ตำบลบางตะบูน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา


ตำบลบางตะบูน
ข้อมูลทั่วไป
อักษรไทยตำบลบางตะบูน
อักษรโรมันTambon Bangtaboon
อำเภอบ้านแหลม
จังหวัดเพชรบุรี
ข้อมูลสถิติ
พื้นที่29.32 ตร.กม. ตร.กม.
ประชากรคน
ความหนาแน่นคน/ตร.กม.
สารานุกรมประเทศไทย ส่วนหนึ่งของสารานุกรมประเทศไทย

คำขวัญ[แก้]

ถิ่นทะเลงาม ฟาร์มหอยแครง ไข่เค็มแดง แหล่งกุลา ปูม้าสด กุเลาเลิศรส หอยเกาะหลัก แดนอนุรักษ์ป่าชายเลน

แหล่งเพาะเลี้ยงหอยแครงธรรมชาติ

ตำบลบางตะบูน[แก้]

ตำบลบางตะบูนและตำบลบางตะบูนออก เป็นตำบลในเขต อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

การเก็บหอยแครง

ย้อนความบางตะบูน[แก้]

ตำบลบางตะบูน ถูกตั้งชื่อขึ้นตามต้นไม้ชายเลนชนิดหนึ่ง ชื่อ "ตะบูน" หรือ "กระบูน" ที่ขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่ของตำบลนี้ สภาพภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล สภาพดินเป็นดินเลน และมีลุ่มน้ำมาก "บางตะบูน" เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีความสำคัญมาแต่โบราณ เนื่องด้วยมีแม่น้ำบางตะบูนไหลผ่านซึ่งลำน้ำสายนี้แยกมาจากแม่น้ำเพชรบุรี ไหลออกทะเลบริเวณปากอ่าวบางตะบูน ซึ่งเป็นปลายแม่น้ำเพชรบุรี ในสมัยก่อนแม่น้ำสายนี้เป็นเส้นทางสัญจรทางเรือของพ่อค้าวาณิชต่าง ๆ นับแต่สมัยโบราณ ลำน้ำบางตะบูนเป็นเส้นทางการคมนาคมที่มีความจำเป็นและสำคัญทางเศราษฐกิจเป็นอย่างมาก

การเก็บหอยแมลงภู่

หมู่บ้าน[แก้]

ตำบลบางตะบูน ประกอบไปด้วย 8 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านปากอ่าว หมู่ 2 บ้านคุ้งใหญ่ หมู่ 3 บ้านคลองลัด หมู่ 4 บ้านคลองขุด หมู่ 5 บ้านท้องคุ้ง หมู่ 6 บ้านคลองไหหลำ หมู่ 7 บ้านบางกั้ง หมู่ 8 บ้านบางสามแพรก จำนวนบ้าน 911 หลังคาเรือน
ตำบลบางตะบูนออก ประกอบไปด้วย 5 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านท้องคุ้ง หมู่ 2 บ้านสามคลอง หมู่ 3 บ้านคลองมอญ หมู่ 4 บ้านคุ้งตำหนัก หมู่ 5 บ้านเหมืองตานิ่ม จำนวนบ้าน 705 หลังคาเรือน

อาณาเขต[แก้]

ทิศเหนือ ติดต่อกับ จ.สมุทรสงคราม
ทิศใต้ ติดต่อกับ ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี
ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อ่าวไทย
ทิศตะวันตก ติดต่อกับ ต.เขาย้อย อ.เขาย้อย จ.เพชรบุรี และ จ.สมุทรสงคราม

ความสำคัญทางประวัติศาสาตร์[แก้]

เล่ากันว่า ในสมัยอยุธยาตอนปลาย บริเวณบ้านบางด้วน(ปัจจุบัน คือ บ้านบางก้าง หมู่ที่ 7 ตำบลบางตะบูน) คุ้งน้ำบางตะบูน เคยมีพลับพลาหรือตำหนัก พระเจ้าเสือซึ่งพระองค์เสด็จฯ มาประทับทรงเบ็ด ซึ่งในอดีตบริเวณดังกล่าวมีปลาชุกชุมมาก ในปัจจุบันมี วัดคุ้งตำหนัก เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยนั้นตั้งอยู่ ดังมีบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ตามคำกลอนของสุนทรภู่ ที่ว่า

"ถึงที่วังตั้งประทับรับเสด็จ มาทรงเบ็ดปลากระโห้ไม่สังหาร ให้ปล่อยไปในทะเลเอาเพดาน แต่โบราณเรียกว่าองค์พระทรงปลา"

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ครั้งรัชกาลที่ ๓ เมื่อสุนทรภู่เดินทางมาเมืองเพชรบุรี พ.ศ. ๒๓๗๔ ก็ได้ใช้เส้นทางนี้ ดังคำกลอนที่ว่า

"แล้วเคลื่อนคลาลาจากปากคลองช่อง ไปตามร่องน้ำหลักปักเป็นแถว ข้ามยี่สารบ้านสองพี่น้องแล้ว ค่อยคล่องแคล่วเข้าชวากปากตะบูน"

สถานที่สำคัญ[แก้]

  • ศาสนสถาน
  1. วัดเกาะแก้ว ม. 1 ตำบลบางตะบูนออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  2. วัดปากอ่าวบางตะบูน ม. 3 ตำบลบางตะบูนออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  3. วัดเพชรสุวรรณ ม. 5 ตำบลบางตะบูนออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  4. วัดปากลัด ม. 3 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  5. วัดคุ้งตำหนัก ม. 7 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  6. วัดใหม่ศิริสามัคคีธรรม (วัดบางสามแพรก) ม. 8 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  • สถานที่ราชการ
  1. สถานีอนามัยบางตะบูน
  2. สถานีอนามัยบางตะบูนออก
  3. สถานีอนามัยบ้านบางสามแพรก
  4. สถานีตำรวจภูธรบางตะบูน
  5. องค์การบริหารส่วนตำบลบางตะบูน
  6. เทศบาลตำบลบางตะบูน
  • สถานศึกษา
  1. โรงเรียนวัดเกาะแก้ว ม. 1 ตำบลบางตะบูนออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  2. โรงเรียนวัดปากอ่าว(ญาณสาครวิทยาคาร) ม. 3 ตำบลบางตะบูนออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  3. โรงเรียนบางตะบูนวิทยา ม. 3 ตำบลบางตะบูนออก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  4. โรงเรียนวัดปากลัด ม. 3 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  5. โรงเรียนวัดคุ้งตำหนัก ม. 7 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  6. โรงเรียนบ้านสามแพรก ม. 8 ตำบลบางตะบูน อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี 76110
  • อู่ต่อเรือประมง
  • ตลาดนัด
  1. ตลาดนัดวัดปากอ่าวบางตะบูน
  2. ตลาดนัดวัดปากลัด
  3. ตลาดนัดศาลเจ้าปุนเถ้ากง

แหล่งท่องเที่ยว[แก้]

อนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำทะเลไทย
กลุ่มบางตะบูนมหานครร่วมอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำทะเลไทย
  • อ่าวบางตะบูน

ตั้งอยู่ตำบลบางตะบูน จากตัวเมืองเพชรบุรีไปบ้านแหลมระยะทาง 12 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อไปปากอ่าวบางตะบูนระยะทางอีก 8 กิโลเมตร เป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ติดริมทะเล ชาวบ้านมีอาชีพเก็บเลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม และประมงชายฝั่ง บริเวณปากอ่าวบางตะบูนยังเป็นจุดชม "ฝูงปลาวาฬบรูด้า" และ "ฝูงปลาโลมา" อีกทั้งชมนกกาน้ำใหญ่ และนกนาๆชนิด และยังเป็นจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกดิน บริเวณสะพานเฉลิมพระเกียรติ

แหล่งเพาะเลี้ยงหอยนางรม
  • สะพานเฉลิมพระเกียรติ

บริเวณปากอ่าวบางตะบูนยังเป็นจุดชมจุดชมวิวดวงอาทิตย์ขึ้นทางทะเล และลงทางหมู่บ้าน สามารถมองเห็นทัศนียภาพทางทะเลอันสวยงามและหมู่บ้านชาวประมง

  • หมู่บ้านเนื้อปู

ตลอดเส้นทางหมู่บ่านบางตะบูน จะมีการจำหน่าย ปูม้าต้ม เนื้อปูที่แกะแล้ว และก้ามปูใบ้ สามารถชมแหล่งผลิตเนื้อปูได้ที่บ้านผู้ใหญ่โรจน์ ที่จะมีการต้มปูม้าแกะเนื้อทุกส่วนส่งขายทั่วประเทศ

  • ฝูงปลาวาฬบรูด้า
ฝูงวาฬบรูด้าในอ่าวบางตะบูน

บริเวณปากอ่าวบางตะบูนยังเป็นจุดชม "วาฬบรูด้า" (Balaenoptera brydei) เป็นสัตว์ห้ามค้าระหว่างประเทศที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายของไทย และเป็นสัตว์ที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ พบแพร่กระจายอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน มีลักษณะลำตัวสีเทาดำ รูปร่างค่อนข้างเพรียว ส่วนหัวมีแนวสันนูน 3 สัน ครีบเล็กและปลายแหลม มีร่องใต้คาง 40-70 ร่อง เมื่อโตเต็มที่ลำตัวจะยาว 14-15.5 เมตร ส่วนวัยเจริญพันธุ์ อยู่ในช่วงอายุ 9-13 ปี จะออกลูกครั้งละ 1 ตัวทุก 2 ปี ตั้งท้องนาน 10-12 เดือน ระยะให้นมน้อยกว่า 12 เดือน ลูกวาฬแรกเกิดจะมีความยาวประมาณ 3-4 เมตร วาฬบรูด้า อายุยืนถึง 50 ปี เวลาจมตัวดำน้ำจะโผล่หัวเล็กน้อยแล้วทิ้งตัวจมหายไปไม่โผล่ส่วนหางขึ้นมาเหนือน้ำ จะอยู่รวมกัน 1-2 ตัว ไม่พบการอพยพย้ายถิ่นฐานเป็นระยะทางไกล อาหารส่วนใหญ่เป็น ลูกปลาและหมึก ปลาทู ปลากะตัก เป็นต้น สำหรับในเมืองไทยสามารถพบได้ในจังหวัดชายทะเล

  • นกกาน้ำใหญ่

บริเวณปากอ่าวบางตะบูนยังเป็นจุดชมนกกาน้ำใหญ่ เป็นนกที่ว่ายน้ำเก่ง แต่หลังจากว่ายน้ำเพื่อหาเหยื่อจะต้องขึ้นมากางปีกเพื่อตากขนให้แห้ง

  • ฟาร์มหอยแครง

บริเวณปากอ่าวบางตะบูนยังเป็นจุดชมฟาร์มหอยแครง เป็นสินค้าสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศอีกชนิดหนึ่งเป็นที่นิยมบริโภคกันโดยทั่วไป เนื่องจากมีรสชาติดี มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้อาหารโปรตีนชนิดอื่น

  • บ้านปากอ่าว

ตั้งอยู่บริเวณปลายสุดของอ่าวบางตะบูน เป็นหมู่บ้านที่ยังคงอนุรักษ์วัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีดั่งเดิมไว้ อาทิ การละเล่นพื้นบ้าน การรำวงย้อนยุค การแข่งขันเรือยาว การแต่งเรือองค์ถวายผ้ากฐิน

  • หิงห้อย

ล่องเรือชมฝูงหิงห้อยยามค่ำที่ คลองบ้านสามแพรก หมู่ที่ 8 บ้านสามแพรก   ตำบลบางตะบูน  อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

การแข่งขันกีฬาทางน้ำ
เวทีการละเล่นพื้นบ้านเทศการสงกรานต์
การคัดแยกขนาดกุ้งของชาวประมง
การรำวงย้อนยุคเทศการสงกรานต์

วิถีชีวิตชาวบางตะบูน[แก้]

ชาวบางตะบูน มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่แบบเรียบง่าย ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง เลี้ยงสัตว์น้ำ ปลูกป่า เผาถ่าน เย็บจาก และรับจ้างทั่วไป

อาชีพประมง[แก้]

ชาวบางตะบูนส่วนมากจะทำการประมงชายฝั่ง ปล่อยอวนดักจับปลาทะเล เลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม หอยกระปุก กระชังปลากระพง โป๊ปลาทู บ่อกุ้ง บ่อปูทะเล และโพงพาง

อาชีพเผาถ่าน[แก้]

อาชีพหนึ่งที่ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านมาแต่โบราณ คือ อาชีพ เผาถ่าน ไม้ที่ใช้ในการเผาถ่านเป็นไม้ในพื้นที่มีหลายชนิด แต่ที่เผาแล้วได้ถ่านไม้คุณภาพดีคือไม้โกงกาง โกงกางเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงโดยเฉลี่ย 8 - 10 เมตร ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกเป็นสวนป่านับเป็นพัน ๆ ไร่ เพื่อใช้ผลิตเป็นถ่านคุณภาพดีกระบวนการทำถ่านไม้โกงกางนับแต่การปลูกจนกระทั่งเป็นถ่านใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 - 15 ปี

อาชีพเย็บจาก[แก้]

จาก เป็นพืชท้องถิ่นอีกชนิดหนึ่งที่มีอยู่ทั่วไปในแถบพื้นที่ป่าชายเลน ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ทั้งอาศัย ใบจากในการทำฝาบ้าน มุงหลังคา มวนบุหรี่ ทำภาชนะชนิดต่าง ๆ เช่น หมวก เป็นต้น อีกหนึ่งอาชีพที่ทำสืบต่อกันมานานของชาว บางตะบูน คือ การเย็บจาก การเย็บจากมุงหลังคาจะใช้ใบจากที่แก่มาเย็บเป็นตับจาก โดยตัดใบที่ต้องการแล้วปล่อยให้เหลือใบไว้เลี้ยงกอ 3 - 4 ใบ การเย็บจาก นิยมใช้ไม้ตับยาว 1 เมตร โดยใช้ใบย่อยของจาก 2 ใบซ้อนให้ทับกันแล้วเย็บร้อยให้ติดกัน ใช้ วัสดุที่หาได้ในท้องถิ่น ได้แก่ เชือกคล้าหรือเถาหวายลิง ซึ่งพบได้ทั่วไปในป่าจากเป็นเชือกเย็บร้อย สำหรับไม้ตับนั้นก็ได้จากก้านใบหรือ "ทางจาก" ตากแห้ง จากมุงหลังคา ส่วนมากจะมีความคงทนอยู่ได้นานถึง 7 - 8 ปี แต่ถ้าหากเย็บจากโดยใช้ใบ 3 ใบ ซ้อนทับกันจะอยู่ได้นานไม่น้อยกว่า 10 ปี ในปัจจุบันตลาดมีความต้องการจากมุงหลังคา เพื่อใช้ในธุรกิจร้านอาหาร หรือทำโรงเรือนต่าง ๆ เพราะทำให้ไม่ร้อนอบอ้าว การเย็บจากสามารถทำได้ตลอดปี ขนาดของตับจากจะมี 2 ขนาด คือขนาด 1 เมตร และขนาด 1.20 เมตร แต่ที่นิยมคือขนาด 1 เมตร เรียกว่า "จาก 2 ศอก"

ดวงอาทิตย์กำลังลงที่อ่าวบางตะบูน
สภาพทิวทัศน์ทางทะเลอ่าวบางตะบูน

แหล่งที่มา[แก้]