ราชวงศ์ปาห์ลาวี
| จักรวรรดิอิหร่าน / จักรวรรดิเปอร์เซีย دولت شاهنشاهی ایران Dowlat-e Shâhanshâhi-ye Irân |
|||||
| จักรวรรดิ | |||||
|
|||||
|
|||||
| เพลงชาติ ซอรูเด ชาฮันชาฮี อีราน (สดุดีจักรพรรดิอิหร่าน) |
|||||
| แผนที่อิหร่านในสมัยราชวงศ์ปาห์ลาวี | |||||
| เมืองหลวง | เตหะราน | ||||
| ภาษา | ภาษาเปอร์เซีย | ||||
| รัฐบาล | ราชาธิปไตย | ||||
| ชาห์ | |||||
| - 1925-1941 | พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี | ||||
| - 1941-1979 | พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี | ||||
| - 1982-ปัจจุบัน | มกุฎราชกุมารเรซา ปาห์ลาวี (ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์) | ||||
| นายกรัฐมนตรี | |||||
| - 1925-1926 | โมฮัมหมัด-อาลี ฟารุฆี (คนแรก) | ||||
| - 1979 | ชาปูร์ บัคเตียร์ (คนสุดท้าย) | ||||
| ประวัติศาสตร์ | |||||
| - ก่อตั้งราชวงศ์ปาห์ลาวี | 1925 1925 | ||||
| - สนธิสัญญาไตรมิตรอิหร่าน-อังกฤษ-โซเวียต | 1941 | ||||
| - รัฐประหารอิหร่าน ค.ศ. 1953 | 1953 | ||||
| - การปฏิวัติอิสลาม | 1979 1979 | ||||
ราชวงศ์ปาห์ลาวี (เปอร์เซีย: دودمان پهلوی) เป็นราชวงศ์ที่ปกครองอิหร่านในปีค.ศ. 1925 - 1979 โดยปกครองต่อจากราชวงศ์กอญัรที่ถูกโค่นล้มไปในสมัยพระเจ้าชาห์ อะหมัด กอญัร โดยกษัตริย์พระองค์แรกของราชวงศ์มีพระนามว่าพระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี ต่อมาภายหลังราชวงศ์ปาห์ลาวีถูกโค่นล้มในการปฏิวัติอิหร่านในปี ค.ศ. 1979 ซึ่งภายหลังถูกเรียกว่า การปฏิวัติอิสลาม
เนื้อหา |
[แก้] การก่อตั้งราชวงศ์
ในปี ค.ศ. 1921 พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นนายทหารในกองทัพเปอร์เซีย ได้ใช้กองทหารของเขาในการสนับสนุนการรัฐประหารราชวงศ์กอญัร ภายในช่วงระยะเวลาสี่ปี เขาได้กลายเป็นผู้ที่มีอำนาจที่สุดในประเทศด้วยการปราบปรามการก่อจลาจลและจัดระเบียบเสียใหม่ ในปี ค.ศ. 1925 ในที่ประชุมสามัญได้มีมติให้ถอดถอนพระเจ้าชาห์ อะหมัด กอญัร และตั้งเรซ่า ข่าน (พระนามเดิม) ขึ้นเป็นพระเจ้าชาห์องค์ใหม่ โดยใช้พระนามสำหรับราชวงศ์ว่า ปาห์ลาวี
พระเข้าชาห์ทรงมีความตั้งใจที่จะพัฒนาอิหร่านให้เป็นประเทศที่ทันสมัยแบบประเทศต่าง ๆ ในยุโรป โดยทรงวางแผนที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สร้างระบบทางรถไฟ ริเริ่มระบบการศึกษา ปฏิรูประบบศาล และปรับปรุงระบบการแพทย์ ทรงเชื่อว่า ถ้าหากรวมอำนาจในการปกครองประเทศเข้าสู่ศูนย์กลาง และดำเนินการโดยบุคคลที่มีการศึกษา จะทำให้แผนการที่วางไว้สำเร็จได้
พระเจ้าชาห์ได้ส่งชาวอิหร่านหลายร้อยคนรวมถึงพระราชโอรสไปรับการศึกษาและการฝึกฝนในยุโรป ในช่วงปีค.ศ. 1925 - 1941โครงการในพระราชดำริได้ทำให้อิหร่านพัฒนาขึ้นเป็นอันมาก ระบบการศึกษาดำเนินการอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดชนชั้นใหม่ขึ้นในสังคม คือชนชั้นกลางและชนชั้นกรรมาชีพ
ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1930 การปกครองแบบเผด็จการของพระเจ้าชาห์ได้ทำให้คนบางกลุ่มไม่พอใจ (โดยเฉพาะพวกอิมาม) ในปีค.ศ. 1935 ได้ทรงประกาศพระราชกฤษฎีกาเรียกร้องให้ชาวต่างชาติเรียกประเทศของพระองค์ว่า "อิหร่าน" (ในขณะนั้น ชาวต่างชาตินิยมใช้คำว่า "เปอร์เซีย" มากกว่า) แต่ก็มีนักวิชาการออกมาต่อต้าน มกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด เรซา (พระอิสริยยศในขณะนั้น) จึงได้ออกมาประกาศว่า ทั้งสองชื่อมีความหมายเหมือนกันและสามารถใช้แทนกันได้
พระเจ้าชาห์ เรซ่าทรงพยายามที่จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับทั้งอังกฤษและโซเวียต แม้ว่าโครงการพัฒนาประเทศหลายโครงการจะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติก็ตาม ทรงหลีกเลี่ยงที่จะทำสัญญากับบริษัทจากทั้งสองประเทศ แม้ว่าบริษัทน้ำมันอังกฤษ - อิหร่าน ซึ่งเป็นบริษัทที่ควบคุมแหล่งน้ำมันของประเทศทั้งหมด จะเป็นบริษัทของอังกฤษก็ตาม แต่ก็ทรงเลือกที่จะขอความช่วยเหลือทางเทคนิคจากเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และประเทศอื่น ๆ ในยุโรปแทน การตัดสินใจของพระองค์เช่นนี้สร้างปัญหาในเวลาต่อมา เมื่อเยอรมนีและอังกฤษประกาศสงครามกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้ว่าจะทรงประกาศว่าอิหร่านเป็นประเทศที่เป็นกลาง แต่อังกฤษก็อ้างว่าวิศวกรและช่างเทคนิคชาวเยอรมันเป็นสายลับ และพยายามจะบ่อนทำลายเครื่องไม้เครื่องมือของอังกฤษในบ่อน้ำมันทางตะวันตกเฉียงใต้ของอิหร่าน อังกฤษได้เรียกร้องให้อิหร่านเนรเทศพลเมืองชาวเยอรมันทั้งหมดออกนอกประเทศ แต่พระเจ้าชาห์ เรซาทรงปฏิเสธ โดยทรงอ้างว่าการเนรเทศชาวเยอรมันเหล่านั้นออกนอกประเทศจะทำให้โครงการน้ำมันของอิหร่านต้องหยุดชะงัก
[แก้] สงครามโลกครั้งสอง
หลังจากที่เยอรมนีรุกรานสหภาพโซเวียตในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1941 แล้ว อังกฤษและสหภาพโซเวียตก็เป็นพันธมิตรกัน และทั้งสองประเทศก็เริ่มให้ความสนใจกับอิหร่าน โดยทั้งสองประเทศต่างก็เห็นว่าจะสามารถใช้ทางรถไฟของอิหร่านในการขนส่งจากอ่าวเปอร์เซียมายังสหภาพโซเวียตได้ แต่เนื่องจากพระเจ้าชาห์ เรซาปฏิเสธที่จะเนรเทศชาวเยอรมัน อังกฤษและสหภาพโซเวียตจึงรุกรานอิหร่าน และปลดพระเจ้าชาห์ออกจากตำแหน่งและเข้าควบคุมการรถไฟของอิหร่านในเดินสิงหาคม ค.ศ. 1941ต่อมาในปีค.ศ. 1942 สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นพันธมิตรกับทั้งสองประเทศได้ส่งกำลังทหารเข้าช่วยดูแลระบบรถไฟของอิหร่าน และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือน ทั้งสามประเทศก็เข้าควบคุมแหล่งน้ำมันของอิหร่านเพื่อผลประโยชน์ของประเทศของตน อำนาจของพระเจ้าชาห์ เรซาจึงสิ้นสุดลง แต่ทั้งสามประเทศก็อนุญาตให้พระโอรสของพระเจ้าชาห์ เรซาขึ้นครองราชย์ต่อจากพระองค์ได้
ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1942 ทั้งสามประเทศได้ลงนามในข้อตกลงกับอิหร่านว่าจะยอมรับเอกราชของอิหร่าน และจะถอนกองกำลัทั้งหมดภายในหกเดือนหังจากสงครามสิ้นสุดลง สหรัฐอเมริกาได้ยืนยันข้อตกลงเดิมอีกครั้งในปีค.ศ. 1943 ในการประชมุที่จัดขึ้นในเตหะราน แต่ในปีค.ศ. 1945 สหภาพโซเวียตก็ยังปฏิเสธที่จะประกาศกำหนดเวลาที่จะถอนกำลังออกจากจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันตกและอาเซอร์ไบจานตะวันออก ที่ซึ่งสหภาพโซเวียตสนับสนุนการเคลื่อนไหวที่จะปกครองตัวเอง ในขณะเดียวกัน พรรคตูเดห์ที่เป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่เริ่มมีอิทธิพลและมีที่นั่งในสภา เริ่มแข็งแกร่งมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคเหนือของอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านจึงพยายามส่งกองทัพเข้าไปจัดระเบียบในภาคเหนือของประเทศ แต่พื้นที่ในภาคเหนือของอิหร่านส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่ในความควบคุมของพรรคการเมืองพรรคนี้
ในที่สุด สหภาพโซเวียตก็ถอนกำลังออกจากอิหร่านในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1946 แต่สถานการณ์ก็ยังคงตึงเครียดต่อมาอีกหลายเดือน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เป็นตัวการเร่งให้เกิดสงครามเย็นระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต
ระบบการเมืองของอิหร่านได้เริ่มเปิดกว้างมากขึ้น และพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็พัฒนาขึ้นเป็นลำดับ ในปีค.ศ. 1944 ได้มีการเลือกตั้งที่เป็นการแข่งขันกันอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปี บริษัทน้ำมันอังกฤษ - อิหร่าน ซึ่งรัฐบาลอังกฤษเป็นเจ้าของก็เริ่มผลิตและขายน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 ชาวอิหร่านบางคนได้เริ่มสนับสนุนให้โอนกิจการน้ำมันมาเป็นของชาติ และหลังจากปีค.ศ. 1946 เป็นตนมา แนวคิดดังกล่าวก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นลำดับ
[แก้] สงครามเย็น
[แก้] การล่มสลายของราชวงศ์
[แก้] รายพระนาม
[แก้] พระมหากษัตริย์
| พระปรมาภิไธย | เสด็จขึ้นครองราชย์ | สิ้นสุดการดำรงตำแหน่ง | หมายเหตุ | |
| พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี |
15 ธันวาคม ค.ศ. 1925 |
16 กันยายน ค.ศ. 1941 |
ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ปาห์ลาวี | |
| พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี |
16 กันยายน ค.ศ. 1941 |
11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 |
สิ้นสุดการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในประเทศอิหร่าน | |
[แก้] พระบรมราชินี
| พระปรมาภิไธย | เสด็จขึ้นครองราชย์ | สิ้นสุดการดำรงตำแหน่ง | พระราชสวามี | |
| ตาจญ์ อัล-โมลูก |
ค.ศ. 1925 |
ค.ศ. 1941 พระสวามีสละราชสมบัติ |
พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี | |
| เฟาซียะห์ |
16 กันยายน ค.ศ. 1941 |
17 พฤศจิกายน ค.ศ. 1948 ทรงหย่า |
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี | |
| โซรยา |
12 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1951 |
6 เมษายน ค.ศ. 1956 ทรงหย่า |
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี | |
| ฟาราห์ |
21 ธันวาคม ค.ศ. 1959 |
11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 พระสวามีสละราชสมบัติ |
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี | |
[แก้] ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์
[แก้] ผู้อ้างสิทธิในตำแหน่งพระมหากษัตริย์
| พระปรมาภิไธย | เริ่มการอ้างสิทธิ | สิ้นสุดการอ้างสิทธิ | หมายเหตุ | |
| พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี |
11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 |
27 กรกฎาคม ค.ศ. 1980 |
ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์ชาห์แห่งอิหร่าน | |
| จักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวี |
27 กรกฎาคม ค.ศ. 1980 |
27 กรกฎาคม ค.ศ. 1982 |
ผู้อ้างสิทธิตำแหน่งจักรพรรดินีนาถผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ | |
| มกุฎราชกุมารเรซา ปาห์ลาวี |
27 กรกฎาคม ค.ศ. 1982 |
ปัจจุบัน |
ผู้อ้างสิทธิในราชบัลลังก์อิหร่านองค์ปัจจุบัน | |
[แก้] ผู้อ้างสิทธิในตำแหน่งจักรพรรดินี
| พระปรมาภิไธย | เริ่มการอ้างสิทธิ | สิ้นสุดการอ้างสิทธิ์ | คู่สมรส | |
| ฟาราห์ ดีบา |
11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 |
27 กรกฎาคม ค.ศ. 1980 พระสวามีสวรรคต |
พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี | |
| ยัสมิน อาเตมัด-อามินี |
12 มิถุนายน ค.ศ. 1986 |
ปัจจุบัน | มกุฎราชกุมารเรซา ปาห์ลาวี | |
[แก้] ฐานันดรศักดิ์
ฐานันดรศักดิ์หรือคำนำหน้าพระนามของพระราชวงศ์ปาห์ลาวี ได้แก่
- ชาห์ (شاه, Shah) เป็นฐานันดรที่ใช้เรียกพระเจ้าแผ่นดินของอิหร่าน โดยใช้นำหน้าพระนาม และตามด้วยคำว่า ชาฮันชาห์แห่งอิหร่าน (Shahanshah of Iran) โดยมีความหมายเทียบเท่ากับคำว่าสมเด็จพระจักรพรรดิ (HIM) ได้แก่ พระเจ้าชาห์ เรซา ปาห์ลาวี และพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี
- ชาห์บานู (شاهبانو, Shabanou หรือ Shahbanou) เป็นฐานันดรที่ใช้เรียกพระจักรพรรดินีแห่งอิหร่าน โดยใช้นำหน้าพระนาม และลงท้ายพระนามด้วยคำว่าแห่งอิหร่าน มีความหมายเทียบเท่าสมเด็จพระจักรพรรดินี (HIM) มีผู้ใช้คำนำหน้าพระนามนี้เพียงพระองค์เดียวคือ จักรพรรดินีฟาราห์ ปาห์ลาวี
- มาเลเก (ملکه, Maleke) เป็นฐานันดรที่ใช้เรียกสมเด็จพระราชินีแห่งอิหร่าน โดยมาจากรากศัพท์อาหรับคำว่า มาลิก (ملك) ที่มีความหมายว่ากษัตริย์ และเป็นพระนามหนึ่งของอัลลอหฺ ปัจจุบันตำแหน่งนี้ถูกยกเลิก และใช้คำนำหน้าเป็นจักรพรรดินีหรือชาห์บานูแทน มีผู้ใช้คำนำหน้าพระนามนี้ 3 พระองค์คือ สมเด็จพระราชินีทัดจ์ อัล-โมลุก, สมเด็จพระราชินีเฟาซียะห์ และสมเด็จพระราชินีโซรยา
- มกุฎราชกุมารแห่งอิหร่าน เป็นฐานันดรที่ใช้เรียกพระราชโอรสพระองค์แรกในพระเจ้าชาห์ โดยจะรับสืบทอดตำแหน่งพระเจ้าชาห์ต่อจากพระราชบิดา ผู้ดำรงตำแหน่งนี้มีเพียง 2 พระองค์ได้แก่ มกุฎราชกุมารโมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และมกุฎราชกุมารเรซา ปาห์ลาวี
- ชาห์ปูร์ (شاهپور, Shahpur) เป็นฐานันดรที่ใช้เรียกพระราชโอรสองค์รองลงไป โดยใช้นำหน้าพระนาม และตามด้วยพระราชสกุล เช่น เจ้าชายอาลี เรซา ปาห์ลาวีที่ 1, เจ้าชายกอลัม เรซา ปาห์ลาวี เป็นต้น
- ชาห์ดอคต์ (شاهدخت, Shahdokht) เป็นฐานันดรที่ใช้เรียกพระราชธิดา ใช้นำหน้าพระนาม และตามด้วยพระราชสกุลเช่นเดียวกับชาห์ปูร์ เช่น เจ้าหญิงชามส์ ปาห์ลาวี และเจ้าหญิงอัชราฟ ปาห์ลาวี เป็นต้น
- วาลา กอฮัร และวาลา กอฮารี (Vala Gohar และ Vala Gohari) เป็นฐานันดรที่ใช้เรียกพระเจ้าหลานเธอในพระเจ้าชาห์ โดยหากพระราชโอรสได้เสกสมรสกับสตรีใดก็ตามบุตรที่เกิดมาจะต้องใช้คำนำหน้านี้และตามด้วยพระราชสกุล ส่วนพระราชธิดาของพระเจ้าชาห์ได้เสกสมรสกับชายใดก็ตาม บุตรหรือธิดาจะมีพระนามและตามด้วยสกุลของผู้เป็นบิดา เช่น เจ้าหญิงซาห์รา มาห์นาซ ซาเฮดี และเจ้าหญิงฟอเซห์ จาฮันบานีเป็นต้น
อย่างไรก็ตามหากเจ้าหญิงในพระราชวงศ์ได้เสกสมรสกับชาวต่างชาติ ในกรณีของเจ้าหญิงฟาติเมห์ ปาห์ลาวี พระขนิษฐาต่างพระมารดาในพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ได้เสกสมรสกับนักธุรกิจชาวอเมริกันเป็นสวามี พระโอรส-ธิดาที่ประสูติออกมา จะไม่มีคำนำหน้าพระนาม โดยใช้ราชสกุลปาห์ลาวีและตามด้วยนามสกุลของบิดา เป็น Pahlavi Hillyer
[แก้] แหล่งข้อมูลอื่น
| คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่น ๆ เกี่ยวกับ: Pahlavi |
- The Pahlavi Dynasty
- What Really Happed to the Shah of Iran, Payvand News, March 10, 2006.
- Egyptian Royalty by Ahmed S. Kamel, Hassan Kamel Kelisli-Morali, Georges Soliman and Magda Malek.
- L'Egypte D'Antan... Egypt in Bygone Days by Max Karkegi.
|
|||||||||||||||||||||
