พระยาชัยสุนทร (เก ณ กาฬสินธุ์)

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก ณ กาฬสินธุ์)
พระยาชัยสุนทร
(เก ณ กาฬสินธุ์)
เจ้าเมืองกาฬสินธุ์
ก่อนหน้า พระยาชัยสุนทร (พั้ว)
ถัดไป พระยาชัยสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางศุ)
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด ปี พ.ศ. 2399
กาฬสินธุ์
เสียชีวิต วันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ 2459
โฮงใต้ เมืองกาฬสินธุ์
ศาสนา ศาสนาพุทธ

พระยาชัยสุนทร (เก ณ กาฬสินธ์) นามเดิมว่า”ท้าวเก”เป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 11 (พ.ศ. 2433–2437)[1] หรือเป็นเจ้าเมืองกาฬสินธุ์คนสุดท้ายก่อนปฏิรูปการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล (พ.ศ. 2444) เป็นผู้ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามสกุล ณ กาฬสินธุ์ จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 และนับได้ว่าเป็นต้นตระกูล ณ กาฬสินธุ์ แห่งจังหวัดกาฬสินธุ์ในปัจจุบันด้วย[2]

ชาติกำเนิด[แก้]

พระยาชัยสุนทร (เก) เป็นบุตรของท้าวงวด ตำแหน่งราชบุตรเมืองกาฬสินธุ์ เป็นนัดดา (หลานปู่) ในพระยาไชยสุนทร (หนูม้าว) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 8 เป็นปนัดดา (เหลนทวด) ในพระไชยสุนทร (หมาสุ่ย) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ พระไชยสุนทร (หมาสุ่ย) เป็นบุตรในเจ้าโสมพะมิตร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 1 ผู้ก่อตั้งเมืองกาฬสินธุ์ เป็นพระโอรสในเจ้าองค์ลองและมีมารดาเป็นพระธิดาในเจ้าผ้าขาว ซึ่งเป็นเจ้านายในราชวงศ์เวียงจันทน์ ผู้ก่อตั้งเมืองผ้าขาวและเมืองพันนา เจ้าองค์ลองทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 2 (พระไชยองค์เว้) พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรล้านช้างพระองค์ที่ ๓๖ หลังย้ายราชธานีมายังนครเวียงจันทน์ในสมัยสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๑ ดังนั้น พระยาชัยสุนทร (เก) จึงสืบเชื้อสายจากราชวงศ์เวียงจันทน์ผ่านทางตระกูลเจ้าผู้ปกครองเมืองกาฬสินธุ์ อนึ่ง ราชทินนนามว่า”พระยาไชยสุนทร”นี้เป็นราชทินนามสำหรับเจ้าผู้ครองเมืองกาฬสินธุ์

ประวัติ[แก้]

•เติบโตขึ้นได้บวชเรียนอักขระตามประเพณีสมัยนิยมพอเป็นหนังสือจึงเข้าไปบวชเรียนการปกครองบ้านเมืองที่สำนักเรียนวัดในกรุงเทพมหานครเมื่อเติบโตขึ้นได้เข้ารับราชการในกรมการเมืองกาฬสินธุ์

•สมเด็จพระน้องยาเธอฯ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ ผู้สำเร็จราชการมณฑลลาวกาวภายหลังเปลี่ยนมณฑลอีสาน ได้มีพระบัญชาแต่งตั้งให้ท้าวเก เป็นที่”พระสินธุประชาธรรม” ผู้รักษาราชการเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ. 2433

•พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯมีสัญญาบัตรแต่งตั้งให้พระสินธุประชาธรรม(เก) เป็นที่”พระยาไชยสุนทร” เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เมื่อปี พ.ศ. 2434

•พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชโองการประกาศพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๖ โปรดเกล้าให้ยกเลิกการปครองแบบอาญาสี่ ให้เรียกเจ้าเมืองว่า”ผู้ว่าราชการเมือง”แทน พระยาไชยสุนทร(เก) จึงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองกาฬสินธุ์คนแรก รับเงินเดือน ๘ อัฐต่อปีและได้รับพระราชทานยศข้าราชการพลเรือนเป็นที่”อำมาตย์ตรี”ขึ้นกับบริเวณเมืองร้อยเอ็ดภายหลังเปลี่ยนมณฑลร้อยเอ็ด เมื่อปี พ.ศ. 2440-2454

•พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชโองการประกาศยกเลิกการจัดการปกครองแบบหัวเมืองไปเปลี่ยนเป็นจังหวัดแทน พระยาไชยสุนทร(เก) จึงได้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดคนแรกอยู่ได้ไม่นานภายหลังได้ขอลาออกจากราชการ จึงได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งกรมการเมืองพิเศษมณฑลร้อยเอ็ดแทนเมื่อปี พ.ศ. 2454-2456

เหตุการณ์สำคัญ[แก้]

•ปี พ.ศ. 2433 พระยาไชยสุนทร(พั้ว) ผู้ว่าราชการเมืองกาฬสินธุ์ได้ล้มป่วยลงจากอาการบาดเจ็บเมื่อครั้งรบพุ่งกับฮ่อที่เมืองเวียงจันทน์ ขณะนั้นยังติดช่วยราชการศึกฮ่อที่เมืองหนองคาย สมเด็จพระน้องยาเธอฯกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม จึงโปรดเกล้าฯให้พระยาไชยสุนทร(พั้ว)ผู้ว่าราชการเมืองกาฬสินธุ์ยกทัพไพร่พลเมืองกาฬสินธุ์กลับมายังเมืองกาฬสินธุ์ตามเดิม ซึ่งก่อนหน้านี้ราชบุตร(งวด)ผู้รักษาราชการเมืองกาฬสินธุ์ได้ถึงแก่กรรมลงก่อนหน้านี้แล้ว กรมการเมืองจึงว่างลงหลายตำแหน่งไม่นานพระยาไชยสุนทร(พั้ว)ก็ได้ถึงแก่กรรมลง กรมการเมืองกาฬสินธุ์จึงว่าลงหลายตำแหน่ง มีเพียงแต่พระสินธุประชาธรรม(เก)ผู้เป็นบุตรของราชบุตร(งวด)ที่ยังคงรักษาราชการเมืองกาฬสินธุ์ในเวลาต่อมา

•ปี พ.ศ. 2433 พระสินธุประชาธรรม(เก) ผู้รักษาราชการเมืองกาฬสินธุ์และกรมการเมือง มีใบบอกขอท้าวทองคำ เป็นที่”พระประทุมวิเศษ”ผู้ว่าราชการเมือง ราชวงศ์เป็นอุปฮาด ท้าวแฮดเป็นราชวงศ์ ท้าวสีทะเป็นราชบุตร เมืองกันทรวิไชย ท้าวทองคำได้นำใบบอกลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพฯ จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตรแต่งตั้งกรมการเมืองกันทรวิไชยและได้มีตราพระราชสีห์ตั้งให้ตามที่เมืองกาฬสินธุ์ทูลขอมา

เมืองกาฬสินธุ์สมัยปฏิรูปการปกครอง[แก้]

ก่อน พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระบรมราชโองการประกาศพระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ.116 ยกเลิกระบบการปกครองแบบเก่า ต่อมา กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลอีสาน เสด็จตรวจราชการถึงเมืองกาฬสินธุ์ พบว่าเจ้าเมืองกำลังว่างอยู่ จึงกราบทูลขอตั้งท้าวเกเมื่อครั้งดำรงบรรดาศักดิ์เป็นที่พระสินธุ์ประชาธรรมให้เป็นที่พระยาชัยสุนทรเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ และให้เมืองกมลาไสยมาขึ้นอยู่กับเมืองกาฬสินธุ์เช่นเดิม[3] ต่อมาไม่นาน จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระสินธุ์ประชาธรรม (เก) เป็นที่ พระยาชัยสุนทร เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ต่อมา เมื่อสยามยุบตำแหน่งเจ้าเมืองหรือระบบการปกครองแบบคณะอาญาสี่ลง จึงโปรดฯ ให้ พระยาชัยสุนทร (เก) ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองกาฬสินธุ์ท่านแรก[4] ในปี พ.ศ. 2433 ซึ่งเป็นสมัยที่พระยาชัยสุนทร (เก) ปกครองเมืองกาฬสินธุ์อยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แบ่งการปกครองหัวเมืองลาวตะวันออกออกเป็น 4 กอง ทรงโปรดเกล้าฯ ให้นายสุดจินดา (เลื่อน) เป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองกาฬสินธุ์ เมืองกมลาไสย และเมืองภูแล่นช้าง เมืองดังกล่าวจัดอยู่ในหัวเมืองลาวตะวันออกเฉียงเหนือ ต่อมาในปี พ.ศ. 2437 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลลาวกาวและเปลี่ยนชื่อเป็นมณฑลอีสาน จากนั้นราว พ.ศ. 2437-2444 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาชัยสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางสุ)[5] ปกครองเมืองกาฬสินธุ์ต่อมาจากพระยาชัยสุนทร (เก) ต่อมาในปี พ.ศ. 2443 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หัวเมืองกาฬสินธุ์ขึ้นอยู่กับบริเวณร้อยเอ็ด[6] จากนั้นรัฐบาลสยามได้จัดการเปลี่ยนการปกครองจากการให้เจ้าเมืองปกครองขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มาจัดการปกครองให้มีภาค จังหวัด อำเภอ และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ตั้งให้เมืองร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดร้อยเอ็ด บรรดาหัวเมืองต่างๆ ให้ยุบเป็นอำเภอ คือ เมืองกาฬสินธุ์ เป็นอำเภออุทัยกาฬสินธุ์ จนกระทั่งถึงวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2456 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะจังหวัดร้อยเอ็ดขึ้นเป็นมณฑล ยกฐานะอำเภออุทัยกาฬสินธุ์ขึ้นเป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้จังหวัดกาฬสินธุ์มีอำนาจปกครองอำเภอ คือ ให้อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ อำเภอสหัสขันธ์ อำเภอกุฉินารายณ์ อำเภอกมลาไสย อำเภอยางตลาด ขึ้นกับจังหวัดกาฬสินธุ์ และให้จังหวัดกาฬสินธุ์ขึ้นต่อมณฑลร้อยเอ็ด ให้พระภิรมย์บุรีรักษ์เป็นปลัดมณฑลประจำจังหวัดกาสินธุ์ และขุนชัยศรีทรงยศ (ศรี ฆารสินธุ์) เป็นนายอำเภอเมืองกาฬสินธุ์[7] ถือเป็นอันสิ้นสุดระบบอาญาสี่ที่เคยปกครองเมืองกาฬสินธุ์มาอย่างยาวนานถึงสองร้อยกว่าปี และเป็นการยุติบทบาทของเจ้านายจากราชวงศ์เวียงจันทน์ที่ทรงปกครองเมืองกาฬสินธุ์มายาวนานมากถึง 11 คน[8]

ความจงรักภักดี[แก้]

พระยาชัยสุนทร (เก ณ กาฬสินธุ์) มีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์กรุงสยามมาก โดยเฉพาะรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อครั้งพระองค์เสด็จประพาสประเทศยุโรปทั้ง 2 ครั้ง พระยาชัยสุนทร (เก) ได้นำบุตรภริยาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ดื่มน้ำพระพิพัฒสัตยาเพื่อส่งเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดฯ ในความจงรักภักดีของพระยาชัยสุนทร (เก) มาก ทรงเคยตรัสเกี่ยวกับพระยาชัยสุนทร (เก) ว่า เป็นเจ้าเมืองรูปงาม ผิวขาว ร่างบอบบาง ทรงโปรดฯ เรียก อ้ายพระยาน้อย ซึ่งเป็นนามที่ทำให้พระยาชัยสุนทร (เก) ปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น พระยาชัยสุนทร (เก) ได้เล่าให้บรรดาบุตรหลานฟังเสมอมา และมักอบรมสั่งสอนให้บุตรหลานทุกคนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระเจ้ากรุงสยามทุกพระองค์ หากบุตรหลานคนใดได้มีโอกาสรับราชการ ก็ขอให้บุตรหลานทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ของคนไทยด้วยความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ มีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ อย่าได้ฉ้อราษฎร์บังหลวงเป็นอันขาด และขอให้ทุกคนถือว่า คนกาฬสินธุ์คือญาติพี่น้องของเราทุกคน

การพระศาสนา[แก้]

อัญเชิญหลวงพ่อองค์ดำจากเมืองภูแล่นช้าง[แก้]

ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)[9] ครั้งหนึ่ง พระยาชัยสุนทร (เก) ได้เดินทางไปตรวจราชการที่เมืองภูแล่นช้าง และได้พบพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งหล่อด้วยทองสำริด เป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะงดงาม ศิลปะสกุลช่างเวียงจันทน์ ประดิษฐานที่วัดนาขาม บ้านนาขาม เมืองภูแล่นช้าง ซึ่งเป็นวัดร้างมาแต่โบราณ ชาวบ้านไม่ได้เอาใจใส่พระพุทธรูปและปล่อยให้สิม (พระอุโบสถ) ผุพังไปตามสภาพกาล มีดินถมพระพุทธรูปจมมิดฐานแอวขัน (ฐานบัลลังก์) พระยาชัยสุนทร (เก) จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั้นมาประดิษฐาน ณ เมืองกาฬสินธุ์ ปัจจุบันพระพุทธรูปได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดกลาง อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์

หลวงพ่อองค์ดำนี้ตามประวัติกล่าวว่า เจ้าพระยาจักรี (ต่อมาได้ปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก หรือรัชกาลที่ 1 แห่งราชวงศ์จักรี) ได้กวาดต้อนประชาชนชาวผู้ไทมาจากอาณาจักรล้านช้างฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์มีบ่อคำแดงอยู่มากในแถบบริเวณเมืองสุวรรณเขต ประชาชนชาวผู้ไทกลุ่มหนึ่งได้อพยพไปอยู่ที่เมืองภูแล่นช้างแล้วตั้งเป็นหมู่บ้าน ปัจจุบันคือตำบลนาขาม อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อมาอาชญาคูกิวซึ่งเป็นพระเถระที่ได้รับการยกย่องนับถือและเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกกวาดต้อนมา ได้นำทองแดงและทองคำที่ได้มาจากเมืองสุวรรณเขตมาด้วย ต่อมาอาชญาคูกิวจึงได้หล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2353 โดยมีช่างจากทางล้านนาโบราณที่เชี่ยวชาญมาเป็นผู้ แต่ว่าทองแดงมีจำนวนไม่มากพออาชญาคูกิวจึงเดินทางกลับไปนำทองแดงมาเพิ่มอีกครั้ง ภายหลังเมื่อหล่อพระพุทธรูปสำเร็จแล้ว ปรากฏว่าองค์พระพุทธรูปทำปฏิกิริยาออกซิ-เดชั่นกับออกซิเจนในอากาศเกิดเป็นสนิมสีดำเกาะทั่วองค์พระพุทธรูป เมื่อขัดสนิมออกแล้วจึงเห็นสีทองแดง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็กลับเกิดเป็นสีดำเช่นเดิม ชาวบ้านจึงขนานนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า หลวงพ่อองค์ดำ ต่อมาชาวบ้านได้นำไปประดิษฐานที่วัดนาขาม บ้านนาขาม หลวงพ่อองค์ดำมีพุทธลักษณะเป็นปางซำนะมาร (ปางมารวิชัย) ขัดสมาธิราบ วัสดุทองสัมฤทธิ์ ขนาดหน้าตักกว้าง 41 เซนติเมตร ฐานสูง 37 เซนติเมตร สูงจากฐานถึงยอดพระเมาลี 75 เซนติเมตร ที่ฐานมีจารึกอักษรธรรมลาว (โตธัมม์) สมัยหลวงพระบางความว่า สังกราช ราชาได้ฮ้อย ๗๒ ตัว ปีกด สะง้า เดือน ๒ ขึ้น ๑๕ ค่ำ วัน ๕ มื้อ ฮ่วงเหม่า นักขัตตะฤกษ์ อีกหน่วยซื่อว่า ปุสสยะ สังเฆ สะมะดี มีเจ้าครูนาขาม (กิว) เป็นเค้าเป็นเจ้าอธกศรัทธา ทายก อุปสก อุปาสิกา พ่ำพร้อม น้อมนำมายังตัมพะโลหาเป็นเอกศรัทธา สร้าง พระพุทธรูปองค์นี้ไว้ให้ได้เป็นที่ไหว้และบูชาแก่คนและเทวดา ตาบต่อเท่า ๕๐๐๐ วัสสา นิพพาน ปัจจโย โหติ นิจจัง ธุวัง ธุวัง[10]

ถวายหลวงพ่อองค์ดำแก่วัดกลาง[แก้]

พระยาชัยสุนทร(เก)มาตรวจราชการกับกรมการเมืองกาฬสินธุ์ที่เมืองภูแล่นช้าง ได้พบพระพุทธรูปหลวงพ่อองค์ดำที่สิมร้างเมืองภูแล่นช้างขณะนั้นท้าวทองสุก ผู้เป็นว่าที่”พระพิไชยอุดมเดช”เป็นผู้รักษาราชการเมือง เนื่องจากชาวบ้านในละแวกนั้นไม่เอาใจใส่ดูแลเปล่อยให้พระพุทธรูปจมดินอยู่ปิดฐานพระและมีความเคารพนับถือและเลื่อมใสศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อองค์ดำมาแต่โบราณ พระยาชัยสุนทร (เก) จึงสั่งให้ชาวบ้านขุดแต่งสิมและพระพุทธรูปขึ้นมาแล้วได้นำช้าง 5 เชือก มาอัญเชิญพระพุทธรูปใส่หลังช้างแห่ไปยังเมืองกาฬสินธุ์ ทำให้ชาวบ้านยอมถวายหลวงพ่อองค์ดำแก่พระยาชัยสุนทร (เก) จึงได้อัญเชิญไปถวายไว้เพื่อสืบทอดพระวรพุทธศาสนาและประดิษฐานที่วัดกลางพระอารามหลวง ในสมัยพระครูกาฬสินธุ์ทิวาจารย์สังฆปาโมกข์(อ้ม)ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดกาฬสินธุ์ แต่ได้ไปจำพรรษาที่วัดเหนือและต่อมาได้จำพรรษาที่วัดกลาง จนถึงสมัยของพระครูสุขุมวาทวรคุณ (สุข สุขโณ) จึงได้นำหลวงพ่อองค์ดำประดิษฐานไว้ที่กุฎิเพื่อป้องกันการสูญหาย แต่ทว่าด้วยชื่อเสียงของหลวงพ่อองค์ดำทำให้ชาวบ้านต้องมาสักการะบูชา พระครูสุขุมวาทวรคุณ (สุข สุขโณ) จึงนำหลวงพ่อองค์ดำไปแห่รอบเมืองเพื่อขอฝนเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวเมืองกาฬสินธุ์ เป็นเหตุให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลทำให้ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อองค์ดำอีกนามหนึ่งว่า หลวงพ่อซุ่มเย็น ต่อมา ชาวเมืองกาฬสินธุ์เรียกขานนามว่า พระพุทธสัมฤทธิ์นิรโรคันตราย[11]

ถึงแก่กรรม[แก้]

• พระศรีธงไชย(คำตา วงศ์กาฬสินธุ์)แจ้งมายังพระกาฬสินธุ์ธานีศรีอุตระนิคม(ปุย อินทรตุล) ข้าหลวงประจำบริเวณเมืองกาฬสินธุ์ ว่า”เจ้าคุณพระยาไชยสุนทร(เก ณ กาฬสินธุ์) ผู้ว่าราชการเมืองกาฬสินธุ์ได้ล้มป่วยจากอาการเป็นลมอุบัติเหตุตกจากหลังช้าง บุตรและภรรยาได้อภิบาลดูแลอย่างดีเต็มความสามารถแม้ให้หมอฝรั่งมิชชั่นนารีมาทำการรักษาก็หาได้ดีขึ้นไม่ สุดท้ายอาการได้ทรุดลงตามลำดับจนได้ถึงแก่กรรมลงที่จวนเจ้าเมืองกาฬสินธุ์(ปัจจุบันคือโฮงใต้อยู่บริเวณแถววัดใต้โพธิ์ค้ำ) เมื่อวันแรม 8 ค่ำ เดือน 4 ปีเถาะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 สิริอายุคำนวณได้ 60 ปีเศษ” ได้ทำราชการเป็นเวลาสนองพระเดชพระคุณ 26 ปี ครั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่ รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงมหาดไทยนำพระราชทานเงิน ๒,๐๐๐ สตางค์และผ้าขาว ๔ พับมาพระราชทานเพลิงศพที่วัดชัยสุนทร อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วบุตรและภรรยาจึงนำอัฐิมาบรรจุไว้ที่วัดชัยสุนทรจนถึงปัจจุบัน สิ้นประวัติพระยาไชยสุนทร (เก) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 11 เพียงเท่านี้

พระราชทานนามสกุล ณ กาฬสินธุ์[แก้]

ณ กาฬสินธุ์ เป็น 1 ใน 21 นามสกุล ณ พระราชทานครั้งแรกของประเทศไทย นามสกุลพระราชทานลำดับที่ 1190 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) พระราชทานแก่พระยาไชยสุนทร (เก) หรือพระยาชัยสุนทร (เก) กรมการพิเศษเมืองกาฬสินธุ์ กระทรวงมหาดไท มณฑลร้อยเอ็จ อดีตเจ้าเมืองกาฬสินธุ์องค์สุดท้าย ทรงพระราชทานเมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2457 ทวด ชื่อพระไชยสุนทร (หมาสุ่ย) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์องค์ที่ 3 ปู่ ชื่อพระยาไชยสุนทร (หนูม้าว) เจ้าเมืองกาฬสินธุ์ ลำดับที่ 8 บิดาชื่อราชบุตร (งวด) เชื้อเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ เขียนเป็นอักษรโรมันว่า na Kalasindhu ตามประกาศพระราชทานนามสกุลครั้งที่ 15 เล่มที่ 31 หน้าที่ 64 โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเรศวรฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร รับพระบรมราชโองการ[12]

ทายาท[แก้]

พระยาไชยสุนทร(เก) สมรสกับคุณหญิงมั่น และมีบุตร 10 คน ได้แก่

1)นางโคมแก้ว

2)ท้าวคำเคน ถึงแก่กรรมในวัยหนุ่ม

3)ท้าวสัมฤทธิ์

4)นางโสมนัส

5)นางทองคำ

6)ท้าวเกษม

7)ท้าวสินทร

8)นางรัศมี

9)ท้าวทองดี(กับหม่อมอุ้ย)สส.คนแรกของจังหวัดกาฬสินธุ์

10)ท้าวภูสินธ์(กับหม่อมทองนาค)ถึงแก่กรรมในวัยเยาว์

สายตระกูล[แก้]

อ้างอิง[แก้]

  1. http://www.kalasinpit.ac.th/elearning/kroosert/data/kalasin.htm[ลิงก์เสีย]
  2. ประกาศพระราชทานนามสกุล ครั้งที่ ๑๕ (ลำดับที่ ๑๑๘๓ ถึงลำดับที่ ๑๒๒๑ และแก้ไขนามสกุล ลำดับที่ ๑๐๘๘)
  3. http://www.phusing.com/?name=knowledge&file=readknowledge&id=530
  4. http://watsamranniwet.siam2web.com/?cid=405876&f_action=forum_viewtopic&forum_id=38833&topic_id=120736&quote=topic
  5. http://www.namon.kalasin.police.go.th/nm07.htm
  6. https://sites.google.com/site/canghwadkalsinthumeuxngnada/canghwad-kalsinthu
  7. http://www.oknation.net/blog/guidepong/2010/05/11/entry-12
  8. "สำเนาที่เก็บถาวร" (PDF). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2016-05-10. สืบค้นเมื่อ 2021-08-18.
  9. http://webcache.googleusercontent.com/search เก็บถาวร 2012-11-30 ที่ archive.today?
  10. http://blackbuddha.myreadyweb.com/article/category-131870.html
  11. http://blackbuddha.myreadyweb.com/article/category-131870.html
  12. http://my.diary.in.th/archives/110
ก่อนหน้า พระยาชัยสุนทร (เก ณ กาฬสินธุ์) ถัดไป
พระยาชัยสุนทร (พั้ว) 2leftarrow.png Seal Kalasin.png
เจ้าเมืองกาฬสินธุ์,
ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์

(พ.ศ. 2433 - พ.ศ. 2437)
2rightarrow.png พระยาชัยสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางศุ)