นิสสัน ซันนี่
บทความนี้ยังต้องการเพิ่มแหล่งอ้างอิงเพื่อพิสูจน์ความถูกต้อง |
บทความนี้อาจต้องการตรวจสอบต้นฉบับ ในด้านไวยากรณ์ รูปแบบการเขียน การเรียบเรียง คุณภาพ หรือการสะกด คุณสามารถช่วยพัฒนาบทความได้ |
| นิสสัน ซันนี่ | |
|---|---|
| ภาพรวม | |
| ผู้ผลิต | นิสสัน (ไอฉิ คิไก) |
| ชื่ออื่น | นิสสัน เซ็นทรา (พ.ศ. 2525–2549) นิสสัน อัลเมรา (พ.ศ. 2554–ปัจจุบัน) |
| เริ่มผลิต | พ.ศ. 2509–ปัจจุบัน |
| ตัวถังและช่วงล่าง | |
| ประเภท | รถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก (รุ่นที่ 1-5)และ(รุ่นที่ 12-13)
รถยนต์นั่งขนาดเล็ก (รุ่นที่ 6-11) |
| ตัวถัง |
|
| รุ่นที่คล้ายกัน | โตโยต้า โคโรลล่า มาสด้า 323/3 ฮอนด้า ซีวิค นิสสัน ทีด้า ฟอร์ด เลเซอร์/ฟอร์ด โฟกัส มิตซูบิชิ แลนเซอร์ เปอโยต์ 307 ซีตรอง C4 โฟล์กสวาเกน กอล์ฟ เชฟโรเลต ครูซ/เชฟโรเลต ออพตร้า สโกด้า ออกตาเวีย |
| ระยะเหตุการณ์ | |
| รุ่นก่อนหน้า | ไม่มี |
| รุ่นต่อไป | นิสสัน เซนทรา (B16) (อเมริกา) นิสสัน บลูเบิร์ด ซิลฟี่ (G11)/นิสสัน ทีด้า (C11) (เอเชีย) นิสสัน AD/Wingroad (station wagon) |
นิสสัน ซันนี่ เป็นรถขนาดเล็กของบริษัทนิสสัน เริ่มการผลิตในช่วง พ.ศ. 2509-2547 และมีนิสสัน ทีด้า และ นิสสัน อัลเมร่า เข้ามาทดแทน ในช่วงที่มีการผลิต ซันนี่เป็นคู่แข่งทางการตลาดกับ โตโยต้า โคโรลล่า, ฮอนด้า ซีวิค และ มิตซูบิชิ แลนเซอร์
จุดเด่นของ นิสสัน ซันนี่ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงรุ่นปัจจุบัน คือ การประหยัดน้ำมัน ซันนี่โดยภาพรวมแล้วถือว่าใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่าและประหยัดมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญทั้ง 3 รุ่นหลัก แต่ก็จะเสียเปรียบในเรื่องของอัตราเร่ง ซึ่งซันนี่จะไม่ค่อยเน้นความเป็นรถสปอร์ต เครื่องยนต์มีกำลังค่อนข้างน้อย สมรรถนะค่อนข้างต่ำ (เพราะแลกไปกับการประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้น)
นิสสัน ซันนี่ มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ทั้งหมด 13 Generation (รุ่น) ดังนี้

ซันนี่โฉมแรก หรือ B10 ซีรีส์ จะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ดัตสัน 1000 (Datsun 1000) เพราะในช่วงนั้น บริษัทใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า ดัทสัน แล้วเปลี่ยนเป็นนิสสันในภายหลัง เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2509 ใช้เครื่องยนต์ 988 ซีซี 56 แรงม้า ใช้เกียร์ธรรมดาซิงโครเมช 4 สปีด มีตัวถัง 2 แบบ คือ ซีดาน 2 ประตู และ รถสเตชันแวกอน ซึ่งตัวถังแต่ละแบบจะมี 2 เกรดให้เลือก คือ แบบมาตรฐาน (Standard) และ แบบพิเศษ (Deluxe)
ต่อมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2510 ได้มีการเพิ่มตัวถังรูปแบบที่ 3 คือ ซีดาน 4 ประตู และในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2511 ได้มีการเพิ่มตัวถังแบบคูเป้ (รถกึ่งสปอร์ตขนาดเล็ก แบบ 2 ประตู)

ซันนี่โฉมที่ 2 หรือ B110 ซีรีส์ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ดัทสัน 1200 (Datsun 1200) มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าโฉมแรก และประสบความสำเร็จมากขึ้น มีกระแสความนิยมใกล้เคียงกับโตโยต้า โคโรลล่า ในช่วงเดียวกันนั้น และซันนี่โฉมนี้ ได้รับการพัฒนาประสิทธิภาพเครื่องยนต์ในด้านเชื้อเพลิง ทำให้ซันนี่มีจุดเด่นในเรื่องความประหยัดน้ำมัน ซึ่งจุดเด่นตรงนี้ก็คงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน แม้รถรุ่นนี้จะผลิตในช่วงหลายสิบปีก่อนที่เทคโนโลยียังไม่พัฒนา รถรุ่นอื่น ๆ ใช้น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้ไม่ถึง 10 กิโลเมตร แต่ซันนี่โฉมนี้ น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้ 12.2 กิโลเมตรในการขับในเมือง และ 16.1 กิโลเมตรในการขับออกต่างจังหวัด
ในโฉมที่ 2 นี้ มีการผลิตรถซันนี่ในรูปแบบรถกระบะขึ้นในชื่อรุ่น Bakkie ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากไม่แพ้รถยนต์นั่ง โดยในแถบประเทศแอฟริกา Bakkie ยังมีจำหน่ายต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ก่อนที่จะเลิกขายใน พ.ศ. 2551

ซันนี่โฉมที่ 3 หรือ B210 ซีรีส์ เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ดัทสัน 120Y (Datsun 120Y) และอีกรุ่นคือ 140Y ซันนี่โฉมนี้ ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดวิกฤตราคาน้ำมันครั้งหนึ่ง ก่อนที่วิกฤตดังกล่าวจะคลี่คลายลง เพราะซันนี่มีทุนเดิมอยู่แล้วในจุดเด่นด้านความประหยัดน้ำมัน และยิ่งในโฉมนี้มีการออกแบบให้ใช้เหล็กที่บางลงและออปชันบางอย่างถูกตัดออก เพื่อลดต้นทุน ราคาของรถจึงถูกมาก จึงดึงดูดใจลูกค้าได้มาก
ในโฉมนี้ รถซีดานขายได้น้อยลง ในขณะที่รถคูเป้ขายได้ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามกระแสความนิยมในช่วงนั้น

ซันนี่โฉมที่ 4 หรือ B310 ซีรีส์ เป็นโฉมสุดท้ายที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Datsun 130Y, 150Y ซึ่งจำหน่ายควบคู่ไปกับ 120Y และ 140Y
ซันนี่โฉมนี้ สามารถใช้น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้ถึง 20 กิโลเมตร (เฉพาะรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วนเกียร์แบบอื่นๆ ไม่สามารถทำได้) เช่นเดียวกับ นิสสัน มาร์ชรุ่นปัจจุบัน
ซันนี่โฉมนี้ยังเป็นโฉมสุดท้ายที่มีการใช้ชื่อดัทสันด้วย

ซันนี่โฉมที่ 5 หรือ B11 ซีรีส์ เริ่มเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในประเทศไทย โดยกลุ่มพ่อค้ารถในไทยตั้งชื่อเล่นให้ว่า โฉม FF เนื่องจากเป็นโฉมแรกของซันนี่ และเป็นรถยนต์รุ่นแรกของนิสสันที่เปลี่ยนชื่อจากดัทสันเป็นนิสสันและยังเป็นหนึ่งในโฉมแรก ๆ ในประเทศไทยที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และนอกจากนี้ โฉมที่ 5 เป็นโฉมแรกที่ยกเลิกการใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่าดัทสัน และเปลี่ยนมาใช้ชื่อนิสสันอย่างถาวร โฉมนี้เป็นโฉมที่ทันสมัยมากในช่วงเวลานั้น ได้รับความนิยมพอสมควร แต่ก็มีกระแสในแง่ลบออกมาบ้างเล็กน้อย โดยมี รัชนก พูนผลิน เป็นพรีเซนเตอร์ ในยุคนั้น
ในญี่ปุ่น ซันนี่โฉมนี้ ขายถึงปี พ.ศ. 2529 เท่านั้น แต่ในเมืองไทยนั้นขายต่อไปจนถึงปี พ.ศ. 2539 เลยทีเดียว เนื่องจากซันนี่โฉมที่ 6 ไม่มีการส่งออกหรือผลิตในต่างประเทศมากนัก
นับตั้งแต่โฉมนี้ ไปจนถึงโฉมที่ 9 นิสสัน ซันนี่ มี 2 ชื่อที่ใช้ คือ ซันนี่ และ เซนทรา (Sentra) โดยทั้ง 2 ชื่อนั้น ไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่ต่างกัน ซึ่งในประเทศไทยเคยมีการจำหน่ายซันนี่ โดยใช้ชื่อเซนทราครั้งหนึ่ง ในช่วงโฉมที่ 7 เพื่อแยกตลาดให้ชัดเจน โดยขายควบคู่กันไปจนถึง พ.ศ. 2539 สาเหตุที่ยังคงจำหน่ายซันนี่รุ่นที่ 5 และรุ่นที่ 7 ควบคู่กันเพื่อให้ Sunny FF สามารถทำตลาดรถราคาถูกต่อไปได้ จนกระทั่งการเลิกผลิตในปี พ.ศ. 2539 เนื่องจากมีรุ่น Sunny B14 เข้ามาทำตลาดแทน
นิสสัน ซันนี่ โฉมที่ 6 หรือ B12 ซีรีส์ มีวางตลาดเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น และในประเทศไทย (ขายในชื่อ นิสสัน เซ็นทรา) มีแบบซีดาน 4 ประตูและแฮทช์แบ็ก ใช้เครื่องยนต์ตระกูล CA

ซันนี่โฉมที่ 7 หรือ B13 ซีรีส์ พบเห็นได้บ้างในประเทศไทยในปัจจุบัน และเป็นโฉมแรกที่เป็นที่รู้จักของคนไทยโดยไม่ใช้ชื่อซันนี่ โดยมีการจำหน่ายทั้งโฉมนี้และโฉมที่ 5 ควบคู่กันไป (โดยในประเทศไทยและบางประเทศ รุ่น B13 ใช้ชื่อ นิสสัน เซนทรา (อังกฤษ: Nissan Sentra)) ก่อนที่จะทดแทนโดยรุ่น B14 ในปี พ.ศ. 2538 ทำให้ Sunny FF และ B13 ต้องยุติการทำตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับ Sentra B13 มีพรีเซ็นเตอร์คือ สัญญา คุณากร, แอน ทองประสม
ซันนี่โฉมที่ 8 หรือ B14 ซีรีส์ เริ่มเป็นที่รู้จักในประเทศไทยในชื่อ “โฉมพระอาทิตย์” ในช่วงปี พ.ศ. 2538 จนถึงประมาณปี พ.ศ. 2543 โดยมี มณฑล จิรา เป็นพรีเซ็นเตอร์

โฉมที่ 9 หรือ B15 ซีรีส์ มีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับ B14 ซึ่งเป็นรุ่นต่อจาก B14 ในประเทศไทย บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) (สยามกลการในยุคนั้น) ไม่ได้นำมาทำตลาด เนื่องจากตัวถังมีขนาดเล็ก ไม่สามารถขายแข่งกับเจ้าตลาดในขณะนั้นได้ แต่ในปี พ.ศ. 2547 นิสสันได้ออกผลิตภัณฑ์รถรุ่นใหม่ คือ นิสสัน ทีด้า เข้ามา ซึ่งมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับซันนี่ และเข้ามาทดแทนรุ่นซันนี่ โดยในประเทศญี่ปุ่น นิสสันได้หยุดการผลิตรุ่นซันนี่ ในปีเดียวกับการเปิดตัวทีด้า สำหรับซันนี่ในประเทศไทย และประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชีย ได้ยกเลิกการผลิตรุ่น B14 ใน พ.ศ. 2543 และได้นำรถรุ่น นิสสัน พัลซาร์ (Nissan Pulsar) มาขายในชื่อ ซันนี่ นีโอ (Sunny Neo) ต่อจาก B15 ส่วน นิสสัน ซันนี่ (ตระกูลจริง) นั้น หลังจากได้หยุดการผลิตโฉมที่ 9 นี้แล้ว โฉมที่ 10 ยังมีการผลิตต่อเนื่องในต่างประเทศจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่มีการใช้ชื่อซันนี่ จะใช้ชื่อเซนทรา เพียงชื่อเดียว ซึ่งไม่มีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย

หลังจากที่ B15 เลิกผลิตแล้ว ในประเทศไทยรวมถึงบางประเทศ ก็ได้มีการผลิตซันนี่มาขายต่อ โดยในประเทศไทยใช้ชื่อในการขายว่า นิสสัน ซันนี่ นีโอ (อังกฤษ: Nissan Sunny Neo) โดยเป็นเพียงการยืมชื่อมาใช้ ไม่ใช่ซันนี่ตระกูลแท้ เนื่องจากแท้จริงแล้ว เป็นการนำ Bluebird Sylphy มาจำหน่าย (และในช่วงไมเนอร์เชนจ์ ได้มีการนำ Nissan Pulsar มาจำหน่ายภายใต้ชื่อเดียวกัน) โดยเริ่มจำหน่ายในปี พ.ศ. 2543

ดังที่กล่าวมาแล้ว ในช่วงซันนี่รุ่นที่ 5 หรือ B11 เป็นต้นมา ได้มีการผลิตซันนี่ แต่มีการใช้ 2 ชื่อ คือ ซันนี่ กับเซนทรา โดยทั้งสองชื่อนั้น ตัวรถไม่มีความแตกต่างกัน แต่หลังจาก B15 เลิกผลิต นิสสันยกเลิกการใช้ชื่อซันนี่ โดยหันมาใช้ชื่อเซนทราเพียงชื่อเดียว ดังนั้น แม้จะไม่ได้ใช้ชื่อซันนี่ แต่ได้พัฒนาโดยตรงจากซันนี่จึงนับได้ว่าเป็นซันนี่ตระกูลแท้ (ต่างจากกรณีของพัลซาร์และบลูเบิร์ด ซิลฟี่ ที่ใช้ชื่อซันนี่ แต่ไม่ใช่ซันนี่) แต่ไม่มีขายในประเทศไทย และไม่ประสบความสำเร็จในยุโรป ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับ Bluebird Sylphy และ Tiida ในตลาดเอเชีย
ถึงแม้ว่า นิสสัน ทีด้า จะเข้ามาขายแทนซันนี่แล้ว แต่ในประเทศจีน มีการเปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า หรือซันนี่รุ่นที่ 12 ในปี 2554 แล้ว ซึ่งจะขายเป็นรุ่นที่เล็กกว่าทีด้าเล็กน้อย ซึ่งต่อมาจะมีการเปิดตัวในหลายประเทศทั่วโลก เฉพาะประเทศไทยเท่านั้นที่จะเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น "อัลเมร่า" (Almera) และในประเทศไทยจะมีการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นขนาด 1,200 ซีซี เพื่อให้เข้าข่ายอีโคคาร์ในประเทศ ไทย ต่างจากที่ประเทศจีนและอินเดีย ที่ใช้เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี ถึงแม้ในบางประเทศจะใช้ชื่อ นิสสัน ซันนี่ แต่รุ่นนี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลซันนี่โดยตรง เป็นเพียงการยืมชื่อมาใช้ เช่นเดียวกับซันนี่ นีโอ ในประเทศไทย จโดยมีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 8–9 ตุลาคม พ.ศ. 2554 นิสสัน อัลเมร่ารุ่นนี้เป็นรถอีโคคาร์แบบซีดาน 4 ประตูรุ่นแรกของประเทศไทย โดยสาเหตุที่ใช้ชื่อว่า อัลเมร่า ในประเทศไทยเพื่อไม่ให้ซ้ำกับประเทศจีน ส่วนในประเทศญี่ปุ่น ได้เปิดตัวแล้วโดยใช้ชื่อว่า นิสสัน ลาติโอ (อังกฤษ: Nissan Latio)
Generation ที่ 13 (พ.ศ. 2562-ปัจจุบัน)
[แก้]
ประเทศไทย เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ที่เปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ (ALL-NEW NISSAN ALMERA) เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร รถยนต์นั่งส่วนบุคคลแบบซีดานขนาดเล็ก สำหรับการใช้งานในเมืองที่สมบูรณ์แบบ อัลเมร่า ใหม่ ได้รับการออกแบบภายนอกและภายในให้มีความทันสมัย เปิดตัวในงาน ‘Challenge All Beliefs’ ระดับโลกที่กรุงเทพฯ นิสสันตั้งเป้าเปลี่ยนภาพลักษณ์ของรถยนต์ซีดานในกลุ่มตลาดนี้ด้วย นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ พร้อมเพิ่มอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าไปอีกขั้น “การเปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยสำหรับนิสสันที่มีต่อภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค และการพัฒนาบุคลากรในประเทศไทยที่มีคุณภาพการผลิตระดับโลก” ยูทากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย “นิสสันกำหนดให้ อัลเมร่า ใหม่ ท้าทายทุกความเชื่อกับรถยนต์ซิตี้คาร์ และต้องการมอบเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าของนิสสัน” นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตรใหม่ ภายใต้รหัส HRA0 3 สูบ แถวเรียงแบบ DOHC (Double Overhead Camshaft) ขนาดปริมาตรความจุ 999 ซีซี ระบบเกียร์ XTRONIC CVT พร้อม D-Step Logic ช่วยให้การส่งกำลังต่อเนื่อง และลดอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และด้วยเทคโนโลยี D-Step Logic ช่วยให้การส่งกำลังมีความต่อเนื่องมากขึ้น ส่งผลต่อความรู้สึกในการขับขี่ของผู้ใช้งาน เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเกียร์ทั่วไป ตอบสนองคันเร่งได้เป็นอย่างดี ให้การเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วขึ้นแต่ยังมีการประหยัดเชื้อเพลิงที่โดดเด่นอีกด้วย
ต่อมา 2021 Nissan Almera ตัดรุ่นถูกสุดออกไป ทำราคาเริ่มต้น 509,000 แล้วในตอนนี้ เพื่อรักษาระดับยอดขายในตลาด Nissan จึงเปิดตัว Almera 1.0 Turbo รุ่นตกแต่งพิเศษ Sportech Model Year 2022 ในงาน Bangkok International Motor Show เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2565 โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างหรือระบบขับเคลื่อน มุ่งเน้นแต่เพียงการปรับรูปโฉมให้กับ Almera Sportech เป็นหลัก
รุ่นที่เลิกจำหน่าย
- 1.0 Turbo S CVT : 499,000 บาท
- 1.0 Turbo V SPORTECH CVT : 629,000 บาท
ล่าสุด Nissan (ประเทศไทย) เตรียมปรับราคาจำหน่าย Almera 1.0 Turbo ทุกรุ่นย่อย เพิ่มขึ้น 6,000 บาท อันเนื่องมาจากอัตราเงินเฟ้อซึ่งมีการปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ต้นทุนด้านวัตถุดิบ ชิ้นส่วนและราคาขนส่งสินค้าในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน โดยการปรับราคาในครั้งนี้ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2565 เป็นต้นไป สำหรับราคาเริ่มต้นจากเดิม 509,000 บาท มาเป็น 515,000 บาท
ในวันที่ 8 สิงหาคม Nissan ได้เปิดตัวรุ่น New NISSAN ALMERA Sportech-X มาพร้อมสีทูโทน สีขาว สตอร์มไวท์ หลังคาสีดำเงา ในราคา 695,000 บาท รุ่นพิเศษ จำนวนจำกัด 300 คัน
- ล้ออัลลอย ขนาด 16 นิ้ว ลายใหม่ สีดำปัดเงา พร้อมยาง BRIDGESTONE Turanza T005A ขนาด 205/55 R16
- ปลายท่อไอเสียโครเมียม
- สติ๊กเกอร์ Sportech-X เสาหลังคา B-Pillar
- สัญลักษณ์ Sportech-X บริเวณฝาท้าย, ฐานคันเกียร์ และ แผงด้านข้างประตู
- แป้นเหยียบคันเร่ง–เบรก พร้อมที่พักเท้าแบบสปอร์ต
- ไฟ Ambient Light สีแดง
- เบาะหนังสีดำ, พร้อมปูพื้น และ สคัพเพลท พร้อมสัญลักษณ์ Sportech-X
- ผลิตจำนวนจำกัด 300 คัน
- ราคาเพิ่มขึ้น 20,000 บาท (จากปกติ 675,000 บาท)
ล่าสุด Nissan (ประเทศไทย) ฉลองส่งท้ายครบ 70 ปี จัดเต็มโปรฯ ต้อนรับ Motor Expo 2022 พร้อมกับเปิดตัว Nissan Almera 70th Anniversary (รุ่นพิเศษฉลอง 70 ปี) ในราคา 685,000 บาท
- เพิ่มสติ๊กเกอร์ตกแต่งบริเวณฝากระโปรงหน้า, กระจกมองข้างสีดำ พร้อมสัญลักษณ์ 70th Anniversary, โลโก้ 70th Anniversary บริเวณฝากระโปรงท้าย และ พรมภายในห้องโดยสาร พร้อมสัญลักษณ์ 70th Anniversary
- ราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่น Sportech +10,000 บาท (จากปกติราคา 675,000 บาท)
ปรับโฉมใหม่ (2023)
[แก้]
นิสสัน อัลเมร่า รุ่นปรับโฉมปี พ.ศ. 2566 ยังคงใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร และได้รับรางวัล Car of the Year 2023 จากรุ่นปี 2022
นิสสัน อัลเมร่า เป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแบบซีดานในกลุ่มอีโคคาร์ ที่เริ่มทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 มีการปรับโฉมและเพิ่มรุ่น Sportech และในปี พ.ศ. 2559 มีการนำชุดแต่ง Nismo มาจำหน่ายเป็นทางเลือกในตลาดไทย
ในปี พ.ศ. 2562 อัลเมร่าได้รับการปรับโฉมใหม่ทั้งคัน พร้อมเปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร และมีการเพิ่มรุ่นตกแต่ง Sportech ในภายหลัง
จนมาล่าสุดในปี 2023 นี้ Nissan Almera จึงได้ทำการปรับเปลี่ยนโฉมใหม่อีกครั้ง ที่ปรับรายละเอียดการออกแบบภายนอกและภายในให้ทันสมัยขึ้น โดย Nissan Almera รุ่นไมเนอร์เชนจ์ 2023 ในตลาดเมืองไทยรุ่นล่าสุดนี้ อิงหน้าตามาจากเวอร์ชั่นที่เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา
ความเปลี่ยนแปลงของ Nissan ALMERA Minorchange (2023)
- ปรับดีไซน์กันชนหน้า และกระจังหน้าแบบ V-Motion Grille, โลโก้ Nissan รอบคัน เวอร์ชั่นใหม่
- เปลี่ยน กุญแจรีโมท ดีไซน์ใหม่ (ในรอบ 15 ปี)
- เพิ่ม สีตัวถังใหม่ สีเทานม Grey Sky Pearl มาแทนที่ สีส้ม Monarch Orange และ สีเงิน Brilliant Silver
- เปลี่ยน วัสดุตกแต่งแผงแดชบอร์ดด้านหน้า วัสดุสีนำ้เงินเข้ม (เฉพาะรุ่น V และ VL), วัสดุหุ้มพวงมาลัย เป็นหนังที่มีความนุ่มขึ้น, วัสดุบุนุ่มภายในห้องโดยสาร สีเทาฟ้า, กระจกมองหลังเป็นแบบไร้กรอบ
- เพิ่ม ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control, แท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย Wireless Charger (15W), ระบบโทรฉุกเฉิน SOS, แถบตกแต่งแผงประตู, ปุ่ม SOS บนหลังคา ระบบเชื่อมต่อ Nissan CONNECT Service Application พร้อมฟังก์ชั่น SOS / Car Finder / สั่งล็อค-ปลดล็อครถ / สตาร์ทรถ / เปิดเสียงแตร, ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ High Beam Assist (HBA), ระบบแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง Lane Departure Warning (LDW), กล้องที่กระจกบังลมหน้า สำหรับระบบ LDW, ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง Tire Pressure Monitoring System (TPMS) และ ระบบสตาร์ทรถจากรีโมท Engine Remote Start
- เพิ่ม ทางเลือกชุดแต่งรอบคัน Iconic / Ignite / Ultimate / Stylish Package
- ปรับราคาเพิ่มขึ้น (24,000 – 44,000 บาท)
- รุ่น E เพิ่มขึ้น 34,000 บาท (จากเดิม 515,000 บาท)
- รุ่น EL เพิ่มขึ้น 24,000 บาท (จากเดิม 565,000 บาท)
- รุ่น V เพิ่มขึ้น 34,000 บาท (จากเดิม 625,000 บาท)
- รุ่น VL เพิ่มขึ้น 44,000 บาท (จากเดิม 655,000 บาท)
ราคาอย่างเป็นทางการ (2023)
- 1.0 Turbo E CVT : 549,000 บาท
- 1.0 Turbo EL CVT : 589,000 บาท
- 1.0 Turbo V CVT : 659,000 บาท
- 1.0 Turbo VL CVT : 699,000 บาท
จากนั้น ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 มีการปรับเพิ่ม Option บางรุ่น และขึ้นราคารุ่น V 10,000 บาท
- เปลี่ยนมือจับประตูภายนอก รุ่น E เป็นสีดำด้าน
- เปลี่ยนวัสดุหุ้มเบาะนั่งเป็นหนังโควเล่ โมดูเร่ (Quole Modure) ลดการสะสมความร้อน ในรุ่น V
- เพิ่มระบบล็อกอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้หรืออกห่างจากตัวรถ Intelligent Key with Auto Lock & Unlock ในรุ่น V และ VL
- ปรับราคารุ่น V เพิ่มขึ้น 10,000 บาท (จากเดิม 659,000 บาท เป็น 669,000 บาท)
จากนั้น ในวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569 มีการปรับเพิ่ม Option บางรุ่น และขึ้นราคารุ่น E 24,000 บาท
- เปลี่ยน กระจังหน้าส่วนกลาง จากโครเมียม เป็น สีดำ, ชายล่างกันชนหน้า จาก สีเดียวกับตัวรถ เป็น สีดำ ทุกรุ่น
- เปลี่ยน มือเปิดประตูภายนอก จาก สีเดียวกับตัวรถ เป็น สีดำ (เฉพาะรุ่น VL)
- ลด ลำโพง จาก 4 เหลือ 2 ตำแหน่ง (รุ่น E)
- เปลี่ยน แผงประตูด้านหน้าหุ้มด้วยหนัง เป็น ยูรีเทน, ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พร้อมจอแสดงผลดิจิตอล เป็นแบบ ธรรมดา (รุ่น EL)
- เพิ่ม ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้า FCW และ ระบบเบรกอัตโนมัติ ทั้งบุคคล และ ยานยนต์ IEB ในรุ่น E
ในรุ่น V และ VL
- เปลี่ยน เบาะนั่งหุ้มด้วยหนัง สีดำ Quole Modure โควเล่ โมดูเร่ เป็น สีดำ ตกแต่งด้วยตะเข็บด้ายสีส้ม แดชบอร์ดหน้า หุ้มด้วยหนัง สีน้ำเงิน เป็น สีดำ เดินตะเข็บด้ายสีส้ม
- เพิ่ม ตะเข็บด้าย สีส้ม บริเวณแผงประตู ด้านหน้า ด้านหลัง และ ที่วางแขนตรงกลาง
อ้างอิง
[แก้]
- http://www.nissan.co.th/th/vehicles/almera.aspx เก็บถาวร 2013-10-03 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน เว็บไซต์และข้อมูลของนิสสัน อัลเมร่า หรือนิสสัน ซันนี่โฉมที่ 12