ปราสาทเชวาลิเยร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
World Heritage logo.png ปราสาทเชวาลิเยร์
قلعة الحصن
Krak des Chevaliers
Crac des chevaliers syria.jpeg
ปราสาทเชวาลิเยร์
ปราสาท
ปีสร้าง ค.ศ. 1031
ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว
ที่ตั้ง
ประเทศ ธงของประเทศซีเรีย ซีเรีย
พิกัด 34°45′25″N 36°17′40″E / 34.75694°N 36.29444°E / 34.75694; 36.29444
หมายเหตุ มรดกโลก (ค.ศ. 2006)
รายชื่อ: ปราสาท / พระราชวัง / วัง

ปราสาทเชวาลิเยร์ (ภาษาอังกฤษ: Krak des Chevaliers; อาหรับ: قلعة الحصن) เป็นปราสาทครูเสดที่ตั้งอยู่ในประเทศซีเรีย ปราสาทเชวาลิเยร์เป็นปราสาทที่มีความสำคัญในการเป็นปราสาททางการทหารจากยุคกลางที่อยู่ในสภาพที่ดีที่สุดในโลก คำว่า “Krak” ในชื่อมาจากภาษาซีเรียค “karak” ที่แปลว่าป้อมปราการ ปราสาทอยู่ห่างจากฮิมส์ (Hims) ไปทางตะวันตกราว 65 ใกล้กับพรมแดนเลบานอน

ที่มาของความหมาย[แก้]

ปราสาทเชวาลิเยร์รู้จักกันในภาษาอาหรับว่า “Hisn al Akrad” (อาหรับ: حصن الأکراد) หรือ “ปราสาทของชาวเคิร์ด” ชนแฟรงค์เรียกปราสาทว่า “Le Crat” และต่อมาสับสนกับคำว่า “Krak” และ “karak” (ป้อมปราการ) กลายมาเป็นคำว่า “Le Crac”[1]

ที่ตั้ง[แก้]

ปราสาทตั้งอยู่ทางตะวันออกของทริโปลิ (Tripoli), เลบานอน ในช่องเขาฮิมส์ (Hims Gap) บนเนินสูง 650 เมตรบนเส้นทางสายเดียวระหว่างอันติโอค ไปยังเบรุต และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ปราสาทเชวาลิเยร์เป็นหนึ่งในแนวปราสาทตามพรมแดนของอาณาจักรครูเสด (Crusader states) ปราสาทควบคุมเส้นทางไปสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและจากปราสาทนี้ฮอสพิตาลเลอร์สามารถแผ่อำนาจไปได้บ้างในบริเวณทะเลสาบโฮมส์ (Lake Homs) ทางตะวันออกเพื่อควบคุมอุตสาหกรรมการประมงและเฝ้าดูกองทัพฝ่ายมุสลิมที่รวมตัวกันในซีเรีย

ประวัติ[แก้]

ประวัติโบราณ[แก้]

ภาพเขียนของปราสาทเชวาลิเยร์
ระเบียงคดแบบกอธิคภายในปราสาท

ตะวันออกกลางมักจะเป็นจุดพบปะระหว่างวัฒนธรรมจากหลายบริเวณโดยเฉพาะบาบิโลเนีย, อียิปต์, ฮิทไทท์, ฮิบรู, โรมัน, เปอร์เชีย, ไบแซนไทน์, อาหรับ, เคิร์ด, ออตโตมัน, เซลจุค และแฟรงค์ เพราะความแตกต่างของวัฒนธรรมต่างๆ ทำให้สถาปัตยกรรมของการก่อสร้างปราสาทมีลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์กว่าการก่อสร้างปราสาทใดใด

ความขัดแย้งต่างลงเอยด้วยการต่อสู้ระหว่างชาติต่างๆในบริเวณที่ก่อตั้งปราสาทรวมทั้งยุทธการสำคัญ--ยุทธการคาเดช (Battle of Kadesh) โรมัน, ต่อมาจักรวรรดิไบแซนไทน์หลังจากความแตกแยกระหว่างคริสต์ศาสนจักรตะวันออกและตะวันตก (East-West Schism) สร้างป้อมปราการแบบกรีกเพื่อต่อต้านการรุกรานทางทหารของเปอร์เชียที่นำไปสู่การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ใช้โดยกองทัพอาหรับหลังจากที่ได้รับชัยชนะต่อบริเวณนั้นในระหว่าง ค.ศ. 634 ถึง ค.ศ. 639

ชัยชนะของอิสลาม[แก้]

ภายใต้การนำของราชวงศ์อูมายยัด (Umayyad) ช่างก่อสร้างใช้ประโยชน์จากโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของไบแซนไทน์ของค่ายทหารและสะพานส่งน้ำ (aqueduct) ของแม่น้ำโอรอนทิส (Orontes River) ในการก่อสร้างวังอันงดงามที่ประกอบด้วยสวนกลางทะเลทราย การก่อสร้างดำเนิต่อมาจนถึงสมัยการปกครองของอับบาซิด (Abbasid) ในปี ค.ศ. 750 แต่ก็เสื่อมโทรมลงเมื่อตกไปอยู่ภายใต้การดูแลของทหาร กองกำลังตุรกีมิได้ใช้ประโยชน์กับป้อมเท่าใดนัก

สงครามครูเสด[แก้]

ป้อมปราการเดิมสร้างในปี ค.ศ. 1031 สำหรับอีเมียร์แห่งอะเลปโป (Aleppo)

ระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ. 1099 ป้อมก็ถูกยึดโดยเรมงด์ที่ 4 แห่งทูลูส (Raymond IV of Toulouse) แต่ก็ถูกละทิ้งเมื่อกองทัพครูเสดเดินทางต่อไปยังเยรูซาเลม แต่ปราสาทก็มาถูกยึดอีกครั้งโดยทานเครด เจ้าชายแห่งกลิลี (Tancred, Prince of Galilee) ในปี ค.ศ. 1110 ในปี ค.ศ. 1142 เรมงด์ที่ 2 แห่งทริโพลิ (Raymond II of Tripoli) ก็ยกปราสาทให้ลัทธิเซนต์จอห์น

ปราสาทเชวาลิเยร์จึงกลายเป็นศูนย์กลางของลัทธิเซนต์จอห์นระหว่างสงครามครูเสด ระหว่างปี ค.ศ. 1150 ถึงปี ค.ศ. 1250 ปราสาทก็ได้รับการต่อเติมและขยายเพิ่มเติมจนสามารถเป็นที่ประจำการสำหรับทหารได้จำนวน 2,000 คน กำแพงด้านในมีความหนาถึง 100 ฟุตทีฐานทางด้านไต้[2] โดยมีหอยามเจ็ดหอที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 ฟุต[3]

อัศวินแห่งลัทธิเซนต์จอห์นขยายปราสาทจนกลายเป็นปราสาทครูเสดที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ โดยการเพิ่มกำแพงด้านนอกที่หนาสามเมตรและมีหอยามเจ็ดหอที่แต่ละหอมีความหนาระหว่างแปดถึงสิบเมตรเพื่อให้เป็นปราสาทซ้อน ปราสาทอาจจะเป็นที่พำนักของอัศวินแห่งลัทธิเซนต์จอห์นราว 50-60 คนพร้อมกับทหารราบอีกราวสองพันคน ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 ปราสาทมีคูที่มีสะพานชัก (drawbridge) ไปยังประตูปราสาท (Postern)

ระหว่างประตูในและประตูนอกเป็นลานที่นำไปสู่สิ่งก่อสร้างภายในปราสาทที่สร้างใหม่โดยอัศวินแห่งลัทธิเซนต์จอห์นเป็นแบบกอธิค สิ่งก่อสร้างเหล่านี้รวมทั้งห้องประชุม, ชาเปล, โรงเก็บเสบียงที่ยาว 120 เมตร และโรงม้าที่ทำด้วยหินที่เป็นที่เลี้ยงม้าได้ราวหนึ่งพันตัว ที่เก็บเสบียงอื่นๆ ขุดเข้าไปในโพรงหินด้านล่างของปราสาท เชื่อกันว่าอัศวินแห่งลัทธิเซนต์จอห์นที่อยู่ในปราสาทนี้สามารถทนการถูกล้อมได้ถึงห้าปี

ในปี ค.ศ. 1163 นัวร์อัด-ดิน (Nur ad-Din) ล้อมเพื่อพยายามจะยึดปราสาทแต่ไม่สำเร็จ ซึ่งทำให้อัศวินแห่งลัทธิเซนต์จอห์นกลายเป็นกองกำลังอิสระที่สำคัญในบริเวณพรมแดนกับทริโพลิ ภาในปี ค.ศ. 1170 การขยายต่อเติมปราสาทก็เสร็จลง ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ก็เกิดแผ่นดินไหวหลายครั้งที่สร้างความเสียหายให้แก่ปราสาทที่ทำให้ต้องมีการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่

ศอลาฮุดดีนล้อมปราสาทในปี ค.ศ. 1188 เพื่อพยายามจะยึดปราสาทแต่ไม่สำเร็จ ระหว่างการล้อมศอลาฮุดดีนจับตัวผู้ดูแลปราสาท (castellan) ได้และถูกนำตัวไปที่หน้าประตูปราสาท และถูกบังคับให้บอกให้ผู้อยู่ข้างในเปิดประตู ผู้ดูแลปราสาทก็ตะโกนเป็นภาษาอาหรับให้ยอมแพ้และเปิดประตู แต่ประโยคต่อมาเป็นภาษาฝรั่งเศสในรักษาปราสาทไว้จนลมหายใจสุดท้าย

ในปี ค.ศ. 1217 ระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่ 5 พระเจ้าแอนดรูว์ที่ 2 แห่งฮังการีก็ทรงเสริมสร้างกำแพงรอบนอกและพระราชทานทุนทรัพย์ในการจ้างกองทหารผู้ดูแลปราสาท

ในปี ค.ศ. 1271 ปราสาทถูกยึดโดยมามลุค สุลต่าน ไบบาร์สเมื่อวันที่ 8 เมษายน โดยการใช้เครื่องยิงหิน (catapult) ขนาดใหญ่ที่ต่อมานำไปใช้ในการโจมตีเอเคอร์ในปี ค.ศ. 1291ไบบาร์สสร้างเสริมปราสาทและใช้เป็นฐานในการต่อต้านทริโปลิ และเปลี่ยนชาเปลเป็นสุเหร่า

เมื่อสมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 แห่งอังกฤษเสด็จไปในสงครามครูเสดครั้งที่ 9ในปี ค.ศ. 1272 พระองค์ก็ทรงนำลักษณะสถาปัตยกรรมการก่อสร้างมาใช้ในการก่อสร้างปราสาทในราชอาณาจักรอังกฤษและเวลส์ ปราสาทเชวาลิเยร์ได้รับการบรรยายว่าเป็น “อาจจะเป็นปราสาทที่ได้รับการรักษาไว้อย่างดีที่สุดที่เป็นที่น่าชื่นชมที่สุดในโลก” โดยที. อี. ลอว์เรนซ์ (T. E. Lawrence)[3][4] ปราสาทแห่งนี้ได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกพร้อมกับปราสาทซาลาห์ เอ็ด-ดิน (Citadel of Salah Ed-Din)ในปี ค.ศ. 2006[5] ปราสาทนี้เป็นของรัฐบาลประเทศซีเรีย และเป็นปราสาทเพียงไม่กี่แห่งที่ศิลปะครูเสดในรูปของจิตรกรรมฝาผนังได้รับการอนุรักษ์ไว้

อ้างอิง[แก้]

  1. A History of the Crusades: The Art And Architecture of the Crusader, page 152, Kenneth M. Setton, Harry W. Hazard, Published 1977, University of Wisconsin Press, 448 pages, ISBN 0-299-06824-2
  2. Howstuffworks "Krak des Chevaliers"
  3. 3.0 3.1 Knights Templar: Lost Worlds, July 10, 2006 video documentary on The History Channel
  4. Krak des Chevaliers - Crusader Castle in Syria
  5. UNESCO list

ดูเพิ่ม[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ ปราสาทเชวาลิเยร์

ระเบียงภาพ[แก้]