ข้ามไปเนื้อหา

บอร์เนียวเหนือ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
บอร์เนียวเหนือ

Borneo Utara
North Borneo
1882–1963
ธงชาติบอร์เนียวเหนือ
ธงชาติ
ตราแผ่นดินของบอร์เนียวเหนือ
ตราแผ่นดิน
คำขวัญ: Pergo et Perago
(ละติน: "I undertake and I achieve”)
แผนที่แสดงอาณาเขตของบอร์เนียวเหนือ
แผนที่แสดงอาณาเขตของบอร์เนียวเหนือ
สถานะรัฐในอารักขา (1882 - 1946)
อาณานิคม (1946 - 1963)
เมืองหลวงซันดากัน (ก่อนสงคราม)
เจสเซลตัน (หลังสงคราม)
ภาษาทั่วไปมลายู, อังกฤษ
การปกครองรัฐในอารักขา
อาณานิคม
ผู้สำเร็จราชการ 
 1896 - 1901
Robert Scott
ประวัติศาสตร์ 
 บริษัทบอร์เนียวเหนือ
พฤษภาคม 1882 1882
 รัฐในอารักขา
1888
 ญี่ปุ่นรุกราน
1 มกราคม 1942
 ออสเตรเลียปลดปล่อย
มิถุนายน 1946
 สถาปนาอาณานิคม
15 กรกฎาคม 1946
 ประกาศเอกราช
31 สิงหาคม 1963
 รวมชาติกับมาเลเซีย
16 กันยายน 1963
พื้นที่
193676,115 ตารางกิโลเมตร (29,388 ตารางไมล์)
ประชากร
 1936
285000
สกุลเงินดอลลาร์บอร์เนียวเหนือ(จนถึงค.ศ. 1953)
ดอลลาร์มลายาและบอร์เนียว (หลังจากค.ศ. 1953)
ก่อนหน้า
ถัดไป
จักรวรรดิบรูไน
รัฐสุลต่านซูลู
รัฐซาบะฮ์

บอร์เนียวเหนือ เป็นรัฐในอารักขาในการดูแลของบริษัทบอร์เนียวเหนือของอังกฤษ (British North Borneo Company) ระหว่างปีค.ศ. 1882 - 1946 หลังจากนั้นจึงได้เปลี่ยนสถานะเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักรโดยใช้ชื่อว่าบอร์เนียวเหนือของอังกฤษจนถึงปีค.ศ. 1963 บอร์เนียวเหนือตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะบอร์เนียว ซึ่งก็คือรัฐซาบะฮ์ในปัจจุบัน

รัฐบอร์เนียวเหนือ

[แก้]

ในปีค.ศ. 1865 กงสุลสหรัฐประจำบรูไน ชาร์ลส์ ลี โมเสส ได้รับสัญญาเช่าดินแดนบอร์เนียวเหนือเป็นเวลา 10 ปีจากสุลต่านบรูไน อย่างไรก็ดี รัฐบาลสหรัฐหลังสงครามกลางเมืองไม่ได้สนใจที่จะแสวงหาอาณานิคมในเอเชียมากนัก โมเสสจึงได้ขายสิทธิที่ได้มาให้กับบริษัทการค้าอเมริกันแห่งบอร์เนียวซึ่งมีสำนักงานอยู่ในฮ่องกง โจเซฟ วิลเลียม ทอร์รี ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทคนหนึ่ง ได้สร้างนิคมขึ้นที่ปากแม่น้ำกีมานิส โดยตั้งชื่อนิคมนั้นว่า เอลเลนา ความพยายามที่จะหาความช่วยเหลือทางการเงินสำหรับนิคมนั้นกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ อีกทั้งยังมีโรคภัยไข้เจ็บ และบรรดาแรงงานที่อพยพเข้ามาก็อพยพหนีออกไปหมด นิคมดังกล่าวจึงดำรงมาได้ถึงปีค.ศ. 1866 เท่านั้น

ต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. 1875 ทอร์รีได้ขายสิทธิ์ดังกล่าวให้กับกงสุลจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีในฮ่องกง บารอน ฟอน โอเวอร์เบค โดยกงสุลได้ขอต่อสัญญาเพิ่มอีกสิบปีกับตำมะหงงแห่งบรูไน และยังได้ทำสัญญาทำนองเดยวกันกับสุลต่านแห่งซูลูในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 1878 และเพื่อที่จะเตรียมแผนการทางการเงินสำหรับบอร์เนียวเหนือ กงสุลได้หาการสนับสนุนทางการเงินจากพี่น้องเดนท์ อย่างไรก็ตามกงสุลก็ก็ไม่สาทารถทำให้รัฐบาลสนใจดินแดนดังกล่าวได้ หลังจากที่พยายามจะขายดินแดนดังกล่าวให้กับอิตาลีเพื่อใช้เป็นทัณฑนิคมแล้ว จึงได้ถอนตัวจากดินแดนดังกล่าว แล้วทิ้งไว้ให้อยู่ในความดูแลของอัลเฟรด เดนท์ หนึ่งในพี่น้องเดนท์ อัลเฟรด เดนท์ได้รับการสนับสนุนจากเซอร์ รูเทอร์ฟอร์ด อัลค็อคและพลเรือเอกแฮร์รี เคพเพล

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1881 พี่น้องเดนท์ได้ตั้งสมาคมท้องถิ่นบอร์เนียวเหนือของอังกฤษจำกัดและได้รับพระบรมราชานุญาตในวันที่ 1 พฤศจิกายนในปีเดียวกัน ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1882 บริษัทบอร์เนียวเหนือของอังกฤษได้เข้ามาแทนที่สมาคมดังกล่าว เซอร์ รูเทอร์ฟอร์ด อัลค็อคได้เป็นประธานคนแรกของบริษัท โดยมีอัลเฟรด เดนท์เป็นกรรมการผู้จัดการ แม้ว่าจะมีการต่อต้านจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ สเปน และซาราวักก็ตาม บริษัทบอร์เนียวเหนือของอังกฤษก็ยังก่อตั้งนิคมและจัดการบริหารดินแดนดังกล่าว บริษัทได้รับอำนาจอธิปไตยในพื้นที่และสิทธิต่าง ๆ ในพื้นที่จากสุลต่านบรูไนตามลำดับ และได้ขยายพื้นที่ไปยังแม่น้ำปูตาตัน (พฤษภาคม ค.ศ. 1884) เขตปาดัส (พฤศจิกายน ค.ศ. 1884) แม่น้ำกาวัง (กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1885) หมู่เกาะมันตานานี (เมษายน ค.ศ. 1885) และพื้นที่เพิ่มเติมในเขตปาดัส (มีนาคม ค.ศ. 1898) อีก

บริษัทได้ทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่เจริญเติบโตขึ้นโดยการสร้างสันติภาพในพื้นที่ที่มีทั้งโจรสลัดและศักดินาอย่างเข้มข้น บริษัทได้ยกเลิกระบบทาส สร้างเครือข่ายการคมนาคม ระบบสาธารณสุขและการศึกษาสำหรับประชาชน และยังได้นำผู้อพยพชาวจีนเข้ามาเพื่อเพิ่มปริมาณประชากรซึ่งมีไม่ถึงหนึ่งแสนคน ความพยายามของชาวพื้นเมืองและผู้อพยพได้ทำให้เมือง ไร่นา อุตสาหกรรมป่าไม้ ไร่ยาสูบและสวนยางเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย

รัฐในอารักขาของอังกฤษ

[แก้]

ในปีค.ศ. 1888 บอร์เนียวเหนือได้กลายเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ แต่อำนาจในการบริหารทั้งหมดก็ยังคงอยู่กับบริษัทบอร์เนียวเหนือของอังกฤษ โดยที่รัฐบาลอังกฤษมีหน้าที่เกี่ยวกับกิจการความสัมพันธืระหว่างประเทศเท่านั้น

ระหว่างปีค.ศ. 1890 - 1905 รัฐบาลอังกฤษให้ลาบวนเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของบอร์เนียวเหนือ

การปกครองของบริษัทในบอร์เนียวเหนือมีผลกระทบต่อความเจริญในภูมิภาคเป็นอย่างมาก แม้ว่าสถานการณ์ทั่วไปจะดูสงบ แต่ประชากรพื้นเมืองก็ไม่พอใจการเก็บภาษีและการที่ชาวยุโรปได้ครอบครองที่ดินในการเพาะปลูกมากขึ้น โดยการต่อต้านครั้งที่รุนแรงที่สุดคือสงครามมัต ซัลเลห์ระหว่างปีค.ศ. 1894 - 1900 และการลุกฮือในรุนดุมโดยชาวมูรุตในปีค.ศ. 1915

ระบบการบริหารของบริษัทก็เหมือนกันกับโครงสร้างบริหารงานของอาณานิคมอังกฤษแห่งอื่น ๆ โดยจะแบ่งเขตปารปกครองออกเป็น residency และและมีหน่วยย่อยลงไปเรียกว่า เขต (district) โดยในบอร์เนียวเหนือมีเพียงสอง residency เท่านั้น คือชายฝั่งตะวันออกและชายฝั่งตะวันตก ซึ่งก็มีซันดากันและเจสเซลตันเป็นศูนย์กลางของแต่ละ residency ตามลำดับ แต่ละ residency ก็แบ่งออกเป็น จังหวัด (province) ซึ่งในภายหลังเรียกว่าเขต ในปีค.ศ. 1922 residency ได้เพิ่มเป็นห้าแห่งเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้นสำหรับการพัฒนา ได้แก่ ชายฝั่งตะวันตก กูดัต ตาเวา ใน และชายฝั่งตะวันออก ซึ่ง residency แบ่งออกเป็นสิบเจ็ดเขตด้วยกัน

อาณานิคมบอร์เนียวเหนือของอังกฤษ

[แก้]