ลัทธิเซนต์จอห์น

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ลัทธิเซนต์จอห์นแห่งเยรุซาเล็ม (ชื่ออื่น Knights Hospitaller; Sovereign Military Hospitaller Order of St. John of Jerusalem of Rhodes and of Malta; Sovereign Order of Saint John of Jerusalem of Rhodes and of Malta; Sovereign Order of Saint John; Order of St. John; Knights of Malta; Knights of Rhodes; และ Chevaliers of Malta; ภาษาฝรั่งเศส: Ordre des Hospitaliers) เป็นองค์การทางคริสต์ศาสนาที่เริ่มด้วยการก่อตั้งเป็นโรงพยาบาลอมาลฟิที่ก่อตั้งในเยรุซาเล็มในปี ค.ศ. 1080 เพื่อเป็นสถานที่สำหรับคนยากจน, นักแสวงบุญ และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่เดินทางมายังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หลังจากคริสต์ศาสนจักรตะวันตกได้รับชัยชนะต่อเยรุซาเล็มในปี ค.ศ. 1099 ระหว่างสงครามครูเสดครั้งที่ 1 โรงพยาบาลอมาลฟิก็ก่อตั้งเป็นลัทธิคริสต์ศาสนา/องค์การทหารภายใต้ใบอนุญาต (charter) โดยมีหน้าที่ในการดูแลผู้บาดเจ็บและป้องกันดินแดนศักดิ์สิทธิ์ หลังจากที่เยรุซาเล็มเสียเมืองแก่ฝ่ายมุสลิมลัทธิเซนต์จอห์นก็ย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่โรดส์เป็นอาณาจักรของตนเอง และต่อมาที่มอลตาเป็นประเทศราชภายใต้การปกครองของข้าหลวงเสปนแห่งซิซิลี

เนื้อหา

[แก้] การก่อตั้งและประวัติเบื้องต้น

แกรนด์มาสเตอร์ และอัศวินอาวุโสในคริสต์ศตวรรที่ 14

ในปี ค.ศ. 600 แอ็บบ็อตโพรบัส (Abbot Probus) ได้รับจ้างจากสมเด็จพระสันตะปาปาเกรกอรีที่ 1 ให้สร้างสถานพยาบาลในกรุงเยรุซาเล็มเพื่อดูแลนักแสวงบุญคริสเตียนที่เดินทางไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ในปี ค.ศ. 800 ชาร์เลอมาญจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ขยายสถานพยาบาลของโพรบัสและเพิ่มห้องสมุด ราวสองร้อยปีต่อมาในปี ค.ศ. 1005, กาหลิบอัล-ฮาคิม บิ-อมร อัลลอฮ์ (Al-Hakim bi-Amr Allah) ทำลายสถานพยาบาลและบ้านเรือนอื่นๆ อีกสามพันหลังในกรุงเยรุซาเล็ม ในปี ค.ศ. 1023 พ่อค้าจากอามาลฟิ และซาเลอร์โน ในอิตาลีได้รับอนุญาตให้สร้างสถานพยาบาลใหม่โดยกาหลิบอาลิ อัซ-ซาเฮียร์ (Ali az-Zahir) แห่งอียิปต์ สถานพยาบาลใหม่สร้างบนที่ที่เดิมเป็นสำนักสงฆ์ของนักบุญจอห์นแบ็พทิสต์บริหารโดยนักบวชลัทธิเบ็นนาดิคติน

สถานพยาบาลสำนักสงฆ์ได้รับก่อตั้งขึ้นเป็นลัทธิหลังสงครามครูเสดครั้งที่ 1 โดยบุญราศีเจอราร์ด โทม (Gerard Thom) ที่ได้รับการอนุมัติโดยพระบัญญัติของพระสันตะปาปา (Papal bull) ของสมเด็จพระสันตะปาปาปาสคาลที่ 2 ในปี ค.ศ. 1113[1] เจอราร์ดขยายดินแดนของลัทธิและรายได้ไปทั่วราชอาณาจักรเยรุซาเล็มและอาณาบริเวณที่ไกลออกไปจากนั้น นอกไป เรมงด์ดูปุยแห่งโปรวองซ์ (Raymond du Puy de Provence) ผู้นำคนต่อมาก่อตั้งสถานพยาบาลที่สำคัญไม่ไกลจากวัดโฮลีเซพัลเครอ (Church of the Holy Sepulchre) ในเยรุซาเล็มโดยมีจุดประสงค์เมื่อเริ่มแรกในการดูแลรักษานักแสวงบุญในเยรุซาเล็ม แต่ต่อมาก็รวมไปถึงการให้บริการคุ้มครองนักแสวงบุญโดยผู้ถืออาวุธและขยายตัวจนกลายเป็นกองกำลังที่มีขนาดใหญ่พอสมควร

ผู้พยาบาลหรือฮอสปิตาลเลอร์ (The Hospitallers) และอัศวินเท็มพลาร์ (Knights Templar) ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1119,[2] กลายเป็นกลุ่มคริสเตียนสำคัญผู้มีอำนาจอยู่ในบริเวณนั้น ลัทธิมาได้รับชื่อเสียงหลังจากการต่อสู้กับฝ่ายมุสลิมหลายครั้ง ทหารของอัศวินเท็มพลาร์สวมเสื้อคลุมสีดำที่มีกางเขนขาว[3]

เมื่อมาถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 12 ลัทธิอัศวินเท็มพลาร์ก็แบ่งเป็นกองทหารและกลุ่มผู้ทำงานกับผู้เจ็บป่วยแต่ก็ยังเป็นลัทธิทางศาสนาและได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ จากพระสันตะปาปา เช่นไม่ต้องอยู่ในอำนาจการปกครองของผู้ใดนอกไปจากอำนาจการปกครองของพระสันตะปาปา ไม่ต้องเสียภาษีและมีสิทธิในการเป็นเจ้าของสิ่งก่อสร้างทางศาสนาด้วยตนเองได้ ลัทธิอัศวินเท็มพลาร์และฮอสปิตาลเลอร์สร้างป้อมปราการต่างๆ ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของราชอาณาจักรเยรุซาเล็มฮอสปิตาลเลอร์มีป้อมใหญ่ๆ เจ็ดป้อมและอสังหาริมทรัพย์อีก 140 แห่ง สองแห่งที่ใหญ่ที่สุดในราชอาณาจักรและในนครรัฐอันติโอค (Principality of Antioch) คือปราสาทเชวาลิเยร์ (Krak des Chevaliers) และปราสาทมาร์กัท (Margat)[1] ทรัพย์สินของลัทธิแบ่งเป็นวัดไพรออรี (Priory) ที่แบ่งออกเป็นเบลลิวิค (bailiwick) เฟรดเดอริค บาร์บารอซซาจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ทรงสัญญาว่าจะพิทักษ์อัศวินแห่งเซนต์จอห์นในเอกสารพระราชนุญาตของปี ค.ศ. 1185.

[แก้] อัศวินแห่งไซปรัสและอัศวินแห่งโรดส์

ปราสาทของอัศวินที่เกาะโรดส์
โรดส์และดินแดนที่เป็นของอัศวินเซนต์จอห์น

การขยายอำนาจของอิสลามในบริเวณตะวันออกกลางจนในที่สุดก็สามารถขับอัศวินออกจากเยรุซาเล็ม. หลังจากราชอาณาจักรเยรุซาเล็มล่มในปี ค.ศ. 1291 (กรุงเยรุซาเล็มเองล่มในปี ค.ศ. 1187) อัศวินก็ถูกจำกัดบริเวณอยู่แต่ในบริเวณทริโปลี (County of Tripoli) และเมื่อ[[เอเคอร์, อิสราเอล|เอเคอร์]ถูกยึดในปี ค.ศ. 1291 อัศวินก็ต้องไปหาที่ตั้งใหม่ในราชอาณาจักรไซปรัส หลังจากการเข้าไปพัวพันกับการเมืองในไซปรัสแกรนด์มาสเตอร์ กีโยม เดอ วิลลาเรต์ (Guillaume de Villaret) ก็วางแผนที่จะหาที่ดินที่เป็นของลัทธิเองโดยเลือกเกาะโรดส์เป็นที่ตั้งใหม่ ผู้นำคนต่อมาฟุล์คส์ เดอ วิลลาเรต์ (Fulkes de Villaret) ทำตามแผนที่วางไว้และเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมปี ค.ศ. 1309 หลังจากต่อสู้กันอยู่สองปีเกาะโรดส์ก็ยอมแพ้ นอกจากโรดส์แล้ว อัศวินก็ยังยึดเกาะบริเวณใกล้เคียงกันอีกหลายเกาะ และเมืองท่าอานาโตเลียสองเมืองโบดรัม (Bodrum) และคาสเตโลริโซ (Kastelorizo)


อัศวินเท็มพลาร์ (Knights Templar) ถูกยุบเลิกในปี ค.ศ. 1312 และทรัพย์สินและที่ดินส่วนใหญ่ถูกยกให้กับฮอสพิทาลเลอร์ (Hospitaller) ทรัพย์สินและที่ดินแบ่งออกเป็น 8 บริเวณทังก์ (Tongue) ((อารากอน, โอแวร์ญ, คาสตีล, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี และโปรวองซ์) แต่ละบริเวณก็ปกครองก็บริหารโดยไพรเออร์ (Prior) หรือถ้ามีมากกว่าหนึ่งไพรเออรีในบริเวณนั้นก็จะปกครองโดยแกรนด์ไพรเออร์ ที่โรดส์และมอลตาอัศวินที่ประจำอยู่ที่ทังก์แต่ละทังก์ก็นำโดย “Bailli” แกรนด์ไพรเออร์ของอังกฤษในขณะนั้นคือฟิลลิป เทม (Philip Thame) ผู้เป็นผู้หาที่ดินที่ตั้งของบริเวณทังก์ในอังกฤษระหว่างปี ค.ศ. 1330 ถึงปี ค.ศ. 1358.

เมื่อตั้งถิ่นฐานอยู่บนเกาะโรดส์อัศวินเซนต์จอห์นก็รู้จักกันในชื่อ “อัศวินแห่งโรดส์” ด้วย[4] ก็จำยอมต้องกลายเป็นนักรบเพิ่มขึ้นอีกโดยเฉพาะในการต่อสู้กับกลุ่มโจรสลัดบาร์บารี (Barbary pirates) อัศวินแห่งโรดส์สามารถป้องกันการรุกรานในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้สองครั้งๆ หนึ่งโดยสุลต่านแห่งอียิปต์ในปี ค.ศ. 1444 และอีกครั้งหนึ่งโดยสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2แห่งจักรวรรดิออตโตมันในปี ค.ศ. 1480 ผู้ที่หลังจากยึดยึดคอนสแตนติโนเปิลได้ในปี ค.ศ. 1453 แล้วก็ทรงหันมาตั้งเป้าที่จะทำลายอัศวินแห่งโรดส์

ในปี ค.ศ. 1494 อัศวินแห่งโรดส์ก็ไปตั้งที่มั่นที่แหลมฮาลิคาร์นัสซัส (ปัจจุบันโบดรัม) อัศวินใช้ส่วนที่ส่วนที่ไม่ถูกทำลายของซากที่บรรจุศพแห่งมอสโซลอส (Mausoleum of Maussollos) (หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ) ไปใช้ในการสร้างเสริมปราสาทโบดรัม[5]

ในปี ค.ศ. 1522 สุลต่านสุลัยมานแห่งจักรวรรดิออตโตมันก็ทรงนำกองทัพเรือ 400 ลำและทหารราบจำนวน 200,000 มารุกรานโรดส์[6] ทางฝ่ายอัศวินภายใต้การนำของแกรนด์มาสเตอร์ฟิลลิป วิลลิเยร์ เดอ ลิสเซิล-อาดัน (Philippe Villiers de L'Isle-Adam) มีทหารด้วยกันทั้งหมด 7,000 คนและป้อม การล้อมโรดส์ใช้เวลาหกเดือน ในที่สุดผู้ที่รอดจากการโจมตีก็ได้รับพระบรมราชานุญาตจากสุลต่านสุลัยมานให้ออกจากโรดส์ อัศวินแห่งโรดส์จึงถอยไปตั้งหลักที่ซิซิลี

[แก้] อัศวินแห่งมอลตา

ดูบทความหลักที่ การล้อมมอลตา ค.ศ. 1565
ตราของอัศวินฮอสพิทาลเลอร์แบ่งสี่กับตราของปิแยร์ ดอร์บูส์ซอง (Pierre d'Aubusson) บนบอมบาร์ด (bombard) ที่ปิแยร์สั่ง เหนือตราเป็นคำจารึก “F. PETRUS DAUBUSSON M HOSPITALIS IHER”
การแสดงการต่อสู้ของอัศวินในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ที่ป้อมเซนต์เอลโม, วาเล็ตตา, มอลตา, 8 พฤษภาคม ค.ศ. 2005
ทิวทัศน์จากวาเล็ตตาไปยังป้อมเซนต์แอนเจโล

หลังจากที่เร่ร่อนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งอยู่เจ็ดปีในยุโรป อัศวินก็ก่อตั้งใหม่ในปี ค.ศ. 1530 เมื่อสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 แห่งสเปนในฐานะพระมหากษัตริย์แห่งซิซิลีก็พระราชทานมอลตาให้แก่ลัทธิ[7] พร้อมทั้งโกโซ (Gozo) และทริโปลี (Tripoli) เมืองท่างของแอฟริกาเหนือในการเป็นอาณาจักรเป็นการแลกเปลี่ยนกับเหยี่ยมอลตาหนึ่งตัวต่อปีที่ต้องนำมามอบให้แก่อุปราชแห่งซิซิลีผู้เป็นผู้แทนพระองค์ในวัน “All Souls Day” ของทุกปี[2] (ข้อมูลนี้นำไปใช้เป็นโครงเรื่องของนวนิยายที่มีชื่อเสียงเรื่อง “The Maltese Falcon” โดยดาชิลล์ แฮมเม็ทท์)

อัศวินฮอสพิทาลเลอร์ก็ยังคงต่อสู้กับฝ่ายมุสลิมอยู่ และโดยเฉพาะกับกลุ่มโจรสลัดบาร์บารี แม้ว่าจะมีกองเรือเพียงไม่กี่ลำแต่ก็ทำให้เป็นที่เคืองพระทัยของสุลต่านออตโตมัน ที่เห็นว่าอัศวินฮอสพิทาลเลอร์สามารถไปหาที่มั่นใหม่ได้ ในปี ค.ศ. 1565 สุลต่านสุลัยมานจึงทรงส่งกองทัพจำนวน 40,000 คนมาล้อมอัศวิน 700 คนและทหารอีก 8,000 คนเพื่อจะกำจัดอัศวินออกจากมอลตา[7]

ในช่วงแรกของการรุกราน สถาณะการณ์ดูเหมือนจะซ้ำรอยกับที่โรดส์ที่ฝ่ายฮอสพิทาลเลอร์เพลี่ยงพล้ำ เมืองต่างๆ เกือบทุกเมืองถูกทำลายและอัศวินครึ่งหนึ่งถูกสังหาร เมื่อวันที่ 18 สิงหาคมสถานะการณ์ของฝ่ายอัศวินก็ถึงจุดวิกฤติ ทหารถูกฆ่าตายไปเป็นจำนวนมากและอ่อนกำลังลงทุกวัน แต่เมื่อสภาสงครามเสนอให้ทิ้งอิลบอร์โก (Il Borgo) และเซ็งเกลีย (Senglea) และถอยไปยังป้อมเซนต์แอนเจโล (Fort St. Angelo) แกรนด์มาสเตอร์ฌอง ปาริโซต์ เดอ ลา วาเลตต์ (Jean Parisot de la Valette) ปฏิเสธ

อุปราชแห่งซิซิลีก็ไม่ส่งกองหนุนมาช่วยซึ่งอาจจะเป็นเพราะพระบรมราชโองการจากพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปนคลุมเครือที่ทำให้การตัดสินใจช่วยหรือไม่ช่วยตกอยู่ในความรับผิดชอบของอุปราช ถ้าตัดสินใจผิดก็หมายถึงการพ่ายแพ้และทำให้ซิซิลีและเนเปิลส์ตกอยู่ในอันตรายจากฝ่ายออตโตมัน ตัวอุปราชเองก็ทิ้งลูกชายไว้กับวาเลตต์บนเกาะ ฉะนั้นจึงไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายนัก แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดอุปราชก็ลังเลในการส่งกองกำลังไปช่วยจนกระทั่งผลของการถูกโจมตีแทบจะอยู่ในมือของอัศวินที่ถูกละทิ้งอยู่บนเกาะ

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมก็มีการโจมตีครั้งใหญ่ครั้งสุดท้ายโดยผู้ที่มาล้อม สถานะการณ์คับขันจนแม้แต่ทหารผู้บาดเจ็บก็ต้องร่วมเข้าต่อสู้ป้องกันด้วย แต่การโจมตีของฝ่ายออตโตมันก็ไม่รุนแรงนักนอกจากที่ป้อมเซนต์เอลโม ซึ่งทำให้ป้อมต่างๆ ยังต่อต้านอยู่ได้[8] ทางฝ่ายอัศวินก็ซ่อมแซมกำแพงส่วนที่ถูกตีแตกทั้งกลางวันและกลางคือน สำหรับฝ่ายออตโตมันการยึดมอลตาดูจะยากขึ้นทุกวัน กองกำลังที่พักอยู่ในที่แคบจำกัดก็ล้มป่วยและเสียชีวิตกันมากมายระหว่างช่วงฤดูร้อน อาวุธและอาหารก็เริ่มร่อยหรอลงและกำลังใจในการต่อสู้ของทางฝ่ายออตโตมันก็เริ่มลดถอยลงเพราะความพ่ายแพ้ในการพยายามโจมตีหลายครั้งที่ได้รับ นอกจากนั้นแล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนทางฝ่ายออตโตมันก็สูญเสียเทอร์กุต ไรส์ (Turgut Reis) ผู้เป็นแม่ทัพเรือผู้มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ แม่ทัพสองคนที่เหลืออยู่ปิยาเล ปาชา (Piyale Pasha) และลาลา คารา มุสตาฟา ปาชา (Lala Kara Mustafa Pasha) เป็นผู้มีความเลินเล่อ ทั้งสองมีกองทัพเรือขนาดใหญ่ที่ใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงครั้งเดียว, ขาดการติดต่อกับฝั่งอาฟริกา และไม่พยายามระวังการโจมตีจากแนวหลังโดยซิซิลี

เมื่อวันที่ 1 กันยายน ปิยาเลและลาลาก็พยายามเป็นครั้งสุดท้ายแต่กำลังขวัญของทหารฝ่ายออตโตมันก็อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ซึ่งทำให้การโจมตีเป็นไปอย่างไม่เต็มใจเท่าใดนักซึ่งทำให้อัศวินผู้ที่ถูกล้อมมีกำลังใจดีขึ้นและเริ่มมองเห็นทางที่จะได้รับชัยชนะ ทางฝ่ายออตโตมันมีความตกประหวั่นเมื่อได้ข่าวว่าทางซิซิลีส่งกำลังมาช่วยโดยหาทราบไม่ว่าเป็นเพียงกองกำลังเพียงกองเล็กๆ แต่ก็มีผลทำให้ละทิ้งการล้อมเมื่อวันที่ 8 กันยายน การล้อมมอลตาจึงเป็นชัยชนะครั้งสุดท้ายของอัศวินแห่งเซนต์จอห์น[9]

เมื่อฝ่ายออตโตมันถอยทัพไปแล้วฮอสพิทาลเลอร์ก็เหลือกำลังคนอยู่เพียง 600 คนที่ถืออาวุธได้ การสันนิษฐานที่เชื่อถือได้กล่าวว่าฝ่ายออตโตมันตอนที่มีกำลังคนสูงสุดมีถึง 40,000 คนและเหลือ 15,000 คนกลับไปคอนสแตนติโนเปิล การล้อมเป็นภาพที่บันทึกไว้บนจิตรกรรมฝาผนังโดยมัตเตโอ เปเรซ ดาลเล็ชชิโอ (Matteo Perez d'Aleccio) ในท้องพระโรงเซนต์ไมเคิลและเซนต์จอร์จหรือที่เรียกว่าท้องพระโรงพระราชบัลลังก์ (Throne Room) ในวังของแกรนด์มาสเตอร์ในวาเล็ตตา ความเสียหายที่ได้รับจากการล้อมเมืองทำให้ต้องสร้างเมืองใหม่ - เมืองปัจจุบันวาเล็ตตาเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่แกรนด์มาสเตอร์ผู้ต่อต้านการล้อมโดยไม่ยอมถอย

ในปี ค.ศ. 1607 แกรนด์มาสเตอร์ฮอสพิทาลเลอร์ก็ได้รับฐานะเป็น “Reichsfürst” (เจ้าชายแห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์แม้ว่าดินแดนของฮอสพิทาลเลอร์จะอยู่ทางใต้ของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์) ในปี ค.ศ. 1630 แกรนด์มาสเตอร์ก็ได้รับแต่งตั้งให้มีฐานะทางศาสนาเท่าเทียมกับคาร์ดินัลที่ใช้คำนำหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ว่า “His Most Eminent Highness” ที่แสดงถึงความสมฐานะในการเป็นเจ้าแห่งคริสต์ศาสนจักร (Prince of the Church)

[แก้] ความยุ่งยากในยุโรป

กลุ่ม Hospitallers ต้องสูญเสียสมาชิกหลายคนในยุโรป เนื่องจากในยุโรปพวกนิยม Protestantism (พวกนิยม นิกายโปรแตสแต้นท์) เริ่มมีอำนาจ ทรัพย์สินและที่ดินของกลุ่ม Hospitallers ในอังกฤษถูกยึด แต่ยังคงเอาตัวรอดอยู่ใน Malta ได้ และยังคงมีอิทธิพลในฝรั่งเศส

ในปี 1789 เกิดการปฏิวัติขึ้นในฝรั่งเศส มีการต่อต้านพวกขุนนางและชนชั้นสูงไปทั่วประเทศ ทำให้กลุ่ม Hospitallers สูญเสียแหล่งเงินทุนในฝรั่งเศสไปอย่างถาวร เมื่อการปฏิวัติจบลง รัฐบาลใหม่ของฝรั่งเศสก็สั่งยึดอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินของ Hospitallers ในฝรั่งเศสจนหมด

[แก้] Malta พ่าย

เมื่อปี 1798 ฐานที่มั่นของกลุ่มใน Malta ถูกนโปเลียนยึดในระหว่างการขยายอิทธิพลไปอียิปต์ของนโปเลียน ทางกลุ่มพยายามเจรจาต่อรองกับยุโรปเพื่อที่จะกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้ง พระเจ้า ซาร์แห่งรัสเซียจึงมอบที่หลบภัยให้พวกอัศวินในเมือง St. Petersburg

ในช่วงปี 1800 ทางกลุ่มก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ เนื่องจากสูญเสียสมาชิกในยุโรป และตกต่ำจนถึงที่สุด ด้วยการสนับสนุนจากพระสันตปาปา ลีโอที่ 13 ทางกลุ่มก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในปี 1834 และมีศูนย์บัญชาการในกรุงโรม และเป็นที่รู้จักในชื่อ Sovereign Military Order of Malta

[แก้] ในปัจจุบัน

Sovereign Military Order of Malta เป็นกลุ่มนิกายโรมันคาทอลิค ได้รับการยอมรับจาก สมาชิกถาวรแห่งสหประชาชาติ โดยมีกิจกรรมหลักๆในเรื่องทางศาสนา การกุศล และโรงพยาบาล และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Order of Malta คติประจำของกลุ่มก็คือ Tuitio Fidei et Obsequium Pauperum เป็นภาษาละติน แปลว่า "ผู้ปกป้องความศรัทธาและช่วยเหลือผู้ยากไร้"( Defence of the faith and assistance to the poor)

ในปัจจุบัน ยังมีกลุ่มเลียนแบบ Hospitallers เป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับกลุ่มของจริง

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ 1.0 1.1 Knights Of Malta - unofficial website.
  2. ^ 2.0 2.1 Malta History 1000 AD - present. Carnaval.com. สืบค้นวันที่ 2008-10-12
  3. ^ Knights Of Malta - unofficial website<.
  4. ^ CATHOLIC ENCYCLOPEDIA: Knights of Malta. Newadvent.org. สืบค้นวันที่ 2008-10-12
  5. ^ Bodrum.com.
  6. ^ (G. Veinstein). Süleymān : Encyclopaedia of Islam : Brill Online. Brillonline.nl. สืบค้นวันที่ 2008-10-12
  7. ^ 7.0 7.1 Malta History. Jimdiamondmd.com. สืบค้นวันที่ 2008-10-12
  8. ^ Knights of Malta. Knightshospitallers.org. สืบค้นวันที่ 2008-10-12
  9. ^ Ottoman Siege of Malta, 1565 - World History at KMLA - accessed September 14, 2007
เครื่องมือส่วนตัว