นาฬิกาวันสิ้นโลก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ดูเพิ่มเติมที่: วันสิ้นโลก

นาฬิกาวันสิ้นโลก (อังกฤษ: Doomsday Clock) เป็นหน้าปัดนาฬิกาเชิงสัญลักษณ์ โดยเป็นการเปรียบการนับถอยหลังมหันตภัยทั่วโลกที่อาจเกิด (เช่น สงครามนิวเคลียร์หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2490 โดยสมาชิกคณะกรรมการวิทยาศาสตร์และความมั่นคงของ จดหมายข่าวนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ (Bulletin of the Atomic Scientists)[1] ซึ่งได้รับคำแนะนำจากคณะกรรรมการปกครองและคณะกรรมการผู้สนับสนุน ซึ่งมีผู้ได้รับรางวัลโนเบล 18 คน ยิ่งตั้งนาฬิกาเข้าใกล้เที่ยงคืนมากเท่าใด นักวิทยาศาสตร์ก็เชื่อว่าโลกใกล้ภัยพิบัติทั่วโลกมากขึ้นเท่านั้น

เดิมนาฬิกานี้ซึ่งแขวนบนกำแพงในสำนักงานของจดหมายข่าวฯ ในมหาวิทยาลัยชิคาโก[2] เป็นตัวแทนของภัยคุกคามสงครามนิวเคลียร์ทั่วโลก ทว่า หลัง พ.ศ. 2550 ยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ[3] และพัฒนาการใหม่ในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวิตซึ่งอาจก่อภัยต่อมนุษยชาติอย่างไม่อาจกู้คืนได้[4] ค่าที่ประกาศอย่างเป็นทางการล่าสุด คือ 3 นาทีก่อนเที่ยงคืน (23:57 น.) เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 เนื่องจาก "การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ การปรับปรุงอาวุธนิวเคลียร์ทั่วโลกให้ทันสมัย และคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่พิเศษ"[5] ค่านี้ยังคงไว้ในเดือน มกราคม พ.ศ. 2559อ้างอิงผิดพลาด: ไม่มีการปิด </ref> สำหรับป้ายระบุ <ref> โรนัลด์ เรแกนผลักดันให้ชนะสงครามนิวเคลียร์โดยการเพิ่มความเข้มข้นของการแข่งขันอาวุธระหว่างอภิมหาอำนาจ สหภาพโซเวียตและพันธมิตร (ยกเว้นโรมาเนีย) คว่ำบาตรโอลิมปิกในลอสแอนเจลิสเพื่อตอบโต้การคว่ำบาตรที่มีสหรัฐนำใน พ.ศ. 2523 |- | 2531 || 6 || 23:54 ||style="color:green"| -3 ||align="left"| สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตลงนามสนธิสัญญากำจัดขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง; ความสัมพันธ์สองประเทศดีขึ้น[6] |- | 2533 || 10 || 23:50 ||style="color:green"| -4 ||align="left"| การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินและม่านเหล็ก ร่วมกับการสร้างเอกภาพเยอรมนี หมายความว่า สงครามเย็นใกล้สิ้นสุด |- | 2534 || 17 || 23:43 ||style="color:green"| -7 ||align="left"| สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตลงนามสนธิสัญญาลดอาวุธยุทธศาสตร์; สหภาพโซเวียตล่มสลาย สงครามเย็นถึงคราวสิ้นสุด; นับเป็นเวลาที่ห่างจากเที่ยงคืนมากที่สุดของนาฬิกาวันสิ้นโลก |- | 2538 || 14 || 23:46 ||style="color:red"| +3 ||align="left"| รายจ่ายทางการทหารทั่วโลกยังอยู่ที่ระดับเมื่อสมัยสงครามเย็นท่ามกลางความกังวลด้านการเผยแพร่อาวุธและกำลังสมองนิวเคลียร์สมัยหลังโซเวียต |- | 2541 || 9 || 23:51 ||style="color:red"| +5 ||align="left"| ทั้งอินเดียและปากีสถานต่างทดลองระเบิดปรมาณูของตนในการแสดงความคุกคามต่ออีกฝ่ายหนึ่งเป็นการตอบแทน; สหรัฐอเมริกาและรัสเซียประสบความยากลำบากในการลดคลังอาวุธเพิ่ม |- | 2545 || 7 || 23:53 ||style="color:red"| +2 ||align="left"| การปลดนิวเคลียร์ทั่วโลกมีความคืบหน้าน้อย สหรัฐปกฺเสธชุดสนธิสัญญาควบคุมอาวุธและประกาศเจตนาถอนจากสนธิสัญญาต่อต้านขีปนาวุธทิ้งตัว ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีของผู้ก่อการร้ายนิวเคลียร์ เนื่องจากปริมาณวัสดุนิวเคลีย์ระดับอาวุธที่ไม่ปลอดภัยและอธิบายไม่ได้ทั่วโลก |- | 2550 || 5 || 23:55 ||style="color:red"| +2 ||align="left"| เกาหลีเหนือทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ความทะเยอทะยานนิวเคลียร์ของอิหร่าน การเน้นการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางทหารของอเมริกาที่ได้รับฟื้นฟู ความล้มเหลวในการทำให้วัสดุนิวเคลียร์ปลอดภัยเพียงพอ และการยังคงอาวุธนิวเคลียร์ประมาณ 26,000 อันในสหรัฐและรัสเซีย[7] หลังประเมินภัยต่ออารยธรรมแล้ว มีการเพิ่มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับการคาดการณ์การทำลายล้างด้วยนิวเคลียร์เป็นภัยคุกคามใหญ่ที่สุดต่อมนุษยชาติ[8] |- | 2553 || 6 || 23:54 ||style="color:green"| -1 ||align="left"| ความร่วมมือทั่วโลกในการลดคลังแสงนิวเคลียร์และจำกัดผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ[5] สหรัฐและรัสเซียให้สัตยาบันความตกลงการเจรจาลดอาวุธยุทธศาสตร์รอบใหม่และมีการวางแผนการเจรจาเพื่อลดอาวุธในคลังแสงอเมริกาและรัสเซียอีก การประชุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2552 ในกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ส่งผลให้ประเทศกำลังพัฒนาและอุตสาหกรรมตกลงรับผิดชอบการปล่อยคาร์บอนเพื่อจำกัดการเพิ่มอุณหภูมิทั่วโลกไว้ที่ 2 องศาเซลเซียส |- | 2555 || 5 || 23:55||style="color:firebrick"| -1 ||align="left"| การขาดการปฏิบัติทางการเมืองทั่วโลกเพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก คลังอาวุธนิวเคลียร์ โอกาสเกิดความขัดแย้งนิวเคลียร์ภูมิภาคและความปลอดภัยของพลังงานนิวเคลียร์[9] |- | 2558 || 3 || 23:57||style="color:firebrick"| -2 ||align="left"| ความกังวลท่ามกลางการขาดการปฏิบัติเพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อ การปรับปรุงอาวุธนิวเคลียร์ให้ทันสมัยในสหรัฐและรัสเซีย และปัญหากากนิวเคลียร์[10] |}

อ้างอิง[แก้]

  1. Science and Security Board Bulletin of the Atomic Scientists.
  2. Doomsday Clock moving closer to midnight? The Spokesman-Review, October 16, 2006.
  3. Stover, Dawn. "How Many Hiroshimas Does it Take to Describe Climate Change?". Bulletin of the Atomic Scientists. สืบค้นเมื่อ September 26, 2013. 
  4. "'Doomsday Clock' Moves Two Minutes Closer To Midnight". Bulletin of the Atomic Scientists. สืบค้นเมื่อ 2013-06-29. 
  5. 5.0 5.1 Timeline "Bulletin of the Atomic Scientists".
  6. Hands of the "Doomsday Clock" turned back three minutes. The Reading Eagle, December 17, 1987.
  7. ""Doomsday Clock" Moves Two Minutes Closer To Midnight". The Bulletin. The Bulletin of Atomic Scientists. 17 January 2007. สืบค้นเมื่อ 6 April 2015. 
  8. "Nukes, climate push 'Doomsday Clock' forward". MSNBC. 2012-01-15. สืบค้นเมื่อ 2012-01-15. 
  9. "Doomsday Clock moves to five minutes to midnight". Bulletin of the Atomic Scientists. สืบค้นเมื่อ 2013-06-29. 
  10. Casey, Michael (22 January 2015). "Doomsday Clock moves two minutes closer to midnight". CBS News. สืบค้นเมื่อ 23 January 2015. 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]