ราชปุต

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Rajput)
ราชปุต
Charles Shepherd and Arthur Robertson01.jpg
ราชปุตโจหันที่เดลี (1868)
ศาสนาฮินดู, อิสลาม และ ซิกข์[1][2]
ภาษาฮินดูสตาน (ฮินดี-อูรดู, หรยาณ, พุนเทล, ฉัตตีสครห์), ราชสถาน, (มัรวาร์, เมวาร์), พิหาร (โภชปุระ,[3] ไมถิลี[4]), คุชราต, สิทธิ, ปัญจาบ, มราฐา, โอริยา, ปหารี (โดกรี)
ประเทศอินเดีย, ปากีสถาน, เนปาล
ภูมิภาคราชสถาน, หรยาณา, คุชราต, อุตตรประเทศ, ปัญจาบตะวันออก, ปัญจาบตะวันตก, หิมาจัลประเทศ, อุตตราขัณฑ์, จัมมูและกัศมีร์, อาฌาดกัศมีร์, พิหาร, โอริสา, ฌารขัณฑ์, มัธยประเทศ, มหาราษฏระ,[5] สินธ์

ราชปุต (จากสันสกฤต ราชบุตร) เป็นกลุ่มขนาดใหญ่ หลายองค์ประกอบ ที่ประกอบด้วยชนชั้นวรรณะ, เครือสายคณาญาติ และกลุ่มท้องถิ่น ที่มีจุดร่วมคือสถานะทางสังคมและการเป็นผู้สืบเชื้อสายทางวงศ์วานมาจากอนุทวีปอินเดีย คำว่าราชปุตรวมถึงเผ่าวงศ์ตระกูลทางบิดา ที่ซึ่งในอดีตมีความเกี่ยวโยงกับความเป็นนักรบ

เมื่อเวลาผ่านไป ราชปุตเริ่มเกิดขึ้นมาในฐานะชนชั้นทางสังคมที่ประกอบด้วยผู้คนจากพื้นหลังทางชาติพันธุ์และภูมิศาสตร์ที่แตกต่างหลากหลายกัน ในระหว่างศตวรรษที่ 16-17 การรับสมาชิกภาพของชนชั้นนี้ต้องผ่านทางการเป็นบุตรหลายเท่านั้น กระนั้นก็ยังคงมีราชปุตที่อ้างสถานะใหม่ให้ตนเองขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อยมาตลอดหลายศตวรรษ อาณาจักรที่ราชปุตเป็นผู้ปกครองหลายแห่งมีบทบาทสำคัญในหลายภูมิภาคจองอินเดียเหนือและกลาง เรื่อยมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 7

ที่มา[แก้]

ที่มาของราชปุตเป็นประเด็นถกเถียงของนักประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน สตีษ จันทระ เสนอว่า "นักประวัติศาสตร์รุ่นใหม่หลายคนเชื่อราว ๆ เดียวกันว่าราชปุตประกอบด้วยกลุ่มจิปาถะแยกย่อยต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงศูทรและชนเผ่าต่าง ๆ ด้วย บางส่วนเป็นพราหมณ์ที่ออกรบ บ้างก็มาจากชนเผ่า ทั้งพื้นถิ่นและจากดินแดนอื่น" ฉนั้น การก่อตัวขึ้นของชุมชนราชปุตเป็นผลมาขากปัจจุยทางการเมืองที่ส่งผลต่อการขยับลำดับขั้นทางสังคม ที่ซึ่งนักวิชาการบางส่วนเรียกว่ากระบวนการสันสกฤตาภิวัตน์ หรือ ราชปุตราภิวัตน์[6][7] นักวิชาการรุ่นใหม่มีความเห็นตรงกันว่าเผ่าพงศ์ราชปุตแทบทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นจากชุมชนไพร่ทาส หรือชุมชนผู้สอนศาสนา[8][9][10][11][12]

อัลฟ์ ฮิลเตบีเตล ได้บรรยายถึงทฤษฎีสามประการจากยุค บริติชราช และก่อนหน้า รวมถึงเสนอว่าทฤษฎีเหล่านี้ถูกเพิกเมินโดยนักวิชาการรุ่นใหม่ นักเขียนยุคสมัยอาณานิคมอังกฤษ ระบุว่าราชปุตเป็นผู้สืบเชื้อสายจากอดีตผู้รุกรานที่เป็นต่างชาติ เช่น ชาวสไกเทีย หรือ ฮูนา และเชื่อว่ามีตำนาน "อัคนีกุลา" สร้างขึ้นมาเพื่อปกปิดที่มาจากต่างแดนของตน[13] ทฤษฎีนี้เชื่อว่าราชปุตมีที่มาจากกลุ่มกษัตริยะในศตวรรษที่ 6-7 หลังการล่มสลายของจักรวรรดิคุปตะ[14][15] นอกจากนักวิชาการเจ้าอาณานิคมแล้ว ทฤษฎีนี้ยังได้รับการสนับสนุนโดยนักวิชาการพื้นถิ่นอย่างดี อาร์ ภันทรการ์[13] ทฤษฎีที่สองเสนอโดยนักประวัติศาสตร์ชาตินิยม ซี วี ไวทยะ (C.V.Vaidya) เชื่อในทฤษฎีการรุกรานของชาวอารยัน และเชื่อว่าในศตวรรษที่ 9-10 อินเดียมีแต่คนชนเดียว คือชาวอารยัน ส่วนราชปุตมีพื้นเพมาจากกษัตริยะอารยันพระเวท ทั้งจากรามายณะ และ มหาภารตะ ไวทยะอ้างลักษณะบางประการมาสนับสนุนทฤษฎีตน เช่น ความกล้าหาญ, ความแข็งแกร่งทางกาย ของทราวบดี และ กาวสัลยะ เทียบกับความกล้ากาญของราชปุต กระนั้น ฮิลเตบีเตลระบุว่าทฤษฎีนี้มีจุดพร่องที่ว่ายุคสมัยพระเวทหรือมหาภารตะในหลายพันปีก่อนคริสต์กาล กับธรรมเนียมราชปุตที่เริ่มมีในราชสถานสมัยศตวรรษที่ 17 ฮิลเตบีเตลสรุปว่าความพยายามโยงราชปุตเข้ากับมหากาพย์เหล่านี้ "ไม่น่าเชื่อถือ" [16] และยังอ้างคำกล่าวของแนนซี แม็กลีน กับ บี ดี จัตโตปาธยาย (B.D.Chattopadhyaya) ซึ่งระบุว่างานของไวทยะเกี่ยวกับราชปุตนี้ "มักจะไม่มีหวัง"[17] ทฤษฎีกลุ่มสุดท้ายซึ่งมีนักประวัติศาสตร์เช่น ชัย นารายัณ อโสปา (Jai Narayan Asopa) ตั้งทฤษฎีว่าราชปุตคือพรหมิณที่ต่อมากลาบมาเป็นผู้นำ อย่างไรก็ตาม ฮินเตบีเตลปฏิเสธทฤษฎีของเขา ระบุว่า "เกินจริง" และ "ไม่เป็นเรื่องเป็นราว"[18]

อ้างอิง[แก้]

  1. Cohen, Stephen Philip (2006). The idea of Pakistan (Rev. ed.). Washington, D.C.: Brookings Institution Press. pp. 35–36. ISBN 978-0815715030. สืบค้นเมื่อ 18 July 2017.
  2. Lieven, Anatol (2011). Pakistan a hard country (1st ed.). New York: PublicAffairs. ISBN 9781610390231. สืบค้นเมื่อ 18 July 2017.
  3. "Folk-lore, Volume 21". 1980. p. 79. สืบค้นเมื่อ 9 April 2017.
  4. Roy, Ramashray (1 January 2003). Samaskaras in Indian Tradition and Culture. p. 195. ISBN 9788175411401. สืบค้นเมื่อ 4 March 2017.
  5. Rajendra Vora (2009). Christophe Jaffrelot; Sanjay Kumar (บ.ก.). Rise of the Plebeians?: The Changing Face of the Indian Legislative Assemblies (Exploring the Political in South Asia). Routledge India. p. 217. ISBN 9781136516627. [In Maharashtra]The Lingayats, the Gujjars and the Rajputs are three other important castes which belong to the intermediate category. The lingayats who hail from north Karnataka are found primarily in south Maharashtra and Marthwada while Gujjars and Rajputs who migrated centuries ago from north India have settled in north Maharashtra districts.
  6. Satish Chandra (2008). Social Change and Development in Medieval Indian History. Har-Anand Publications. pp. 43–44. ISBN 9788124113868. M.N.Srinivas who had used the word "Sanskritization" to denote this process, now accepts accepts that he put too much emphasis originally on the movement of groups towards the varna status of Brahmans. Both Srinivas and B.Stein now emphasize not merely the process of Sanskritization, but other factors, such as the position of the dominant peasant and land-owning classes, political power and production system in the process of caste mobility of groups. Srinivas further surmises that the varna model became more popular during British rule. Thus, growing caste rigidity was an indirect effect of British rule. The rise of Rajputs is a classic model of varna mobility in the earlier period. There is a good deal of discussion regarding the origin of Rajputs - whether they were Kshatriyas of they were drawn from other categories in the population including indigenous tribes. Modern historians are more or less agreed that the Rajputs consisted of miscellaneous groups including Shudra and tribals. Some were Brahmans who took to warfare, and some were from Tribes- indigenous of foreign.
  7. Reena Dube & Rashmi Dube Bhatnagar 2012, p. 59.
  8. Eugenia Vanina 2012, p. 140: "Regarding the initial stages of this history and the origin of the Rajput feudal elite, modern research shows that its claims to direct blood links with epic heroes and ancient kshatriyas in general has no historic substantiation. No adequate number of the successors of these epically acclaimed warriors could have been available by the period of seventh-eights centuries AD when the first references to the Rajput clans and their chieftains were made. [...] almost all Rajput clans originated from the semi-nomadic pastoralists of the Indian north and north-west."
  9. Daniel Gold (1 January 1995). David N. Lorenzen (บ.ก.). Bhakti Religion in North India: Community Identity and Political Action. State University of New York Press. p. 122. ISBN 978-0-7914-2025-6. Paid employment in military service as Dirk H. A. Kolff has recently demonstrated, was an important means of livelihood for the peasants of certain areas of late medieval north India... In earlier centuries, says Kolff, "Rajput" was a more ascriptive term, referring to all kinds of Hindus who lived the life of the adventuring warrior, of whom most were of peasant origins.
  10. Doris Marion Kling (1993). The Emergence of Jaipur State: Rajput Response to Mughal Rule, 1562–1743. University of Pennsylvania. p. 30. Rajput: Pastoral, mobile warrior groups who achieved landed status in the medieval period claimed to be Kshatriyas and called themselves Rajputs.
  11. André Wink (1991). Al-Hind the Making of the Indo-Islamic World: The Slave Kings and the Islamic Conquest : 11Th-13th Centuries. BRILL. p. 171. ISBN 90-04-10236-1. ...and it is very probable that the other fire-born Rajput clans like the Caulukyas, Paramaras, Cahamanas, as well as the Tomaras and others who in the eighth and ninth centuries were subordinate to the Gurjara-Pratiharas, were of similar pastoral origin, that is, that they originally belonged to the mobile, nomadic groups...
  12. Richard Eaton 2019, p. 87, [1]
  13. 13.0 13.1 Alf Hiltebeitel 1999, pp. 439–440.
  14. Bhrigupati Singh 2015, p. 38.
  15. Pradeep Barua 2005, p. 24.
  16. Alf Hiltebeitel 1999, pp. 440–441.
  17. Alf Hiltebeitel 1999, pp. 3.
  18. Alf Hiltebeitel 1999, pp. 441–442.

บรรณานุกรม[แก้]