ข้ามไปเนื้อหา

ชนินทร์ รุ่งแสง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ชนินทร์ รุ่งแสง
ชนินทร์ ใน พ.ศ. 2554
รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
ดำรงตำแหน่ง
9 ธันวาคม พ.ศ. 2566  18 ตุลาคม พ.ศ. 2568
(1 ปี 10 เดือน 9 วัน)
ดำรงตำแหน่งร่วมกับ
ดูรายชื่อ
หัวหน้าพรรคเฉลิมชัย ศรีอ่อน
ก่อนหน้าศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์
ถัดไปประชา ยอดวานิช
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร
ดำรงตำแหน่ง
23 ธันวาคม พ.ศ. 2550  8 ธันวาคม พ.ศ. 2556
(5 ปี 11 เดือน 15 วัน)
ก่อนหน้าปิติพงศ์ เต็มเจริญ
รองประธานสภากรุงเทพมหานคร
ดำรงตำแหน่ง
24 มิถุนายน พ.ศ. 2545  15 มิถุนายน พ.ศ. 2549
(3 ปี 11 เดือน 22 วัน)
ประธานสามารถ มะลูลีม
ธนา ชีรวินิจ
สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อย
ดำรงตำแหน่ง
6 มีนาคม พ.ศ. 2537  15 มิถุนายน พ.ศ. 2549
(12 ปี 3 เดือน 9 วัน)
ก่อนหน้าสมมาตร วงศ์ช่างหล่อ
ถัดไปนภาพล จีระกุล
ข้อมูลส่วนบุคคล
เกิด19 กันยายน พ.ศ. 2509 (59 ปี)
อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดพระนคร ประเทศไทย
พรรคการเมืองประชากรไทย (2537–2545)
ประชาธิปัตย์ (2545–ปัจจุบัน)
คู่สมรสภคนันท์ รุ่งแสง
ชื่อเล่นแบง

ชนินทร์ รุ่งแสง (เกิด 19 กันยายน พ.ศ. 2509) อดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร อดีตรองประธานสภากรุงเทพมหานคร 2 สมัย

ประวัติ

[แก้]

ชนินทร์ เกิดเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2509 ที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรนายชวลิต รุ่งแสง อดีตสมาชิกวุฒิสภา กับนางสุวิมล รุ่งแสง และเป็นหลานชนะ รุ่งแสง อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านครอบครัวสมรสกับนางภคนันท์ รุ่งแสง (สกุลเดิม: เสนาขันธ์) บุตรสาวพลตำรวจตรี อนันต์ เสนาขันธ์ กับผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุนันท์ เสนาขันธ์

สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น 102 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และระดับปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การทำงาน

[แก้]

ชนินทร์ เริ่มเข้าสู่เวทีการเมืองท้องถิ่น ในสังกัด พรรคประชากรไทย โดยได้รับการสนับสนุนจากชวลิต รุ่งแสง อดีตสมาชิกวุฒิสภาผู้เป็นบิดา ที่เป็นนักการเมืองสังกัดพรรคประชากรไทย ชนินทร์ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อย เมื่อปี พ.ศ. 2537 ขณะมีอายุ 27 ปี

ต่อมาชนินทร์ ลงสมัครรับเลือกตั้ง สก. ในพื้นที่เดิม ได้เป็น สก. สังกัดพรรคประชากรไทย ติดต่อกัน 3 สมัย เคยเป็นประธานกรรมการเศรษฐกิจการคลัง สภา กทม. ต่อมาได้ดำรงตำแหน่ง รองประธานสภา กทม. 2 วาระ คือปี พ.ศ. 2545-2547 และ 2547-2549 และได้รับความไว้วางใจจากสมัคร สุนทรเวช อดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ให้เป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี

ชนินทร์ ทำงานในสภา กทม. นานถึง 12 ปี แม้จะอยู่พรรคประชากรไทย แต่ได้ร่วมทำงานกับ สก. สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ในการทำงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ต่อมาเมื่อพรรคประชากรไทยลดบทบาททางการเมืองลง จึงได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ และได้ร่วมงานกับอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในตำแหน่งโฆษกกรุงเทพมหานคร[1] และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ชนินทร์ เข้าสู่การเมืองระดับประเทศ โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 12 ร่วมทีมกับองอาจ คล้ามไพบูลย์ และรัชดา ธนาดิเรก สามารถชนะเลือกตั้งยกทีม ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 จึงได้รับเลือกตั้งเป็น สส.อีก 1 สมัย

ในปี 2562 เขาลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ลำดับที่ 54 แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง

ธุรกิจ

[แก้]

ชนินทร์ และภรรยา มีกิจการร้านหนังสือของครอบครัว คือ "ร้านบุ๊กมาร์ค"[2][3] (Bookmark) เป็นร้านหนังสือขนาดใหญ่ 2 ชั้น ตั้งอยู่ที่อาคาร The ThirdPlace Bangkok กลางซอยทองหล่อ ร้านหนังสือนี้บังเอิญชื่อพ้องกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีชื่อเล่นว่า "มาร์ค" และชนินทร์ รุ่งแสง ยังมีตำแหน่งเป็นกรรมการอิสระ และประธานกรรมการตรวจสอบ บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

รางวัลเกียรติยศ

[แก้]
  • ศิษย์เก่าดีเด่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปี พ.ศ. 2538

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. ชนินทร์ รุ่งแสง OSK102 โฆษก กทม.คนใหม่
  2. บุ๊กมาร์ค ที่คั่นเวลา ชนินทร์ รุ่งแสง[ลิงก์เสีย]
  3. ""Bookmark" หนอนหนังสือในบ้านหลังใหญ่". ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 2007-05-14. สืบค้นเมื่อ 2008-05-13.
  4. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๔, เล่ม ๑๒๘ ตอนที่ ๒๔ ข หน้า ๑๓, ๒ ธันวาคม ๒๕๕๔
  5. ราชกิจจานุเบกษา, ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ประจำปี ๒๕๕๒, เล่ม ๑๒๖ ตอนที่ ๑๖ ข หน้า ๖๓, ๔ ธันวาคม ๒๕๕๒