ข้ามไปเนื้อหา

ลินคอล์น ทาวน์คาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ลินคอล์น ทาวน์ คาร์)
ลินคอล์น ทาวน์คาร์
ภาพรวม
ผู้ผลิตลินคอล์น (ฟอร์ดมอเตอร์)
เริ่มผลิตค.ศ. 1981 - 2011
ตัวถังและช่วงล่าง
ประเภทรถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดใหญ่ (Full-size Luxury Car)
ตัวถังซีดาน 4 ประตู
คูเป้ 2 ประตู
รุ่นที่คล้ายกันเอาดี้ เอ8
เล็กซัส แอลเอส
อินฟินิที คิว45
บีเอ็มดับเบิลยู 7 ซีรีส์
ลินคอล์น คอนติเนนทัล
จากัวร์ เอ็กซ์เจ
มาเซราตี ควอตโตรปอร์เต
โตโยต้า คราวน์ มาเจสตา
นิสสัน ซิมา
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส
ระบบส่งกำลัง
เครื่องยนต์4.6-5.0 ลิตร V8
ระยะเหตุการณ์
รุ่นก่อนหน้าลินคอล์น คอนติเนนทัล (1980)
รุ่นต่อไปลินคอล์น มาร์คเอส (2008 - 2016)
ลินคอล์น คอนติเนนทัล (2017 - 2020; indirect)

ลินคอล์น ทาวน์คาร์ (อังกฤษ: Lincoln Town Car) เป็นรถธง ของบริษัทรถยนต์ลินคอล์น (เป็นบริษัทรถยนต์ในสังกัดของ ฟอร์ดมอเตอร์) เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดใหญ่ (อังกฤษ: Full-size Luxury Sedan)

ชื่อของลินคอล์น ทาวน์คาร์ ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1922 โดยเป็นรถส่วนบุคคลที่ผลิตเป็นกรณีพิเศษให้กับ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งและประธานคนแรกของฟอร์ดมอเตอร์ ไม่มีการออกจำหน่าย แล้วชื่อทาวน์คาร์ก็หายไปพักหนึ่ง จนชื่อทาวน์คาร์ มาปรากฏอีกครั้งโดยเป็นชื่อของทริมของรถรุ่น ลินคอล์น คอนติเนนทัล ในปี ค.ศ. 1959 แต่ชื่อทาวน์คาร์ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1974 ชื่อของทาวน์คาร์เด่นชัดขึ้นเมื่อลินคอล์น คอนติเนนทัล รุ่นที่ 4 มีการแบ่งประเภทของรุ่นรถออกเป็น 2 ประเภทอย่างชัดเจน โดยรถคูเป้ 2 ประตู ใช้ชื่อว่า "คอนติเนนทัล ทาวน์ คูเป้" ส่วนรถซีดาน 4 ประตู จะใช้ชื่อว่า "คอนติเนนทัล ทาวน์คาร์"

ต่อมา ใน ค.ศ. 1981 ทาวน์คาร์ ได้แยกตัวออกมาเป็นรถรุ่นใหม่ เป็นอิสระ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของคอนติเนนทัลอีกต่อไป โดยหลังจากแยกรถทาวน์คาร์ออกมาจากรุ่นคอนติเนนทัล ทาวน์คาร์ จูกจัดเกรดว่าเป็นรถหรูหราขนาดใหญ่ และคอนติเนนทัลถูกลดเกรดลงจากรถหรูหราขนาดใหญ่เป็นรถหรูหราขนาดกลาง (อังกฤษ: Mid-size Luxury Car)

ปัจจุบันทาวน์คาร์เป็นรถลีมูซีนยอดนิยมในแถบอเมริกาเหนือ มีราคาที่ถูกกว่ารถเกรดเดียวกันของยี่ห้ออื่นๆ ที่ขายในเฉพาะในแถบยุโรป แต่มีราคาแพงที่สุดเมื่อเทียบกับรถเกรดเดียวกันของยี่ห้ออื่นๆ ในสหรัฐอเมริกา โดยมีราคาของรุ่นมาตรฐานประมาณ 46,000 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่นเกรดสูงๆ ขึ้นไปก็มีราคาแพงขึ้น และมีชุดอุปกรณ์เสริมให้เลือกมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ชุดแต่งแบบเกราะกันกระสุน ทำให้รถมีความปลอดภัยได้เทียบเท่ารถระดับประธานาธิบดี มีราคาเกือบ 100,000 ดอลลาร์ (เฉพาะชุดแต่ง ยังไม่รวมราคารถ)

กระแสตอบรับจากผู้ใช้ได้บอกว่า ทาวน์คาร์ มีตัวถังใหญ่ ภายในที่กว้างขวาง หรูหราสะดวกสบาย วัสดุภายใน คุณภาพในการขับขี่ และระบบเบรกที่มีเสถียรภาพแม้บรรทุกน้ำหนักมาก เป็นที่น่าพอใจอย่างมาก แต่ยังต้องการให้ปรับปรุงในเรื่องของอัตราเร่ง(การเร่งแซง)

ปัจจุบัน ลินคอล์น ทาวน์คาร์ มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาแบ่งได้ 3 รุ่น ดังนี้

รุ่นที่ 1 (ค.ศ. 1981 - 1989)

[แก้]
ลินคอล์น ทาวน์คาร์ รุ่นที่ 1

ทาวน์คาร์ รุ่นที่ 1 มีรูปทรงเหลี่ยม ห้องโดยสารครึ่งหลังคบุลุด้วยหลังคาไวนิล ซึ่งดูภายนอกแล้วถือว่าตกยุคเล็กน้อย แต่ภายในรถเต็มไปด้วยอุปกรณ์ตกแต่งหรูหราล้ำสมัย เช่น หน้าปัทม์รถแสดงข้อมูลด้วยหน้าจอดิจิทัลแทนเข็มชี้ และสามารถคำนวณและแสดงผลให้ผู้ขับขี่ทราบได้ว่า ด้วยปริมาณเชื้อเพลิงคงเหลือในถัง สามารถใช้วิ่งต่อไปได้อีกกี่ไมล์ก่อนจะหมด และเมื่อผู้ขับขี่ใส่ระยะทางจากจุดเริ่มต้นถึงเป้าหมายเข้าไป ระบบของรถจะเก็บข้อมูลความเร็วของการขับขี่ แล้วประเมินและแสดงผลให้ผู้ขับขี่ทราบว่าจะใช้เวลาอีกเท่าไรจะถึงที่หมาย หากใช้ความเร็วเฉลี่ยดังที่ขับมา

นอกจากนี้ยังมีระบบคีย์แพด หากเจ้าของต้องการ จะสามารถเปลี่ยนระบบการล็อก ปลดล็อกประตู และกระโปรงหลังจากระบบกุญแจเป็นระบบกดรหัสผ่าน 5 หลัก จากแผงปุ่มที่ถูกติดตั้งไว้ในรถ รวมทั้งเก้าอี้ด้านหน้าที่ปรับตำแหน่งด้วยระบบไฟฟ้า (กดปุ่ม แล้วมอเตอร์จะเลื่อนตำแหน่งเก้าอี้) ซึ่งแทบจะหาไม่ได้เลยในรถในยุคเมื่อ 30 ปีก่อน หรือแม้แต่ยุคปัจจุบัน ใน ค.ศ. 1985 ได้มีการปรับโฉมแบบไมเนอร์เชนจ์ (การปรับโฉมเล็กน้อย) และในช่วงดังกล่าวราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก จึงได้ใช้โอกาสนี้โฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มยอดขาย ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จดีพอสมควร

ในช่วงนี้ ทาวน์คาร์ ที่ขาย มี 3 ทริม คือ Base เป็นรุ่นมาตรฐาน, Signature เป็นรุ่นกลาง และ Cartier เป็นรุ่นท็อป เครื่องยนต์ที่ใช้เป็นเครื่องยนต์รุ่นวินเซอร์ วี8 ขนาด 5000 ซีซี ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ AOD 4สปีด พร้อมโอเวอร์ไดรฟ์

รุ่นที่ 2 (ค.ศ. 1990 - 1997)

[แก้]
ลินคอล์น ทาวน์คาร์ รุ่นที่ 2

ทาวน์คาร์ รุ่นที่ 2 ในช่วงปีแรกหลังเปิดตัว ใช้เครื่องยนต์วินด์เซอร์ 5,000 ซีซี วี8 มี 3 ทริมแบบเดิม คือ Base, Signature และ Cartier รูปทรงลูกเล่นใหม่ที่ถูกติดตั้งเข้าไปคือ ระบบกระจกแบบ Electrochromic Dimming Mirror เมื่อแดดจัด กระจกจะเปลี่ยนสีเป็นสีดำ มีคุณสมบัติคล้ายฟีล์มกันแดดกันความร้อน และเมื่อแดดน้อยลง กระจกจะเปลี่ยนกลับเป็นกระจกใสมองเห็นทัศนัยภาพได้ชัดเจน, ระบบจดจำพฤติกรรมการขับรถ 2 คน จดจำลักษณะการขับรถของผู้ขับขี่ได้ สามารถบอกได้ว่าผู้ที่กำลังขับขี่เป็นใคร (หรือไม่ใช่ 2 คนที่สั่งให้ระบบจดจำไว้), เวลาปรับเบาะให้เอนนอนไปข้างหลัง จะมีเบาะสำรองที่อยู่บริเวณเอวพองขึ้นมาเพื่อลดมุมระหว่างเบาะนั่งกับเบาะหลัง

ใน ค.ศ. 1991 ทาวน์คาร์ เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์รุ่นโมดูลาร์ 4,600 ซีซี วี 8 กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิด 352.5 นิวตัน-เมตร และชื่อทริม ถูกเปลี่ยน โดยทริมมาตรฐาน คือ Executive ตามด้วย Signature และ Cartier ตามลำดับ ต่อมาในปี 1993 ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ให้มีสมรรถนะเพิ่ม โดยกำลังสูงสุดเพิ่มเป็น 210 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 366.1 นิวตัน-เมตร อัตราการใช้เชื่อเพลิงเฉลี่ย 7.65 กิโลเมตรต่อลิตร ในเมือง และ 10.6 กิโลเมตรต่อลิตรบนถนนโล่ง

รุ่นที่ 3 (ค.ศ. 1998 - 2011)

[แก้]
ลินคอล์น ทาวน์คาร์ รุ่นที่ 3

ทาวน์คาร์ รุ่นที่ 3 มีการออกแบบใหม่โดยเปลี่ยนจากรถทรงเหลี่ยมเป็นแบบโค้งมน ตัวถังสั้นลง 3 นิ้ว แต่กว้างขึ้น 2 นิ้ว สูงขึ้น 1 นิ้ว และหนักขึ้น 270 กิโลกรัม

จากกระแสตอบรับจากผู้ใช้ พบว่า ทาวน์คาร์ ยังต้องปรับปรุงในรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูตกยุคเมื่อเทียบกับช่วงเวลาของแต่ละรุ่น ตั้งแต่รุ่นแรกถึงรุ่นปัจจุบัน อีกทั้งยังมีอัตราเร่งต่ำ สมรรถนะของเครื่องน้อยเกินไป(เมื่อเทียบกับน้ำหนักรถ) และระบบการเลี้ยวรถยังไม่ดีนัก แต่ถึงกระนั้น ทาวน์คาร์ ก็มีการแสตอบรับว่าเป็นรถที่กว้างขวาง ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารได้อย่างที่ยี่ห้ออื่นทำไม่ได้ และเครื่องยนต์เดินเงียบ แทบไม่มีเสียงรบกวนในห้องโดยสารขณะวิ่งรถ และเป็นรถลีมูซีนที่พบเห็นได้มากที่สุดในสหรัฐอเมริกา

ใน ค.ศ. 2003 เป็นต้นมา มีการเปลี่ยนแปลงการจัดระบบทริมไปๆ มาๆ จนในปัจจุบัน ทริมที่เป็นปัจจุบัน คือ Signature แทนรุ่น Executive, Signature Limited แทน Signature, Designer เป็นทริมใหม่ แทรกระหว่าง Signature เก่า กับ Cartier เก่า, Signature L แทน Cartier และ L Series เป็นทริมใหม่ มีระยะฐานล้อยาวกว่ารุ่นอื่นๆ 6 นิ้ว

ลินคอล์น วางแผนที่จะพัฒนาในเรื่องภาพลักษณ์ภายนอกและสมรรถนะของเครื่องยนต์ แต่ทว่า ทาวน์คาร์ ก็มีภาพลักษณ์ในเรื่องดังกล่าวในแง่ลบมาเกือบ 30 ปีแล้ว เมื่อพูดถึงชื่อทาวน์คาร์ ผู้ที่รู้จักแม้จะนึกถึงรถที่สะดวกสบาย แต่ก็จะนึกถังรถที่เชื่องช้า สมรรถนะต่ำ รูปทรงตกยุคด้วย หากจะออกแบบรถรุ่นใหม่โดยที่ปรับปรุงข้อเสียดังกล่าวได้ ชื่อของทาวน์คาร์ ก็จะเป็นตัวถ่วงความมั่นใจของผู้ซื้อ ดังนั้น ฟอร์ดมอเตอร์ จึงตัดสินใจหยุดสายการผลิตทาวน์คาร์ ในปี 2011 นี้

อ้างอิง

[แก้]