของซีรีส์ 7 จึงเฟื่องฟูขึ้นอีกครั้ง จนสามารถขายได้อย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งหลัง และทำยอดขายได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของ 7 ซีรีส์

รุ่นที่ 5 (F01, พ.ศ. 2551 - พ.ศ. 2558)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่ 5
บีเอ็มดับเบิลยู ActiveHybrid 7
บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่ 5 (ปรับปรุง)

F01 เปิดตัวครั้งแรกที่จตุรัสแดง กลางกรุงมอสโก ราคาในประเทศไทยระหว่าง 7.6 - 15.7 ล้านบาท รุ่นนี้BMW 7 ซีรีส์ได้เปลี่ยนช่วงล่างจากแมคเฟอร์สันสตรัท ไปเป็นดับเบิ้ลวิชโบน เฉพาะด้านหน้า เพื่อการขับขี่ที่ดีขึ้น เครื่องยนต์มีให้เลือกคือ 3.0,4.4V8,5.0 V12 มีเกียร์คือเกียร์ออโต้6สปีดและ8สปีด เฉพาะ760liและActive hybrid7 ส่วนโมเดลที่เหลือจะใช้ตั้งแต่ปี2013 โดยได้มีการminor change เมื่อปี2012

รุ่นที่ 6 (G11,G12 พ.ศ. 2559 - 2565)[แก้]

บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์ รุ่นที่ 6
BMW 740Li ปรับปรุงรุ่นใหม่
BMW 745Le ปรับปรุงรุ่นใหม่
BMW M760Li

ซีรีส์ 7 ใหม่จะเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 6 ของรถยนต์หรูรุ่นนี้นับตั้งแต่ปี 1977 ที่ BMW เผยโฉมรุ่นแรกในรหัส E23 โดยจะเข้ามาทำตลาดแทนที่รุ่นที่ 5 หรือ F01/F02 ซึ่งเปิดตัวเมื่อ 7 ปีที่แล้ว สำหรับรุ่นใหม่จะมากับรหัส G11 ในรุ่นฐานล้อปกติ โดยมีความยาว 3,070 มิลลิเมตร และรหัส G12 สำหรับรุ่นฐานล้อยาว หรือ LWB ที่มีความยาว 3,210 มิลลิเมตร จุดเด่นของซีรีส์ 7 ใหม่คือ การลดน้ำหนักในส่วนของตัวรถลงด้วยการผสมผสานวัสดุที่มีน้ำหนักเบาเข้าด้วยกัน โดยมีการใช้ทั้งเหล็ก อะลูมิเนียม แม็กนีเซียม พลาสติก และคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ตัวรถลดลงจากเดิมประมาณ 200 กิโลกรัม จนกระทั่ง Klaus Frohlichผู้บริหารระดับสูงของ BMW บอกว่าเป็นรถยนต์ระดับหรูใน Segment นี้ที่มีน้ำหนักเบาที่สุด ในแง่ของมิติตัวถัง ตัวรถมากับความยาว 5,098 มิลลิเมตรในรุ่นฐานล้อปกติ กว้าง 1,902 มิลลิเมตร และสูง 1,467 มิลลิเมตร ส่วนรุ่น LWB หรือฐานล้อยาวมากับความยาว 5,238 มิลลิเมตร กว้างเท่ากัน และสูง 1,479 มิลลิเมตร ส่วนงานออกแบบมาพร้อมกับความหรูหรา และความสปอร์ตที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว และสัมผัสกันมาแล้วกับรถยนต์รุ่นเล็กอย่างซีรีส์ 3 และ 4 รวมถึงรถสปอร์ต i8 โดยเฉพาะกระจังหน้าทรงไตคู่ พร้อมไฟหน้าทรงเหลี่ยมยาวที่เรียกว่า Laserlight ในส่วนห้องโดยสารเน้นความเรียบง่ายและคงเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของ BMW พร้อมกับเสริมความล้ำสมัยเข้าไป โดยเฉพาะหน้าจอแสดงผลต่างๆ ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบ Infotainment อย่าง iDrive ที่พัฒนามาเป็นเวอร์ชัน 5.0 มีระบบชาร์จแบบไร้สายสำหรัลโทรศัพท์มือถือ และ Ambient Air package เป็นออพชั่นที่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม

ในประเทศไทย G12 เปิดตัวในงาน motor expo 2015 โดยทำตลาดดังนี้

พ.ศ. 2558

  • เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยจำหน่ายรุ่น 740Li Pure Excellence ซึ่งเป็นรุ่นนำเข้าทั้งคัน

พ.ศ. 2559

  • เปิดตัวรุ่นประกอบในประเทศ โดยจำหน่ายในรุ่น 730Ld M Sport

พ.ศ. 2560

  • เปิดตัวรุ่นสมรรถนะสูง M760Li xDrive Model V12 Excellence พร้อมเครื่องยนต์ 12 สูบ ขนาด 6.6 ลิตร อัดความแรงด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ 2 ตัว ให้กำลังสูงสุดถึง 610 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 Nm[1] จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเพียง 2 คันเท่านั้น (ผลิตจากโรงงาน BMW Group เมือง Dingolfing (ดิงโกลฟิง) ทางตอนใต้ของแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี เยอรมนี)
  • เปิดตัว 740Le xDrive Pure Excellence Plug-in Hybrid รุ่นนำเข้าในช่วงแรก ต่อมาก็จำหน่ายรุ่นประกอบในประเทศในภายหลัง
  • มีเพิ่มรุ่นย่อยเป็นรุ่น 730Ld Pure Excellence รุ่นประกอบในประเทศ
  • มีการเปิดตัว M760Li xDrive Model M Sport พร้อมชุดแต่ง M Aerodynamics ในงาน Motor Expo 2017 ราคา 13,539,000 บาท

พ.ศ. 2561

  • มีการตัดรุ่น 730Ld M Sport และ 740Li Pure Excellence ทิ้งไป
  • มีการกลับมาจำหน่ายรุ่น 730Ld M Sport อีกครั้งแต่เป็นรุ่น New Profile[2] โดยสังเกตเห็นชัดที่ล้อขนาด 19 นิ้ว แต่จะเพิ่มระบบช่วยนำรถจอดอัตโนมัติ, ระบบเปิด-ปิดบานประตูท้ายอัตโนมัติด้วยระบบไฟฟ้า, ระบบ Teleservices, ปุ่มโทรออกฉุกเฉิน (Intelligent Emergency Call) และ ระบบ Connected Drive ส่วนรุ่นย่อยอื่นๆ จะมีการปรับอุปกรณ์ โดยจะเพิ่มออปชั่นเหมือนกับตัว M Sport (New Profile) ทุกประการยกเว้นชุดแต่ง
  • มีการปรับราคารุ่น M760Li Excellence ลดเหลือ ราคา 12,499,000 บาท (จากเดิม 13,539,000 บาท)

พ.ศ. 2562

  • เปิดตัว 7-Series (G12) รหัสน้องเล็กสุดอย่าง 725Ld Pure Excellence ราคาเริ่มต้นเพียง 4,290,000 บาท

พ.ศ. 2563

  • เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย มีการปรับปรุงรุ่นใหม่ BMW 7-Series LCI (G12) และใช้ชื่อรุ่นคือ 730Ld sDrive M Sport และ 745Le xDrive M Sport
  • รุ่น 730Ld sDrive M Sport ราคา 6,139,000 บาท และ 745Le xDrive M Sport ราคา 6,439,000 บาท ซึ่งเป็นรุ่นประกอบในประเทศทั้งคัน
  • สิ้นปี 2563 นี้ ยุติการผลิต BMW M760Li xDrive V12

พ.ศ. 2565

  • เปิดตัว BMW M760i xDrive Final V12 โดยรุ่นสุดท้ายที่จะมาปิดฉากตำนาน ที่ผลิตมาจำนวนจำกัดเพียง 12 คัน สำหรับตลาด สหรัฐฯ โดยเฉพาะ ได้ประกาศว่าจะยุติการทำตลาดของเครื่องยนต์ V12 ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้

รุ่นที่ 7 (G70/G71; 2565 - ปัจจุบัน)[แก้]

ดูบทความหลักที่: BMW 7 Series (G70)

All NEW BMW 7-Series ที่หลุดมาชุดนี้ มีการอำพรางรายละเอียดบนตัวที่น้อยลง เพื่อเปิดเผยเส้นสายตัวถังให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่นในเยอรมนี เป็นสัญญาณว่า รถซีดานหรูเรือธงของค่ายใบพัดฟ้าขาวใกล้จะถึงเวลาเปลี่ยนโฉมในเร็วๆ นี้ โดยแหล่งข่าวคาดว่าการเปิดตัวจะมีขึ้นภายในปี 2022 นี้ สำหรับคันในภาพมีการติดสติ๊กเกอร์ “Hybrid Test Vehicle” ประกอบกับฝาปิดที่ชาร์จตรงซุ้มล้อฝั่งเดียวกัน ทำให้คาดการได้ว่ารถคันนี้เป็นรุ่นไฮบริดแบบเสียบปลั๊กชาร์จ หรือ PHEV และแน่นอนว่า BMW ยังเตรียมเปิดตัว รุ่นพลังงานไฟฟ้า 100% ที่จะสวมชื่อ i7 ตามมาอีกด้วย

ตามรายงานต่างๆ ระบุว่าท็อป 760i นั้นจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ผสานมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 600 แรงม้าแต่ยังไม่มีการยืนยันอะไรในตอนนี้

หลังจากที่มีภาพหลุด All NEW BMW 7-Series เวอร์ชั่น Plug-in hybrid ไปเมื่อเดือนต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก็ถึงคราว BMW เปิดผ้าคลุมอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2565 โดยเปิดตัวรุ่นขุมพลังไฟฟ้า 100% i7 ก่อน และ รุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน พร้อม Plug-in hybrid ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะไม่มีเครื่องยนต์ V12 อย่างที่เคยมีมาในรุ่น M760Li แต่จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน V8 แทน

  • 760i xDrive เครื่องยนต์เบนซิน V8 4.4 Twin-Turbocharger รหัส S68B44 พละกำลัง 552 แรงม้า 750 นิวตันเมตร พร้อมระบบ Mild Hybrid 48V มอเตอร์ไฟฟ้า 18 แรงม้า 200 นิวตันเมตร ช่วยในการออกตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ จาก ZF ขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive อัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 4.2 วินาที
  • M760e xDrive เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ แถวเรียง 3.0 เทอร์โบ รหัส B58B30M2 PHEV ให้กำลังสูงสุด 380 แรงม้า (PS) ที่ 5,200-6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 520 นิวตัน-เมตร ที่ 1,850-5,000 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 197 แรงม้า (PS) แรงบิด 280 นิวตัน-เมตร พละกำลังรวม 571 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive Plug-in Hybrid สามารถขับในโหมด EV เป็นระยะทางสูงสุดได้ 80-84 กิโลเมตร ตาม ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 4.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
  • 750e xDrive เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ แถวเรียง 3.0 เทอร์โบ รหัส B58B30M2 PHEV ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า (PS) ที่ 5,000-6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-4,700 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 197 แรงม้า (PS) แรงบิด 280 นิวตัน-เมตร พละกำลังรวม 490 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร ขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive Plug-in Hybrid ขับขี่ในโหมด EV เป็นระยะทางสูงสุดได้ 80-89 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLPT อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 4.9 วินาที
  • 740i เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ แถวเรียง 3.0 TwinPower Turbo รหัส B58B30M2 พละกำลัง 385 แรงม้า 520 นิวตันเมตร พร้อมระบบ Mild Hybrid 48V มอเตอร์ไฟฟ้า 18 แรงม้า 200 นิวตันเมตร ช่วยในการออกตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ จาก ZF พร้อม Paddle shift ผ่านล้อคู่หลัง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 5.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
  • 735i เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ แถวเรียง 3.0 TwinPower Turbo รหัส B58B30U2 พละกำลัง 290 แรงม้า 425 นิวตันเมตร พร้อมระบบ Mild Hybrid 48V มอเตอร์ไฟฟ้า 18 แรงม้า 200 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ จาก ZF พร้อม Paddle shift ผ่านล้อคู่หลัง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 6.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.
  • 740d xDrive เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ แถวเรียง 3.0 เทอร์โบ รหัส B57D30 พละกำลัง 304 แรงม้า 670 นิวตันเมตร พร้อมระบบ Mild Hybrid 48V มอเตอร์ไฟฟ้า 18 แรงม้า 200 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ จาก ZF พร้อม Paddle shift พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ BMW xDrive อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในเวลา 6.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

BMW i7[แก้]

2023 BMW i7 ปล่อยภาพทีเซอร์แรกออกมาอย่างเป็นทางการ ก่อนเปิดตัวใน วันที่ 20 เมษายน 2022 พร้อมเป็นคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Mercedes-Benz EQS นี่คือการประกาศอย่างเป็นทางการโดย BMW “พวกเราทุกคนตาตั้งตารอการเปิดตัว BMW 7 Series ใหม่ในตลาดในปีนี้ มันเป็นซีดานหรูเพียงคันเดียวที่มีตัวเลือกของระบบขับเคลื่อนให้ลูกค้าเลือก รวมทั้ง BMW i7 อันทรงพลัง ทั้งหมดคือรถยนต์ไฟฟ้า ที่เราจะนำเสนอในเดือนเมษายนนี้ ในนิวยอร์ก มิวนิก และปักกิ่ง ซึ่งเป็นสถาที่หลักของโลก” ตามรายงานล่าสุด BMW i7 จะมีแบตเตอรี่ 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีข่าวลือว่าจะมีการติดตั้งมอเตอร์สามตัวซึ่งให้กำลังรวม 740 แรงม้า สำหรับตอนนี้ BMW ได้เปร่ยว่า BMW 7 Series คือรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีกำลังมากกว่า 580 – 610 แรงม้า

ภาพทีเซอร์แสดงให้เห็นการออกแบบ i7 จะคล้ายกับ BMW iX กระจังหน้าไตขนาดใหญ่สองอัน ในวิดีโอนำเสนอ BMW ซีดานไฟฟ้า บริษัทเรียกว่า i7 พร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ L3

ในที่สุด BMW ก็ได้เปิดตัว 7-Series รุ่นที่ 7 ที่มีขุมพลังไฟฟ้า 100% ให้เลือก ในรหัส i7 xDrive60 และยังมาพร้อมกับ เวอร์ชั่นเครื่องยนต์สันดาป เบนซิน ดีเซล และ Plug-in Hybrid มาครบถ้วน

รถไฟฟ้า i7 xDrive60 มาพร้อม มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ล้อคู่หน้า-หลัง ขับเคลื่อน 4 ล้อ xDrive ชนิด permanently excited synchronous motors (PSM) แบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาด 101.7 kWh ขับขี่เป็นระยะทางสูงสุดได้ 625 กิโลเมตร พละกำลังสูงสุด 544 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 745 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 km/h ภายใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด Top Speed ที่ 240 km/h

รองรับการชาร์จ หัวแบบ Type 2 / CCS Combo กระแสสลับ AC สูงสุด 11 kW / กระแสตรง onboard charger ใช้เวลาชาร์จจาก 10%-100% ที่ 9 ชั่วโมง 30 นาที DC Fast Charging สูงสุด 195 kW หรือ จาก 10-80% ใช้เวลาเพียง 34 นาที หรือ ชาร์จ 10 นาที วิ่งได้ไกล 170 km. (มาตรฐาน WLTP)

ห้องโดยสารคือ Highlights สำคัญของ BMW i7 ความหรูหราที่มาพร้อมอุปกรณ์ใหม่มากมาย บรรยากาศภายในห้องโดยสาร พร้อมกับการเชื่อมต่อที่ครบครันผ่านเครือข่าย 5G พร้อมระบบ iDrive8 Software หน้าปัดเรือนไมล์ทรงโค้ง BMW Curved Display ขนาด 12.3 นิ้ว ที่เชื่อมต่อกับจอกลางขนาด 14.9 นิ้ว มาพร้อม BMW Interaction Bar ที่นอกจากจะทำหน้าที่เป็น ambient lighting พวงมาลัยทรงใหม่แบบ D-Shape แบบ 2 ก้าน เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง และยังติดตั้งไฟ LED ตกแต่งภายในห้องโดยสาร ambient lighting ที่สามารถปรับแต่งได้ หลังคา Sky Lounge panoramic glass roof ตกแต่งด้วยไฟ LED แบบเส้นใย จุดเด่นกับ หน้าจอขนาดเล็ก 5.5 นิ้ว ติดตั้งที่ ประตูคู่หลัง เบาะหลังแบบ Exclusive lounge เพิ่มที่รองต้นขาขนาดใหญ่ไร้รอยต่อกับเบาะรองนั่ง ผู้โดยสารตอนหลังจะพบกับหน้าจอ Theater Screen ขนาด 31.3 นิ้ว รองรับความละเอียดระดับ 8K ที่เป็นอุปกรณ์เสริม บนหลังคา เมื่อผู้โดยสารเปิดใช้งาน Theater Mode เบาะนั่งด้านหลังจะเปลี่ยนเป็นโรงภาพยนตร์ส่วนตัว ด้วยหน้าจอความละเอียด 4K ที่ติดตั้ง Amazon Fire จะถูกลดระดับลง ม่านบังแดดจะปรับตำหแหน่งสูงขึ้น เบาะจะปรับมุมที่นั่งและปรับแสงภายในรถ เพื่อช่วยมอบประสบการณ์ภาพยนตร์ขณะเดินทาง ซึ่งเบาะหลังสามารถปรับเอนได้ถึง 42.5 องศา และ ระบบเสียงพรีเมียม Bowers & Wilkins Diamond Surround Sound 1,965 watts ลำโพง 36 ตัว

  1. http://bimmer-th.com/2017/03/bmw-m760li-xdrive-to-launch-in-thailand/
  2. https://www.bmw.co.th/content/dam/bmw/marketTH/common/SPEC%20sheet/update-181128/7%20series%20(TH).pdf[ลิงก์เสีย]