สกุลงูเห่า
| งูเห่า | |
|---|---|
| งูเห่าขณะแผ่พังพาน | |
| การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ | |
| อาณาจักร: | Animalia |
| ไฟลัม: | Chordata |
| ชั้น: | Reptilia |
| อันดับ: | Squamata |
| อันดับย่อย: | Serpentes |
| วงศ์: | Elapidae |
| วงศ์ย่อย: | Elapinae |
| สกุล: | Naja Laurenti, 1768 |
| ชนิด | |
|
|
|
งูเห่า (อังกฤษ: Cobra), ชื่อวิทยาศาสตร์: Naja) เป็นงูพิษขนาดกลางที่อยู่ในสกุล Naja ในวงศ์งูพิษเขี้ยวหน้า (Elapidae) วงศ์ย่อย Elapinae ซึ่งเป็นสกุลของงูพิษที่อาจเรียกได้ว่าเป็นที่รู้จักกันอย่างดีที่สุด
มีพิษมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทที่รุนแรง และเป็นสาเหตุที่ทำให้มีมนุษย์เสียชีวิตจำนวนมากจากการถูกกัด เพราะพิษของงูเห่านับว่ามีความร้ายแรงมากกว่างูพิษชนิดอื่น ๆ งูเห่ามีสีหลากหลาย เช่น ดำ, น้ำตาล, เขียวอมเทา, เหลืองหม่น รวมทั้งสีขาวปลอดทั้งลำตัว ที่เรียกว่า งูเห่านวล หรือ งูเห่าสุพรรณ ซึ่งเป็นความหลากหลายทางสีสันของงูเห่าหม้อ (Naja kaouthia) ที่เป็นงูเห่าชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยที่มิใช่สัตว์เผือกด้วย
งูเห่า เป็นงูที่จัดอยู่ในงูที่อันตราย มีนิสัยดุร้ายเช่นเดียวกับงูจงอาง (Ophiophagus hannah) เมื่อเกิดอาการตกใจหรือต้องการขู่ศัตรู มักทำเสียงขู่ฟู่ ๆ โดยพ่นลมออกจากทางรูจมูกจึงได้ชื่อว่า งูเห่า และแผ่แผ่นหนังที่อยู่หลังบริเวณคอออกเป็นแผ่นด้านข้างเรียกว่า "แม่เบี้ย" หรือ "พังพาน" ซึ่งบริเวณแม่เบี้ยนี้จะมีลวดลายเป็นดอกดวงสีขาวหรือสีเหลืองนวลเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น คล้ายตัวอักษรวีหรืออักษรยูหรือวงกลม หรือไม่มีเลยก็ได้ เรียกว่า "ดอกจัน"[1][2]
เป็นงูที่มีพิษร้ายแรง มีร่องและรูทางออกของน้ำพิษทางด้านหลังของเขี้ยวพิษ เขี้ยวพิษขนาดไม่ใหญ่นักซึ่งผนึกติดแน่นกับขากรรไกรขยับไม่ได้ นอกจากเขี้ยวพิษแล้วอาจมีเขี้ยวสำรองอยู่ติด ๆ กันอีก 1-2 อัน ที่ขากรรไกรล่างไม่มีฟัน นอกจากนี้แล้วในบางชนิดยังสามารถพ่นพิษออกมาจากต่อมน้ำพิษได้อีกด้วย เรียกว่า "งูเห่าพ่นพิษ" ซึ่งหากพ่นใส่ตา จะทำให้ตาบอดได้
งูเห่าจัดว่าเป็นงูพิษขนาดกลาง ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 1 เมตร พบกระจายพันธุ์ไปทั่วในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชียและแอฟริกา สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้ง ทะเลทราย, ป่าดิบ ทั้งบนพื้นที่ราบและภูเขาสูง ตลอดจนในชุมชนเมือง
งูเห่าขยายพันธุ์ด้วยการวางไข่ โดยงูตัวเมียจะเป็นผู้ปกป้องและฟักไข่จนกระทั่งฟักออกเป็นตัว ในช่วงนี้จะมีนิสัยดุร้ายกว่าปกติ ปัจจุบันมีการอนุกรมวิธานแล้วทั้งสิ้น 20 ชนิด[3] โดยชนิดที่พบได้ในประเทศไทย นอกจาก งูเห่าหม้อ ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว ยังมี งูเห่าพ่นพิษด่าง (N. atra), งูเห่าพ่นพิษสยาม (N. siamensis) และงูเห่าพ่นพิษสีทอง (N. samarensis) ซึ่งเป็นงูเห่าประเภทพ่นพิษอีกด้วย
โดยที่คำว่า Naja ที่ใช้เป็นชื่อสกุลทางวิทยาศาสตร์นั้น มาจากคำว่า nāga ซึ่งเป็นภาษาในกลุ่มอินโด-ยูโรเปียน ที่หมายถึง "งู"[4]
[แก้] ในวัฒนธรรม
งูเห่านับเป็นงูพิษที่มนุษย์คุ้นเคยเป็นอย่างดี และอยู่ในวัฒนธรรมของแต่ละชนชาติมาอย่างยาวนาน อาทิ ในเทพปกรณัมของอินเดีย งูเห่าก็เป็นสร้อยสังวาลของพระศิวะ[5] หรือในพุทธประวัติ ที่พระพุทธเจ้านั่งสมาธิที่ใต้ต้นจิก บังเกิดฝนตกมาห่าใหญ่ พญานาคชื่อ มุจลินทร์ ได้แผ่พังพานออกมาปกป้องพระวรกายมิให้โดนละอองฝน เป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรก[6] รวมถึงในนิทานอีสปเรื่อง ชาวนากับงูเห่า เป็นต้น
นอกจากนี้แล้วในทางประวัติศาสตร์และวิถีชีวิต พระนางคลีโอพัตราได้ฆ่าตัวตายด้วยการให้งูเห่าอียิปต์ (N. haje) กัด[7] หรือที่อินเดียมีการละเล่นที่เป่าปี่เพื่อหลอกล่องูเห่าออกมาจากที่เก็บกัก หรือการเอาพังพอน ซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อที่มีความว่องไว สู้กับงูเห่า เป็นต้น
[แก้] ดูเพิ่ม
[แก้] อ้างอิง
- ^ เห่า. ๒ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
- ^ พังพาน. ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542
- ^ จาก ITIS.gov (อังกฤษ)
- ^ Proto-IE: *(s)nēg-o-, Meaning: snake, Old Indian: nāgá- m. 'snake', Germanic: *snēk-a- m., *snak-an- m., *snak-ō f.; *snak-a- vb.
- ^ ตำนานพระศิวะ
- ^ ประวัติและที่มาของพระพุทธรูปประจำวันเกิดปางต่าง ๆ
- ^ Plutarch Parallel Lives, "Life of Antony"