เพชร
| เพชร | |
|---|---|
เพชรดิบที่มีเฉดสีน้ำตาลที่ปรากฏโดยเกิดจากสิ่งเจือปนของธาตุเหล็กบนพื้นผิว ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงสภาพทางธรณีวิทยาของตะกอนชั้นหินที่เพชรดิบเม็ดนี้ถูกค้นพบ เป็นไปได้ว่าสีที่แท้จริงนั้นคือไร้สี[1] | |
| การจำแนก | |
| ประเภท | แร่ธรรมชาติ |
| สูตรเคมี | C |
| คุณสมบัติ | |
| มวลโมเลกุล | 12.01 |
| สี | โดยทั่วไปสีเหลือง, น้ำตาล หรือเทา ไปจนถึงไม่มีสี น้อยครั้งที่จะเป็นสีฟ้า, เขียว, ดำ, ขาวขุ่น, ชมพู, ม่วง, ส้ม และแดง |
| รูปแบบผลึก | ทรงแปดหน้า |
| โครงสร้างผลึก | สี่เหลี่ยมจัตุรัส-สามมิติ (เหลี่ยมลูกบาศก์) |
| แนวแตกเรียบ | 111 (สมบูรณ์แบบใน 4 ทิศทาง) |
| รอยแตก | ไม่สม่ำเสมอ |
| ค่าความแข็ง | 10 มีการแตกได้ยาก |
| ความวาว | มีความวาว |
| ความวาวจากการขัดเงา | มีความวาว |
| ดรรชนีหักเห | 2.418 (ที่ 500 nm) |
| คุณสมบัติทางแสง | ไอโซทรอปิก |
| ค่าแสงหักเหสองแนว | ไม่มี |
| การกระจายแสง | 0.044 |
| การเปลี่ยนสี | ไม่มี |
| สีผงละเอียด | ไม่มีสี |
| ความถ่วงจำเพาะ | 3.52 ± 0.01 |
| ความหนาแน่น | 3.5–3.53 |
| จุดหลอมเหลว | ขึ้นกับความดันบรรยากาศ |
| ความโปร่ง | โปร่งแสง กึ่งโปร่งแสง ถึง เป็นฝ้าทึบ |
| อ้างอิง: [2][3] | |

เพชร (อังกฤษ: Diamond) เป็นรูปแบบหนึ่งของธาตุคาร์บอนในสถานะของแข็ง ซึ่งมีอะตอมของคาร์บอนจัดเรียงตัวในโครงสร้างผลึกแบบลูกบาศก์เพชร (diamond cubic) เพชรในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนมีลักษณะไร้รส ไร้กลิ่น แข็งเปราะ ไร้สีในรูปบริสุทธิ์ นำไฟฟ้าได้ไม่ดี และไม่ละลายในน้ำ รูปแบบของคาร์บอนในสถานะของแข็งอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแกรไฟต์ (graphite) เป็นรูปแบบที่มีเสถียรภาพทางเคมีภายใต้อุณหภูมิและความดันห้อง อย่างไรก็ตาม เพชรเป็นรูปแบบกึ่งเสถียร (metastable) ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นแกรไฟต์ได้แม้จะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมากภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เพชรมีความแข็งและค่าการนำความร้อนสูงที่สุดในบรรดาวัสดุธรรมชาติ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในการผลิตเครื่องมือตัดและขัด นอกจากนี้ คุณสมบัติเหล่านี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ทั่งเพชร (diamond anvil cell) สามารถสร้างแรงดันสูงเทียบเท่ากับที่พบในชั้นลึกของโลกได้อีกด้วย
เนื่องจากโครงสร้างการจัดเรียงอะตอมในเพชรมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทำให้มีเพียงสิ่งเจือปนบางประเภทเท่านั้นที่สามารถปนเปื้อนเข้าไปได้ (ยกเว้นสองประเภทได้แก่ โบรอนและไนโตรเจน) ความบกพร่องหรือสิ่งเจือปนเพียงเล็กน้อย (ประมาณหนึ่งอะตอมต่ออะตอมในโครงผลึกล้านอะตอม) สามารถทำให้เพชรมีสีต่าง ๆ ได้ เช่น สีฟ้า (โบรอน) สีเหลือง (ไนโตรเจน) สีน้ำตาล (ความบกพร่องในตัวผลึก) สีเขียว (การสัมผัสรังสี) รวมถึงสีม่วง ชมพู ส้ม หรือแดง นอกจากนี้ เพชรยังมีดัชนีหักเหของแสงสูงมาก และมีการกระจายของแสงค่อนข้างสูงอีกด้วย
เพชรธรรมชาติโดยส่วนใหญ่มักมีอายุระหว่าง 1,000 ถึง 3,500 ล้านปี เพชรส่วนใหญ่ก่อตัวขึ้นในบริเวณชั้นแมนเทิลของโลกที่ความลึกระหว่าง 150 ถึง 250 กิโลเมตร (93 ถึง 155 ไมล์) แม้ว่าบางเม็ดอาจมีต้นกำเนิดจากความลึกมากถึง 800 กิโลเมตร (500 ไมล์) ภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิสูง ของไหลที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบจะย่อยสลายแร่ธาตุต่าง ๆ และแทนที่ด้วยเพชร ต่อมาในช่วงเวลาที่ใกล้กับปัจจุบัน (หลายร้อยถึงหลายสิบล้านปีก่อน) เพชรถูกนำพาขึ้นสู่ผิวโลกโดยการระเบิดของภูเขาไฟ และตกผลึกอยู่ในหินอัคนีที่เรียกว่าคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) และแลมโปรไอต์ (lamproite)
เพชรสังเคราะห์สามารถผลิตขึ้นได้จากคาร์บอนบริสุทธิ์สูงภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิสูง หรือจากก๊าซไฮโดรคาร์บอนโดยกระบวนการตกสะสมไอสารเคมี (chemical vapor deposition: CVD) การแยกความแตกต่างระหว่างเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์มักกระทำโดยใช้เทคนิคทางแสงหรือการวัดค่าการนำความร้อนเป็นหลัก
โดยทั่วไปการเจียระไนเพชรกลมเป็น 57 เหลี่ยม (หากรวมก้นเพชรจะได้เป็น 58 เหลี่ยม) หรือที่เรียกว่าเหลี่ยมเกสรนั้นนับว่าสวยที่สุด เพชรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความแข็งแกร่ง
สัญลักษณ์ตามระบบ IMA ของเพชรคือ Dia[4]
คุณสมบัติ
[แก้]เพชรเป็นรูปแบบของคาร์บอนบริสุทธิ์ในสถานะของแข็ง ซึ่งอะตอมจัดเรียงตัวในโครงสร้างผลึก คาร์บอนในสถานะของแข็งสามารถปรากฏได้ในหลายรูปแบบที่เรียกว่าอัญรูป โดยแต่ละแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของพันธะเคมี อัญรูปที่พบได้บ่อยที่สุดของคาร์บอนบริสุทธิ์คือเพชรและแกรไฟต์ ในแกรไฟต์นั้นพันธะระหว่างอะตอมเป็นแบบออร์บิทัลผสม sp² ซึ่งอะตอมจะจัดเรียงตัวในระนาบโดยแต่ละอะตอมจะเชื่อมโยงกับอะตอมที่ใกล้ที่สุดสามอะตอมในมุม 120 องศา ส่วนในเพชรนั้นพันธะจะเป็นแบบ sp³ ซึ่งอะตอมจัดเรียงเป็นโครงสร้างสี่หน้า (tetrahedron) โดยแต่ละอะตอมเชื่อมโยงกับอะตอมที่ใกล้ที่สุดสี่อะตอม[5][6] โครงสร้างแบบสี่หน้าเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงและมั่นคง และในบรรดาวัสดุทั้งหมดที่เป็นที่รู้จัก เพชรมีจำนวนอะตอมต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรมากที่สุด จึงเป็นเหตุผลที่เพชรเป็นวัสดุที่มีความแข็งและบีบอัดได้ยากที่สุด[7][8] นอกจากนี้เพชรยังมีความหนาแน่นสูง โดยเพชรธรรมชาติมีความหนาแน่นอยู่ในช่วง 3,150 ถึง 3,530 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มากกว่าน้ำกว่า 3 เท่า) และเพชรบริสุทธิ์มีค่าประมาณ 3,520 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร[9] สำหรับแกรไฟต์นั้นแม้ว่าพันธะระหว่างอะตอมที่อยู่ใกล้เคียงจะแข็งแรงกว่า ทว่าพันธะระหว่างระนาบที่ขนานกันนั้นอ่อนแอ ทำให้ระนาบสามารถเลื่อนผ่านกันได้ง่าย จึงทำให้แกรไฟต์อ่อนนุ่มกว่ามากเมื่อเทียบกับเพชร อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของพันธะในระนาบทำให้แกรไฟต์ติดไฟได้ยากกว่า[10]
เพชรถูกนำไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ เนื่องจากคุณสมบัติทางกายภาพที่ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษของวัสดุชนิดนี้ เพชรมีค่าการนำความร้อนสูงที่สุดและมีค่าความเร็วของคลื่นเสียงสูงที่สุดในบรรดาวัสดุทั้งหมด อีกทั้งยังมีแรงยึดเกาะและแรงเสียดทานต่ำ รวมถึงมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อนที่ต่ำมาก ในด้านคุณสมบัติทางแสง เพชรมีความโปร่งใสตั้งแต่ช่วงอินฟราเรดไกล (far infrared) ไปจนถึงอัลตราไวโอเลตคลื่นสั้น และมีค่าการกระจายของแสงสูง นอกจากนี้ เพชรยังมีความต้านทานไฟฟ้าสูงมาก มีความเฉื่อยทางเคมี ไม่เกิดปฏิกิริยากับสารกัดกร่อนส่วนใหญ่ และมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพอย่างยอดเยี่ยม[11]
อุณหพลศาสตร์
[แก้]
สภาวะดุลยภาพของความดันและอุณหภูมิสำหรับการเปลี่ยนสถานะระหว่างแกรไฟต์และเพชรได้รับการยืนยันทั้งทางทฤษฎีและจากการทดลอง โดยค่าความดันสมดุลจะแปรผันตามอุณหภูมิอย่างเป็นเส้นตรง ตั้งแต่ประมาณ 1.7 กิกะปาสกาลที่อุณหภูมิ 0 เคลวิน ไปจนถึงประมาณ 12 กิกะปาสกาลที่อุณหภูมิ 5,000 เคลวิน (ซึ่งเป็นจุดร่วมสามของเพชร, แกรไฟต์ และของเหลว)[12][13] อย่างไรก็ตาม สถานะของคาร์บอนดังกล่าวนี้สามารถคงอยู่ร่วมกันได้อย่างกว้างขวางบริเวณเส้นแห่งดุลยภาพนี้ ในที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐานซึ่งก็คือ 20 องศาเซลเซียส (293 เคลวิน) และความดันพื้นฐานที่ 1 บรรยากาศ (0.10 เมกะปาสกาล) สถานะที่เสถียรของคาร์บอนคือแกรไฟต์ ส่วนเพชรจัดเป็นสถานะกึ่งเสถียรซึ่งมีกำแพงพลังงานเชิงจลน์สูงที่อะตอมต้องเอาชนะเพื่อเปลี่ยนสู่สภาวะพลังงานต่ำกว่า[14] ด้วยเหตุนี้ อัตราการเปลี่ยนจากเพชรเป็นแกรไฟต์จึงต่ำมาก โดยใช้เวลานับล้านถึงพันล้านปี[8][14] อย่างไรก็ตาม ที่อุณหภูมิสูงกว่า 4,500 เคลวิน เพชรจะเปลี่ยนเป็นแกรไฟต์อย่างรวดเร็ว และการทดลองพบว่า เมื่อมีน้ำ (H₂O) อยู่ร่วมด้วยเพชรจะผ่านสถานะคาร์บอนเชิงเส้นระหว่างกลางก่อนเปลี่ยนเป็นแกรไฟต์[15]
การเปลี่ยนแปลงจากแกรไฟต์เป็นเพชรอย่างรวดเร็วนั้นจำเป็นต้องใช้ความดันที่สูงกว่าค่าสมดุลดุงกล่าวนี้เป็นอย่างมาก โดยที่อุณหภูมิ 2,000 เคลวินนั้นจะต้องใช้ความดันประมาณ 35 กิกะปาสกาล (ประมาณ 350,000 ความดันบรรยากาศมาตรฐาน)[12]
เหนือจุดร่วมสามของแกรไฟต์–เพชร–คาร์บอนเหลว จุดหลอมเหลวของเพชรจะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าตามความดันที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อความดันสูงถึงระดับหลายร้อยกิกะปาสกาลแล้วนั้นจุดหลอมเหลวของเพชรจะลดลง[16] ภายใต้ความดันสูงนั้นซิลิกอนและเจอร์เมเนียมจะมีโครงสร้างผลึกแบบลูกบาศก์แบบกลางตัว (body-centered cubic) ชนิด BC8 และมีการคาดการณ์ว่าคาร์บอนจะเปลี่ยนไปมีโครงสร้างที่คล้ายกันในสภาวะความดันสูง โดยที่อุณหภูมิ 0 เคลวินนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ความดันประมาณ 1,100 กิกะปาสกาล[17]
ผลการวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ฟิสิกส์ (Nature Physics) เมื่อปี ค.ศ. 2010 ระบุว่าภายใต้สภาวะที่มีความดันและอุณหภูมิสูงยิ่งยวด (ประมาณ 10 ล้านบรรยากาศ หรือ 1 เทราปาสกาล และ 50,000 องศาเซลเซียส) เพชรสามารถหลอมละลายกลายเป็นของเหลวที่มีสมบัติเป็นโลหะได้ สภาวะที่รุนแรงเช่นนี้สามารถพบได้ภายในดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ เช่น ดาวเนปจูนและยูเรนัส ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นคาร์บอนประมาณร้อยละ 10 และในทางทฤษฎีอาจมีมหาสมุทรของคาร์บอนเหลวอยู่ภายใน และเนื่องจากโลหะเหลวที่มีปริมาณมากก็สามารถส่งผลต่อสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์ได้ ดังนั้นสิ่งนี้จึงอาจเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้ว่าเหตุใดขั้วดาวทางภูมิศาสตร์และขั้วแม่เหล็กของดาวเคราะห์ทั้งสองจึงไม่ตรงกัน[18][19]
โครงสร้างผลึก
[แก้]
โครงสร้างผลึกที่พบได้บ่อยที่สุดของเพชรเรียกว่าลูกบาศก์เพชร ซึ่งประกอบขึ้นจากหน่วยเซลล์ (unit cells) ที่เรียงซ้อนกัน (ดูภาพประกอบ) แม้ในภาพจะปรากฏอะตอมจำนวน 18 อะตอม แต่อะตอมที่อยู่ที่มุมของเซลล์หนึ่ง ๆ จะถูกใช้งานร่วมกันกับเซลล์หน่วยอื่นอีกเจ็ดเซลล์ และอะตอมที่อยู่กึ่งกลางของแต่ละหน้าเซลล์จะถูกใช้ร่วมกับอีกหนึ่งหน่วยเซลล์ ดังนั้น จำนวนอะตอมสุทธิที่แท้จริงในหนึ่งหน่วยเซลล์จะเท่ากับ 8 อะตอม[20] ความยาวของแต่ละด้านของหน่วยเซลล์ ซึ่งแทนด้วยตัวแปร a มีค่าเท่ากับ 3.567 อังสตรอม[21]
ระยะห่างระหว่างอะตอมที่ใกล้ที่สุดในโครงข่ายผลึกหรือที่เรียกว่าแลตทิซ (lattice) ของเพชรนั้นมีค่าเท่ากับ 1.732a/4 โดยที่ a คือค่าคงที่ของแลตทิซ ซึ่งโดยปกติจะแสดงค่าในหน่วยอังสตรอม โดยมีค่า a เท่ากับ 3.567 Å หรือ 0.3567 นาโนเมตร
แลตทิซผลึกแบบลูกบาศก์เพชรนั้นสามารถถูกมองได้ว่าเป็นแลตทิซแบบลูกบาศก์แบบกลางหน้า (face-centered cubic) สองชุดที่แทรกสอดกัน โดยชุดหนึ่งมีการเลื่อนตำแหน่งไป ¼ ส่วนของเส้นทแยงมุมของเซลล์ลูกบาศก์ หรืออาจมองเป็นแลตทิซเดียวที่มีอะตอมสองอะตอมต่อหนึ่งจุดแลตทิซ[21] เมื่อมองจากทิศทางเชิงผลิกศาสตร์แบบ <1 1 1> แล้วนั้นโครงข่ายนี้จะประกอบด้วยชั้นที่เรียงตัวซ้ำกันในรูปแบบ ABCABC... นอกจากนี้เพชรยังสามารถจัดเรียงตัวในรูปแบบ ABAB... ได้เช่นกัน ซึ่งเรียกว่าผลึกเพชรหกเหลี่ยมหรือลอนส์เดไลต์ (lonsdaleite) แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างจาคาร์บอนในรูปแบบของลูกบาศก์[22]
ลักษณะผลึก
[แก้]
เพชรส่วนใหญ่มักปรากฏอยูในรูปแบบลักษณะสมบูรณ์ (euhedral) หรือทรงแปดหน้าแบบกลมมน รวมถึงรูปแบบผลึกแฝดของทรงแปดหน้าซึ่งเรียกว่ามาเคิล (macle) เนื่องจากโครงสร้างผลึกของเพชรมีการจัดเรียงอะตอมในแบบลูกบาศก์ จึงสามารถมีเหลี่ยมมุมที่เป็นไปตามรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ เช่น ลูกบาศก์, ทรงแปดหน้า, รอมบิโกซิโดเดคาฮีดรอน (rhombicosidodecahedron), เตตราคิสเฮกซาฮีดรอน (tetrakis hexahedron) หรือดิสไดยากิสโดเดคาฮีดรอน (disdyakis dodecahedron) ผลึกเพชรอาจมีขอบที่มนและไม่เด่นชัดหรือมีรูปร่างยาวเรียว เพชร (โดยเฉพาะที่มีผิวผลึกโค้งมน) มักถูกพบว่ามีสารเคลือบผิวที่เรียกว่านิฟ (nyf) ซึ่งมีลักษณะทึบแสงคล้ายยางเหนียว[23]
เพชรบางชนิดมีเส้นใยทึบแสงอยู่ภายใน โดยจะถูกเรียกว่า opaque หากเส้นใยเหล่านั้นเจริญเติบโตจากสารตั้งต้นผลึกใส หรือจะถูกเรียกว่า fibrous หากเส้นใยนั้นแผ่กระจายไปทั่วทั้งผลึก สีของเพชรชนิดนี้มีตั้งแต่เหลือง, เขียว ไปจนถึงเทา และบางครั้งมีสิ่งเจือปนลักษณะคล้ายเมฆสีขาวถึงเทา รูปร่างที่พบได้บ่อยที่สุดคือทรงลูกบาศก์ (cuboidal) แต่อาจพบในรูปแบบทรงแปดหน้า (octahedra), ทรงสิบสองหน้า (dodecahedra), มาเคิล หรือรูปแบบผสมอื่น ๆ โครงสร้างของเพชรประเภทนี้เป็นผลมาจากสิ่งเจือปนจำนวนมากซึ่งมีขนาดอยู่ในช่วง 1 ถึง 5 ไมครอน เป็นไปได้ว่าเพชรเหล่านี้อาจจะก่อตัวขึ้นในแมกมาคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) และดูดซับสารระเหยจากสิ่งแวดล้อมในกระบวนการนั้น[24]
นอกจากนี้เพชรยังสามารถก่อตัวเป็นกลุ่มรวมหลายผลึก (polycrystalline aggregates) ได้อีกด้วย ซึ่งได้มีความพยายามในการจัดจำแนกเพชรชนิดนี้ออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ โดยใช้ชื่อเช่นบอร์ต (boart), บัลลัส (ballas), สตูวาร์ไทต์ (stewartite) และเฟรมีไซต์ (framesite) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเกณฑ์การจำแนกใดที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย[24] คาร์บอนาโด (Carbonado) เป็นประเภทหนึ่งของเพชรหลายผลึกที่ซึ่งเม็ดเพชรขนาดเล็กถูกเชื่อมประสานกันด้วยกระบวนการเผาผนึก (การหลอมรวมโดยไม่หลอมเหลว โดยใชัความร้อนและความดัน) มีลักษณะเป็นสีดำและแข็งแกร่งกว่าเพชรผลึกเดี่ยว[25] ปัจจุบันยังไม่เคยพบคาร์บอนาโดในหินภูเขาไฟ และแม้จะมีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของมัน ซึ่งรวมถึงการก่อตัวในดาวฤกษ์ แต่ยังคงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน[24][26][27]
เชิงกล
[แก้]ความแข็ง
[แก้]
เพชรเป็นวัสดุที่แข็งที่สุดตามมาตราโมสในเชิงคุณภาพ (qualitative Mohs scale) ในการทดสอบความแข็งแบบวิคเกอร์ส (Vickers hardness test) ซึ่งเป็นการทดสอบในเชิงปริมาณ (quantitative) นั้นตัวอย่างวัสดุจะถูกกดด้วยวัตถุทรงพีระมิดที่มีขนาดมาตรฐานภายใต้แรงที่กำหนดโดยใช้ผลึกเพชรเป็นหัวกดเพื่อให้สามารถทดสอบวัสดุได้หลากหลายชนิด จากขนาดของรอยกดที่เกิดขึ้นนั้นจะสามารถคำนวณค่าความแข็งแบบวิคเกอร์สของวัสดุนั้นได้ ความแข็งอันมหาศาลของเพชรเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุอื่นเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณจึงเป็นที่มาของชื่อ "เพชร" อย่างไรก็ตาม ความแข็งของเพชรไม่ได้หมายความว่ามันจะแข็งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรือทำลายไม่ได้ หรือไม่สามารถเกิดรอยขีดข่วนได้[28] เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้นเพชรสามารถถูกขีดข่วนได้โดยเพชรชิ้นอื่น[29] และสามารถสึกหรอได้เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน แม้กระทั่งกับวัสดุที่อ่อนกว่าอย่างเช่นแผ่นเสียงไวนิล[30]
ความแข็งของเพชรนั้นขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์, ความสมบูรณ์ของผลึก และทิศทางการเรียงตัวของผลึก โดยเพชรที่มีความบริสุทธิ์สูง, ปราศจากตำหนิ และจัดเรียงในทิศทาง <111> (ซึ่งเป็นแนวทแยงที่ยาวที่สุดของแลตทิซผลึกลูกบาศก์ของเพชร)[31] จะมีความแข็งสูงที่สุด ดังนั้น แม้ว่าบางครั้งเพชรบางชนิดอาจถูกขีดข่วนได้ด้วยวัสดุอื่น เช่น โบรอนไนไตรด์ แต่เพชรที่แข็งที่สุดจะสามารถถูกขีดข่วนได้เฉพาะกับเพชรด้วยกันเองหรือกลุ่มผลึกเพชรระดับนาโนเท่านั้น
ความแข็งของเพชรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพชรเหมาะสมสำหรับการใช้เป็นอัญมณีหรือรัตนชาติ ด้วยคุณสมบัติที่จะถูกขีดข่วนได้เฉพาะเพชรด้วยกันเท่านั้น เพชรจึงสามารถรักษาความเงางามของพื้นผิวได้อย่างยอดเยี่ยม แตกต่างจากรัตนชาติอื่นหลายชนิด เพชรมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนสูงจึงทำให้เหมาะสมสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เพชรได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะรัตนชาติของแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงานที่มักถูกสวมใส่เป็นประจำทุกวัน
เพชรธรรมชาติที่มีความแข็งที่สุดส่วนใหญ่นั้นมาจากแหล่งเพชรในโคเพตันและบิงการาในพื้นที่นิวอิงแลนด์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเพชรจากแหล่งเหล่านี้มักมีขนาดเล็ก เป็นผลึกทรงแปดหน้าที่สมบูรณ์ไปจนถึงกึ่งสมบูรณ์ และมักถูกใช้ในการขัดเกลาเพชรชิ้นอื่น ความแข็งของเพชรเหล่านี้เกี่ยวข้องกับลักษณะการเติบโตของผลึก ซึ่งเป็นการเติบโตของผลึกแบบขั้นตอนเดียว (single-stage crystal growth) ในขณะที่เพชรจากแหล่งอื่นส่วนใหญ่นั้นจะแสดงหลักฐานของการเติบโตหลายขั้นตอน ซึ่งทำให้เกิดสิ่งตกค้าง ข้อบกพร่อง และระนาบที่ผิดปกติภายในแลตทิซของผลึก ซึ่งส่งผลต่อความแข็งโดยรวม อย่างไรก็ตาม เราสามารถนำเพชรทั่วไปเข้าสู่กระบวนการที่ใช้แรงดันและอุณหภูมิสูงร่วมกันเพื่อสร้างเพชรที่มีความแข็งยิ่งกว่าเพชรที่ใช้เป็นมาตรฐานในการวัดความแข็งได้[32]
เพชรสามารถตัดแห้วได้ แต่ความสามารถนี้ไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดเสมอไปว่าเกิดจากเพชร เนื่องจากวัสดุอื่น เช่น ควอตซ์ ซึ่งมีค่าความแข็งสูงกว่าแก้วในมาตราโมสก็สามารถตัดแก้วได้เช่นกัน เพชรสามารถขีดข่วนเพชรด้วยกันเองได้ แต่ก็อาจทำให้เพชรทั้งสองชิ้นเกิดความเสียหายได้เช่นกัน การทดสอบความแข็งเช่นนี้จึงไม่นิยมนำมาใช้ในอัญมณีศาสตร์เชิงปฏิบัติเพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายได้[33] เนื่องด้วยความแข็งและมูลค่าที่สูงของเพชร เพชรจึงมักถูกขัดเงาอย่างเชื่องช้า ด้วยเทคนิคดั้งเดิมที่พิถีพิถันและใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าอัญมณีชนิดอื่น[34] ส่งผลให้ได้เหลี่ยมเพชรที่เรียบเป็นพิเศษ เงางาม และมีขอบเหลี่ยมคมอย่างเด่นชัด นอกจากนี้เพชรยังมีค่าดัชนีหักเหของแสงที่สูงมากและมีค่าการกระจายแสงที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อนำมารวมกันจะส่งผลอย่างมากต่อรูปลักษณ์โดยรวมของเพชรที่ถูกเจียระไน ด้วยเหตุนี้ ช่างเจียระไนเพชร (diamantaire) ส่วนใหญ่จึงยังคงพึ่งพาทักษะและประสบการณ์ในการใช้แว่นขยายลูป (loupe) เพื่อระบุเพชรด้วยตาเปล่า[35]
ความเหนียว
[แก้]คุณสมบัติเชิงกลที่เกี่ยวข้องกับความแข็งอย่างหนึ่งคือความเหนียว (toughness) ซึ่งหมายถึงความสามารถของวัสดุในการต้านทานการแตกหักจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง ความเหนียวของเพชรธรรมชาติถูกวัดได้อยู่ที่ 50–65 MPa·m1⁄2[36][37] ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับวัสดุเซรามิกชนิดอื่น แต่ยังถือว่าต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุวิศวกรรมทั่วไป เช่น โลหะผสมทางวิศวกรรมซึ่งมักมีค่าความเหนียวเกินกว่า 80 MPa·m1⁄2 และเช่นเดียวกับวัสดุชนิดอื่นนั้นรูปร่างโดยรวมของเพชรในระดับมหภาคก็มีส่วนช่วยในการต้านทานการแตกหักด้วย นอกจากนี้ เพชรยังมีระนาบการแตก (cleavage plane) อีกด้วย ฉะนั้นมันจึงเปราะบางในบางทิศทางมากกว่าทิศทางอื่น ซึ่งคุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่ช่างเจียระไนเพชรใช้เพื่อแยกเพชรออกก่อนการเจียระไน[38] และสำหรับเพชรสังเคราะห์ในอุตสาหกรรม "ค่าความเหนียวต่อแรงกระแทก" (impact toughness) ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักเพื่อประเมินคุณภาพของเพชรเหล่านั้น
กำลังคราก
[แก้]เพชรมีค่าความทนแรงอัดคราก (Compressive yield strength) อยู่ที่ 130–140 GPa[39] ซึ่งเป็นค่าที่สูงอย่างยิ่ง คุณสมบัตินี้ร่วมกับความแข็งและความโปร่งใสของเพชรจึงได้ทำให้เซลล์ทั่งเพชร กลายเป็นเครื่องมือหลักในการทดลองภายใต้ความดันสูง[40] โดยสามารถสร้างแรงดันได้ถึง 600 GPa[41] และคาดว่าแรงดันที่สูงกว่านี้อาจเป็นไปได้หากใช้เพชรแบบผลึกนาโน (nanocrystalline diamond) ในการผลิต[40][41]
ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงดึง
[แก้]โดยทั่วไปแล้วนั้นการพยายามเปลี่ยนรูปผลึกเพชรก้อนใหญ่ด้วยแรงดึงหรือการบิดงอมักจะนำไปสู่การแตกร้าวแบบเปราะ อย่างไรก็ตาม เมื่อเพชรผลึกเดี่ยวอยู่ในรูปของเส้นลวดหรือเข็มขนาดไมโคร/นาโน (มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100–300 นาโนเมตร และยาวระดับไมโครเมตร) จะสามารถยืดตัวแบบยืดหยุ่นได้ถึง 9–10 เปอร์เซ็นต์ของความเค้นดึงโดยไม่เกิดความเสียหาย[42] โดยมีความเค้นดึงเฉพาะที่สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 89–98 GPa[43] ซึ่งใกล้เคียงกับขีดจำกัดทางทฤษฎีของวัสดุนี้มาก[44]
การนำไฟฟ้า
[แก้]การใช้งานเฉพาะทางรูปแบบอื่นนั้นมีอยู่หรือกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น การใช้เพชรเป็นสารกึ่งตัวนำ: เพชรสีน้ำเงินบางชนิดสามารถนำไฟฟ้าได้โดยธรรมชาติ ซึ่งตรงข้ามกับเพชรทั่วไปที่เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีมาก ความสามารถในการนำไฟฟ้าและสีฟ้าหรือน้ำเงินของเพชรเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากการเจือปนโดยโบรอน โดยอะตอมของโบรอนจะเข้ามาแทนที่อะตอมของคาร์บอนในแลตทิซของผลึกเพชร ซึ่งก่อให้เกิดรูโหว่ขึ้นในแถบวาเลนซ์[45]
การนำไฟฟ้าในระดับสูงมักพบได้ในเพชรที่ไม่ได้ผ่านการโด๊ป ซึ่งก่อตัวขึ้นมาด้วยกระบวนการตกสะสมไอสารเคมี (CVD) คุณสมบัติการนำไฟฟ้าเช่นนี้เกี่ยวข้องกับสปีชีส์ที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจนซึ่งถูกดูดซับที่ผิวของเพชร และสามารถถูกกำจัดออกได้โดยการอบอ่อน (annealing) หรือการบำบัดพื้นผิวด้วยวิธีการอื่น[46][47]
เข็มเพชรขนาดเล็กสามารถนำไปปรับค่าช่องว่างพลังงาน (band gap) จากค่าปกติที่ประมาณ 5.6 อิเล็กตรอนโวลต์ให้เหลือใกล้กับศูนย์ได้โดยการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทางกลอย่างเฉพาะเจาะจง[48]
แผ่นเวเฟอร์เพชรความบริสุทธิ์สูงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตรจะแสดงคุณสมบัติเป็นฉนวนสมบูรณ์ในทิศทางหนึ่ง และเป็นสื่อนำไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ในอีกทิศทางหนึ่ง ซึ่งเปิดโอกาสในการนำมาใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลเชิงควอนตัม วัสดุนี้มีปริมาณไนโตรเจนเพียง 3 ส่วนในล้านส่วน และถูกสังเคราะห์ขึ้นบนสารตั้งต้นที่มีลักษณะเป็นขั้นบันได ซึ่งช่วยป้องกันการแตกร้าว[49]
คุณสมบัติพื้นผิว
[แก้]เพชรมีคุณสมบัติตามธรรมชาติเป็นไลโปฟิลิกและไฮโดรโฟบิก ซึ่งหมายความว่าพื้นผิวของเพชรไม่สามารถถูกทำให้เปียกน้ำได้ แต่สามารถถูกทำให้เปียกและเกาะติดด้วยน้ำมันได้อย่างง่ายดาย คุณสมบัตินี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสกัดเพชรโดยใช้น้ำมันในกระบวนการผลิตเพชรสังเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพื้นผิวของเพชรถูกปรับเปลี่ยนทางเคมีด้วยไอออนบางชนิด คาดว่าจะทำให้เพชรมีความเป็นไฮโดรฟิลิกสูงจนสามารถคงสภาพชั้นของน้ำแข็งได้หลายชั้นที่อุณหภูมิร่างกายมนุษย์[50]
พื้นผิวของเพชรจะถูกออกซิไดซ์บางส่วนตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถลดสภาพออกซิไดซ์นี้ได้ด้วยการอบด้วยความร้อนภายใต้กระแสไฮโดรเจน กล่าวคือ การอบด้วยความร้อนจะช่วยขจัดกลุ่มฟังก์ชันที่มีออกซิเจนบางส่วนออกไป อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของเพชร (sp³C) จะไม่เสถียรเมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิสูง (มากกว่า 400 °C หรือ 752 °F) ภายใต้ความดันบรรยากาศ โดยโครงสร้างจะค่อยจะเปลี่ยนเป็น sp²C อย่างเชื่องช้าเมื่ออุณหภูมิสูงเกินจุดนี้ ดังนั้น การลดสภาพออกซิไดซ์ของเพชรจึงควรทำที่อุณหภูมิต่ำกว่าค่านี้[51]
เสถียรภาพทางเคมี
[แก้]ภายใต้อุณหภูมิห้อง เพชรจะไม่ทำปฏิกิริยาใด ๆ กับตัวทำปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งรวมถึงกรดและด่างที่รุนแรงชนิดต่าง ๆ
ในบรรยากาศที่มีเพียงออกซิเจนบริสุทธิ์นั้นเพชรจะมีจุดติดไฟอยู่ในช่วง 690 °C (1,274 °F) ถึง 840 °C (1,540 °F); โดยผลึกขนาดเล็กจะติดไฟได้ง่ายกว่า เมื่อได้รับความร้อนเพชรจะเปลี่ยนจากสีแดงไปเป็นสีขาว และเผาไหม้ด้วยเปลวไฟสีฟ้าอ่อน และจะยังคงเผาไหม้ต่อแม้จะนำแหล่งความร้อนออกไปแล้วก็ตาม ในทางตรงข้าม ในสภาพอากาศปกตินั้นการเผาไหม้จะหยุดลงทันทีเมื่อแหล่งความร้อนถูกนำออก เพราะออกซิเจนในอากาศจะถูกเจือจางด้วยไนโตรเจน เพชรใสที่ไม่มีตำหนิจะถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด ส่วนสิ่งเจือปนจะเหลือเป็นขี้เถ้า[52] ความร้อนที่เกิดจากการเจียระไนเพชรจะไม่ส่งผลให้เพชรติดไฟ[53] และไฟแช็กสำหรับจุดบุหรี่ก็ไม่สามารถจุดไฟเพชรจนเกิดการเผาไหม้ได้เช่นกัน[54] แต่ไฟจากเหตุเพลิงไหม้ในบ้านหรือเปลวไฟจากหัวเป่าโลหะนั้นสามารถทำให้เพชรติดไฟได้ ช่างอัญมณีจึงต้องระมัดระวังขณะหลอมโลหะจากแหวนเพชร[55]
ผงเพชรที่มีขนาดเม็ดที่เหมาะสม (ประมาณ 50 ไมครอน) จะเผาไหม้เป็นประกายไฟพวยพุ่งออกมาหลังจากที่ติดไฟด้วยเปลวไฟ ดังนั้นจึงสามารถเตรียมส่วนผสมของดอกไม้ไฟที่ใช้ผงเพชรสังเคราะห์เป็นพื้นฐานได้ ประกายไฟที่ได้จะมีสีแดง-ส้มคล้ายส่วนผสมจากถ่านไม้ แต่มีแนวการพุ่งเป็นเส้นตรงมากกว่า ซึ่งอธิบายได้จากความหนาแน่นสูงของเพชร[56] นอกจากนี้ เพชรยังสามารถทำปฏิกิริยากับก๊าซฟลูออรีนเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 700 °C (1,292 °F)
สี
[แก้]
เพชรมีช่องว่างพลังงานที่กว้างที่ 5.5 eV ซึ่งสอดคล้องกับความยาวคลื่นรังสีอัลตราไวโอเลตลึกที่ 225 นาโนเมตร ซึ่งหมายความว่าเพชรบริสุทธิ์ควรส่งผ่านแสงที่มองเห็นได้และปรากฏเป็นผลึกใสไม่มีสี สีในเพชรนั้นเกิดจากข้อบกพร่องในแลตทิซของผลึกและสิ่งเจือปน ซึ่งแลตทิซผลึกของเพชรนั้นมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ และมีเพียงอะตอมของไนโตรเจน โบรอน และไฮโดรเจนเท่านั้นที่สามารถแทรกตัวเข้าสู่เพชรในระหว่างการเจริญเติบโตได้ในระดับความเข้มข้นที่มีนัยสำคัญ (สูงถึงระดับอะตอมเปอร์เซ็นต์) โลหะทรานซิชันอย่างนิกเกิลและโคบอลต์ซึ่งมักถูกใช้ในการสร้างเพชรสังเคราะห์ด้วยเทคนิคแรงดันและอุณหภูมิสูงนั้นสามารถพบได้ในเพชรในรูปอะตอมเดี่ยว โดยที่นิกเกิลมีความเข้มข้นสูงสุดอยู่ที่ 0.01%[57] และโคบอลต์ในปริมาณที่น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าธาตุใด ๆ ก็สามารถแทรกลงในเพชรได้โดยใช้การฝังประจุ (ion implantation)[58]
ไนโตรเจนเป็นสิ่งเจือปนที่พบได้บ่อยที่สุดในเพชรอัญมณี และเป็นสาเหตุหลักของสีเหลืองและสีน้ำตาลในเพชร ขณะที่โบรอนเป็นตัวการที่ทำให้เพชรมีสีฟ้า[59] นอกจากนี้สีของเพชรยังสามารถเกิดได้จากอีกสองแหล่ง ได้แก่ การแผ่รังสี (มักเป็นอนุภาคแอลฟา) ซึ่งก่อให้เกิดสีเขียวในเพชร และการเปลี่ยนรูปแบบพลาสติก (plastic deformation) ในแลตทิซของผลึกเพชร ซึ่งเป็นสาเหตุของสีในเพชรสีน้ำตาลบางชนิด[60] และอาจรวมถึงสีชมพูและสีแดงด้วย[61] หากเรึยงลำดับตามความหายากแล้วนั้นเพชรสีเหลืองพบได้บ่อยที่สุด รองลงมาคือสีน้ำตาล ไร้สี สีฟ้า สีเขียว สีดำ สีชมพู สีส้ม สีม่วง และสีแดง[38] เพชร "สีดำ" หรือที่เรียกว่าคาร์โบนาโดนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่สีดำโดยธรรมชาติ แต่มีสิ่งเจือปนสีเข้มจำนวนมากแทรกอยู่ภายใน ทำให้ดูมืดทึบ เพชรสีมีสีขึ้นมาได้เนื่องจากสิ่งเจือปนหรือข้อบกพร่องในตัวแลตทิซของผลึก ในขณะที่เพชรบริสุทธิ์หรือเกือบบริสุทธิ์จะโปร่งใสและไม่มีสี โดยทั่วไปนั้นสิ่งเจือปนในเพชรมักจะเข้ามาแทนที่อะตอมของคาร์บอนในแลตทิซ ซึ่งเรียกว่าตำหนิคาร์บอน (carbon flaw) สิ่งเจือปนที่พบบ่อยที่สุดคือไนโตรเจน ซึ่งก่อให้เกิดสีเหลืองในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่จางจนถึงเข้ม ขึ้นอยู่กับชนิดและความเข้มข้นของไนโตรเจน[38] สถาบันอัญมณีวิทยาแห่งอเมริกา (Gemological Institute of America: GIA) ได้ทำการจัดประเภทเพชรสีเหลืองและน้ำตาลที่มีความอิ่มตัวของสีในระดับต่ำให้อยู่ในกลุ่มเพชรสีปกติ และใช้มาตราสีตั้งแต่ “D” (ไร้สี) ไปจนถึง “Z” (เหลืองจาง) สำหรับเพชรสีเหลืองที่มีความอิ่มตัวของสีสูง หรือเพชรที่มีสีอื่น เช่น สีชมพูหรือสีฟ้า จะถูกจัดเป็นเพชรสีแฟนซี (fancy colored diamonds) และใช้เกณฑ์การจัดอันดับอีกระบบหนึ่งที่แยกจากกัน[38]
ในปี ค.ศ. 2008 เพชรวิตเติลสบาค (Wittelsbach diamond) ซึ่งเป็นเพชรสีน้ำเงินขนาด 35.56 กะรัต (7.112 กรัม) ที่เคยเป็นสมบัติของพระมหากษัตริย์แห่งสเปนได้ถูกประมูลไปในราคากว่า 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่งานประมูลของคริสตีส์ (Christie's)[62] ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 เพชรสีน้ำเงินขนาด 7.03 กะรัต (1.406 กรัม) ได้สร้างสถิติราคาต่อกะรัตสูงที่สุดที่เคยจ่ายเพื่อซื้อเพชร ซึ่งถูกขายในการประมูลด้วยมูลค่า 10.5 ล้านฟรังก์สวิส (6.97 ล้านยูโร หรือประมาณ 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น)[63] อย่างไรก็ตาม สถิติดังกล่าวได้ถูกทำลายลงในปีเดียวกันเมื่อเพชรสีชมพูสดขนาด 5 กะรัต (1.0 กรัม) ถูกขายไปในราคา 10.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2009[64]
ความบริสุทธิ์
[แก้]ความบริสุทธิ์ (Clarity) เป็นหนึ่งในองค์ประกอบ 4 ประการ หรือที่เรียกว่า 4C ได้แก่ สี (Color), ความบริสุทธิ์ (Clarity), การเจียระไน (Cut) และน้ำหนักกะรัต (Carat Weight) ซึ่งใช้ในการประเมินคุณภาพของเพชร สถาบันอัญมณีวิทยาแห่งอเมริกาได้พัฒนาการจัดระดับความบริสุทธิ์ของเพชรจำนวน 11 ระดับ เพื่อใช้กำหนดมูลค่าในการจำหน่าย โดยระดับความบริสุทธิ์ของทางสถาบันแห่งนี้นั้นเริ่มตั้งแต่ Flawless (FL) หรือไร้ตำหนิสมบูรณ์ จนถึง Included (I) หรือมีตำหนิอย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับที่อยู่ระหว่างนั้นซึ่งได้แก่ Internally Flawless (IF), Very Very Slightly Included (VVS), Very Slightly Included (VS) และ Slightly Included (SI) ตำหนิหรือสิ่งเจือปนในเพชรธรรมชาติมักเกิดจากแร่ธาตุและออกไซด์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การจัดระดับความบริสุทธิ์นั้นขึ้นอยู่กับสี ขนาด ตำแหน่ง และปริมาณของตำหนิที่สามารถมองเห็นได้ภายใต้แว่นขยายขนาด 10 เท่า[65] ตำหนิภายในเพชรสามารถตรวจพบและประเมินได้ด้วยวิธีทางแสง โดยกระบวนการนี้จะประกอบด้วยการถ่ายภาพก่อนการแก้ตำหนิ การระบุตำแหน่งของตำหนิที่จะนำออก และสุดท้ายคือการลบเหลี่ยมเพชรและกำจัดตำหนินั้นออก[66]
การเรืองแสง
[แก้]
เพชรธรรมชาติราว 25% ถึง 35% แสดงคุณสมบัติการเรืองแสงในระดับหนึ่งเมื่อถูกตรวจสอบภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตคลื่นยาวที่มองไม่เห็น หรือภายใต้แหล่งรังสีพลังงานสูง เช่น รังสีเอกซ์และเลเซอร์[67] ทั้งนี้แสงจากหลอดไส้จะไม่กระตุ้นให้เพชรเกิดการเรืองแสง เพชรสามารถเรืองแสงออกมาในหลากหลายสี เช่น สีฟ้า (พบมากที่สุด), สีส้ม, สีเหลือง, สีขาว, สีเขียว และในบางกรณีที่พบได้น้อยมากนั้นอาจมีสีแดงหรือสีม่วง แม้ว่ากลไกที่แท้จริงของการเรืองแสงนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ แต่เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากความแปรผันในโครงสร้างอะตอมของเพชร เช่นจำนวนของอะตอนไนโตรเจนที่มีอยู่ภายในโครงผลึก
การนำความร้อน
[แก้]การระบุเอกลักษณ์ของเพชรนั้นสามารถระบุได้จากการนำความร้อนที่สูงมาก (900–2320 วัตต์·เมตร⁻¹·เคลวิน⁻¹)[68] อีกทั้งค่าดรรชนีการหักเหของแสงที่สูงก็สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีวัสดุอื่นที่มีค่าดรรชนีการหักเหของแสงที่ใกล้เคียงกัน
ธรณีวิทยา
[แก้]เพชรเป็นแร่ที่พบเจอได้อย่างยากยิ่ง โดยมีความเข้มข้นในหินต้นกำเนิดเพียงไม่เกินส่วนในพันล้านส่วน (parts per billion) เท่านั้น[24] ก่อนศตวรรษที่ 20 เพชรส่วนใหญ่ถูกค้นพบในแหล่งสะสมตะกอนน้ำหลาก (alluvial deposit) นอกจากนี้ยังสามารถพบเพชรที่หลุดลอยได้ตามแนวชายฝั่งทั้งในปัจจุบันและในอดีต ซึ่งเพชรมักจะสะสมตัวตามแนวชายฝั่งเนื่องจากขนาดและความหนาแน่นของมัน[69]:149 อย่างไรก็ตาม การค้นพบเพชรในตะกอนน้ำแข็ง (glacial till) เช่นในรัฐวิสคอนซินและอินดีแอนาของสหรัฐอเมริกานั้นถือว่าพบได้น้อยมาก และแหล่งเหล่านี้ไม่มีคุณภาพในเชิงพาณิชย์[69]:19 แหล่งสะสมประเภทนี้ล้วนมีต้นกำเนิดจากการผุพังของมวลหินอัคนีแทรกซอนเฉพาะจุดซึ่งเพชรเหล่านั้นได้ถูกพัดพาออกไปด้วยลมหรือน้ำ[70]
เพชรส่วนใหญ่นั้นมีต้นกำเนิดจากเนื้อโลก และเนื้อหาในส่วนนี้จะกล่าวถึงเพชรจากแหล่งดังกล่าวเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแหล่งกำเนิดเพชรจากกระบวนการอื่นอีกด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มหินเปลือกโลกบางส่วน หรือที่เรียกว่าศิลาภูมิประเทศ (terrane) นั้นอาจถูกฝังลึกลงไปในขณะที่เปลือกโลกหนาขึ้นจนได้ประสบกับกระบวนการแปรสภาพภายใต้ความดันสูงยิ่งยวด (ultra-high-pressure metamorphism) ซึ่งก่อให้เกิดเพชรระดับไมโครที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในหินโดยไม่แสดงหลักฐานของการเคลื่อนย้ายผ่านแมกมา นอกจากนี้ เมื่ออุกกาบาตพุ่งชนพื้นผิวโลก แรงกระแทกนั้นสามารถสร้างอุณหภูมิและความดันสูงเพียงพอที่จะก่อให้เกิดเพชรระดับไมโครและเพชรระดับนาโนได้[70] เพชรไมโครชนิดที่เกิดจากแรงกระแทกนี้ยังสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงหลุมอุกกาบาตยุคโบราณได้อีกด้วย[71] ตัวอย่างเช่น โครงสร้างหลุมอุกกาบาตโปปิไก (Popigai impact structure) ในประเทศรัสเซียนั้นอาจเป็นแหล่งเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยคาดว่ามีปริมาณเพชรหลายล้านล้านกะรัต ซึ่งเกิดจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อย[72]
ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือเพชรเกิดจากการบีบอัดอย่างสูงของถ่านหิน อย่างไรก็ตาม ความจริงคือถ่านหินเกิดจากซากพืชในยุคดึกดำบรรพ์ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ในขณะที่เพชรส่วนใหญ่ที่ผ่านการวิเคราะห์อายุนั้นมีอายุมากกว่าพืชบกชุดแรกอย่างมาก แม้ว่าเพชรอาจสามารถก่อตัวจากถ่านหินในเขตมุดตัวของเปลือกโลก (subduction zones) ได้ แต่เพชรที่เกิดจากกระบวนการนี้ถือว่าหาได้ยาก และแหล่งคาร์บอนที่เป็นต้นกำเนิดของเพชรในกรณีนี้มักเป็นหินคาร์บอเนตและคาร์บอนอินทรีย์ในตะกอนมากกว่าถ่านหิน[73][74]
การกระจายตัวบนพื้นผิว
[แก้]
เพชรไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอบนพื้นผิวโลก โดยกฎทั่วไปที่เรียกว่า "กฎของคลิฟฟอร์ด" (Clifford's rule) ได้ระบุไว้ว่าเพชรมักพบในหินคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) ที่อยู่ในบริเวณที่เก่าแก่ที่สุดของหินฐานธรณี ซึ่งเป็นแกนกลางที่มีเสถียรภาพของทวีป และมักมีอายุไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านปี[70][75] อย่างไรก็ตามได้มีข้อยกเว้น ตัวอย่างเช่น เหมืองเพชรอาร์ไกล์ (Argyle diamond mine) ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเพชรที่มีน้ำหนักรวมสูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในแนวเปลือกโลกเคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่าแนวเทือกเขา (orogenic belt) ซึ่งเป็นบริเวณที่ล้อมรอบหินฐานธรณีส่วนกลางและเคยประสบกับกระบวนการแปรสัณฐานแบบบีบอัด โดยแหล่งของเพชรเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในหินคิมเบอร์ไลต์ แต่เป็นหินแลมโพรไอต์ (lamproite) ทั้งนี้ ยังพบแลมโพรไอต์ที่มีเพชรแต่ไม่สามารถทำเหมืองเชองเศรษฐกิจได้ในสหรัฐอเมริกา, อินเดีย และออสเตรเลียเช่นกัน[70] นอกจากนี้ ยังพบเพชรในแนววาวาของมณฑลสุพีเรียร์ (Superior province)ในแคนาดา และมีการค้นพบเพชรไมโครในแนวเกาะภูเขาไฟของประเทศญี่ปุ่น โดยพบอยู่ในหินชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแลมโพรไฟร์ (lamprophyre)[70]
หินคิมเบอร์ไลต์นั้นสามารถพบได้ในแนวพนัง (dike) และแนวพนังแทรกชั้น (sill) ที่แคบเพียง 1 ถึง 4 เมตร รวมถึงในแนวลำภูเขาไฟ (pipe) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ประมาณ 75 เมตรจนถึง 1.5 กิโลเมตร หินคิมเบอร์ไลต์สดนั้นมีสีเขียวอมฟ้าหรือเทาอมเขียว แต่เมื่อสัมผัสกับบรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกสลายอย่างรวดเร็ว[76] หินประเภทนี้เป็นหินเนื้อผสมที่มีองค์ประกอบปะปนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ประกอบด้วยแร่ขนาดเล็กและเศษหิน (clast) ที่มีขนาดตั้งแต่เล็กมากจนถึงขนาดเท่าผลแตงโม เนื้อหินประกอบด้วซีโนคริสต์ (xenocryst) และเซโนลิท (xenolith) ซึ่งเป็นแร่และหินที่ถูกนำพาขึ้นมาจากเปลือกโลกชั้นล่างและเนื้อโลกพร้อมกับชิ้นส่วนของหินบนพื้นผิว แร่ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง เช่น เซอร์เพนทีน (serpentine) รวมถึงแร่ชนิดใหม่ที่ตกผลึกขึ้นระหว่างการปะทุ เนื้อสัมผัสของหินนั้นจะมีความแตกต่างตามระดับความลึก ส่วนองค์ประกอบทางเคมีของคิมเบอร์ไลต์จะมีความต่อเนื่องกับหินคาร์บอเนไทต์ (carbonatite) ทว่าหินคาร์บอเนไทต์นั้นมีปริมาณออกซิเจนสูงเกินกว่าที่คาร์บอนจะคงอยู่ในรูปบริสุทธิ์ได้ ฉะนั้นแล้วคาร์บอนจึงถูกกักให้อยู่ในรูปของแร่แคลไซต์ (CaCO₃) แทน[70]
หินทั้งสามชนิดที่เป็นแหล่งกำเนิดเพชร ได้แก่ คิมเบอร์ไลต์, แลมโพรไอต์ และแลมโพรไฟร์นั้นล้วนไม่มีแร่บางชนิด เช่น เมลิไลต์ (melilite) และคาลซิไลต์ (kalsilite) ซึ่งเป็นแร่ที่ไม่สอดคล้องกับการก่อตัวของเพชร ภายในหินคิมเบอร์ไลต์นั้นมักพบแร่โอลิวีน (olivine) ที่มีขนาดใหญ่และเห็นได้ชัดเจน ขณะที่แลมโพรไอต์มีแร่ไทเทเนียม-ฟลอโกไพต์ (Ti-phlogopite) และแลมโพรไฟร์มีแร่ไบโอไทต์ (biotite) และแอมฟิโบล (amphibole) หินเหล่านี้ล้วนเกิดจากแมกมาที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วจากการหลอมละลายของเนื้อโลกในปริมาณน้อย มีปริมาณสารระเหย (volatile) และแมกนีเซียมออกไซด์ที่สูง และมีภาวะออกซิไดซ์ต่ำกว่าแมกมาทั่วไป เช่น หินบะซอลต์ (basalt) คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้แมกมาสามารถนำเพชรขึ้นสู่ผิวโลกได้อย่างรวดเร็วก่อนที่เพชรจะสลายตัว[70]
การสำรวจ
[แก้]
แนวลำภูเขาไฟหินคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite pipe) เป็นแหล่งแร่ที่ยากต่อการค้นพบ เนื่องจากพวกมันจะผุพังลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปีหลังจากที่โผล่ขึ้นมาสู่ผิวโลก และมักมีระดับความสูงทางภูมิประเทศต่ำกว่าหินโดยรอบ อีกทั้งถึงแม้จะปรากฏบนผิวหิน (outcrop) ก็ไม่สามารถมองเห็นเพชรได้ด้วยตาเปล่าเนื่องจากมีความหายากมาก นอกจากนี้ แนวลำหินคิมเบอร์ไลต์ดังกล่าวมักถูกปกคลุมด้วยพืชพรรณธรรมชาติ ตะกอน ดิน หรือแหล่งน้ำ ในการสำรวจยุคปัจจุบันจึงมีการใช้วิธีการทางธรณีฟิสิกส์ เช่น การสำรวจสนามแม่เหล็กทางอากาศ (aeromagnetic surveys) ความต้านทานไฟฟ้า (electrical resistivity) และการวัดแรงโน้มถ่วง (gravimetry) เพื่อช่วยระบุพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะพบแหล่งแร่เพชร การสำรวจนี้ได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากการหาอายุด้วยไอโซโทปและการจำลองประวัติธรณีวิทยาของพื้นที่ หลังจากนั้นนักสำรวจภาคสนามจะเข้าไปเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาชิ้นส่วนของหินคิมเบอร์ไลต์หรือแร่ดัชนี (indicator mineral) ซึ่งแร่ดัชนีเหล่านี้มีองค์ประกอบที่สะท้อนถึงเงื่อนไขในการเกิดเพชร เช่น การหลอมละลายของเนื้อโลกในระดับสูงหรือความดันสูงในบริเวณที่มีเอโคลไจต์ (eclogite) อย่างไรก็ตาม แร่ดัชนีอาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้ จึงมีการใช้วิธีที่แม่นยำกว่าคือวิธีทางธรณีอุณหภูมิ-ความดัน (geothermobarometry) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของแร่ราวกับว่ามีสภาวะสมดุลกับแร่ในเนื้อโลก[70]
การค้นหาแหล่งคิมเบอร์ไลต์นั้นต้องอาศัยความพากเพียรอย่างมาก และในบรรดาคิมเบอร์ไลต์ทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเพชรในปริมาณและคุณภาพที่สามารถทำเหมืองได้อย่างคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีการค้นพบครั้งใหญ่เพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ช่วงประมาณปี ค.ศ. 1980 โดยเกิดขึ้นในประเทศแคนาดาเท่านั้น และเนื่องด้วยเหมืองเพชรที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นมักมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียงประมาณ 25 ปี จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนเพชรธรรมชาติแหล่งใหม่ในอนาคต[70]
อายุ
[แก้]การหายุุของเพชรนั้นสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์แร่ธาตุที่ฝังตัวอยู่ภายใน โดยอาศัยการสลายตัวของไอโซโทปรังสี เทคนิคนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของธาตุที่อยู่ภายใน โดยอาจตรวจวัดการสลายตัวของรูบิเดียมไปเป็นสตรอนเชียม, ซาแมเรียมไปเป็นนีโอดิเมียม, ยูเรเนียมไปเป็นตะกั่ว, อาร์กอน-40 ไปเป็นอาร์กอน-39 หรือรีเนียมไปเป็นออสเมียม เพชรที่พบในหินคิมเบอร์ไลต์นั้นมักมีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 1,000 ถึง 3,500 ล้านปี และอาจพบเพชรได้หลายยุคสมัยในคิมเบอร์ไลต์จากแหล่งเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการก่อตัวของเพชรในหลายช่วงเวลา ในขณะที่หินคิมเบอร์ไลต์เองนั้นกลับมีอายุน้อยกว่ามาก โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงหลักสิบล้านปีถึง 300 ล้านปี แม้จะมีข้อยกเว้นบางแห่งที่มีอายุมากกว่า เช่น แหล่ง อาร์ไกล์ (Argyle), พรีเมียร์ (Premier) และวาวา (Wawa) ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ได้แสดงให้เห็นว่าหินคิมเบอร์ไลต์ไม่ได้เป็นต้นกำเนิดของเพชร แต่ทำหน้าที่เพียงลำเลียงเพชรจากเนื้อโลกขึ้นสู่ผิวโลกเท่านั้น[24][70] นอกจากนี้ หินคิมเบอร์ไลต์ยังมีอายุน้อยกว่าหินฐานธรณีที่มันปะทุผ่านขึ้นมาอย่างมาก ส่วนสาเหตุที่ไม่พบหินคิมเบอร์ไลต์ที่เก่ากว่านี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นไปได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเนื้อโลกหรือกระบวนการทางธรณีวิทยาในอดีต และยังไม่มีการบันทึกถึงการปะทุของหินคิมเบอร์ไลต์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เลย[70]
จุดกำเนิดในชั้นเนื้อโลก
[แก้]

เพชรที่มีคุณภาพระดับรัตนชาติส่วนใหญ่มักกำเนิดขึ้นจากความลึกประมาณ 150–250 กิโลเมตรภายในชั้นธรณีภาค ซึ่งความลึกในระดับนี้มักพบอยู่ใต้ชั้นหินฐานธรณี ภายในโครงสร้างที่เรียกว่าแมนเทิลคีล (mantle keel) ซึ่งเป็นส่วนที่หนาที่สุดของธรณีภาค บริเวณดังกล่าวมีความดันและอุณหภูมิสูงเพียงพอสำหรับการก่อตัวของเพชร และมีลักษณะที่ไม่เกิดการพาความร้อน จึงเอื้อให้เพชรสามารถคงอยู่ได้ยาวนานเป็นพันล้านปี จนกระทั่งเกิดการปะทุของหินคิมเบอร์ไลต์ที่นำเพชรเหล่านั้นขึ้นสู่ผิวโลก[70]
หินต้นกำเนิด (host rocks) ภายในชั้นแมนเทิลคีลได้แก่ ฮาร์ซเบอร์ไกต์ (harzburgite) และเลอร์โซไลต์ (lherzolite) ซึ่งเป็นหินประเภทหนึ่งของหินเพริโดไทต์ (peridotite) หินเพริโดไทต์ซึ่งเป็นหินอัคนีที่ประกอบด้วยแร่โอลิวีนและไพรอกซีน (pyroxene) เป็นหลัก ถือเป็นหินที่พบได้มากที่สุดในชั้นเนื้อโลกตอนบน โดยมีปริมาณซิลิกาต่ำ แต่มีแมกนีเซียมสูง อย่างไรก็ตาม เพชรที่กำเนิดในหินเพริโดไทต์มักจะไปไม่ถึงการเดินทางขึ้นสู่ผิวโลก[70] ในทางกลับกัน แหล่งกำเนิดเพชรอีกประเภทที่สามารถรักษาเพชรไว้ได้คือหินเอโคลไจต์ ซึ่งเป็นหินแปรที่มักเกิดจากการแปรสภาพของหินบะซอลต์ในกระบวนการที่แผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรมุดตัวลงสู่ชั้นเนื้อโลกในเขตมุดตัว (subduction zone)[24]
เพชรส่วนน้อย (จากการศึกษาประมาณ 150 เม็ด) มีต้นกำเนิดจากความลึกระหว่าง 330 ถึง 660 กิโลเมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่ครอบคลุมถึงเขตผันแปร (transition zone) เพชรเหล่านี้ก่อตัวขึ้นในหินเอโคลไจต์เช่นเดียวกับเพชรที่เกิดในบริเวณที่ตื้นกว่า แต่สามารถแยกแยะได้จากแร่ที่ฝังตัวอยู่ภายใน ซึ่งได้แก่เมเจอไรต์ (majorite) ซึ่งเป็นแร่โกเมนชนิดหนึ่งที่มีปริมาณซิลิกามากกว่าปกติ อีกกลุ่มหนึ่งที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือเพชรที่มาจากเนื้อโลกตอนล่าง โดยมีต้นกำเนิดจากความลึกระหว่าง 660 ถึง 800 กิโลเมตร[24]
เพชรจะสามารถอยู่ในสภาวะเสถียรทางอุณหพลศาสตร์ได้เมื่ออยู่ภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูง โดยการเปลี่ยนสถานะจากแกรไฟต์ไปเป็นเพชรนั้นจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงขึ้นตามระดับความดันที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ใต้แผ่นทวีปเพชรจะมีเสถียรภาพที่อุณหภูมิประมาณ 950 องศาเซลเซียส และความดัน 4.5 กิกะปาสกาล ซึ่งสอดคล้องกับความลึกตั้งแต่ 150 กิโลเมตรขึ้นไป ในเขตมุดตัวซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า เพชรจะเริ่มมีเสถียรภาพที่อุณหภูมิประมาณ 800 องศาเซลเซียส และความดัน 3.5 กิกะปาสกาล ที่ความลึกมากกว่า 240 กิโลเมตร จะพบสถานะของโลหะผสมเหล็ก–นิกเกิล ซึ่งคาร์บอนมีแนวโน้มที่จะละลายอยู่ในสถานะดังกล่าวหรืออยู่ในรูปของคาร์ไบด์ ดังนั้น การที่เพชรบางชนิดมีต้นกำเนิดจากความลึกมากผิดปกติอาจสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมของการก่อตัวที่แตกต่างไปจากปกติ[24][70]
ในปี ค.ศ. 2018 ได้มีการค้นพบตัวอย่างธรรมชาติของน้ำแข็ง VII (Ice VII) เป็นครั้งแรก โดยพบอยู่ในรูปของการฝังตัวภายในเพชร ตัวอย่างเหล่านี้ก่อตัวขึ้นที่ความลึกระหว่าง 400 ถึง 800 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งบริเวณเนื้อโลกตอนบนและตอนล่าง การค้นพบนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของของไหลที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในระดับความลึกดังกล่าวภายในโลก[78][79]
แหล่งคาร์บอน
[แก้]ในชั้นเนื้อโลกนั้นมีปริมาณคาร์บอนประมาณหนึ่งพันล้านกิกะตัน (ระบบบรรยากาศ-มหาสมุทรของโลกมีคาร์บอนอยู่ประมาณ 44,000 กิกะตัน)[80] คาร์บอนมีไอโซโทปเสถียรอยู่สองชนิด คือ ¹²C และ ¹³C ในอัตราส่วนโดยมวลประมาณ 99:1[70] โดยอัตราส่วนนี้มีค่าแปรผันที่กว้างในอุกกาบาต ซึ่งบ่งชี้ว่าค่าดังกล่าวมีความแปรผันอย่างมากมากในโลกยุคแรกเริ่ม นอกจากนี้ อัตราส่วนนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากกระบวนการที่เกิดขึ้นบนผิวโลก เช่น การสังเคราะห์ด้วยแสง อัตราส่วนนี้มักนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างมาตรฐานในรูปของค่า δ¹³C ซึ่งแสดงผลเป็นหน่วยส่วนต่อพัน หินทั่วไปที่มาจากชั้นเนื้อโลก เช่น บะซอลต์ คาร์บอเนไทต์ และคิมเบอร์ไลต์ มีค่า δ¹³C อยู่ในช่วงระหว่าง −8 ถึง −2 ขณะที่บนผิวโลกนั้นตะกอนอินทรีย์มีค่าเฉลี่ยประมาณ −25 ในขณะที่คาร์บอเนตมีค่าเฉลี่ยประมาณ 0[24]
ประชากรของเพชรจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ นั้นมีการกระจายตัวของค่า δ¹³C ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเพชรที่กำเนิดในหินเพริโดไทต์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงค่า δ¹³C ตามแบบค่าของชั้นเนื้อโลก ในขณะที่เพชรจากหินเอโคลไจต์ มีค่าตั้งแต่ −40 ถึง +3 แม้ว่าค่าสูงสุดของการกระจายจะยังอยู่ในช่วงของเนื้อโลกก็ตาม ความแปรปรวนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเพชรเหล่านี้ไม่ได้ก่อตัวจากคาร์บอนดั้งเดิมที่อยู่ในเนื้อโลกมาตั้งแต่โลกถือกำเนิด หากแต่เป็นผลมาจากกระบวนการแปรสัณฐาน (tectonic process) ถึงแม้ว่า (จากอายุของเพชร) กระบวนการเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกระบวนการแปรสัณฐานที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบันก็ตาม[70] ต้นกำเนิดของคาร์บอนที่ใช้ในการก่อตัวของเพชรนั้นอยู่ในชั้นเนื้อโลกตอนบนที่อยู่ลึกจากผิวโลกลงไปราว 700 กิโลเมตร หรือในบริเวณที่เรียกว่าฐานธรณีภาค (asthenosphere)[24]
การก่อตัวและการเติบโต
[แก้]
เพชรในชั้นเนื้อโลกนั้นก่อตัวขึ้นผ่านกระบวนการการแปรสภาพแบบแทนที่ (metasomatism) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ของไหลหรือแมกมาที่ประกอบด้วยองค์ประกอบ C–O–H–N–S (คาร์บอน–ออกซิเจน–ไฮโดรเจน–ไนโตรเจน–กำมะถัน) ได้ทำการละลายแร่ธาตุในหินเดิมและแทนที่ด้วยแร่ชนิดใหม่ ในที่นี้ คำว่า C–O–H–N–S เป็นคำที่ใช้ในเชิงครอบคลุมแบบกำกวมอย่างคร่าว เนื่องจากยังไม่ทราบองค์ประกอบที่แน่ชัดของของไหลดังกล่าว เพชรสามารถก่อตัวขึ้นจากของไหลเช่นนี้ได้โดยผ่านกระบวนการรีดักชันของคาร์บอนในรูปออกซิไดซ์ (เช่น CO₂ หรือ CO₃) หรือผ่านกระบวนการออกซิเดชันของเฟสที่อยู่ในรูปแบบที่ลดรูปลงมา เช่น มีเทน[24]
จากการใช้เทคนิคการตรวจวัดต่าง ๆ เช่น แสงโพลาไรซ์ (polarized light), โฟโตลูมิเนสเซนซ์ (photoluminescence) และแคโทโดลูมิเนสเซนซ์ (cathodoluminescence) จะสามารถตรวจพบลำดับชั้นของการเจริญเติบโต (growth zone) ในเพชรได้ รูปแบบเฉพาะของเพชรที่มาจากเขตธรณีภาคนั้นมักแสดงเป็นลำดับชั้นที่เรียงตัวใกล้เคียงกับการเป็นเป็นวงร่วมศูนย์ (concentric) โดยมีการสลับกันของชั้นเรืองแสงที่บางมาก และช่วงเวลาที่คาร์บอนถูกละลายโดยของไหลแล้วก่อตัวขึ้นใหม่ ส่วนเพชรที่มาจากชั้นที่ลึกกว่าชั้นธรณีภาคนั้นจะแสดงเนื้อผิวที่ไม่เป็นระเบียบและใกล้เคียงกับลักษณะของผลึกรวม (polycrystalline) ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะที่มีอุณหภูมิและความดันสูงกว่า รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเพชรด้วยกระบวนการพาความร้อนภายในชั้นเนื้อโลก[70]
การนำพาสู่พื้นผิว
[แก้]
หลักฐานทางธรณีวิทยาสนับสนุนแบบจำลองที่ระบุว่าแมกมาของหินคิมเบอร์ไลต์นั้นเคลื่อนตัวขึ้นมาจากชั้นล่างของเปลือกโลกด้วยความเร็วประมาณ 4–20 เมตรต่อวินาที โดยสร้างช่องทางขึ้นมาผ่านกระบวนการแตกหักของหินด้วยแรงดันของของไหล (hydraulic fracturing) เมื่อความดันลดลงแลัวจะเกิดการแยกตัวของเฟสไอระเหยออกจากแมกมา ซึ่งช่วยรักษาสภาพของเหลวของแมกมาไว้ เมื่อแมกมาไปถึงพื้นผิวแล้วนั้นการระเบิดในช่วงแรกจะพุ่งออกมาทางรอยแยกด้วยความเร็วสูงมาก (มากกว่า 200 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 450 ไมล์ต่อชั่วโมง) จากนั้นเมื่อความดันลดลง การสึกกร่อนของหินจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดแนวลำภูเขาไฟ และก่อให้เกิดหินกรวดเหลี่ยม (breccia) เมื่อการปะทุเริ่มลดลงแล้วนั้นจะเข้าสู่ระยะของการพ่นหินตะกอนภูเขาไฟ (pyroclastic) ตามด้วยกระบวนการแปรสภาพ (metamorphism) และการเติมน้ำเข้าไปในเนื้อหิน จนเกิดเป็นหินเซอร์เพนทิไนต์ (serpentinite)[70]
เพชรคู่
[แก้]ในบางกรณีที่พบได้ยาก มีการค้นพบเพชรที่ภายในมีโพรงซึ่งบรรจุเพชรอีกเม็ดหนึ่งอยู่ภายใน โดยเพชรคู่เม็ดแรกที่ถูกค้นพบมีชื่อว่า “มาตรีออชกา” (Matryoshka) ซึ่งถูกค้นพบโดยบริษัทอัลโรซา (Alrosa) ในสาธารณรัฐยาคูเตีย ประเทศรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ. 2019[81] ต่อมาได้มีการค้นพบเพชรลักษณะเดียวกันอีกเม็ดหนึ่งในทุ่งเพชรเอลเลนเดล (Ellendale Diamond Field) ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 2021[82]
ในอวกาศ
[แก้]แม้ว่าเพชรบนโลกจะสามารถพบเจอได้น้อย แต่ในอวกาศนั้นกลับพบได้ทั่วไป ในอุกกาบาตนั้นประมาณร้อยละสามของปริมาณคาร์บอนทั้งหมดอยู่ในรูปของเพชรนาโน ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่กี่นาโนเมตร เพชรที่มีขนาดเล็กมากสามารถก่อตัวขึ้นในสภาวะเย็นจัดของอวกาศได้ เนื่องจากพลังงานพื้นผิวที่ต่ำกว่าทำให้มีความเสถียรมากกว่าแกรไฟต์ นอกจากนี้ลายเซ็นไอโซโทปของนาโนไดมอนด์บางชนิดบ่งชี้ว่าเพชรเหล่านี้ก่อตัวขึ้นนอกระบบสุริยะ ในดาวฤกษ์ต่าง ๆ[83]
การทดลองภายใต้ความดันสูงได้คาดการณ์ว่าเพชรจำนวนมากสามารถควบแน่นจากมีเทนกลายเป็น “ฝนเพชร” บนดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์อย่างยูเรนัสและเนปจูนได้[84][85][86] นอกจากนี้ ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะบางดวงอาจประกอบขึ้นจากเพชรเกือบทั้งดวง[87]
เพชรอาจมีอยู่ในดาวฤกษ์ที่อุดมไปด้วยคาร์บอนโดยเฉพาะในดาวแคระขาว โดยหนึ่งในทฤษฎีเกี่ยวกับต้นกำเนิดของคาร์โบนาโดซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของเพชรที่แข็งแรงที่สุดนั้นคือการที่มันเกิดขึ้นในดาวแคระขาวหรือซูเปอร์โนวา (supernova)[88][89] ทั้งนี้ เพชรที่ก่อตัวขึ้นในดาวฤกษ์อาจเป็นแร่ชนิดแรกสุดที่เกิดขึ้นมา[90]
อุตสาหกรรม
[แก้]
การใช้งานเพชรที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในปัจจุบันนั้นคือการนำมาเป็นอัญมณีสำหรับประดับตกแต่ง และการใช้เป็นวัสดุขัดถูในอุตสาหกรรมสำหรับการตัดวัสดุที่มีความแข็งสูง โดยตลาดของเพชรระดับอัญมณีและเพชรระดับอุตสาหกรรมนั้นมีวิธีการประเมินมูลค่าที่แตกต่างกัน
เพชรระดับอัญมณี
[แก้]การกระจายแสงสีขาวให้แยกออกเป็นสีสเปกตรัมต่าง ๆ คือคุณสมบัติทางอัญมณีวิทยาหลักของเพชรที่ใช้เป็นอัญมณี ในศตวรรษที่ 20 ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีได้พัฒนาวิธีการจัดระดับคุณภาพของเพชรและอัญมณีชนิดอื่น ๆ โดยอิงจากลักษณะที่สำคัญที่สุดต่อมูลค่าด้านความงาม ซึ่งลักษณะทั้งสี่ที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “4 Cs” ได้แก่:
1. น้ำหนัก (Carat) — วัดเป็นกะรัต โดย 1 กะรัต เท่ากับ 0.2 กรัม
2. หน้าตัดเพชร (Cut) — พิจารณาคุณภาพจากสัดส่วน ความสมมาตร และความเงางามของผิว
3. สี (Color) — ความใกล้เคียงกับสีขาวหรือไม่มีสีมากเพียงใด (สำหรับเพชรแฟนซีจะวัดจากความเข้มของเฉดสี)
4. ความบริสุทธิ์ (Clarity) — ความสะอาดที่ปราศจากตำหนิหรือมลทิน
เพชรที่มีขนาดใหญ่และไร้ตำหนิจะถูกเรียกว่า “พารากอน” (Paragon)[91]
การค้าขายเพชรที่มีคุณภาพระดับอัญมณีในวงกว้างนั้นยังคงมีอยู่ โดยส่วนใหญ่เพชรคุณภาพระดับอัญมณีจะถูกขายในสภาพที่เพิ่งเจียระไนเสร็จใหม่ แต่ก็ยังมีตลาดที่มั่นคงสำหรับการขายต่อเพชรที่เจียระไนแล้ว (เช่น การจำนำ การประมูล ร้านอัญมณีมือสอง ช่างเจียระไนเพชร และตลาดกลางเพชรต่าง ๆ) ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการค้าขายเพชรคุณภาพระดับอัญมณีนั้นคือความประณีตที่สูงมาก โดยการค้าส่งและการเจียระไนเพชรนั้นถูกจำกัดอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ในปี ค.ศ. 2003 มีเพชรถึง 92% ของโลกที่ถูกเจียระไนและขัดเงาในเมืองสุรัต ประเทศอินเดีย[92] นอกจากนี้ยังมีศูนย์กลางสำคัญของการเจียระไนและการค้าขายเพชรในย่านเพชรเมืองแอนต์เวิร์ป ในประเทศเบลเยียม (ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันอัญมณีวิทยานานาชาติ), กรุงลอนดอน, ย่านเพชรในนครนิวยอร์ก, ย่านการค้าเพชรในเมืองเทลอาวีฟ และกรุงอัมสเตอร์ดัม หนึ่งในปัจจัยสนับสนุนก็คือลักษณะทางธรณีวิทยาของแหล่งเพชร โดยมีเหมืองคิมเบอร์ไลต์ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถครอบครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น เหมืองจวาเนงในประเทศบอตสวานา ซึ่งเป็นเหมืองหลุมเปิดขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวที่สามารถผลิตเพชรได้ระหว่าง 12,500,000 ถึง 15,000,000 กะรัต (2,500 ถึง 3,000 กิโลกรัม) ต่อปี[93]
การผลิตและการกระจายเพชรส่วนใหญ่นั้นได้ถูกรวมศูนย์อยู่ในมือของผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางการค้าเพชรแบบดั้งเดิม โดยสถานที่ที่สำคัญที่สุดคือเมืองแอนต์เวิร์ป ซึ่งเป็นสถานที่ในการจัดการเพชรหยาบถึง 80% เพชรเจียระไน 50% และเพชรทุกประเภทที่รวมทั้งเพชรหยาบ, เจียระไน และเพชรอุตสาหกรรมมากกว่า 50%[94] จึงทำให้แอนต์เวิร์ปกลายเป็น “เมืองหลวงเพชรโลก” โดยพฤตินัย[95] อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของแอนต์เวิร์ปเชอเดียมันต์คริง (Antwerpsche Diamantkring) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1929 เพื่อเป็นตลาดซื้อขายเพชรดิบโดยเฉพาะแห่งแรกและแห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก[96] ศูนย์กลางการค้าเพชรที่สำคัญอีกแห่งคือนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่ขายเพชรกว่า 80% ของโลก รวมถึงการประมูลเพชรด้วย[94]
บริษัทเดอเบียร์ส (De Beers) ในฐานะบริษัทเหมืองเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครองตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน และเริ่มมีอำนาจเหนือวงการตั้งแต่ไม่นานหลังจากการก่อตั้งในปี ค.ศ. 1888 โดยนักธุรกิจชาวอังกฤษนามว่าเซซิล โรดส์ (Cecil Rhodes) ในปัจจุบันนี้เดอเบียร์สเป็นผู้ดำเนินการเหมืองเพชรและเครือข่ายการกระจายเพชรคุณภาพอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทลูกของเดอเบียร์สที่ใช้ชื่อว่าเดอะไดมอนด์เทรดดิงคอมพานี (Diamond Trading Company – DTC) ทำหน้าที่ในการทำการตลาดและจำหน่ายเพชรดิบจากเหมืองที่เดอเบียร์สเป็นผู้ดำเนินการ โดยเดอเบียร์สและบริษัทย่อยเป็นเจ้าของเหมืองที่ผลิตเพชรราว 40% ของปริมาณการผลิตเพชรในโลกต่อปี ในช่วงศตวรรษที่ 20 กว่า 80% ของเพชรดิบทั่วโลกต้องผ่านมือเดอเบียร์ส[97] แต่ระหว่างปี ค.ศ. 2001–2009 สัดส่วนนี้ลดลงเหลือประมาณ 45%[98] และภายในปี ค.ศ. 2013 ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทลดลงเหลือเพียงประมาณ 38% ในเชิงมูลค่า และน้อยกว่านั้นหากวัดตามปริมาณ[99] นอกจากนี้ ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 เดอเบียร์สได้ขายเพชรในสต็อกจำนวนมหาศาลที่สะสมไว้ออกไปเกือบทั้งหมด[100] โดยเพชรที่เหลืออยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเพียง “สต็อกเพื่อการดำเนินงาน” (เพชรที่อยู่ในขั้นตอนการคัดแยกก่อนการจำหน่าย)[101] เรื่องนี้ได้รับการบันทึกและเผยแพร่ในสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางในขณะนั้น[102] แต่กลับเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นที่รู้จักนักในสาธารณะ
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการลดอิทธิพลทางการตลาด เดอเบียร์สได้ถอนตัวจากการซื้อเพชรในตลาดเสรีเมื่อปี 1999 และได้ยุติการซื้อเพชรจากรัสเซียที่ทำการขุดโดยบริษัทเหมืองเพชรรายใหญ่ที่สุดของรัสเซียที่ชื่อว่าอัลโรซา (Alrosa)[103] เมื่อสิ้นปี 2008 หลังจากนั้นมานับตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2011 เป็นต้นมาทางเดอเบียร์สไดัระบุว่าทางบริษัทจะขายเพชรที่มาจากเพียง 4 ประเทศเท่านั้น อันได้แก่ บอตสวานา, นามิเบีย, แอฟริกาใต้ และ แคนาดา[104] สำหรับบริษัทอัลโรซานั้น ทางบริษัทต้องระงับการขายเพชรในเดือนตุลาคม ปี 2008 เนื่องจากวิกฤตพลังงานโลก ทว่าต่อมาได้รายงานว่าทางบริษัทได้กลับมาจำหน่ายเพชรดิบในตลาดเสรีอีกครั้งในเดือนตุลาคม ปี 2009[105] นอกเหนือจากอัลโรซาแล้วยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการทำเหมืองเพชรอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น
- BHP ซึ่งเป็นบริษัทเหมืองแร่ที่ใหญ่ที่สุดในโลก[106]
- Rio Tinto เจ้าของเหมืองเพชรอาร์ไจล์ (ถือหุ้น 100%), เหมืองเพชรดิอาวิค (60%) และเหมืองเพชรมูโรวา (78%)[107]
- Petra Diamonds เจ้าของเหมืองเพชรขนาดใหญ่หลายแห่งในทวีปแอฟริกา

ในขั้นตอนถัดไปของห่วงโซ่อุปทาน สมาชิกของสหพันธ์ตลาดซื้อขายเพชรโลก (World Federation of Diamond Bourses: WFDB) จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนเพชรในระดับค้าส่ง โดยทำการซื้อขายทั้งเพชรเจียระไนและเพชรดิบ นอกจากนี้ WFDB ยังประกอบด้วยตลาดซื้อขายเพชรอิสระในศูนย์กลางการเจียระไนเพชรที่สำคัญ เช่น เทลอาวีฟ, แอนต์เวิร์ป, โจฮันเนสเบิร์ก รวมถึงเมืองอื่น ๆ ใน สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และ เอเชีย[38] ในปี 2000 ทาง WFDB และสมาคมผู้ผลิตเพชรนานาชาติ (International Diamond Manufacturers Association: IDMA) ได้ร่วมกันก่อตั้งสภาเพชรโลก (World Diamond Council: WDC) เพื่อป้องกันการซื้อขายเพชรที่ถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนสงครามและการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม นอกจากนี้ WFDB ยังมีบทบาทในการสนับสนุนการจัดงานสภาคองเกรสเพชรโลก (World Diamond Congress) ซึ่งจัดขึ้นในทุกสองปีและได้จัดตั้งสภาเพชรนานาชาติ (International Diamond Council: IDC) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานการจัดระดับคุณภาพของเพชร[108]
เมื่อเพชรถูกซื้อโดยไซต์โฮลเดอร์ (Sightholder - คำที่เป็นเครื่องหมายการค้าซึ่งหมายถึงบริษัทที่ทำสัญญาจัดหากับ DTC เป็นระยะเวลาสามปี) เพชรเหล่านั้นจะถูกนำไปผ่านกระบวนการเจียระไนและขัดเงาเพื่อเตรียมจำหน่ายเป็นอัญมณี (ส่วนเพชรที่ไม่ได้คุณภาพสำหรับทำอัญมณีหรือที่เรียกว่า เพชรอุตสาหกรรมจะถูกจัดเป็นผลพลอยได้จากตลาดค้าอัญมณี และถูกนำไปใช้ในในฐานะวัสดุขัดผิว)[109] กระบวนการเจียระไนและขัดเงาเพชรดิบนั้นเป็นทักษะเฉพาะทาง และมักกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก[109] โดยศูนย์กลางเจียระไนเพชรแบบดั้งเดิมได้แก่ แอนต์เวิร์ป, อัมสเตอร์ดัม, โจฮันเนสเบิร์ก, นครนิวยอร์ก และเทลอาวีฟ ทว่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีการจัดตั้งศูนย์เจียระไนเพชรเพิ่มเติมในประเทศ จีน, อินเดีย, ไทย, นามิเบีย และบอตสวานา[109] โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองสุรัตในรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางเจียระไนเพชรที่สำคัญ เนื่องจากต้นทุนแรงงานต่ำจึงทำให้สามารถรองรับการเจียระไนเพชรขนาดเล็กในจำนวนมากได้ ในขณะที่เพชรที่มีขนาดใหญ่กว่าหรือมีมูลค่าสูงกว่ามักถูกส่งไปเจียระไนที่ศูนย์ในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ การขยายตัวของอุตสาหกรรมการเจียระไนเพชรในอินเดียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยใช้แรงงานที่มีต้นทุนต่ำนั้นได้ทำให้สามารถผลิตเพชรขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นอัญมณีได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในอดีตเคยเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ[94]
เพชรที่ถูกเจียระไนเพื่อใช้เป็นอัญมณีจะถูกนำไปจำหน่ายในตลาดแลกเปลี่ยนเพชรซึ่งเรียกว่าตลาดหลักทรัพย์หรือบูร์ส (bourses) โดยในปัจจุบันนี้มีตลาดหลักทรัพย์เพชรที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้วจำนวน 28 แห่งทั่วโลก[110] ตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าวนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดในห่วงโซ่อุปทานเพชร โดยที่ผู้ค้าส่งและแม้กระทั่งผู้ค้าปลีกก็สามารถซื้อเพชรจากตลาดหลักทรัพย์นี้ได้ในปริมาณที่ไม่มากนัก จากนั้นเพชรเหล่านี้จะถูกจัดเตรียมเพื่อจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภค เพชรสามารถถูกจำหน่ายได้ทั้งในรูปแบบที่ติดตั้งแล้วในเครื่องประดับหรือในรูปแบบของเพชรหลวม (loose diamond) ที่ยังไม่ถูกนำไปประกอบในเครื่องประดับ จสกรายงานของบริษัทริโอตินโตในปี 2002 มีการประเมินมูลค่าการผลิตและจำหน่ายเพชรในตลาดโลกดังนี้:
9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ: มูลค่าเพชรหยาบ
14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: หลังผ่านการเจียระไนและขัดเงา
28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: มูลค่าการค้าส่งเครื่องประดับเพชร
57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: มูลค่าการค้าปลีกเครื่องประดับเพชร[111]
การเจียระไน
[แก้]
เพชรดิบที่ได้จากเหมืองจะถูกแปรรูปให้กลายเป็นอัญมณีผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนที่เรียกว่า “การตัดเจียระไน” ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในอุตสาหกรรมเพชร แม้เพชรจะมีความแข็งที่สูงมากแต่ก็มีความเปราะ และสามารถแตกออกได้ด้วยแรงกระแทกเพียงครั้งเดียว ดังนั้นการเจียระไนเพชรจึงถือเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน ต้องอาศัยทักษะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เครื่องมือที่เหมาะสม และประสบการณ์สูง จุดมุ่งหมายหลักของการเจียระไนคือการผลิตอัญมณีที่มีเหลี่ยมมุมในมุมที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถกระจายแสงสีขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันนั้นจำนวนและขนาดของเหลี่ยมจะเป็นตัวกำหนดน้ำหนักสุดท้ายของเพชรหลังการเจียระไน ซึ่งกระบวนการนี้อาจทำให้เพชรสูญเสียน้ำหนักไปมากถึงประมาณ 50% ของน้ำหนักเดิม[112] ในการตัดเจียระไนจะมีการพิจารณารูปทรงหลายแบบ โดยปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการใช้งานจริง เช่น เพชรจะถูกนำไปจัดแสดงหรือสวมใส่ในเครื่องประดับประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นแหวน สร้อยคอ หรือเครื่องประดับที่มีเพชรเดี่ยวหรือประดับร่วมกับอัญมณีชนิดอื่นตามรูปทรงและสีที่ต้องการ[113] รูปทรงของเพชรที่ถือเป็นแบบคลาสสิกนั้นได้แก่ ทรงกลม (Round), ทรงหยดน้ำ (Pear), ทรงมาร์คีส์ (Marquise), ทรงวงรี (Oval), ทรงหัวใจและลูกศร (Hearts and Arrows) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรูปทรงพิเศษซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่พัฒนาโดยบริษัทผู้ผลิตเพชร เช่น ทรงฟีนิกซ์ (Phoenix), ทรงหมอน (Cushion), และทรงโซเลมิโอ (Sole Mio) เป็นต้น[114]
ขั้นตอนการวิเคราะห์ก่อนการเจียระไนในส่วนที่ใช้เวลานานที่สุดของกระบวนการตัดเจียระไนเพชร คือการวิเคราะห์เบื้องต้นของเพชรดิบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาปัจจัยจำนวนมากและมีความสำคัญสูง เนื่องจากต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์สุดท้ายของอัญมณี การวิเคราะห์เพชรที่มีลักษณะเฉพาะหรือมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษอาจต้องใช้เวลา หลายปีกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ ประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์ได้แก่:
- ความแข็งและคุณสมบัติการแตกตัว (cleavage) ของเพชรนั้นขึ้นอยู่กับทิศทางของการเรียงตัวของผลึก (crystal orientation) เป็นอย่างมาก ดังนั้นก่อนการเจียนะไนจึงต้องทำการวิเคราะห์ โครงสร้างผลึกเชิงผลิกศาสตร์โดยใช้เทคนิค การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) เพื่อระบุทิศทางที่เหมาะสมที่สุดในการตัดเพชร
- เพชรส่วนใหญ่มีสิ่งเจือปนที่ไม่ใช่เพชร (non-diamond inclusion) และตำหนิภายในผลึกที่มองเห็นได้ ช่างเจียระไนต้องตัดสินใจว่าตำหนิใดควรถูกกำจัดออกในระหว่างการตัด และ ตำหนิใดที่สามารถคงไว้ได้
- การแยกเพชรด้วยค้อนเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนมาก หากคำนวณมุมและแรงกระแทกได้แม่นยำ เพชรจะสามารถแตกออกได้ทีละส่วนอย่างสวยงาม แต่หากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เพชรแตกเสียหายได้โดยสิ้นเชิง อีกทางเลือกหนึ่งคือการตัดด้วยเลื่อยเพชร (diamond saw) ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้มากกว่า[115][116]
หลังจากการเจียระไนขั้นต้นแล้วนั้นเพชรจะถูกนำไปขึ้นรูปให้ได้รูปทรงที่ต้องการผ่านกระบวนการขัดหลายขั้นตอน ซึ่งแตกต่างจากการเจียระไนที่เป็นขั้นตอนสำคัญแต่ใช้เวลาไม่นาน ส่วนการขัดเพชรนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลามากเนื่องจากเป็นการขัดกร่อนพื้นผิวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เทคนิคการขัดเพชรได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานสูง จนถือว่าเป็นขั้นตอนประจำที่สามารถดำเนินการโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญได้[117] หลังจากกระบวนการขัดเสร็จสิ้น เพชรจะถูกตรวจสอบอีกครั้งเพื่อหาตำหนิที่อาจหลงเหลืออยู่หรือเกิดขึ้นใหม่ระหว่างการขัด ตำหนิเหล่านี้สามารถถูกแก้ไขหรือปกปิดได้ด้วยเทคนิคการเสริมคุณภาพเพชร เช่น การขัดใหม่, การเติมรอยแตก หรือการจัดวางเพชรอย่างชาญฉลาดในเครื่องประดับเพื่อกลบจุดบกพร่อง นอกจากนี้สิ่งเจือปนที่ไม่ใช่เพชรที่ยังคงเหลืออยู่สามารถถูกกำจัดออกได้โดยใช้การเจาะด้วยเลเซอร์ (laser drilling) และการเติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว[33]
การตลาด
[แก้]
การตลาดได้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเพชรในฐานะสินค้าอันทรงคุณค่าอย่างมีนัยสำคัญ
เอ็น. ดับเบิลยู. เอเยอร์แอนด์ซัน (N. W. Ayer & Son) ซึ่งเป็นบริษัทโฆษณาที่เดอเบียร์สว่าจ้างในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูตลาดค้าเพชรในสหรัฐอเมริกา และยังสร้างตลาดใหม่ในประเทศที่ไม่เคยมีวัฒนธรรมการใช้เพชรมาก่อน การทำการตลาดของเอ็น. ดับเบิลยู. เอเยอร์นั้นรวมถึงการนำสินค้าไปปรากฏในสื่อต่าง ๆ โดยเป็นการโฆษณาที่มุ่งเน้นตัวสินค้าที่เกี่ยวกับเพชรเองมากกว่าจะเป็นการโปรโมทตราสินค้าของเดอเบียร์ส และรวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงกับคนดังและราชวงศ์ แม้การโฆษณาจะไม่ได้ระบุถึงตราสินค้าของเดอเบียร์สก็ตาม แต่ทว่าก็ได้ทำให้สินค้าของคู่แข่งได้รับการโปรโมทไปด้วย[118] ทว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เนื่องจากเดอเบียร์สได้ครองตลาดเพชรมาตลอดศตวรรษที่ 20 ส่วนแบ่งตลาดของเดอเบียร์สลดลงชั่วคราวมาอยู่อันดับที่สองรองจากอัลโรซาหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 โดยลดลงเหลือน้อยกว่า 29% ในแง่จำนวนกะรัตที่ขุดได้ โดยไม่นับจำนวนที่ขายออกไป[119] แคมเปญการตลาดดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ แต่ได้ยุติลงโดยปริยายในช่วงต้นปี 2011 ปัจจุบันเดอเบียร์สยังคงทำการโฆษณาเพชรอยู่ แต่เป็นการโปรโมตตราสินค้าของตนเองหรือสินค้าที่อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์มากกว่าการโฆษณาเพชรแบบ ‘ทั่วไป’ ที่ไม่ระบุตราสินค้า[119] แคมเปญนี้ได้รับการจดจำมากที่สุดผ่านสโลแกน “A diamond is forever” (เพชรคงอยู่ชั่วนิรันดร์)[120] ซึ่งขณะนี้ถูกใช้โดยเดอเบียร์สไดมอนด์เจเวเลอร์ส (De Beers Diamond Jewelers)[121] อันเป็นบริษัทเครื่องประดับที่เป็นกิจการร่วมค้าแบบ 50/50 ระหว่างบริษัทเหมืองเพชรเดอเบียร์สและแอลวีเอ็มเอช (LVMH) ที่เป็นกลุ่มบริษัทขายสินค้าแบรนด์หรูระดับโลก
เพชรสีน้ำตาลเคยเป็นสัดส่วนสำคัญของผลผลิตเพชรทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรม พวกมันถูกมองว่าไร้ค่าสำหรับการทำเครื่องประดับ (จนถึงขั้นไม่ได้รับการประเมินให้อยู่ในมาตรวัดสีของเพชรเลย) แต่หลังจากการพัฒนาเหมืองเพชรอาร์ไจล์ในออสเตรเลียเมื่อปี 1986 และการทำการตลาด เพชรสีน้ำตาลจึงเริ่มได้รับการยอมรับให้เป็นอัญมณี[122][123] การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่เกิดจากปริมาณการผลิตที่มากมายมหาศาล โดยเหมืองอาร์ไจล์สามารถผลิตเพชรได้ 35,000,000 กะรัตต่อปี (7,000 กก.) คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของปริมาณการผลิตเพชรธรรมชาติทั่วโลก[124] โดย 80% ของเพชรจากเหมืองอาร์ไจล์นั้นเป็นเพชรสีน้ำตาล[125]
เพชรระดับอุตสาหกรรม
[แก้]


เพชรอุตสาหกรรมนั้นมีมูลค่าส่วนใหญ่จากความแข็งและความสามารถในการนำความร้อน ทำให้ลักษณะเชิงอัญมณีวิทยาของเพชร เช่น หลัก 4Cs แทบไม่มีความเกี่ยวข้องสำหรับการใช้งานส่วนใหญ่ เพชรที่ถูกขุดขึ้นมาราว 80% (คิดเป็นประมาณ 135,000,000 กะรัต หรือ 27,000 กก. ต่อปี) ไม่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นอัญมณีและถูกนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมแทน[126] นอกเหนือจากเพชรธรรมชาติแล้ว เพชรสังเคราะห์ก็ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแทบจะทันทีหลังการคิดค้นขึ้นในทศวรรษ 1950 ในปี 2014 มีการผลิตเพชรสังเคราะห์ทั้งหมด 4,500,000,000 กะรัต (900,000 กก.) โดย 90% ผลิตในประเทศจีน ปัจจุบันประมาณ 90% ของกรวดเพชรสำหรับงานเจียรเป็นเพชรสังเคราะห์[127]
เส้นแบ่งระหว่างเพชรที่มีคุณภาพระดับอัญมณีและเพชรอุตสาหกรรมนั้นไม่มีระบุชัดเจน และขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดในบางช่วง (ตัวอย่างเช่น หากความต้องการเพชรเจียระไนอยู่ในระดับสูง เพชรคุณภาพต่ำบางส่วนอาจถูกนำไปเจียระไนเป็นอัญมณีคุณภาพต่ำหรืออัญมณีเม็ดเล็กแทนที่จะถูกขายเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรม) ภายในหมวดหมู่เพชรอุตสาหกรรมนั้นยังมีการแบ่งหมวดย่อยที่ประกอบด้วยเพชรคุณภาพต่ำที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ทึบแสง เพชรประเภทนี้เรียกว่า ‘เพชรซีก’ หรือ ‘บอร์ต’ (bort)[128]
การใช้เพชรในอุตสาหกรรมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติด้านความแข็งมาโดยตลอดตามประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้เพชรเป็นวัสดุที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเครื่องมือตัดและเจียร ในฐานะที่เป็นวัสดุธรรมชาติที่มีความแข็งมากที่สุดเท่าที่รู้จัก เพชรสามารถใช้ขัด ตัด หรือทำให้วัสดุใด ๆ สึกกร่อนได้ ซึ่งรวมถึงเพชรด้วยกันเองด้วย การประยุกต์ใช้คุณสมบัตินี้ในงานอุตสาหกรรมที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ ดอกสว่านปลายเพชรและใบเลื่อย รวมถึงการใช้ผงเพชรเป็นวัสดุขัด เพชรอุตสาหกรรมที่มีราคาถูกกว่า (บอร์ต) ซึ่งมีตำหนิและคุณภาพสีต่ำเกินกว่าจะใช้เป็นอัญมณีนั้นมักจะนิยมนำมาใช้ในงานดังกล่าว[129] อย่างไรก็ตาม เพชรไม่เหมาะสำหรับการขึ้นรูปโลหะผสมเหล็ก (ferrous alloys) ที่ความเร็วสูง เนื่องจากคาร์บอนสามารถละลายในเหล็กได้ที่อุณหภูมิสูงที่เกิดขึ้นระหว่างการตัดเฉือนด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้เกิดการสึกหรอของเครื่องมือเพชรเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับวัสดุทางเลือกอื่น ๆ[130]
การใช้งานเฉพาะทางของเพชร ได้แก่ การใช้ในห้องปฏิบัติการในการเป็นภาชนะสำหรับการทดลองที่ต้องใช้ความดันสูง (ดู เซลล์ทั่งเพชร หรือ diamond anvil cell) การใช้เป็นตลับลูกปืนสมรรถนะสูง และการใช้งานในหน้าต่างเฉพาะทางบางประเภท[128] ด้วยความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในการผลิตเพชรสังเคราะห์ การประยุกต์ใช้งานในอนาคตจึงมีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น ความสามารถในการนำความร้อนสูงของเพชรทำให้เพชรเหมาะสมสำหรับใช้เป็นแผ่นระบายความร้อน (heat sink) ในวงจรรวมของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์[131]
การขุด
[แก้]มีการขุดเพชรประมาณ 130,000,000 กะรัต (26,000 กิโลกรัม) ต่อปี คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการผลิตเพชรสังเคราะห์ประมาณ 100,000 กิโลกรัม (220,000 ปอนด์) ต่อปี[132]
เพชรราว 49% มีที่มาจากแอฟริกากลางและแอฟริกาตอนใต้ แม้ว่าจะมีการค้นพบแหล่งแร่สำคัญในแคนาดา อินเดีย รัสเซีย บราซิล และออสเตรเลียด้วยก็ตาม[127] เพชรเหล่านี้ถูกขุดขึ้นมาจากแนวลำภูเขาไฟที่มีหินคิมเบอร์ไลต์และแลมโพรไลต์ที่ได้นำพาผลึกเพชรที่ก่อตัวลึกลงไปภายในพื้นโลกภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูงขึ้นมาสู่ผิวโลก การทำเหมืองและการกระจายเพชรธรรมชาติเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงบ่อยครั้ง เช่น ความกังวลเกี่ยวกับการขายเพชรต้องสงคราม (conflict diamonds) หรือเพชรเลือด (blood diamonds) โดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในแอฟริกา[133] นอกจากนี้ห่วงโซ่อุปทานของเพชรได้ถูกควบคุมโดยธุรกิจขนาดใหญ่ในจำนวนจำกัด และยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก
มีเพียงชิ้นส่วนจำนวนที่น้อยมากจากแร่เพชรทั้งหมดที่เป็นเพชรจริง ซึ่งแร่จะถูกบดขยี้ โดยในขั้นตอนนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการทำลายเพชรเม็ดใหญ่ จากนั้นจึงคัดแยกตามความหนาแน่น ในปัจจุบันนั้นเพชรจะถูกคัดแยกออกจากชิ้นส่วนของแร่ที่มีความหนาแน่นสูงที่มีเพชรอยู่มาก โดยอาศัยการเรืองแสงเอกซ์เรย์ (X-ray fluorescence) หลังจากนั้นขั้นตอนคัดแยกครั้งสุดท้ายจะกระทำด้วยมือ ก่อนที่การใช้รังสีเอกซ์จะกลายเป็นขั้นตอนมาตรฐานนั้น[112]การแยกแร่จะกระทำโดยใช้สายพานเคลือบน้ำมัน เนื่องจากเพชรมีแนวโน้มเกาะติดกับน้ำมันได้ดีกว่าแร่ชนิดอื่นในเนื้อแร่[38]

ในอดีตนั้นเพชรจะถูกพบได้เพียงในตะกอนน้ำพาในอำเภอคุนตูร์และอำเภอกฤษณะ บริเวณปากแม่น้ำกฤษณาทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย[134][135] อินเดียเป็นผู้นำของโลกด้านการผลิตเพชรมาตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีการค้นพบราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์กาล[136] จนถึงราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ศักยภาพทางการค้าของแหล่งเหล่านี้ได้ลดลงจนหมดไปภายในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และในเวลานั้นบราซิลก็ก้าวขึ้นมาแทนที่ โดยมีการค้นพบแหล่งเพชรที่ไม่ได้มาจากจากอินเดียครั้งแรกในปี 1725[135] ในปัจจุบันนั้นแหล่งเหมืองเพชรสำคัญแห่งหนึ่งของอินเดียตั้งอยู่ที่อำเภอปันนา[137]
การสกัดเพชรจากแหล่งแร่ปฐมภูมิ (คิมเบอร์ไลต์และแลมโปรไอต์) ได้เริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1870 ภายหลังการค้นพบแหล่งเพชรในแอฟริกาใต้[138] หลังจากนั้นการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันมีเพชรถูกรวบรวมจากการทำเหมืองรวมทั้งสิ้นประมาณ 4,500,000,000 กะรัต (900,000 กิโลกรัม)[139] โดยร้อยละ 20 ของปริมาณดังกล่าวถูกสกัดในช่วงเวลาเพียงห้าปีที่ผ่านมา และในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีเหมืองแห่งใหม่ที่เริ่มดำเนินการผลิตอีกเก้าแห่ง และมีอีกสี่แห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดเพื่อดำเนินการ ไม่นับว่าเหมืองส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศแคนาดา ซิมบับเว แองโกลา และหนึ่งแห่งในรัสเซีย[139]
ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการพบแหล่งเพชรในรัฐอาร์คันซอ โคโลราโด นิวเม็กซิโก ไวโอมิง และมอนแทนา[140][141] และในปี ค.ศ. 2004 มีการค้นพบเพชรขนาดไมโครในสหรัฐฯ อันนำไปสู่การเก็บตัวอย่างแนวแร่คิมเบอร์ไลต์ในปริมาณมากเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2008 ในพื้นที่ห่างไกลแห่งหนึ่งของรัฐมอนแทนา อุทยานแห่งรัฐเครเตอร์ออฟไดมอนด์ (Crater of Diamonds State Park) ที่อยู่ในรัฐอาร์คันซอได้เปิดให้ประชาชนเข้าชม และเป็นเหมืองแห่งเดียวในโลกที่อนุญาตให้ประชาชนเข้ามาขุดหาเพชรได้ด้วยตนเอง[141]
ในปัจจุบันนี้แหล่งแร่เพชรที่มีความคุ้มค่าทางพาณิชย์จำนวนมากตั้งอยู่ในประเทศรัสเซีย (ส่วนใหญ่ในสาธารณรัฐซาคา เช่นเหมืองมีร์ (Mir pipe) และเหมืองอูดัชนายา (Udachnaya pipe)), บอตสวานา, ออสเตรเลีย (ทางตอนเหนือและตะวันตกของประเทศ) และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก[142] ตามข้อมูลของสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาบริทิช (British Geological Survey) ได้เผยว่ากำลังผลิตเพชรของรัสเซียได้คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของปริมาณผลผลิตทั่วโลกในปี ค.ศ. 2005 นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีเหมืองเพชรที่มีทรัพยากรมากที่สุด โดยเหมืองอาร์ไจล์เคยมีอัตราการผลิตสูงสุดถึง 42 เมตริกตันต่อปีในช่วงทศวรรษ 1990[140][143] นอกจากนี้ยังมีแหล่งเพชรเชิงพาณิชย์ที่กำลังทำเหมืองอยู่ในดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศแคนาดา และประเทศบราซิล[127] ทั้งนี้ยังมีการสำรวจทางธรณีวิทยาทั่วโลกเพื่อค้นหาแหล่งคิมเบอร์ไลต์และแลมโปรไอต์ที่มีแร่เพชรอยู่อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นทางการเมือง
[แก้]ในบางประเทศในแอฟริกาตอนกลางและแอฟริกาตะวันตกที่มีความไม่มั่นคงทางการเมือง กลุ่มกบฏบางกลุ่มได้เข้าควบคุมเหมืองเพชร และใช้รายได้จากการจำหน่ายเพชรเพื่อเป็นทุนสนับสนุนปฏิบัติการของตนเอง เพชรที่ถูกขายผ่านกระบวนการดังกล่าวมักถูกเรียกว่า ‘เพชรขัดแย้ง’ หรือ ‘เพชรเลือด[133]
เพื่อตอบสนองต่อความกังวลของสาธารณชนว่าการซื้อเพชรอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติ อุตสาหกรรมเพชร และประเทศที่ทำการค้าขายเพชร จึงได้ริเริ่มกระบวนการคิมเบอร์ลีย์ในปี ค.ศ. 2002[144] กระบวนการคิมเบอร์ลีย์มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เพชรขัดแย้งไปปะปนกับเพชรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ โดยกำหนดให้ประเทศผู้ผลิตเพชรต้องแสดงหลักฐานว่า รายได้จากการจำหน่ายเพชรไม่ได้ถูกนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมทางอาชญากรรมหรือกิจกรรมของกลุ่มกบฏ แม้ว่ากระบวนการคิมเบอร์ลีย์จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในการจำกัดจำนวนเพชรขัดแย้งที่เข้าสู่ตลาด แต่ยังคงมีเพชรบางส่วนที่เล็ดลอดเข้ามาได้ ตามข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตเพชรนานาชาติ เพชรขัดแย้งคิดเป็นประมาณร้อยละ 2–3 ของเพชรทั้งหมดที่มีการซื้อขาย[145] อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ยังมีข้อบกพร่องสำคัญสองประการที่ยังขัดขวางประสิทธิผลของระบบ ได้แก่:
- (1) ความง่ายของการลักลอบขนเพชรข้ามพรมแดนในทวีปแอฟริกา
- (2) ลักษณะความรุนแรงของการทำเหมืองเพชรในประเทศที่มิได้อยู่ในภาวะสงครามอย่างเป็นทางการ ทำให้เพชรจากประเทศเหล่านั้นยังคงถูกจัดว่าเป็น ‘เพชรสะอาด’[144]
รัฐบาลแคนาดาได้จัดตั้งองค์กรที่เรียกว่ากฎประพฤติปฏิบัติด้านเพชรของแคนาดา (Canadian Diamond Code of Conduct)[146] ขึ้นเพื่อช่วยในการตรวจสอบความถูกต้องของเพชรจากแคนาดา ระบบดังกล่าวเป็นกระบวนการติดตามเพชรที่มีความเข้มงวดสูง และช่วยคุ้มครองสถานะ ‘ปลอดจากความขัดแย้ง’ ของเพชรแคนาดา[147]
การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรแร่โดยทั่วไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ซึ่งต้องมีการพิจารณาเปรียบเทียบกับประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ[148]
เพชรสังเคราะห์, เพชรเลียนแบบ และการเพิ่มประสิทธิภาพ
[แก้]เพชรสังเคราะห์
[แก้]เพชรสังเคราะห์คือเพชรที่ผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการโดยมิได้ขุดมาจากพื้นผิวโลก การใช้เพชรทั้งในอุตสาหกรรมอัญมณีและงานอุตสาหกรรมทั่วไปได้สร้างความต้องการต่อเพชรดิบจำนวนมาก ความต้องการดังกล่าวส่วนใหญ่ได้รับการตอบสนองโดยเพชรสังเคราะห์ ซึ่งมีการผลิตด้วยกระบวนการหลากหลายรูปแบบมานานกว่าครึ่งศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้มีความเป็นไปได้ในการผลิตเพชรสังเคราะห์คุณภาพอัญมณีที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น[69] และสามารถสร้างอัญมณีสังเคราะห์ที่ไม่มีสีซึ่งในระดับโมเลกุลนั้นมีลักษณะเหมือนกับเพชรธรรมชาติทุกประการ และมีลักษณะภายนอกใกล้เคียงกันจนผู้เชี่ยวชาญอัญมณีที่มีอุปกรณ์เฉพาะทางเท่านั้นจึงจะสามารถจำแนกความแตกต่างได้[149]
เพชรสังเคราะห์ที่มีจำหน่ายทางการค้าเป็นส่วนใหญ่มีสีเหลือง และถูกผลิตด้วยกระบวนการที่เรียกว่าแรงดันสูงและอุณหภูมิสูง (High-Pressure High-Temperature: HPHT)[150] สีเหลืองดังกล่าวเกิดจากการเจือปนของไนโตรเจน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างเพชรสังเคราะห์ที่มีสีได้อื่น เช่น สีฟ้า สีเขียว หรือสีชมพู ซึ่งเกิดจากการเติมโบรอน หรือจากการฉายรังสีหลังการสังเคราะห์ได้เช่นกัน[151]
อีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมในการสร้างของเพชรสังเคราะห์คือการตกสะสมไอสารเคมี (CVD) ซึ่งการก่อตัวของเพชรนั้นจะเกิดขึ้นภายใต้สภาวะความดันต่ำ (ต่ำกว่าความดันบรรยากาศ) โดยจะป้อนส่วนผสมของก๊าซ (โดยทั่วไปมีอัตราส่วนมีเทนต่อไฮโดรเจนประมาณ 1 ต่อ 99) เข้าไปในพื้นที่ที่ทำปฏิกิริยา และแยกก๊าซดังกล่าวให้เป็นอนุมูลเคมีที่มีความไวสูงด้วยพลาสมาซึ่งถูกกระตุ้นด้วยไมโครเวฟ ไส้หลอดร้อน อาร์กไฟฟ้า หัวเชื่อม หรือเลเซอร์[151] โดยส่วนใหญ่แล้วนั้นกระบวนการนี้ถูกใช้สำหรับผลิตเป็นสารเคลือบผิว แต่ยังสามารถผลิตผลึกรูปเดี่ยวที่มีขนาดหลายมิลลิเมตรได้เช่นกัน (ดูภาพประกอบ)[132]
นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เพชรสังเคราะห์จำนวนเกือบทั้งหมดราว 5,000 ล้านกะรัต (1,000 ตัน) ที่ผลิตต่อปีนั้นถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านอุตสาหกรรม ในขณะที่เพชรธรรมชาติประมาณ 50% จากจำนวน 133 ล้านกะรัตที่ขุดได้ต่อปีถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม[149][152] ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของบริษัทเหมืองแร่สำหรับเพชรธรรมชาติใสไม่มีสีอยู่ที่ 40 ถึง 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัต ขณะที่ผู้ผลิตเพชรสังเคราะห์มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัตสำหรับเพชรสังเคราะห์คุณภาพระดับอัญมณีที่ไร้สี[149]:79 อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อมีแนวโน้มที่จะได้พบกับเพชรสังเคราะห์มากกว่าเมื่อมองหาเพชรสีแฟนซี เนื่องจากเพชรธรรมชาติมีสีแฟนซีเพียงประมาณ 0.01% ในขณะที่เพชรสังเคราะห์ส่วนใหญ่มักมีสีในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง[123]
- เพชรสังเคราะห์หลายสีที่ก่อตัวขึ้นมาโดยวิธีความดันสูงและอุณหภูมิสูง
- เพชรไร้สีที่ถูกเจียระไนแล้วซึ่งเกิดขึ้นจากวิธีการตกสะสมไอระเหย
เพชรเลียนแบบ
[แก้]เพชรจำลองหรือเพชรเลียบแบบ (diamond simulant) คือวัสดุที่ไม่ใช่เพชรซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อเลียนแบบลักษณะปรากฏของเพชร และอาจถูกเรียกว่าไดอาแมนต์ (diamante) โดยคิวบิกเซอร์โคเนียเป็นวัสดุที่พบมากที่สุด รัตนชาติชนิดโมอิสซาไนต์ (ซิลิคอนคาร์ไบด์) สามารถใช้เป็นวัสดุเลียนแบบเพชรได้เช่นกัน แม้ว่าต้นทุนการผลิตจะสูงกว่าคิวบิกเซอร์โคเนีย โดยวัสดุทั้งสองชนิดนี้ถูกผลิตขึ้นโดยวิธีสังเคราะห์[153]
การปรับปรุงคุณภาพ
[แก้]การปรับปรุงคุณภาพเพชร (Diamond enhancement) คือกระบวนการบำบัดเฉพาะที่กระทำต่อเพชรธรรมชาติหรือเพชรสังเคราะห์ (โดยส่วนมากมักเป็นเพชรที่ผ่านการเจียระไนและขัดเงาแล้ว) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มคุณลักษณะทางอัญมณีวิทยาของเพชรในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน กระบวนการเหล่านี้ได้แก่ การใช้เลเซอร์เจาะเพื่อลดหรือกำจัดมลทินภายใน การเคลือบสารเพื่ออุดรอยแตกร้าวบนพื้นผิว การบำบัดเพื่อปรับระดับสีของเพชรสีขาว และการบำบัดเพื่อให้เพชรสีขาวเกิดเป็นเพชรสีแฟนซี[154]
สารเคลือบได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อทำให้เพชรเทียม เช่น คิวบิกเซอร์โคเนียมีลักษณะ “คล้ายเพชร” มากยิ่งขึ้น หนึ่งในสารดังกล่าวคือคาร์บอนลักษณะคล้ายเพชร (diamond-like carbon) ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอนอสัณฐานที่มีสมบัติทางกายภาพบางประการคล้ายกับเพชร โดยมีการโฆษณาว่าสารเคลือบนี้สามารถถ่ายทอดสมบัติบางส่วนที่คล้ายเพชรไปยังอัญมณีที่เคลือบอยู่ จึงช่วยเพิ่มคุณลักษณะของเพชรเทียมได้ เทคนิคการวิเคราะห์ เช่น รามันสเปกโทรสโกปี (Raman spectroscopy) นั้นสามารถตรวจพบการบำบัดดังกล่าวได้โดยง่าย[155]
การระบุตัวตน
[แก้]
การทดสอบเพื่อจำแนกเอกลักษณ์ของเพชรในช่วงแรกนั้นประกอบด้วยการทดสอบรอยขีดข่วน ซึ่งอาศัยความแข็งที่เหนือกว่าของเพชร ทว่าการทดสอบเช่นนี้มีลักษณะทำลายชิ้นงาน เนื่องจากเพชรสามารถขีดข่วนเพชรด้วยกันเองได้ และปัจจุบันแทบไม่เป็นที่นิยมใช้แล้ว การจำแนกเอกลักษณ์ของเพชรในปัจจุบันอาศัยสมบัติการนำความร้อนที่สูงกว่าของเพชร โดยหัววัดความร้อนอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในศูนย์อัญมณีวิทยาเพื่อแยกเพชรออกจากวัสดุเลียนแบบ หัววัดดังกล่าวประกอบด้วยเทอร์มิสเตอร์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรีจำนวนหนึ่งคู่ติดตั้งบนปลายทองแดงขนาดเล็ก โดยเทอร์มิสเตอร์หนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวให้ความร้อน และอีกตัวหนึ่งวัดอุณหภูมิของปลายทองแดง หากวัตถุที่ถูกทดสอบเป็นเพชร เพชรจะนำพลังงานความร้อนจากปลายหัววัดออกไปได้อย่างรวดเร็วจนเกิดการลดลงของอุณหภูมิที่สามารถตรวจวัดได้ การทดสอบนี้ใช้เวลาประมาณสองถึงสามวินาที[156]
ในขณะที่หัววัดความร้อนสามารถแยกเพชรออกจากวัสดุเลียนแบบส่วนใหญ่ได้ ทว่าการจำแนกเพชรในประเภทต่าง ๆ เช่น เพชรสังเคราะห์หรือเพชรธรรมชาติ เพชรที่ผ่านการฉายรังสีหรือไม่ได้ฉายรังสี ฯลฯ จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคเชิงแสงที่มีความซับซ้อนมากกว่า เทคนิคเหล่านี้ยังถูกใช้กับวัสดุเลียนแบบบางชนิด เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ ซึ่งสามารถผ่านการทดสอบการนำความร้อนได้ เทคนิคเชิงแสงสามารถแยกความแตกต่างระหว่างเพชรธรรมชาติกับเพชรสังเคราะห์ได้ และยังสามารถตรวจพบเพชรธรรมชาติที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพได้เป็นส่วนใหญ่[157] ทั้งนี้ เพชรที่ “สมบูรณ์แบบ” ในระดับโครงสร้างผลึกอะตอมยังไม่เคยถูกพบ ดังนั้นเพชรทั้งที่เป็นเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์ย่อมมีลักษณะบกพร่องตามเงื่อนไขการเกิดผลึก ซึ่งใช้เป็นตัวบ่งชี้เพื่อแยกแยะความแตกต่างของเพชรแต่ละประเภทได้[158]
ในห้องปฏิบัติการมีการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น สเปกโทรสโกปี กล้องจุลทรรศน์ และการเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตช่วงคลื่นสั้นเพื่อระบุแหล่งกำเนิดของเพชร[157] อีกทั้งยังใช้เครื่องมือเฉพาะที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยในการระบุชนิดเพชร ซึ่งเครื่องมือคัดกรองสองชนิดที่สำคัญ ได้แก่ ไดมอนด์ชัวร์ (DiamondSure) และไดมอนด์วิว (DiamondView) ซึ่งผลิตโดยบริษัท DTC และจัดจำหน่ายโดยสถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (GIA)[159]
มีวิธีการมากมายสำหรับการระบุตัวตนของเพชรสังเคราะห์ ซึ่งขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตและสีของเพชร เพชรที่ผลิตด้วยกระบวนการ CVD มักสามารถตรวจพบได้จากการเรืองแสงสีส้ม เพชรที่มีระดับสีตั้งแต่ D–J สามารถคัดกรองได้โดยอุปกรณ์ตรวจเพชร (Diamond Spotter) ของสถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสวิตเซอร์แลนด์[160] ขณะที่เพชรในช่วงสี D–Z สามารถตรวจสอบด้วยวิธีการสเปกโตรมิเตอร์ในช่วงคลื่นอัลตราไวโอเลตของอุปกรณ์ไดมอนด์ชัวร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พัฒนาโดยบริษัทเดอเบียร์[158] นอกจากนี้ เพชรธรรมชาติมักมีตำหนิหรือร่องรอยของสารแปลกปลอมอยู่ภายใน ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่พบในเพชรสังเคราะห์
อุปกรณ์คัดกรองที่ทำงานบนพื้นฐานการตรวจสอบชนิดของเพชรสามารถใช้จำแนกเพชรที่เป็นธรรมชาติอย่างแน่นอนออกจากเพชรที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นเพชรสังเคราะห์ โดยเพชรที่อยู่ในกลุ่มที่อาจเป็นเพชรสังเคราะห์นั้นจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ตัวอย่างอุปกรณ์คัดกรองเชิงพาณิชย์ ได้แก่ อุปกรณ์ดีสกรีน (D-Screen) (พัฒนาโดย WTOCD / HRD Antwerp), อุปกรณ์อัลฟาไดมอนด์แอนัลไลเซอร์ (Alpha Diamond Analyzer) (พัฒนาโดย Bruker / HRD Antwerp) และดีซีเคียวร์ (D-Secure) (พัฒนาโดย DRC Techno).
ศัพท์มูลวิทยา, การใช้งานยุคแรก และการค้นพบองค์ประกอบ
[แก้]คำว่า เพชร ในภาษาไทย มาจาก वज्र (วชฺร) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สายฟ้า หรืออัญมณีชนิดนี้ก็ได้ ส่วนในภาษาอังกฤษ "diamond" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ αδάμας (adámas) ซึ่งมีความหมายว่า "สมบูรณ์" "เปลี่ยนแปลงไม่ได้" "แข็งแกร่ง" "กล้าหาญ" มาจาก ἀ- (a-) มีความหมายว่า "ไม่-" + δαμάω (damáō), "เอาชนะ" "ขี้ขลาด" ภายหลังได้แผลงเป็น adamant, diamaunt, diamant และ diamond ในที่สุด
เพชรมีการกล่าวถึงและทำเหมืองเพชรครั้งแรกในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำพาเป็นเวลาหลายศตวรรษตามแม่น้ำเพนเนอร์ กฤษณะ และ โคธาวารี เพชรเป็นที่รู้จักในประเทศอินเดียมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีแต่ไม่เกิน 6,000 ปี
อัญมณีเพชรกลายเป็นสิ่งมีค่าเมื่อมีการนำไปใช้เป็นรูปเคารพทางศาสนาในอาณาจักรอินเดียโบราณ นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานเพชรเป็นเครื่องมือแกะสลักตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์ของมนุษย์อีกด้วย ความนิยมของเพชรได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น เทคนิคการตัดและขัดเกลาที่ดีขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลก และการปฏิรูปและความสำเร็จของการโฆษณาเผยแพร่
ในปี ค.ศ. 1772 อ็องตวน ลาวัวซีเยได้ใช้แว่นขยายรวมรังสีดวงอาทิตย์ไปบนเพชรในบรรยากาศที่มีแต่ออกซิเจน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้มีเพียงแต่คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการพิสูจน์ว่าเพชรเป็นองค์ประกอบของคาร์บอน ต่อมาในปี ค.ศ. 1797 สมิทสัน เท็นแนนต์ (Smithson Tennant) ได้ทำซ้ำและเพิ่มเติมการทดลองนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าการเผาไหม้เพชรและกราไฟท์จะปลดปล่อยก๊าซที่มีองค์ประกอบเดียวกัน สมิทสันได้สร้างสมดุลสมการเคมีของสารเหล่านี้ขึ้นมา
การใช้งานเพชรส่วนมากในปัจจุบันเป็นการใช้ในเชิงอัญมณีซึ่งใช้ทำเครื่องประดับ การใช้งานในลักษณะนี้สามารถนับย้อนไปได้ถึงในสมัยโบราณ การกระจายของแสงขาวในสเปกตรัมสีเป็นลักษณะพื้นฐานทางด้านอัญมณีวิทยาของอัญมณีเพชร ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้เชี่ยวชาญในด้านอัญมณีวิทยาได้พัฒนาวิธีแบ่งระดับของเพชรและอัญมณีชนิดอื่นบนพื้นฐานของลักษณะที่สำคัญในเชิงมูลค่าของอัญมณี 4 ลักษณะหรือที่รู้จักกันในชื่อ 4 ซี ถูกใช้เป็นพื้นฐานการบ่งชี้ของเพชร ประกอบด้วย กะรัต (carat) การตัด (cut) สี (color) และ ความสะอาด (clarity) เพชรไม่มีตำหนิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรู้จักกันในชื่อ พารากอน
หลักสากล 4Cs
[แก้]ดูเพิ่มเติม
[แก้]อ้างอิง
[แก้]- ↑ "Gold and Diamonds from Brazil". Royal Treasure Museum. สืบค้นเมื่อ April 18, 2025.
{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์) - ↑ อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อmindat - ↑ "Diamond". WebMineral. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 7, 2019. สืบค้นเมื่อ July 7, 2009.
- ↑ Warr, Laurence N. (2021-06). "IMA–CNMNC approved mineral symbols". Mineralogical Magazine (ภาษาอังกฤษ). 85 (3): 291–320. doi:10.1180/mgm.2021.43. ISSN 0026-461X.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Delhaès, Pierre, บ.ก. (2001). Graphite and precursors. World of carbon. Amsterdam [u.a]: Gordon and Breach. ISBN 978-90-5699-228-6.
- ↑ Marinescu, Ioan D.; Tönshoff, H. K.; Inasaki, Ichiro, บ.ก. (2000). Handbook of ceramic grinding and polishing. Materials science and process technology series. Ceramic and other materials--processing and technology. Park Ridge, N.J Norwich, N.Y: Noyes Publications. ISBN 978-0-8155-1739-9.
- ↑ International School of Physics "Enrico Fermi (1997). Paoletti, A.; Tucciarone, A. (บ.ก.). The physics of diamond: Varenna on Lake Como, Villa Monastero, 23 July-2 August, 1996. Proceedings of the International School of Physics "Enrico Fermi 0074-784X. International School of Physics "Enrico Fermi", Società italiana di fisica, IOS Press. Amsterdam Washington, DC: IOS Press. ISBN 978-1-61499-220-2.
- 1 2 Rock PA (1983). Chemical Thermodynamics. University Science Books. pp. 257–260. ISBN 978-1-891389-32-0.
- ↑ "Diamond: Diamond mineral information and data". web.archive.org. 2009-05-06. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-05-06. สืบค้นเมื่อ 2025-05-06.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) - ↑ "Gone In a Flash: Burning Diamonds With a Torch and Liquid Oxygen | Popular Science". web.archive.org. 2020-03-07. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-03-07. สืบค้นเมื่อ 2025-05-06.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) - ↑ Chen, Yiqing; Zhang, Liangchi (2013). Polishing of diamond materials: mechanisms, modeling and implementation. Engineering materials and processes. London New York: Springer. ISBN 978-1-84996-408-1.
- 1 2 Bundy, F.P.; Bassett, W.A.; Weathers, M.S.; Hemley, R.J.; Mao, H.U.; Goncharov, A.F. (1996). "The pressure-temperature phase and transformation diagram for carbon; updated through 1994". Carbon (ภาษาอังกฤษ). 34 (2): 141–153. doi:10.1016/0008-6223(96)00170-4.
- ↑ Yang, Guowei, บ.ก. (2012). Laser ablation in liquids: principles and applications in the preparation of nanomaterials. Singapore: Pan Stanford Publishing. ISBN 978-981-4241-52-6.
- 1 2 "Why do diamonds last forever?". Science Questions with Surprising Answers (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-05-06.
- ↑ O'Bannon, E.; Xia, G.; Shi, F.; Wirth, R.; King, A.; Dobrzhinetskaya, L. (2020-10). "The transformation of diamond to graphite: Experiments reveal the presence of an intermediate linear carbon phase". Diamond and Related Materials (ภาษาอังกฤษ). 108: 107876. doi:10.1016/j.diamond.2020.107876.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Wang, Xiaofei; Scandolo, Sandro; Car, Roberto (2005-10-25). "Carbon Phase Diagram from Ab Initio Molecular Dynamics". Physical Review Letters (ภาษาอังกฤษ). 95 (18). doi:10.1103/PhysRevLett.95.185701. ISSN 0031-9007.
- ↑ Correa, Alfredo A.; Bonev, Stanimir A.; Galli, Giulia (2006-01-31). "Carbon under extreme conditions: Phase boundaries and electronic properties from first-principles theory". Proceedings of the National Academy of Sciences (ภาษาอังกฤษ). 103 (5): 1204–1208. doi:10.1073/pnas.0510489103. ISSN 0027-8424. PMC 1345714. PMID 16432191.
- ↑ "Diamond Oceans Possible on Uranus, Neptune : Discovery News". Discovery News (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-11-25. สืบค้นเมื่อ 2025-05-06.
- ↑ Silvera, Isaac (2010-01). "Molten under pressure". Nature Physics (ภาษาอังกฤษ). 6 (1): 9–10. doi:10.1038/nphys1491. ISSN 1745-2473.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Rajendran V (2004). Materials science. Tata McGraw-Hill Pub. p. 2.16. ISBN 978-0-07-058369-6.
- 1 2 Neil W. Ashcroft (1976). Solid state physics. Internet Archive. Holt, Rinehart and Winston. ISBN 978-0-03-083993-1.
- ↑ Bandosz TJ, Biggs MJ, Gubbins KE, Hattori Y, Iiyama T, Kaneko T, Pikunic J, Thomson K (2003). "Molecular models of porous carbons". In Radovic LR (ed.). Chemistry and physics of carbon. Vol. 28. Marcel Dekker. pp. 46–47. ISBN 978-0-8247-0987-7.
- ↑ Webster, Robert (2000). Read, Peter G. (บ.ก.). Gems: their sources, descriptions and identification (5. ed., repr ed.). Oxford: Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-7506-1674-4.
- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Cartigny, Pierre; Palot, Médéric; Thomassot, Emilie; Harris, Jeff W. (2014-05-30). "Diamond Formation: A Stable Isotope Perspective". Annual Review of Earth and Planetary Sciences (ภาษาอังกฤษ). 42 (1): 699–732. doi:10.1146/annurev-earth-042711-105259. ISSN 0084-6597.
- ↑ Fukura, Satoshi; Nakagawa, Tatsuo; Kagi, Hiroyuki (2005-11). "High spatial resolution photoluminescence and Raman spectroscopic measurements of a natural polycrystalline diamond, carbonado". Diamond and Related Materials (ภาษาอังกฤษ). 14 (11–12): 1950–1954. doi:10.1016/j.diamond.2005.08.046.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Garai, Jozsef; Haggerty, Stephen E.; Rekhi, Sandeep; Chance, Mark (2006-12-20). "Infrared Absorption Investigations Confirm the Extraterrestrial Origin of Carbonado Diamonds". The Astrophysical Journal (ภาษาอังกฤษ). 653 (2): L153–L156. doi:10.1086/510451. ISSN 0004-637X.
- ↑ "nsf.gov - News - Diamonds from Outer Space: Geologists Discover Origin of Earth's Mysterious Black Diamonds - US National Science Foundation (NSF)". web.archive.org. 2007-12-09. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-12-09. สืบค้นเมื่อ 2025-05-08.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) - ↑ "Diamonds Are Indestructible, Right? | Dominion Jewelers". web.archive.org. 2020-09-26. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-09-26. สืบค้นเมื่อ 2025-05-09.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) - ↑ "The abrasion of diamond". Proceedings of the Royal Society of London. Series A. Mathematical and Physical Sciences (ภาษาอังกฤษ). 248 (1254): 379–393. 1958-11-25. doi:10.1098/rspa.1958.0250. ISSN 0080-4630.
- ↑ "Service". web.archive.org. 2023-03-26. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-03-26. สืบค้นเมื่อ 2025-05-09.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) - ↑ Neves, A. J.; Nazaré, Maria Helena; INSPEC (Information service); Institution of Electrical Engineers, บ.ก. (2010). Properties, growth and applications of diamond. EMIS datareviews series. London: IEE. ISBN 978-0-85296-785-0.
- ↑ "Diamonds on Demand | Science & Nature | Smithsonian Magazine". web.archive.org. 2012-03-02. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-03-02. สืบค้นเมื่อ 2025-05-12.
- 1 2 Read, Peter G. (2005). Gemmology (3rd ed ed.). Amsterdam ; Boston: Elsevier Butterworth Heinemann. ISBN 978-0-7506-6449-3.
{{cite book}}:|edition=has extra text (help) - ↑ Hazen, Robert M. (2000). The diamond makers (Repr ed.). Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-65474-6.
- ↑ O'Donoghue, Michael (1997). Synthetic, imitation, and treated gemstones. Oxford: Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-7506-3173-0.
- ↑ Weber, Marvin J. (2018). Handbook of Optical Materials. Laser and Optical Science and Technology Ser. Boca Raton: Chapman and Hall/CRC. ISBN 978-0-8493-3512-9.
- ↑ Marinescu, Ioan D.; Tönshoff, Hans Kurt; Inasaki, Ichiro; 稲崎, 一郎 (2000). Handbook of ceramics grinding and polishing: properties, processes, technology, tools and typology. Materials science and process technology series. Ceramic and other materials--processing and technology. Park Ridge, N.J. Norwich, N.Y: Noyes Publications William Andrew Pub. ISBN 978-0-8155-1424-4.
- 1 2 3 4 5 6 Harlow, George E.; American Museum of Natural History, บ.ก. (1998). The nature of diamonds. Cambridge, U.K.: Cambridge Univ. Press [u.a.] ISBN 978-0-521-62935-5.
- ↑ Eremets, Mikhail I.; Trojan, Ivan A.; Gwaze, Patience; Huth, Joachim; Boehler, Reinhard; Blank, Vladimir D. (2005-10-03). "The strength of diamond". Applied Physics Letters (ภาษาอังกฤษ). 87 (14). doi:10.1063/1.2061853. ISSN 0003-6951.
- 1 2 Dubrovinsky, Leonid; Dubrovinskaia, Natalia; Prakapenka, Vitali B; Abakumov, Artem M (2012-10-23). "Implementation of micro-ball nanodiamond anvils for high-pressure studies above 6 Mbar". Nature Communications (ภาษาอังกฤษ). 3 (1). doi:10.1038/ncomms2160. ISSN 2041-1723. PMC 3493652. PMID 23093199.
- 1 2 "Improved diamond-anvil cell allows higher pressures than ever before - physicsworld.com". web.archive.org. 2018-01-02. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-01-02. สืบค้นเมื่อ 2025-05-13.
{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์) - ↑ Dang, Chaoqun; Chou, Jyh-Pin; Dai, Bing; Chou, Chang-Ti; Yang, Yang; Fan, Rong; Lin, Weitong; Meng, Fanling; Hu, Alice; Zhu, Jiaqi; Han, Jiecai; Minor, Andrew M.; Li, Ju; Lu, Yang (2021-01). "Achieving large uniform tensile elasticity in microfabricated diamond". Science (ภาษาอังกฤษ). 371 (6524): 76–78. doi:10.1126/science.abc4174. ISSN 0036-8075.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Banerjee, Amit; Bernoulli, Daniel; Zhang, Hongti; Yuen, Muk-Fung; Liu, Jiabin; Dong, Jichen; Ding, Feng; Lu, Jian; Dao, Ming; Zhang, Wenjun; Lu, Yang; Suresh, Subra (2018-04-20). "Ultralarge elastic deformation of nanoscale diamond". Science (ภาษาอังกฤษ). 360 (6386): 300–302. doi:10.1126/science.aar4165. ISSN 0036-8075.
- ↑ LLorca, Javier (2018-04-20). "On the quest for the strongest materials". Science (ภาษาอังกฤษ). 360 (6386): 264–265. doi:10.1126/science.aat5211. ISSN 0036-8075.
- ↑ "The optical and electronic properties of semiconducting diamond". Philosophical Transactions of the Royal Society of London. Series A: Physical and Engineering Sciences (ภาษาอังกฤษ). 342 (1664): 233–244. 1993-02-15. doi:10.1098/rsta.1993.0017. ISSN 0962-8428.
- ↑ Landstrass, M. I.; Ravi, K. V. (1989-09-04). "Resistivity of chemical vapor deposited diamond films". Applied Physics Letters (ภาษาอังกฤษ). 55 (10): 975–977. doi:10.1063/1.101694. ISSN 0003-6951.
- ↑ Zhang, Wenying; Ristein, Jürgen; Ley, Lothar (2008-10-09). "Hydrogen-terminated diamond electrodes. II. Redox activity". Physical Review E (ภาษาอังกฤษ). 78 (4). doi:10.1103/PhysRevE.78.041603. ISSN 1539-3755.
- ↑ Shi, Zhe; Dao, Ming; Tsymbalov, Evgenii; Shapeev, Alexander; Li, Ju; Suresh, Subra (2020-10-06). "Metallization of diamond". Proceedings of the National Academy of Sciences (ภาษาอังกฤษ). 117 (40): 24634–24639. doi:10.1073/pnas.2013565117. ISSN 0027-8424. PMC 7547227. PMID 33020306.
- ↑ Irving M (April 28, 2022). "Two-inch diamond wafers could store a billion Blu-Ray's worth of data". New Atlas. Retrieved April 29, 2022.
- ↑ Wissner-Gross, Alexander D.; Kaxiras, Efthimios (2007-08-27). "Diamond stabilization of ice multilayers at human body temperature". Physical Review E (ภาษาอังกฤษ). 76 (2). doi:10.1103/PhysRevE.76.020501. ISSN 1539-3755.
- ↑ Fujimoto, Ayaka; Yamada, Yasuhiro; Koinuma, Michio; Sato, Satoshi (2016-06-21). "Origins of sp 3 C peaks in C 1s X-ray Photoelectron Spectra of Carbon Materials". Analytical Chemistry (ภาษาอังกฤษ). 88 (12): 6110–6114. doi:10.1021/acs.analchem.6b01327. ISSN 0003-2700.
- ↑ Bauer M (2012). Precious Stones. Vol. 1. Dover Publications. pp. 115–117. ISBN 978-0-486-15125-0.
- ↑ "Diamond Care and Cleaning Guide". www.gia.edu (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-01-24. สืบค้นเมื่อ 2025-05-22.
- ↑ Jones, Carl A.; Gg, Gia (2023-09-17). "Diamonds Are Flammable! How To Safeguard Your Jewelry - Diamond Masters". www.dmia.net (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-05-22.
- ↑ "Can you light diamond on fire?". Science Questions with Surprising Answers (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-05-22.
- ↑ Lederle, Felix; Koch, Jannis; Hübner, Eike G. (2019-02-21). "Colored Sparks". European Journal of Inorganic Chemistry (ภาษาอังกฤษ). 2019 (7): 928–937. doi:10.1002/ejic.201801300. ISSN 1434-1948.
- ↑ Collins, Alan T.; Kanda, Hisao; Isoya, J.; Ammerlaan, C.A.J.; van Wyk, J.A. (1998-02). "Correlation between optical absorption and EPR in high-pressure diamond grown from a nickel solvent catalyst". Diamond and Related Materials (ภาษาอังกฤษ). 7 (2–5): 333–338. doi:10.1016/S0925-9635(97)00270-7.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Zaitsev, A. M. (2000-05-15). "Vibronic spectra of impurity-related optical centers in diamond". Physical Review B (ภาษาอังกฤษ). 61 (19): 12909–12922. doi:10.1103/PhysRevB.61.12909. ISSN 0163-1829.
- ↑ Walker, J (1979-10-01). "Optical absorption and luminescence in diamond". Reports on Progress in Physics. 42 (10): 1605–1659. doi:10.1088/0034-4885/42/10/001. ISSN 0034-4885.
- ↑ Hounsome, L. S.; Jones, R.; Martineau, P. M.; Fisher, D.; Shaw, M. J.; Briddon, P. R.; Öberg, S. (2006-03-30). "Origin of brown coloration in diamond". Physical Review B (ภาษาอังกฤษ). 73 (12). doi:10.1103/PhysRevB.73.125203. ISSN 1098-0121.
- ↑ Wise, Richard W. (2009). Secrets of the gem trade: the connoisseur's guide to precious gemstones (1. paperback ed., 2. print ed.). Lenox, Mass: Brunswick House Press. ISBN 978-0-9728223-8-1.
- ↑ "Blue grey diamond belonging to King of Spain has sold for record £16.3m". The Telegraph (ภาษาอังกฤษ). 2008-12-10. สืบค้นเมื่อ 2025-05-24.
- ↑ "Rare blue diamond sells for record $9.5 million". Reuters (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2009-05-12. สืบค้นเมื่อ 2025-05-24.
- ↑ ""Vivid pink" diamond sells for record $10.8 million". Reuters (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2009-12-01. สืบค้นเมื่อ 2025-05-24.
- ↑ Cowing, Michael D. (2014). "Objective Diamond Clarity Grading". The Journal of Gemmology. 34 (4): 316–332. doi:10.15506/JoG.2014.34.4.316.
- ↑ Wang, Wenjing; Cai, Lilong (2019-09-16). "Inclusion extraction from diamond clarity images based on the analysis of diamond optical properties". Optics Express (ภาษาอังกฤษ). 27 (19): 27242. doi:10.1364/OE.27.027242. ISSN 1094-4087.
- ↑ GIA (2018-03-27). "Fact Checking Diamond Fluorescence: 11 Myths Dispelled". GIA 4Cs (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-05-30.
- ↑ Wei, Lanhua; Kuo, P. K.; Thomas, R. L.; Anthony, T. R.; Banholzer, W. F. (1993-06-14). "Thermal conductivity of isotopically modified single crystal diamond". Physical Review Letters (ภาษาอังกฤษ). 70 (24): 3764–3767. doi:10.1103/PhysRevLett.70.3764. ISSN 0031-9007.
- 1 2 3 Erlich, Edward I. (2003). Diamond Deposits: Origin, Exploration, and History of Discovery. W. Dan Hausel (1st ed ed.). Littleton: SME. ISBN 978-0-87335-213-0.
{{cite book}}:|edition=has extra text (help) - 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 Shirey, Steven B.; Shigley, James E. (2014-02-01). "Recent Advances in Understanding the Geology of Diamonds". Gems & Gemology. 49 (4): 188–222. doi:10.5741/GEMS.49.4.188.
- ↑ Carlson, R. W. (2005). The Mantle and Core: Treatise on Geochemistry, Second Edition, Volume 2. Treatise on Geochemistry. Oxford: Elsevier Science & Technology. ISBN 978-0-08-044848-0.
- ↑ Deutsch, Alexander; Masaitis, Victor L.; Langenhorst, Falko; Grieve, Richard A. F. (2000-03-01). "Popigai, Siberia—well preserved giant impact structure, national treasury, and world's geological heritage". Episodes (ภาษาอังกฤษ). 23 (1): 3–11. doi:10.18814/epiiugs/2000/v23i1/002. ISSN 0705-3797.
- ↑ "How Do Diamonds Form? | They Don't Form From Coal!". geology.com. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12.
- ↑ "10 common scientific misconceptions". Christian Science Monitor. ISSN 0882-7729. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12.
- ↑ Pohl WL (2011). Economic Geology: Principles and Practice. John Wiley & Sons. ISBN 978-1-4443-9486-3.
- ↑ Kjarsgaard BA (2007). "Kimberlite pipe models: significance for exploration" (PDF). In Milkereit B (ed.). Proceedings of Exploration 07: Fifth Decennial International Conference on Mineral Exploration. Decennial Mineral Exploration Conferences, 2007. pp. 667–677. Archived (PDF) from the original on December 24, 2012. Retrieved March 1, 2018.
- 1 2 Observatory, Deep Carbon (2019-10-21). Deep Carbon Observatory: A Decade of Discovery (Report) (ภาษาอังกฤษ). Deep Carbon Observatory Secretariat, Washington DC. doi:10.17863/cam.44064.
- ↑ Cartier, Kimberly (2018-04-02). "Diamond Impurities Reveal Water Deep Within the Mantle". Eos. 99. doi:10.1029/2018EO095949. ISSN 2324-9250.
- ↑ "Pockets of water may lie deep below Earth's surface". www.science.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-02.
- ↑ Lee, Cin-Ty A.; Jiang, Hehe; Dasgupta, Rajdeep; Torres, Mark (2019-10-31), Orcutt, Beth N.; Daniel, Isabelle; Dasgupta, Rajdeep (บ.ก.), "A Framework for Understanding Whole-Earth Carbon Cycling", Deep Carbon (1 ed.), Cambridge University Press, pp. 313–357, doi:10.1017/9781108677950.011, ISBN 978-1-108-67795-0, สืบค้นเมื่อ 2025-07-02
- ↑ "Bizarre 'nesting doll' diamond found inside another diamond". Science (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-11-27. สืบค้นเมื่อ 2025-07-05.
- ↑ "Rare 'double diamond' discovery comes as race to restart mothballed Ellendale mine heats up". ABC News (ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย). 2021-11-25. สืบค้นเมื่อ 2025-07-05.
- ↑ Tielens, A. G. G. M. (2013-07-12). "The molecular universe". Reviews of Modern Physics (ภาษาอังกฤษ). 85 (3): 1021–1081. doi:10.1103/RevModPhys.85.1021. ISSN 0034-6861.
- ↑ Kerr, Richard A. (1999-10). "Neptune May Crush Methane Into Diamonds". Science (ภาษาอังกฤษ). 286 (5437): 25–25. doi:10.1126/science.286.5437.25a. ISSN 0036-8075.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Scandolo, Sandro; Jeanloz, Raymond (2003). "The Centers of Planets". American Scientist (ภาษาอังกฤษ). 91 (6): 516. doi:10.1511/2003.38.905. ISSN 0003-0996. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-03-09. สืบค้นเมื่อ 2025-07-18.
- ↑ Kaplan, Sarah (2017-08-25). "It rains solid diamonds on Uranus and Neptune". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2025-07-18.
- ↑ Germany, Max Planck Institute for Radio Astronomy, Bonn (2011-08-25). "A planet made of diamond | Astronomy.com". Astronomy Magazine (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-07-18.
- ↑ Heaney, P. J.; Vicenzi, E. P.; De, S. (2005-03-01). "Strange Diamonds: The Mysterious Origins of Carbonado and Framesite". Elements (ภาษาอังกฤษ). 1 (2): 85–89. doi:10.2113/gselements.1.2.85. ISSN 1811-5209.
- ↑ Shumilova, T.G.; Tkachev, S.N.; Isaenko, S.I.; Shevchuk, S.S.; Rappenglück, M.A.; Kazakov, V.A. (2016-04). "A "diamond-like star" in the lab. Diamond-like glass". Carbon (ภาษาอังกฤษ). 100: 703–709. doi:10.1016/j.carbon.2016.01.068.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Wei-Haas, Maya. "Life and Rocks May Have Co-Evolved on Earth". Smithsonian Magazine (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-18.
- ↑ Hesse, Rayner W. (2007). Jewelrymaking through history: an encyclopedia. Handicrafts through world history. Westport, Conn: Greenwood Press. ISBN 978-0-313-33507-5.
- ↑ Adiga A (April 12, 2004). "Uncommon Brilliance". Time. Archived from the original on March 10, 2007. Retrieved November 3, 2008.
- ↑ "Jwaneng". Debswana. Archived from the original on March 17, 2012. Retrieved March 9, 2012.
- 1 2 3 Tichotsky, John (2000). Russia's diamond colony: the Republic of Sakha. Amsterdam, The Netherlands: Harwood Academic. ISBN 978-90-5702-420-7.
- ↑ SPIEGEL ONLINE, Hamburg, Germany. "Antwerp's Diamond Business: Jews Surrender Gem Trade to Indians - SPIEGEL ONLINE - News - International". www.spiegel.de. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-11-26. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
{{cite web}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์) - ↑ "The history of the Antwerp Diamond Center | Antwerp World Diamond Centre". www.awdc.be (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-02-22. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "EUR-Lex - 32003D0079 - EN". Official Journal L 029 , 05/02/2003 P. 0040 - 0054; (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
{{cite web}}: CS1 maint: extra punctuation (ลิงก์) - ↑ "Changing facets". The Economist. ISSN 0013-0613. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "Certainty in the Diamond Industry? Watch Out For Tipping Points – IDEX's Memo". idexonline.com. Archived from the original on January 9, 2015. Retrieved September 24, 2014.
- ↑ "Solitaire International - Indian G&J; Industry Setting Standards". www.gjepc.org. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-06-16. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "Crisis Mitigation at De Beers". Docstoc.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-05-12. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "De Beers to Halve Diamond Stockpile | Europe > Western Europe from AllBusiness.com". www.allbusiness.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-07-05. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "EUR-Lex - C2007/199/70 - EN - EUR-Lex". eur-lex.europa.eu (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-12-01. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "Mining operations - The De Beers Group". www.debeersgroup.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-06-13. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "Media releases - Media Centre - Alrosa". www.eng.alrosa.ru (ภาษารัสเซีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-08-20. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "Another record profit for BHP". www.abc.net.au (ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย). 2007-08-22. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-05-12. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
- ↑ "404 error - Rio Tinto". www.riotinto.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2013-02-14. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-05-11. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
{{cite web}}: Cite ใช้ชื่อทั่วไป (help) - ↑ "Introduction | IDC". internationaldiamondcouncil.org (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-10-18. สืบค้นเมื่อ 2025-09-07.
- 1 2 3 Broadman, Harry G. (2007). Africa's silk road: China and India's new economic frontier. Banque internationale pour la reconstruction et le développement. Washington (D.C.): The World Bank. ISBN 978-0-8213-6835-0.
- ↑ "WFDB - World Federation of Diamond Bourses - WFDB Bourses". wfdb.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-10-25. สืบค้นเมื่อ 2025-09-09.
- ↑ "Diamonds Sales". www.awdiamonds.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-01-06. สืบค้นเมื่อ 2025-09-09.
- 1 2 Pierson, Hugh O. (1993). Handbook of carbon, graphite, diamond, and fullerenes: properties, processing, and applications. Park Ridge, N.J., U.S.A: Noyes Publications. ISBN 978-0-8155-1339-1.
- ↑ James DS (1998). Antique jewellery: its manufacture, materials and design. Osprey Publishing. pp. 82–102. ISBN 978-0-7478-0385-0.
- ↑ "Round Brilliants, Heart and Arrows Diamonds, Other Shapes". www.kristallsmolensk.com (ภาษารัสเซีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-07-14. สืบค้นเมื่อ 2025-09-11.
- ↑ James DS (1998). Antique jewellery: its manufacture, materials and design. Osprey Publishing. pp. 82–102. ISBN 978-0-7478-0385-0.
- ↑ Prelas, Mark Antonio, บ.ก. (1998). Handbook of industrial diamonds and diamond films. New York, NY: Dekker. ISBN 978-0-8247-9994-6.
- ↑ Magazines, Hearst (1940-11). Popular Mechanics (ภาษาอังกฤษ). Hearst Magazines.
{{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ "Diamonds.net". www.diamonds.net. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-09-13. สืบค้นเมื่อ 2025-11-25.
- 1 2 "10 Things Rocking the Industry". JCK Magazine (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-01-07. สืบค้นเมื่อ 2025-11-25.
- ↑ "Have You Ever Tried to Sell a Diamond?". www.theatlantic.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-05-17. สืบค้นเมื่อ 2025-11-25.
- ↑ "Interview with Forevermark CEO". JCK Magazine (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-11-28. สืบค้นเมื่อ 2025-11-25.
- ↑ Harlow, George E.; American Museum of Natural History, บ.ก. (1998). The nature of diamonds. Cambridge, U.K. ; New York, NY, USA: Cambridge University Press in association with the American Museum of Natural History. ISBN 978-0-521-62083-3.
- 1 2 Kogel, Jessica Elzea; Society for Mining, Metallurgy, and Exploration (U.S.), บ.ก. (2009). Industrial minerals & rocks: commodities, markets, and uses (7th ed ed.). Littleton, Colo: Society for Mining, Metallurgy, and Exploration. ISBN 978-0-87335-233-8.
{{cite book}}:|edition=has extra text (help)CS1 maint: multiple names: editors list (ลิงก์) - ↑ "The Australian Diamond Industry". www.costellos.com.au. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-07-16. สืบค้นเมื่อ 2025-11-26.
- ↑ Erlich, Edward; Hausel, W. Dan (2002). Diamond deposits: origin, exploration, and history of discovery. Littleton, CO: Society for Mining, Metallurgy, and Exploration. ISBN 978-0-87335-213-0.
- ↑ "Diamond: The mineral Diamond information and pictures". www.minerals.net (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-11-26.
- 1 2 3 "Industrial Diamond Statistics and Information | U.S. Geological Survey". www.usgs.gov (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-11-26.
- 1 2 Spear, Karl E.; Dismukes, John P.; Electrochemical Society, บ.ก. (1994). Synthetic diamond: emerging CVD science and technology. The Electrochemical Society series. New York: Wiley. ISBN 978-0-471-53589-8.
- ↑ Holtzapffel C (1846). Turning And Mechanical Manipulation. Holtzapffel & Co. pp. 176–178.
- ↑ Coelho, R.T.; Yamada, S.; Aspinwall, D.K.; Wise, M.L.H. (1995-05). "The application of polycrystalline diamond (PCD) tool materials when drilling and reaming aluminium based alloys including MMC". International Journal of Machine Tools and Manufacture (ภาษาอังกฤษ). 35 (5): 761–774. doi:10.1016/0890-6955(95)93044-7.
{{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|date=(help) - ↑ Sakamoto, M.; Endriz, J.G.; Scifres, D.R. (1992-01-16). "120 W CW output power from monolithic AlGaAs (800 nm) laser diode array mounted on diamond heatsink". Electronics Letters (ภาษาอังกฤษ). 28 (2): 197–199. doi:10.1049/el:19920123. ISSN 0013-5194.
- 1 2 Yarnell, Amanda (2004-02-02). "THE MANY FACETS OF MAN-MADE DIAMONDS: Synthetic diamond makers are targeting the gem market first, but their product could transform many other industries, too". Chemical & Engineering News Archive (ภาษาอังกฤษ). 82 (5): 26–31. doi:10.1021/cen-v082n005.p026. ISSN 0009-2347.
- 1 2 "Conflict diamonds". www.un.org. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-03-09. สืบค้นเมื่อ 2025-12-05.
- ↑ Catelle WR (1911). The Diamond. John Lane Co. p. 159.
- 1 2 Hershey W (2004) [1940]. The Book of Diamonds (Reprint ed.). New York: Hearthside Press. pp. 22–28. ISBN 978-1-4179-7715-4. Archived from the original on November 9, 2023. Retrieved November 9, 2020.
- ↑ Ball V (1881). "1". Diamonds, Gold and Coal of India. London: Trübner & Co. p. 1. Ball was a geologist in British service.
- ↑ "Biggest diamond found in Panna". Mail Today. July 1, 2010. Archived from the original on July 7, 2011.
- ↑ Encyclopedia of African history. 1: A - G, Dearborn, 2005, ISBN 978-1-57958-453-5
{{citation}}:|access-date=ต้องการ|url=(help) - 1 2 Janse, A. J. A. (Bram) (2007-06-01). "Global Rough Diamond Production Since 1870". Gems & Gemology. 43 (2): 98–119. doi:10.5741/GEMS.43.2.98. ISSN 0016-626X.
- 1 2 Lorenz V (2007). "Argyle in Western Australia: The world's richest diamantiferous pipe; its past and future". Gemmologie, Zeitschrift der Deutschen Gemmologischen Gesellschaft. 56 (1–2): 35–40.
- 1 2 Writer - 10/17/2004, Sarah Cooke Associated Press (2004-10-16). "Microscopic diamond found in Montana". Montana Standard (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-12-07.
- ↑ Marshall S, Shore J (2004). "The Diamond Life". Guerrilla News Network. Archived from the original on January 26, 2007. Retrieved March 21, 2007.
- ↑ Shigley, James E.; Chapman, John; Ellison, Robyn K. (2001-04-01). "Discovery and Mining of the Argyle Diamond Deposit, Australia". Gems & Gemology. 37 (1): 26–41. doi:10.5741/GEMS.37.1.26. ISSN 0016-626X.
- 1 2 Basedau, Matthias; Mehler, Andreas, บ.ก. (2005). Resource politics in Sub-Saharan Africa. Hamburg African studies. Hamburg: Institute of African Affairs. ISBN 978-3-928049-91-7.
- ↑ Mareş, Radu, บ.ก. (2004). Business and Human Rights: A Compilation of Documents. The Raoul Wallenberg Institute Human Rights Library. Leiden Boston: Brill | Nijhoff. ISBN 978-90-04-13656-4.
- ↑ "Wayback Machine" (PDF). www.canadiandiamondcodeofconduct.ca. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2012-02-29. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
- ↑ Kjarsgaard, B. A.; Levinson, A. A. (2002-09-01). "Diamonds in Canada". Gems & Gemology. 38 (3): 208–238. doi:10.5741/GEMS.38.3.208. ISSN 0016-626X.
- ↑ "Wayback Machine" (PDF). www.imperial-consultants.co.uk. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2021-12-03. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
- 1 2 3 "Wayback Machine" (PDF). www.bain.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2012-01-31. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
- ↑ Shigley, James E.; Abbaschian, Reza; Clarke, Carter (2002-01-01). "Gemesis Laboratory-Created Diamonds". Gems & Gemology. 38 (4): 301–309. doi:10.5741/GEMS.38.4.301. ISSN 0016-626X.
- 1 2 Werner, M; Locher, R (1998-12-01). "Growth and application of undoped and doped diamond films". Reports on Progress in Physics. 61 (12): 1665–1710. doi:10.1088/0034-4885/61/12/002. ISSN 0034-4885.
- ↑ Pisani, Bob (2012-08-27). "The Billion Dollar Business of Diamonds, From Mining to Retail". CNBC (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
- ↑ O'Donoghue, Michael; Joyner, Louise (2003). Identification of gemstones. Gemmology (1. publ ed.). Oxford: Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-7506-5512-5.
- ↑ Barnard, A. S. (2000). The diamond formula: diamond synthesis--a gemmological perspective. Oxford ; Boston: Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-7506-4244-6.
- ↑ Shigley JE (2007). "Observations on new coated gemstones". Gemmologie: Zeitschrift der Deutschen Gemmologischen Gesellschaft. 56 (1–2): 53–56.
- ↑ US 4488821, Wenckus JF, "Method and means of rapidly distinguishing a simulated diamond from natural diamond", published December 18, 1984, assigned to Ceres Electronics Corporation; U.S. patent 4,488,821
- 1 2 Edwards, Howell G. M.; Chalmers, John M. (2005). Raman spectroscopy in archaeology and art history. RSC analytical spectroscopy monographs. Cambridge: Royal Society of Chemistry. ISBN 978-0-85404-522-8.
- 1 2 Welbourn C (2006). "Identification of Synthetic Diamonds: Present Status and Future Developments, Proceedings of the 4th International Gemological Symposium". Gems and Gemology. 42 (3): 34–35.
- ↑ "DTC Appoints GIA Distributor of DiamondSure and DiamondView". www.professionaljeweler.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-03-06. สืบค้นเมื่อ 2025-12-10.
- ↑ "Type IIa HPHT". dkamhi.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-06-27. สืบค้นเมื่อ 2025-12-10.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]- Properties of diamond: Ioffe database
- Interactive structure of bulk diamond (Java applet)
- Epstein, Edward Jay (1982). The diamond invention เก็บถาวร 2021-02-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน (Complete book, includes "Chapter 20: Have you ever tried to sell a diamond?")
- "A Contribution to the Understanding of Blue Fluorescence on the Appearance of Diamonds" เก็บถาวร 2009-03-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน. (2007) Gemological Institute of America (GIA)
- Tyson, Peter (November 2000). "Diamonds in the Sky". Retrieved March 10, 2005.