บิ๊กฟุต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บิ๊กฟุตในภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวิดีโอ ในปี ค.ศ. 1967 รู้จักกันดีในชื่อของภาพยนตร์ของแพตเตอร์สัน–กิมลิน (Patterson–Gimlin film)

บิ๊กฟุต (อังกฤษ: Bigfoot) หรือ แซสแควตช์ (Sasquatch) หรือชื่อที่แปลตรงตัวว่า "ไอ้ตีนโต" เป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เชื่อว่ามีรูปร่างคล้ายมนุษย์หรือเอป แต่มีขนดก พบในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาในทวีปอเมริกาเหนือ โดยชื่อที่เรียกมีที่จากรอยเท้าที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์แต่ใหญ่โตกว่ามาก ส่วนใหญ่บรรยายว่ามีความสูงถึง 8 ฟุต หรือ 9 ฟุต น้ำหนักอาจถึง 800 ปอนด์ มีขนดกปกคลุมทั่วตัวสีเข้ม มีแขนยาว ไร้คอ และใบหน้าเหมือนมนุษย์ มีตาแหลมคม มีพละกำลังมหาศาลสามารถทุ่มก้อนหินขนาดเท่าลูกบาสเก็ตบอลไปไกลได้อย่างสบาย[1] และมีสัตว์ลักษณะคล้ายเคียงกันที่พบในภูมิภาคอื่นของโลก เช่น ที่เทือกเขาหิมาลัยในเนปาล เรียกเป็นภาษาพื้นเมืองว่า "เยติ" (เนปาล: यती; Yeti) หรือ มนุษย์หิมะ ที่ออสเตรเลียเรียกว่า "ยาวี" (Yowie) เป็นต้น

โดยบิ๊กฟุตยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ต่างกันไปตามแต่ละชนเผ่าของอินเดียนแดง ซึ่งเป็นกลุ่มปฐมชาติของทวีปอเมริกาเหนือ เช่น "มายาเด็กเท็ก" ที่แปลได้ว่า "มนุษย์ขนดก" หรือ "มนุษย์กิ่งไม้", "หญิงตะกร้า" หรือ "ยายาริ" [1] และคำว่า "แซสแควตช์" ตั้งขึ้นมาเมื่อปี ค.ศ. 1920 โดยเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันในแคนาดา โดย เจ. ดับเบิลยู. เบิร์นส์ ครูในโรงเรียนที่บริติชโคลัมเบีย เมื่อเขาได้รวบรวมคำบอกเล่าจากอินเดียนแดงหลายคน จากหลายเผ่า ถึงสัตว์ตัวสูงรูปร่างเหมือนมนุษย์ที่ว่ากันว่าอยู่ในป่า ในชื่อที่ต่างกัน ซึ่งเขาได้รวบรวมมาและตั้งชื่อโดยผสมจากชื่อต่าง ๆ ออกเป็นคำได้ว่า แซสแควตช์[2]

การพบเห็นและความเชื่อ[แก้]

บิ๊กฟุตเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเป็นครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1811 ในประเทศแคนาดา โดย เดวิด ทอมป์สัน นักสำรวจ ระหว่างค้นหาทางน้ำระหว่างอ่าวฮัดสันจนถึงแม่น้ำโคลัมเบีย ซึ่งเรื่องนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเกี่ยวกับบิ๊กฟุต ทอมป์สันบันทึกว่า 7 มกราคม เราเริ่มเดินทางของเราต่อในตอนบ่าย และเราเจอร่องรอยของสัตว์ขนาดใหญ่ เป็นรอยเท้าที่กดบนพื้นหิมะลึกลงไปถึง 6 นิ้ว เขาวัดรอยเท้าขนาดใหญ่ที่มีทั้งหมด 4 นิ้ว และแต่นิ้วยาว 4 นิ้ว มีรอยเล็บสั้น ๆ ส่วนปลายของเท้าจมกว่านิ้วเท้า 3 นิ้ว ส่วนส้นของรอยเท้าไม่ชัดนัก ความยาว 14 นิ้ว คูณ 8 นิ้ว ตามกว้าง อินเดียนแดงผู้ติดตามเขาคิดว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางอย่าง ส่วนทอมป์สันคิดว่าเป็นหมีกริซลีย์ตัวใหญ่ แต่ส่วนปลายของเท้าที่ใหญ่ไม่ใช่ของหมีเลย

เรื่องราวของบิ๊กฟุตที่โด่งดังและเหลือเชื่อที่สุด เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1924 โดย อัลเบิร์ต ออสแมน นักกิจกรรมชาวแคนาดา ในวัยหนุ่มเขาอ้างว่าขณะออกสำรวจป่าบริติชโคลัมเบียเพียงลำพังคนเดียว จนถึงวันที่ 6–7 เขารู้สึกว่าถูกอะไรบางอย่างติดตามและรังควานอย่างนั้นมา 3–4 คืนติดต่อกันแล้ว ทีแรกเขาคิดว่าเป็นเม่นหรือสัตว์อะไรบางอย่าง แต่เห็นชัดว่าไม่ใช่ จนกระทั่งคืนหนึ่งขณะนอนหลับ เขาก็ถูกบิ๊กฟุตตัวหนึ่งอุ้มตัวเขามาขณะที่นอนอยู่ในถุงนอน ที่ภายในบรรจุเสบียงอาหารไว้อยู่รวมถึงปืนไรเฟิลด้วย ออสแมนประมาณว่าบิ๊กฟุตอุ้มเขาไว้นานถึง 3–4 ชั่วโมง จนกระทั่งมันปล่อยเขาลงในที่ ๆ มันอยู่ซึ่งเป็นหุบเขา จนกระทั่งเขาตื่นขึ้นมาในเวลาที่คาดว่าเลย 04:00 น. มาเล็กน้อย เขาพบว่าตัวเองอยู่ในที่ ๆ มืดมาก แต่รอบตัวเขามีเสียงเหมือนพูดคุยเต็มไปหมด จนกระทั่งถึงเช้าเขาจึงได้เห็นภาพที่ชัดขึ้นว่ามันเป็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่รูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีขนดกปกคลุมทั้งตัว เนื้อตัวล่อนจ้อน อาศัยอยู่กันเป็นครอบครัว ตัวที่อุ้มเขามาเป็นบิ๊กฟุตตัวผู้ที่เป็นพ่อ มีบิ๊กฟุตตัวเมียที่เป็นแม่ และบิ๊กฟุตขนาดเล็กที่เป็นลูก ๆ อีก 2 ตัว ออสแมนเล่าว่าสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ท่าทีกลัวเขาหรือคุกคามเขาเลย และมันคงมีเหตุผลที่อุ้มตัวเขามาคงเป็นเพราะได้กลิ่นอาหารและกาแฟสำเร็จรูปที่เขาติดมาเป็นเสบียงด้วย แต่เขาก็ไม่อาจหนีไปไหนได้ และจากที่มีอาหารเพียงพอ ออสแมนต้มน้ำเพื่อจะชงกาแฟดื่มและเปิดกล่องยานัตถุ์ออกมา บิ๊กฟุตซึ่งนั่งอยู่ห่างจากตัวเขาประมาณ 10 ฟุต ก็ยื่นมือออกมาหยิบและเททั้งหมดรวมกันและกลืนเข้าปาก และมันก็คว้ากาแฟของเขาไปดื่มจนหมดกระป๋อง ซึ่งจากผลลัพธ์ของยานัตถุ์และกาแฟ ทำให้บิ๊กฟุตตัวนั้นรีบวิ่งไปหาน้ำดื่มเพื่อดับรสชาติในปาก จังหวะนี้ออสแมนจึงหลบหนีออกมาได้ ซึ่งออสแมนได้ยืนยันเหตุการณ์นี้อีกครั้งด้วยการบันทึกเป็นคำบอกเล่าด้วยเทปบันทึกเสียงในปี ค.ศ. 1966[2]

ส่วนหลักฐานแรกสุดและเก่าแก่สุดที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของบิ๊กฟุต คือ ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำของอินเดียนแดง ในเขตสงวนอินเดียนแดง ที่อยู่ห่างไปทางตอนเหนือของลอสแอนเจลิสเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง อายุก่อนการมาถึงทวีปอเมริกาเหนือของชาวยุโรปราว 500 ปี เป็นภาพของบิ๊กฟุตตัวผู้สูง 8 ฟุต และตัวเมียที่มีบิ๊กฟุตตัวเล็กที่เหมือนกับเป็นตัวลูกสูง 4 ฟุต อยู่ด้านข้างด้วย ซึ่งภาพนี้ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เป็นสัตว์ที่ผู้วาดได้พบเห็นและมีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่เป็นสัตว์ในจินตนาการ และภาพยังบอกถึงสัดส่วนความสูงของแต่ละตัวด้วย [3][1]

แผนที่แสดงการพบเห็นบิ๊กฟุต ซึ่งพบแทบทั่วสหรัฐอเมริกาในตอนเหนือ

ความเชื่อเรื่องบิ๊กฟุตของอินเดียนแดงแต่ละชนเผ่าก็แตกต่างกันออกไป เช่น เชื่อว่าเป็นจิตวิญญาณผู้พิทักษ์ป่าและชาวอเมริกันพื้นเมือง หรือเชื่อว่าบิ๊กฟุตเป็นสัตว์ดุร้าย เมื่อเผชิญหน้าห้ามจ้องตาเพราะถือเป็นการท้าทาย เพราะบิ๊กฟุตอาจฆ่าผู้ที่จ้องตามันถึงตาย หรือเชื่อว่าบิ๊กฟุตเป็นสัตว์ดุร้าย จะออกสะพายตะกร้าหวายไว้ที่หลัง จับเด็ก ๆ ที่ออกมาเล่นไกลพ่อแม่ใส่ลงตะกร้าไปเป็นอาหารเย็นของตน และมีเรื่องเล่าบอกต่อกันมาว่าบิ๊กฟุตแท้จริงแล้วไม่ใช่สัตว์ แต่เป็นมนุษย์โบราณที่เลือกจะไม่อยู่ร่วมกับมนุษย์ยุคปัจจุบัน เพราะสิ่งที่มนุษย์ยุคปัจจุบันได้ทำเอาไว้ เป็นต้น อินเดียนแดงเผ่าอาปาเช่ ที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของรัฐอริโซน่า ก็มีคำสอนบอกต่อกันว่า หากเดินเข้าไปในป่าตอนกลางคืน ให้เคาะหินหรือเคาะไม้หรือผิวปาก เพราะมนุษย์ขนดกก็จะทำเหมือนกัน เป็นการแสดงให้ทราบถึงตำแหน่งที่อยู่ของตน[4] ซึ่งเชื่อกันว่าบิ๊กฟุตสื่อสารกันด้วยวิธีการเช่นนี้ อันเป็นวิธีการสื่อสารเดียวกันกับลิงใหญ่หรือเอปชนิดอื่น ๆ ด้วย[2]

โดยรายงานการพบเห็นบิ๊กฟุตมากที่สุดเกิดขึ้นที่บริเวณคาบสมุทรโอลิมปิก รัฐวอชิงตัน[5] และในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2012 มีผู้ค้นพบรอยเท้าของบิ๊กฟุตที่ริมทะเลสาบแห่งหนึ่ง ที่เมืองลอนดอน รัฐโอไฮโอ จำนวนมากถึง 122 รอย นับว่ามากที่สุดเท่าที่มีการบันทึกมา ซึ่งรอยเหล่านี้ได้ถูกหล่อปูนปลาสเตอร์ไว้[6]

ภาพเคลื่อนไหว[แก้]

หลักฐานการพบบิ๊กฟุตครั้งสำคัญถูกบันทึกไว้ได้ในปี ค.ศ. 1967 โดยนักล่าบิ๊กฟุต 2 คน คือ โรเจอร์ แพตเตอร์สัน และ บ็อบ กิมลิน ได้ใช้กล้องวิดีโอขนาด 16 มิลลิเมตร บันทึกภาพสัตว์ขนาดใหญ่ตัวหนึ่งร่างกายคล้ายมนุษย์ตัวหนึ่งกำลังเดินผ่านทุ่งโล่งใกล้บลัฟฟ์ครีก ทางตอนเหนือของแคนาดา ไม่มีการพิสูจน์ว่าภาพวิดีโอดังกล่าวเป็นภาพจริงหรือไม่ คนที่ได้ดูภาพส่วนใหญ่ก็ยังคงเคลือบแคลงอยู่ว่าทั้งภาพที่บันทึกได้นั้นเป็นของจริงหรือไม่ ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่เชื่อและไม่เชื่อ เช่นเดียวกับภาพถ่ายต่าง ๆ ของบิ๊กฟุตที่มีผู้บันทึกไว้ในภายหลังมากมายนั่นเอง แต่กระนั้นหลายฝ่ายก็ยอมรับว่าท่าทางการเดินของสัตว์ตัวนี้เหมือนมนุษย์มากทีเดียว

ลักษณะของบิ๊กฟุตที่รวบรวมได้จากผู้ที่อ้างว่าพบเห็น สรุปได้ว่ามีรูปร่างคล้ายกอริลลา มีส่วนสูงได้ประมาณ 9 ฟุต หนักราว 600–900 ปอนด์ ลักษณะคล้ายมนุษย์แต่มีขนดกดำ ยาวปกคลุมทั้งตัวยกเว้นอุ้งมือและมีขนที่เท้าเงาเป็นมัน

หลักฐานเกี่ยวกับบิ๊กฟุตที่ดูน่าเชื่อถือน่าคงจะเป็นรอยเท้าที่พบมากกว่าหลักฐานอื่น ส่วนใหญ่จะมีขนาดยาว 16–18 นิ้ว กว้าง 7 นิ้ว ไม่มีส่วนโค้งที่อุ้งเท้า ส่วนส้นเท้า แบ่งเป็นลูกกลม ๆ 2 ลูก คาดว่าเกิดจากการปรับตัวเพื่อรองรับน้ำหนักตัวที่มาก

บิ๊กฟุตได้รับความสนใจมากถึงขนาดมีการตั้งหน่วยงานวิจัยและศึกษาขึ้นหลายแห่งเพื่อทำการศึกษาค้นคว้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เช่น The Bigfoot Field Researchers Organization (BFRO) มีการนำกล้องวิดีโอไปแอบบันทึกภาพบิ๊กฟุตในสถานที่ต่าง ๆ ที่อ้างว่าเคยมีการพบ เห็น ด้วยหวังว่าจะมีโอกาสได้หลักฐานที่น่าเชื่อถืออย่างชัดเจนหากเกิดบังเอิญจับภาพได้[7]

ในปี ค.ศ. 1997 ได้มีผู้ถ่ายภาพวิดีโอของสิ่งที่เชื่อว่าเป็นลูกบิ๊กฟุตขณะกำลังห้อยโหนต้นไม้ไว้ได้ ที่ป่าแห่งหนึ่ง ในรัฐนิวยอร์ก แต่เห็นเป็นเพียงเงาดำ ๆ โดดจากบ่าของสิ่งที่ใหญ่กว่า ภาพนี้ เจน กูดดอลล์ นักวานรวิทยาที่มีชื่อเสียงได้ดูแล้วลงความเห็นว่า นี่ไม่ใช่ชิมแปนซี[8]

ในตอนเหนือของรัฐอริโซน่า มีกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ในป่าได้บันทึกภาพของบิ๊กฟุตได้อย่างไม่เจตนา โดยบิ๊กฟุตเปิดฝากล่องใส่น้ำอัดลม หยิบน้ำอัดลมกระป๋องออกมาแล้วปิดฝา แต่คุณภาพของเทปชุดนี้ค่อนข้างพร่ามัว มองไม่ชัด เชื่อว่าเป็นบิ๊กฟุตที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นหรือยังไม่โตเต็มวัย[4]

เรื่องหลอกลวง[แก้]

มีผู้มากมายเชื่อว่า แท้จริงแล้วเรื่องบิ๊กฟุตเป็นเพียงแค่เรื่องหลอกหลวงหรือแหกตา โดยใช้คนใส่ชุดหมีหรือกอริลลา เดินผ่านไปมาเพื่อบันทึกภาพหลอกลวงมากกว่า กระนั้น ในกลางปี ค.ศ. 2008 ก็มีหนุ่มวัยรุ่นชาวอเมริกัน 2 คน อ้างว่าขณะที่พวกเขากำลังเดินป่า ก็พบกับศพของบิ๊กฟุตตัวหนึ่งโดยบังเอิญ ในป่าทางตอนเหนือของรัฐจอร์เจีย ในเดือนมิถุนายน โดยบิ๊กฟุตตัวนี้ มีความสูง 7 ฟุต 7 นิ้ว หรือราว ๆ 230 เซนติเมตร หนัก 225 กิโลกรัม และพวกเขาได้อ้างว่านำผลตรวจดีเอ็นเอเนื้อเยื่อของศพที่ทำการตรวจโดย เคิร์ต เนลสัน นักชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยมินนิโซตา ยืนยันด้วยว่า เป็นบิ๊กฟุตจริง ๆ

โดยพวกเขาอ้างว่ายังเห็นบิ๊กฟุตที่มีชีวิตอีก 3 ตัวมาเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงขณะที่พวกเขาพยายามนำศพบิ๊กฟุตตัวนี้ออกมา แต่พวกมันไม่ส่งเสียงอะไร นอกจากนี้แล้วพวกเขายังได้นำภาพถ่ายศพที่มีลักษณะเหมือนลิงตัวใหญ่ มีขนรุงรังออกมาเผยแพร่ทางเว็บไซต์ตามล่าหาบิ๊กฟุตของพวกเขาเองด้วย และบอกว่าพวกเขาเก็บศพบิ๊กฟุตตัวนี้แช่แข็งไว้ในสถานที่ไม่เปิดเผยในเมืองแอตแลนตา[9]

ซึ่งเรื่องนี้ต่อมาได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องหลอกลวงกัน[10]

ในวัฒนธรรมร่วมสมัย[แก้]

มีการอ้างอิงถึงบิ๊กฟุตในวัฒนธรรมร่วมสมัยต่าง ๆ มากมาย อาทิ เป็นตัวละครตัวหนึ่งในภาพยนตร์ชุด Star Wars ชื่อ ชิวแบคคา ซึ่งเป็นทั้งเพื่อนและผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของ ฮาน โซโล, เป็นตัวละครเอกในซีรีส์ซิทคอมชุด Harry and the Hendersons ซึ่งออกอากาศระหว่างปี ค.ศ. 199193 เป็นเรื่องราวของบิ๊กฟุตตัวหนึ่งชื่อ แฮร์รี่ ที่อาศัยอยู่กับครอบครัวเฮนเดอร์สัน หรือถูกอ้างถึงในภาพยนตร์สยองขวัญ เรื่อง Exists ในปี ค.ศ. 2014 กำกับโดย เอดูอาร์โด ซานเชส ผู้กำกับฯคนเดียวกับภาพยนตร์เรื่องดัง The Blair Witch Project[11]

และถูกอ้างอิงถึงในสารคดีของดิสคัฟเวอรีแชนแนล ในชุด Lost Tapes (นำมาออกอากาศในประเทศไทยช่วงกลางปี ค.ศ. 2009) ซึ่งเป็นสารคดีเกี่ยวเรื่องราวของสัตว์ประหลาดที่โจมตีใส่มนุษย์ชนิดต่าง ๆ ในส่วนของบิ๊กฟุตมีชื่อตอนว่า Big Foot

อีกทั้งทางช่องแอนิมอลแพลนเน็ต ยังมีสารคดีชุด Finding Bigfoot ซึ่งเป็นรายการเกี่ยวกับกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ภาคสนาม 4 คน เดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเพื่อตามพิสูจน์การมีอยู่จริงของบิ๊กฟุต ออกอากาศตั้งแต่ปี ค.ศ. 2011–ปัจจุบัน[12]

ดูเพิ่ม[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.0 1.1 1.2 S.CHAD HD3 (2016-08-09). "สารคดี - ตามล่ายักษ์ขนดก HD". Monster Quest. สืบค้นเมื่อ 2016-10-03. 
  2. 2.0 2.1 2.2 S.CHAD HD3 (2016-08-22). "สารคดี - ตำนานซาสควาทช์ HD". Monster Quest. สืบค้นเมื่อ 2016-10-03. 
  3. "Bigfoot Cave Paintings". bigfootbuzz. 
  4. 4.0 4.1 Finding Bigfoot ตอน Dances With Bigfoot, สารคดีทางแอนิมอลพลาเนท: ทรูวิชันส์
  5. Finding Bigfoot ตอน Squatch spies, สารคดีทางแอนิมอลพลาเนท: ทรูวิชั่นส์
  6. Finding Bigfoot ตอน Virgin Bigfoot, สารคดีทางแอนิมอลพลาเนท: ทรูชั่นส์
  7. "บิ๊กฟุต". เด็กดีดอตคอม. 
  8. Finding Bigfoot ตอน Baby Bigfoot, สารคดีทางแอนิมอลพลาเนท: ทรูวิชันส์
  9. "พบศพ "บิ๊กฟุต" !!!". tutorgohome. 
  10. "ยันศพ ?ไอ้ตีนโต? แหกตา คืนแชมป์ชายสูงที่สุดให้จีน". ranthong. 
  11. "Exists บิ๊กฟุตผ่านกล้องสุดสยอง หนังใหม่จากผู้กำกับ The Blair Witch Project". เอ็มไทยดอตคอม. 5 September 2014. สืบค้นเมื่อ 21 May 2016. 
  12. "Finding Bigfoot". แอนิมอลแพลนเน็ต. สืบค้นเมื่อ 21 May 2016. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]