ข้ามไปเนื้อหา

การเปลี่ยนแปลงภาษา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

การเปลี่ยนแปลงภาษา (อังกฤษ: language change) คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของภาษาเดียว หรือภาษาแบบทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไป โดยมีการศึกษาในหลายสาขาย่อยของภาษาศาสตร์ ได้แก่ ภาษาศาสตร์เชิงประวัติ ภาษาศาสตร์สังคม และภาษาศาสตร์เชิงวิวัฒนาการ ทฤษฎีดั้งเดิมของภาษาศาสตร์เชิงประวัติระบุการเปลี่ยนแปลงหลัก ๆ ไว้สามประเภท คือ การเปลี่ยนแปลงในการออกเสียงของหน่วยเสียงอย่างเป็นระบบหรือการเปลี่ยนแปลงเสียง; การยืม ซึ่งมีการนำเข้าหรือเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะของภาษาหรือภาษาถิ่น อันเป็นผลมาจากอิทธิพลจากภาษาหรือภาษาถิ่นอื่น และการเปลี่ยนแปลงเชิงแนวเทียบ ซึ่งรูปร่างหรือลักษณะทางไวยากรณ์ของคำถูกเปลี่ยนแปลงให้ใกล้เคียงกับคำอื่นมากขึ้น งานวิจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางภาษาโดยทั่วไปจะยึดถือ หลักการเอกรูป ซึ่งสันนิษฐานว่าการเปลี่ยนแปลงทางภาษาในอดีตเกิดขึ้นตามหลักการทั่วไป เช่นเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงทางภาษาที่ปรากฏในปัจจุบัน[1]

การเปลี่ยนแปลงภาษาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่เกิดขึ้นผ่านการแปรของภาษาที่ยาวนาน ซึ่งเป็นช้วงที่คุ๊ลักษณะทางภาษาทั้งใหม่และเก่าดำรงอยู่ร่วมกัน ภาษาที่ยังมีผู้ใช้งานอยู่ทุกภาษากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง นักวิจารณ์บางคนใช้คำเรียกที่ดูถูกเหยียดหยาม เช่น "คำผิด" เพื่อชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงทางภาษาเป็นการทำให้คุณภาพภาษาเสื่อมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ หรือเป็นการกำหนดการใช้ภาษาที่ไม่พึงปรารถนา[2] ภาษาศาสตร์สมัยใหม่ปฏิเสธแนวคิดนี้ เนื่องจากในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมดังกล่าวไม่สามารถตัดสินว่าดีหรือไม่ดีได้[3][4] John Lyons ตั้งข้อสังเกตว่า "มาตรฐานการประเมินใด ๆ ที่นำมาใช้กับการเปลี่ยนแปลงทางภาษาจะต้องอยู่บนพื้นฐานของการรับรู้ถึงหน้าที่ต่าง ๆ ที่ภาษา 'ถูกเรียก' ให้ปฏิบัติในสังคมที่ใช้ภาษานั้น"[5]

เมื่อเวลาผ่านไปนานพอ การเปลี่ยนแปลงในภาษาหนึ่ง ๆ อาจสะสมมากขึ้นจนไม่สามารถถือว่าเป็นภาษาเดียวกันอีกต่อไป เช่น ภาษาอังกฤษสมัยใหม่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางภาษาหลายศตวรรษที่เกิดขึ้นกับภาษาอังกฤษเก่า แม้ว่าภาษาอังกฤษสมัยใหม่มีความแตกต่างอย่างมากจากภาษาอังกฤษโบราณทั้งในด้านไวยากรณ์ คำศัพท์ และการออกเสียง ทั้งสองภาษาอาจถือได้ว่าเป็นภาษาที่แยกจากกัน แต่ภาษาอังกฤษสมัยใหม่ถือเป็น "ลูกหลาน" ของ "บรรพบุรุษ" ภาษาอังกฤษเก่า เมื่อภาษาหลายภาษาล้วนสืบเชื้อสายมาจากภาษาบรรพบุรุษเดียวกัน เช่น กลุ่มภาษาโรมานซ์มาจากภาษาละตินสามัญ จึงกล่าวกันว่าภาษาเหล่านี้รวมกันเป็นตระกูลภาษาและมีความสัมพันธ์กัน "เชิงพันธุกรรม"

สาเหตุ

[แก้]
  • เศรษฐกิจ: การสื่อสารมักจะปรับเปลี่ยนคำพูดของตนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด (โดยใช้ความพยายามน้อยที่สุด) เท่าที่จะเป็นไปได้ โดยยังคงบรรลุเป้าหมายในการสื่อสาร ดังนั้น การพูดอย่างมีจุดมุ่งหมายจึงต้องแลกมาด้วยต้นทุนและผลประโยชน์
  • ความสามารถในการแสดงออก: ภาษาที่ใช้ทั่วไปหรือใช้มากเกินไปมีแนวโน้มที่จะสูญเสียความเข้มข้นทางอารมณ์หรือการใช้โวหารไปตามกาลเวลา ดังนั้น จึงมีการใช้คำและโครงสร้างใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อฟื้นความเข้มข้นนั้นขึ้นมา[6]
  • การเปรียบเทียบ: เมื่อเวลาผ่านไป การสื่อสารจะใช้รูปแบบกฎเกณฑ์ในคำบางคำ เสียงบางคำโดยไม่รู้ตัว เป็นต้น เพื่อใช้กับคำ เสียงบางคำ และอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน
  • การติดต่อทางภาษา: คำและโครงสร้างถูกยืมมาจากภาษาหนึ่งไปสู่อีกภาษาหนึ่ง[7]
  • สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม: เมื่อวัฒนธรรมพัฒนาไป สถานที่ สถานการณ์ และวัตถุใหม่ ๆ ก็ย่อมเข้ามาในภาษาของตนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าวัฒนธรรมนั้นจะพบปะกับผู้คนกลุ่มอื่นหรือไม่ก็ตาม
  • การอพยพ/การเคลื่อนย้าย: ชุมชนที่ใช้ภาษาพูดซึ่งย้ายเข้ามาในภูมิภาคที่มีสถานการณ์ทางภาษาใหม่หรือซับซ้อนกว่า จะมีอิทธิพลและได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงทางภาษา บางครั้งพวกเขาอาจลงเอยด้วยภาษาใหม่ทั้งหมด เช่น ภาษาพิดจินและภาษาครีโอล[7]
  • การเรียนรู้ที่ไม่สมบูรณ์: ตามมุมมองหนึ่ง เด็ก ๆ มักเรียนรู้รูปประโยคของผู้ใหญ่ได้ไม่สมบูรณ์ และรูปประโยคที่เปลี่ยนแปลงไปจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ในอีกทางหนึ่ง การเรียนรู้ที่ไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นเป็นประจำในส่วนหนึ่งของสังคม เช่น กลุ่มผู้อพยพ ซึ่งภาษาชนกลุ่มน้อยก่อตัวเป็น substratum และรูปประโยคที่เปลี่ยนแปลงไปอาจส่งผลต่อการใช้งานของคนส่วนใหญ่ในที่สุด[8]
  • สถานะทางสังคม: การเปลี่ยนแปลงทางภาษาไปสู่การนำคุณลักษณะที่มีเกียรติภูมิทางสังคมมากขึ้น หรือออกห่างจากคุณลักษณะที่มีเกียรติเชิงลบ[8] เช่น ในกรณีของการสูญเสียเสียงโรติกในสำเนียงการออกเสียงแบบ Received Pronunciation ของภาษาอังกฤษ[9] การเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจเกิดขึ้นไปมา[10]

การเปลี่ยนแปลงในภาษาไทย

[แก้]

ภาษาเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการออกเสียง คำศัพท์ รูปแบบ และลักษณะอื่นอื่นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป ภาษาที่เปลี่ยนไปเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนที่ใช้ภาษาไทย

สื่อและการกระจายตัวของประชากรเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของภาษา จะเห็นได้ว่ามีคำศัพท์จากทางภาคต่าง ๆ ในประเทศไทยเริ่มใช้กันข้ามภาคในประเทศไทย เช่น คำศัพท์จากทางภาคกลางมีการเริ่มใช้กันมากทางภาคเหนือ และภาคใต้เนื่องจากทุกคนได้ดูรายการโทรทัศน์ ที่เสนอภาษาจากทางภาคกลาง ในขณะเดียวกันกลุ่มคนภาคกลางได้เริ่มใช้ภาษาจากทางภาคอีสานมากขึ้น เมื่อมีรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับคนที่อาศัยในภาคอีสาน ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทในทางศัพท์วิชาการและศัพท์ทางคอมพิวเตอร์ มากขึ้นเช่นกัน

กลุ่มเฉพาะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการพัฒนาของภาษา คำศัพท์ใหม่ใหม่เกิดขึ้นมากโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น มีภาษาเฉพาะของกลุ่ม เมื่อภาษาเกิดมีการใช้กันใหม่ ทำให้มีคำศัพท์ใหม่นิยามขึ้นมา แต่อย่างไรก็ตามเมื่อหมดการใช้ของคำศัพท์นั้นนั้น ภาษานั้นก็จะตกรุ่นและหมดความนิยมไป ยกตัวอย่างเช่นคำว่า จ๊าบ ที่เคยมีการใช้กันในหมู่วัยรุ่น และเริ่มนิยมกันมากเมื่อสื่อนำไปใช้ในรายการโทรทัศน์ มีการถกเถียงเรื่องของภาษาวัยรุ่นที่ไม่นับว่าเป็นภาษาไทยกันมาก แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนใช้ภาษาเดียวกันและมีการสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ย่อมถือได้ว่า ภาษาที่เกิดขึ้นมาใหม่ไม่ว่าจากวัยรุ่นหรือนักวิชาการ ยังคงเป็นภาษาไทย

อ้างอิง

[แก้]
  1. Romaine, Suzanne (2001-02-07), "CONTACT WITH OTHER LANGUAGES", The Cambridge History of the English Language, Cambridge University Press, pp. 154–183, ISBN 978-1-139-05382-2, สืบค้นเมื่อ 2025-03-22
  2. Lyons, John (1 June 1968). Introduction to Theoretical Linguistics. Cambridge University Press. p. 42. ISBN 978-0-521-09510-5. The traditional grammarian tended to assume [...] that it was his task, as a grammarian, to 'preserve' this form of language from 'corruption'.
  3. Joan Bybee (2015). Language Change. Cambridge University Press. pp. 10–11. ISBN 9781107020160.
  4. Lyle Campbell (2004). Historical Linguistics: An Introduction. MIT Press. pp. 3–4. ISBN 9780262532679.
  5. John Lyons (1 June 1968). Introduction to Theoretical Linguistics. Cambridge University Press. pp. 42–44. ISBN 978-0-521-09510-5.
  6. The Unfolding of Language, 2005, chapter 2, esp. pp. 63, 69 and 71
  7. 1 2 "The teaching of pidgin and Creole studies - LLAS Centre for Languages, Linguistics and Area Studies". สืบค้นเมื่อ 25 September 2016.
  8. 1 2 The Cambridge Encyclopedia of Language (1997, p. 335)
  9. Ben (7 October 2012). "Was Received Pronunciation Ever Rhotic?". สืบค้นเมื่อ 25 September 2016.
  10. "The fall of the r-less class - Macmillan". 14 November 2011. สืบค้นเมื่อ 25 September 2016.

ข้อมูล

[แก้]
วารสาร
หนังสือ

อ่านเพิ่ม

[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]
  • Sounds Familiar? The British Library website provides audio examples of changing accents and dialects from across the UK.