ข้ามไปเนื้อหา

เพชร

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
(เปลี่ยนทางจาก Diamond)
เพชร
เพชรดิบที่มีเฉดสีน้ำตาลที่ปรากฏโดยเกิดจากสิ่งเจือปนของธาตุเหล็กบนพื้นผิว ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงสภาพทางธรณีวิทยาของตะกอนชั้นหินที่เพชรดิบเม็ดนี้ถูกค้นพบ เป็นไปได้ว่าสีที่แท้จริงนั้นคือไร้สี[1]
การจำแนก
ประเภทแร่ธรรมชาติ
สูตรเคมีC
คุณสมบัติ
มวลโมเลกุล12.01
สีโดยทั่วไปสีเหลือง, น้ำตาล หรือเทา ไปจนถึงไม่มีสี น้อยครั้งที่จะเป็นสีฟ้า, เขียว, ดำ, ขาวขุ่น, ชมพู, ม่วง, ส้ม และแดง
รูปแบบผลึกทรงแปดหน้า
โครงสร้างผลึกสี่เหลี่ยมจัตุรัส-สามมิติ (เหลี่ยมลูกบาศก์)
แนวแตกเรียบ111 (สมบูรณ์แบบใน 4 ทิศทาง)
รอยแตกไม่สม่ำเสมอ
ค่าความแข็ง10 มีการแตกได้ยาก
ความวาวมีความวาว
ความวาวจากการขัดเงามีความวาว
ดรรชนีหักเห2.418 (ที่ 500 nm)
คุณสมบัติทางแสงไอโซทรอปิก
ค่าแสงหักเหสองแนวไม่มี
การกระจายแสง0.044
การเปลี่ยนสีไม่มี
สีผงละเอียดไม่มีสี
ความถ่วงจำเพาะ3.52 ± 0.01
ความหนาแน่น3.5–3.53
จุดหลอมเหลวขึ้นกับความดันบรรยากาศ
ความโปร่งโปร่งแสง กึ่งโปร่งแสง ถึง เป็นฝ้าทึบ
อ้างอิง: [2][3]
ประเทศผู้ผลิตเพชรรายหลัก

เพชร (อังกฤษ: Diamond) เป็นรูปแบบหนึ่งของธาตุคาร์บอนในสถานะของแข็ง ซึ่งมีอะตอมของคาร์บอนจัดเรียงตัวในโครงสร้างผลึกแบบลูกบาศก์เพชร (diamond cubic) เพชรในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของคาร์บอนมีลักษณะไร้รส ไร้กลิ่น แข็งเปราะ ไร้สีในรูปบริสุทธิ์ นำไฟฟ้าได้ไม่ดี และไม่ละลายในน้ำ รูปแบบของคาร์บอนในสถานะของแข็งอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแกรไฟต์ (graphite) เป็นรูปแบบที่มีเสถียรภาพทางเคมีภายใต้อุณหภูมิและความดันห้อง อย่างไรก็ตาม เพชรเป็นรูปแบบกึ่งเสถียร (metastable) ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นแกรไฟต์ได้แม้จะมีอัตราการเปลี่ยนแปลงที่น้อยมากภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว เพชรมีความแข็งและค่าการนำความร้อนสูงที่สุดในบรรดาวัสดุธรรมชาติ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในการผลิตเครื่องมือตัดและขัด นอกจากนี้ คุณสมบัติเหล่านี้ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เซลล์ทั่งเพชร (diamond anvil cell) สามารถสร้างแรงดันสูงเทียบเท่ากับที่พบในชั้นลึกของโลกได้อีกด้วย

เนื่องจากโครงสร้างการจัดเรียงอะตอมในเพชรมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทำให้มีเพียงสิ่งเจือปนบางประเภทเท่านั้นที่สามารถปนเปื้อนเข้าไปได้ (ยกเว้นสองประเภทได้แก่ โบรอนและไนโตรเจน) ความบกพร่องหรือสิ่งเจือปนเพียงเล็กน้อย (ประมาณหนึ่งอะตอมต่ออะตอมในโครงผลึกล้านอะตอม) สามารถทำให้เพชรมีสีต่าง ๆ ได้ เช่น สีฟ้า (โบรอน) สีเหลือง (ไนโตรเจน) สีน้ำตาล (ความบกพร่องในตัวผลึก) สีเขียว (การสัมผัสรังสี) รวมถึงสีม่วง ชมพู ส้ม หรือแดง นอกจากนี้ เพชรยังมีดัชนีหักเหของแสงสูงมาก และมีการกระจายของแสงค่อนข้างสูงอีกด้วย

เพชรธรรมชาติโดยส่วนใหญ่มักมีอายุระหว่าง 1,000 ถึง 3,500 ล้านปี เพชรส่วนใหญ่ก่อตัวขึ้นในบริเวณชั้นแมนเทิลของโลกที่ความลึกระหว่าง 150 ถึง 250 กิโลเมตร (93 ถึง 155 ไมล์) แม้ว่าบางเม็ดอาจมีต้นกำเนิดจากความลึกมากถึง 800 กิโลเมตร (500 ไมล์) ภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิสูง ของไหลที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบจะย่อยสลายแร่ธาตุต่าง ๆ และแทนที่ด้วยเพชร ต่อมาในช่วงเวลาที่ใกล้กับปัจจุบัน (หลายร้อยถึงหลายสิบล้านปีก่อน) เพชรถูกนำพาขึ้นสู่ผิวโลกโดยการระเบิดของภูเขาไฟ และตกผลึกอยู่ในหินอัคนีที่เรียกว่าคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) และแลมโปรไอต์ (lamproite)

เพชรสังเคราะห์สามารถผลิตขึ้นได้จากคาร์บอนบริสุทธิ์สูงภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิสูง หรือจากก๊าซไฮโดรคาร์บอนโดยกระบวนการตกสะสมไอสารเคมี (chemical vapor deposition: CVD) การแยกความแตกต่างระหว่างเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์มักกระทำโดยใช้เทคนิคทางแสงหรือการวัดค่าการนำความร้อนเป็นหลัก

โดยทั่วไปการเจียระไนเพชรกลมเป็น 57 เหลี่ยม (หากรวมก้นเพชรจะได้เป็น 58 เหลี่ยม) หรือที่เรียกว่าเหลี่ยมเกสรนั้นนับว่าสวยที่สุด เพชรเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความแข็งแกร่ง

สัญลักษณ์ตามระบบ IMA ของเพชรคือ Dia[4]

คุณสมบัติ

[แก้]

เพชรเป็นรูปแบบของคาร์บอนบริสุทธิ์ในสถานะของแข็ง ซึ่งอะตอมจัดเรียงตัวในโครงสร้างผลึก คาร์บอนในสถานะของแข็งสามารถปรากฏได้ในหลายรูปแบบที่เรียกว่าอัญรูป โดยแต่ละแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของพันธะเคมี อัญรูปที่พบได้บ่อยที่สุดของคาร์บอนบริสุทธิ์คือเพชรและแกรไฟต์ ในแกรไฟต์นั้นพันธะระหว่างอะตอมเป็นแบบออร์บิทัลผสม sp² ซึ่งอะตอมจะจัดเรียงตัวในระนาบโดยแต่ละอะตอมจะเชื่อมโยงกับอะตอมที่ใกล้ที่สุดสามอะตอมในมุม 120 องศา ส่วนในเพชรนั้นพันธะจะเป็นแบบ sp³ ซึ่งอะตอมจัดเรียงเป็นโครงสร้างสี่หน้า (tetrahedron) โดยแต่ละอะตอมเชื่อมโยงกับอะตอมที่ใกล้ที่สุดสี่อะตอม[5][6] โครงสร้างแบบสี่หน้าเป็นโครงสร้างที่แข็งแรงและมั่นคง และในบรรดาวัสดุทั้งหมดที่เป็นที่รู้จัก เพชรมีจำนวนอะตอมต่อหนึ่งหน่วยปริมาตรมากที่สุด จึงเป็นเหตุผลที่เพชรเป็นวัสดุที่มีความแข็งและบีบอัดได้ยากที่สุด[7][8] นอกจากนี้เพชรยังมีความหนาแน่นสูง โดยเพชรธรรมชาติมีความหนาแน่นอยู่ในช่วง 3,150 ถึง 3,530 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มากกว่าน้ำกว่า 3 เท่า) และเพชรบริสุทธิ์มีค่าประมาณ 3,520 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร[9] สำหรับแกรไฟต์นั้นแม้ว่าพันธะระหว่างอะตอมที่อยู่ใกล้เคียงจะแข็งแรงกว่า ทว่าพันธะระหว่างระนาบที่ขนานกันนั้นอ่อนแอ ทำให้ระนาบสามารถเลื่อนผ่านกันได้ง่าย จึงทำให้แกรไฟต์อ่อนนุ่มกว่ามากเมื่อเทียบกับเพชร อย่างไรก็ตาม ความแข็งแรงของพันธะในระนาบทำให้แกรไฟต์ติดไฟได้ยากกว่า[10]

เพชรถูกนำไปใช้ในหลากหลายวัตถุประสงค์ เนื่องจากคุณสมบัติทางกายภาพที่ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษของวัสดุชนิดนี้ เพชรมีค่าการนำความร้อนสูงที่สุดและมีค่าความเร็วของคลื่นเสียงสูงที่สุดในบรรดาวัสดุทั้งหมด อีกทั้งยังมีแรงยึดเกาะและแรงเสียดทานต่ำ รวมถึงมีสัมประสิทธิ์การขยายตัวเนื่องจากความร้อนที่ต่ำมาก ในด้านคุณสมบัติทางแสง เพชรมีความโปร่งใสตั้งแต่ช่วงอินฟราเรดไกล (far infrared) ไปจนถึงอัลตราไวโอเลตคลื่นสั้น และมีค่าการกระจายของแสงสูง นอกจากนี้ เพชรยังมีความต้านทานไฟฟ้าสูงมาก มีความเฉื่อยทางเคมี ไม่เกิดปฏิกิริยากับสารกัดกร่อนส่วนใหญ่ และมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพอย่างยอดเยี่ยม[11]

อุณหพลศาสตร์

[แก้]
แผนผังวัฏภาคสำหรับคาดการณ์ทางทฤษฎีของคาร์บอน

สภาวะดุลยภาพของความดันและอุณหภูมิสำหรับการเปลี่ยนสถานะระหว่างแกรไฟต์และเพชรได้รับการยืนยันทั้งทางทฤษฎีและจากการทดลอง โดยค่าความดันสมดุลจะแปรผันตามอุณหภูมิอย่างเป็นเส้นตรง ตั้งแต่ประมาณ 1.7 กิกะปาสกาลที่อุณหภูมิ 0 เคลวิน ไปจนถึงประมาณ 12 กิกะปาสกาลที่อุณหภูมิ 5,000 เคลวิน (ซึ่งเป็นจุดร่วมสามของเพชร, แกรไฟต์ และของเหลว)[12][13] อย่างไรก็ตาม สถานะของคาร์บอนดังกล่าวนี้สามารถคงอยู่ร่วมกันได้อย่างกว้างขวางบริเวณเส้นแห่งดุลยภาพนี้ ในที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐานซึ่งก็คือ 20 องศาเซลเซียส (293 เคลวิน) และความดันพื้นฐานที่ 1 บรรยากาศ (0.10 เมกะปาสกาล) สถานะที่เสถียรของคาร์บอนคือแกรไฟต์ ส่วนเพชรจัดเป็นสถานะกึ่งเสถียรซึ่งมีกำแพงพลังงานเชิงจลน์สูงที่อะตอมต้องเอาชนะเพื่อเปลี่ยนสู่สภาวะพลังงานต่ำกว่า[14] ด้วยเหตุนี้ อัตราการเปลี่ยนจากเพชรเป็นแกรไฟต์จึงต่ำมาก โดยใช้เวลานับล้านถึงพันล้านปี[8][14] อย่างไรก็ตาม ที่อุณหภูมิสูงกว่า 4,500 เคลวิน เพชรจะเปลี่ยนเป็นแกรไฟต์อย่างรวดเร็ว และการทดลองพบว่า เมื่อมีน้ำ (H₂O) อยู่ร่วมด้วยเพชรจะผ่านสถานะคาร์บอนเชิงเส้นระหว่างกลางก่อนเปลี่ยนเป็นแกรไฟต์[15]

การเปลี่ยนแปลงจากแกรไฟต์เป็นเพชรอย่างรวดเร็วนั้นจำเป็นต้องใช้ความดันที่สูงกว่าค่าสมดุลดุงกล่าวนี้เป็นอย่างมาก โดยที่อุณหภูมิ 2,000 เคลวินนั้นจะต้องใช้ความดันประมาณ 35 กิกะปาสกาล (ประมาณ 350,000 ความดันบรรยากาศมาตรฐาน)[12]

เหนือจุดร่วมสามของแกรไฟต์–เพชร–คาร์บอนเหลว จุดหลอมเหลวของเพชรจะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้าตามความดันที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อความดันสูงถึงระดับหลายร้อยกิกะปาสกาลแล้วนั้นจุดหลอมเหลวของเพชรจะลดลง[16] ภายใต้ความดันสูงนั้นซิลิกอนและเจอร์เมเนียมจะมีโครงสร้างผลึกแบบลูกบาศก์แบบกลางตัว (body-centered cubic) ชนิด BC8 และมีการคาดการณ์ว่าคาร์บอนจะเปลี่ยนไปมีโครงสร้างที่คล้ายกันในสภาวะความดันสูง โดยที่อุณหภูมิ 0 เคลวินนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ความดันประมาณ 1,100 กิกะปาสกาล[17]

ผลการวิจัยที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ฟิสิกส์ (Nature Physics) เมื่อปี ค.ศ. 2010 ระบุว่าภายใต้สภาวะที่มีความดันและอุณหภูมิสูงยิ่งยวด (ประมาณ 10 ล้านบรรยากาศ หรือ 1 เทราปาสกาล และ 50,000 องศาเซลเซียส) เพชรสามารถหลอมละลายกลายเป็นของเหลวที่มีสมบัติเป็นโลหะได้ สภาวะที่รุนแรงเช่นนี้สามารถพบได้ภายในดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์ เช่น ดาวเนปจูนและยูเรนัส ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นคาร์บอนประมาณร้อยละ 10 และในทางทฤษฎีอาจมีมหาสมุทรของคาร์บอนเหลวอยู่ภายใน และเนื่องจากโลหะเหลวที่มีปริมาณมากก็สามารถส่งผลต่อสนามแม่เหล็กของดาวเคราะห์ได้ ดังนั้นสิ่งนี้จึงอาจเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้ว่าเหตุใดขั้วดาวทางภูมิศาสตร์และขั้วแม่เหล็กของดาวเคราะห์ทั้งสองจึงไม่ตรงกัน[18][19]

โครงสร้างผลึก

[แก้]
หน่วยเซลล์ (unit cell) ของเพชรที่แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทรงสี่หน้า

โครงสร้างผลึกที่พบได้บ่อยที่สุดของเพชรเรียกว่าลูกบาศก์เพชร ซึ่งประกอบขึ้นจากหน่วยเซลล์ (unit cells) ที่เรียงซ้อนกัน (ดูภาพประกอบ) แม้ในภาพจะปรากฏอะตอมจำนวน 18 อะตอม แต่อะตอมที่อยู่ที่มุมของเซลล์หนึ่ง ๆ จะถูกใช้งานร่วมกันกับเซลล์หน่วยอื่นอีกเจ็ดเซลล์ และอะตอมที่อยู่กึ่งกลางของแต่ละหน้าเซลล์จะถูกใช้ร่วมกับอีกหนึ่งหน่วยเซลล์ ดังนั้น จำนวนอะตอมสุทธิที่แท้จริงในหนึ่งหน่วยเซลล์จะเท่ากับ 8 อะตอม[20] ความยาวของแต่ละด้านของหน่วยเซลล์ ซึ่งแทนด้วยตัวแปร a มีค่าเท่ากับ 3.567 อังสตรอม[21]

ระยะห่างระหว่างอะตอมที่ใกล้ที่สุดในโครงข่ายผลึกหรือที่เรียกว่าแลตทิซ (lattice) ของเพชรนั้นมีค่าเท่ากับ 1.732a/4 โดยที่ a คือค่าคงที่ของแลตทิซ ซึ่งโดยปกติจะแสดงค่าในหน่วยอังสตรอม โดยมีค่า a เท่ากับ 3.567 Å หรือ 0.3567 นาโนเมตร

แลตทิซผลึกแบบลูกบาศก์เพชรนั้นสามารถถูกมองได้ว่าเป็นแลตทิซแบบลูกบาศก์แบบกลางหน้า (face-centered cubic) สองชุดที่แทรกสอดกัน โดยชุดหนึ่งมีการเลื่อนตำแหน่งไป ¼ ส่วนของเส้นทแยงมุมของเซลล์ลูกบาศก์ หรืออาจมองเป็นแลตทิซเดียวที่มีอะตอมสองอะตอมต่อหนึ่งจุดแลตทิซ[21] เมื่อมองจากทิศทางเชิงผลิกศาสตร์แบบ <1 1 1> แล้วนั้นโครงข่ายนี้จะประกอบด้วยชั้นที่เรียงตัวซ้ำกันในรูปแบบ ABCABC... นอกจากนี้เพชรยังสามารถจัดเรียงตัวในรูปแบบ ABAB... ได้เช่นกัน ซึ่งเรียกว่าผลึกเพชรหกเหลี่ยมหรือลอนส์เดไลต์ (lonsdaleite) แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่แตกต่างจาคาร์บอนในรูปแบบของลูกบาศก์[22]

ลักษณะผลึก

[แก้]
หนึ่งในหน้าของผลึกเพชรทรงแปดหน้า (octahedral) ที่ยังไม่ได้เจียระไน แสดงให้เห็นร่องลึกสามเหลี่ยม (trigon) ซึ่งอาจมีลักษณะนูนขึ้นหรือลึกลง โดยเกิดจากการกัดกร่อนทางเคมีตามธรรมชาติ

เพชรส่วนใหญ่มักปรากฏอยูในรูปแบบลักษณะสมบูรณ์ (euhedral) หรือทรงแปดหน้าแบบกลมมน รวมถึงรูปแบบผลึกแฝดของทรงแปดหน้าซึ่งเรียกว่ามาเคิล (macle) เนื่องจากโครงสร้างผลึกของเพชรมีการจัดเรียงอะตอมในแบบลูกบาศก์ จึงสามารถมีเหลี่ยมมุมที่เป็นไปตามรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ เช่น ลูกบาศก์, ทรงแปดหน้า, รอมบิโกซิโดเดคาฮีดรอน (rhombicosidodecahedron), เตตราคิสเฮกซาฮีดรอน (tetrakis hexahedron) หรือดิสไดยากิสโดเดคาฮีดรอน (disdyakis dodecahedron) ผลึกเพชรอาจมีขอบที่มนและไม่เด่นชัดหรือมีรูปร่างยาวเรียว เพชร (โดยเฉพาะที่มีผิวผลึกโค้งมน) มักถูกพบว่ามีสารเคลือบผิวที่เรียกว่านิฟ (nyf) ซึ่งมีลักษณะทึบแสงคล้ายยางเหนียว[23]

เพชรบางชนิดมีเส้นใยทึบแสงอยู่ภายใน โดยจะถูกเรียกว่า opaque หากเส้นใยเหล่านั้นเจริญเติบโตจากสารตั้งต้นผลึกใส หรือจะถูกเรียกว่า fibrous หากเส้นใยนั้นแผ่กระจายไปทั่วทั้งผลึก สีของเพชรชนิดนี้มีตั้งแต่เหลือง, เขียว ไปจนถึงเทา และบางครั้งมีสิ่งเจือปนลักษณะคล้ายเมฆสีขาวถึงเทา รูปร่างที่พบได้บ่อยที่สุดคือทรงลูกบาศก์ (cuboidal) แต่อาจพบในรูปแบบทรงแปดหน้า (octahedra), ทรงสิบสองหน้า (dodecahedra), มาเคิล หรือรูปแบบผสมอื่น ๆ โครงสร้างของเพชรประเภทนี้เป็นผลมาจากสิ่งเจือปนจำนวนมากซึ่งมีขนาดอยู่ในช่วง 1 ถึง 5 ไมครอน เป็นไปได้ว่าเพชรเหล่านี้อาจจะก่อตัวขึ้นในแมกมาคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) และดูดซับสารระเหยจากสิ่งแวดล้อมในกระบวนการนั้น[24]

นอกจากนี้เพชรยังสามารถก่อตัวเป็นกลุ่มรวมหลายผลึก (polycrystalline aggregates) ได้อีกด้วย ซึ่งได้มีความพยายามในการจัดจำแนกเพชรชนิดนี้ออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ โดยใช้ชื่อเช่นบอร์ต (boart), บัลลัส (ballas), สตูวาร์ไทต์ (stewartite) และเฟรมีไซต์ (framesite) อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเกณฑ์การจำแนกใดที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย[24] คาร์บอนาโด (Carbonado) เป็นประเภทหนึ่งของเพชรหลายผลึกที่ซึ่งเม็ดเพชรขนาดเล็กถูกเชื่อมประสานกันด้วยกระบวนการเผาผนึก (การหลอมรวมโดยไม่หลอมเหลว โดยใชัความร้อนและความดัน) มีลักษณะเป็นสีดำและแข็งแกร่งกว่าเพชรผลึกเดี่ยว[25] ปัจจุบันยังไม่เคยพบคาร์บอนาโดในหินภูเขาไฟ และแม้จะมีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของมัน ซึ่งรวมถึงการก่อตัวในดาวฤกษ์ แต่ยังคงไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน[24][26][27]

เชิงกล

[แก้]

ความแข็ง

[แก้]
ความแข็งอย่างยิ่งของเพชรในทิศทางการเรียงตัวของผลึกในบางทิศทางได้ทำให้มันมีประโยชน์อย่างมากในวิทยาศาสตร์วัสดุ ตัวอย่างเช่น เพชรทรงพีระมิดที่ฝังอยู่บนพื้นผิวของส่วนที่ถูกใช้งานของเครื่องทดสอบความแข็งวิกเกอร์ส (Vickers hardness tester)

เพชรเป็นวัสดุที่แข็งที่สุดตามมาตราโมสในเชิงคุณภาพ (qualitative Mohs scale) ในการทดสอบความแข็งแบบวิคเกอร์ส (Vickers hardness test) ซึ่งเป็นการทดสอบในเชิงปริมาณ (quantitative) นั้นตัวอย่างวัสดุจะถูกกดด้วยวัตถุทรงพีระมิดที่มีขนาดมาตรฐานภายใต้แรงที่กำหนดโดยใช้ผลึกเพชรเป็นหัวกดเพื่อให้สามารถทดสอบวัสดุได้หลากหลายชนิด จากขนาดของรอยกดที่เกิดขึ้นนั้นจะสามารถคำนวณค่าความแข็งแบบวิคเกอร์สของวัสดุนั้นได้ ความแข็งอันมหาศาลของเพชรเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุอื่นเป็นสิ่งที่มนุษย์รู้จักมาตั้งแต่สมัยโบราณจึงเป็นที่มาของชื่อ "เพชร" อย่างไรก็ตาม ความแข็งของเพชรไม่ได้หมายความว่ามันจะแข็งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรือทำลายไม่ได้ หรือไม่สามารถเกิดรอยขีดข่วนได้[28] เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้นเพชรสามารถถูกขีดข่วนได้โดยเพชรชิ้นอื่น[29] และสามารถสึกหรอได้เมื่อใช้งานเป็นเวลานาน แม้กระทั่งกับวัสดุที่อ่อนกว่าอย่างเช่นแผ่นเสียงไวนิล[30]

ความแข็งของเพชรนั้นขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์, ความสมบูรณ์ของผลึก และทิศทางการเรียงตัวของผลึก โดยเพชรที่มีความบริสุทธิ์สูง, ปราศจากตำหนิ และจัดเรียงในทิศทาง <111> (ซึ่งเป็นแนวทแยงที่ยาวที่สุดของแลตทิซผลึกลูกบาศก์ของเพชร)[31] จะมีความแข็งสูงที่สุด ดังนั้น แม้ว่าบางครั้งเพชรบางชนิดอาจถูกขีดข่วนได้ด้วยวัสดุอื่น เช่น โบรอนไนไตรด์ แต่เพชรที่แข็งที่สุดจะสามารถถูกขีดข่วนได้เฉพาะกับเพชรด้วยกันเองหรือกลุ่มผลึกเพชรระดับนาโนเท่านั้น

ความแข็งของเพชรเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เพชรเหมาะสมสำหรับการใช้เป็นอัญมณีหรือรัตนชาติ ด้วยคุณสมบัติที่จะถูกขีดข่วนได้เฉพาะเพชรด้วยกันเท่านั้น เพชรจึงสามารถรักษาความเงางามของพื้นผิวได้อย่างยอดเยี่ยม แตกต่างจากรัตนชาติอื่นหลายชนิด เพชรมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนสูงจึงทำให้เหมาะสมสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เพชรได้รับความนิยมอย่างสูงในฐานะรัตนชาติของแหวนหมั้นหรือแหวนแต่งงานที่มักถูกสวมใส่เป็นประจำทุกวัน

เพชรธรรมชาติที่มีความแข็งที่สุดส่วนใหญ่นั้นมาจากแหล่งเพชรในโคเพตันและบิงการาในพื้นที่นิวอิงแลนด์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเพชรจากแหล่งเหล่านี้มักมีขนาดเล็ก เป็นผลึกทรงแปดหน้าที่สมบูรณ์ไปจนถึงกึ่งสมบูรณ์ และมักถูกใช้ในการขัดเกลาเพชรชิ้นอื่น ความแข็งของเพชรเหล่านี้เกี่ยวข้องกับลักษณะการเติบโตของผลึก ซึ่งเป็นการเติบโตของผลึกแบบขั้นตอนเดียว (single-stage crystal growth) ในขณะที่เพชรจากแหล่งอื่นส่วนใหญ่นั้นจะแสดงหลักฐานของการเติบโตหลายขั้นตอน ซึ่งทำให้เกิดสิ่งตกค้าง ข้อบกพร่อง และระนาบที่ผิดปกติภายในแลตทิซของผลึก ซึ่งส่งผลต่อความแข็งโดยรวม อย่างไรก็ตาม เราสามารถนำเพชรทั่วไปเข้าสู่กระบวนการที่ใช้แรงดันและอุณหภูมิสูงร่วมกันเพื่อสร้างเพชรที่มีความแข็งยิ่งกว่าเพชรที่ใช้เป็นมาตรฐานในการวัดความแข็งได้[32]

เพชรสามารถตัดแห้วได้ แต่ความสามารถนี้ไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดเสมอไปว่าเกิดจากเพชร เนื่องจากวัสดุอื่น เช่น ควอตซ์ ซึ่งมีค่าความแข็งสูงกว่าแก้วในมาตราโมสก็สามารถตัดแก้วได้เช่นกัน เพชรสามารถขีดข่วนเพชรด้วยกันเองได้ แต่ก็อาจทำให้เพชรทั้งสองชิ้นเกิดความเสียหายได้เช่นกัน การทดสอบความแข็งเช่นนี้จึงไม่นิยมนำมาใช้ในอัญมณีศาสตร์เชิงปฏิบัติเพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายได้[33] เนื่องด้วยความแข็งและมูลค่าที่สูงของเพชร เพชรจึงมักถูกขัดเงาอย่างเชื่องช้า ด้วยเทคนิคดั้งเดิมที่พิถีพิถันและใส่ใจในรายละเอียดมากกว่าอัญมณีชนิดอื่น[34] ส่งผลให้ได้เหลี่ยมเพชรที่เรียบเป็นพิเศษ เงางาม และมีขอบเหลี่ยมคมอย่างเด่นชัด นอกจากนี้เพชรยังมีค่าดัชนีหักเหของแสงที่สูงมากและมีค่าการกระจายแสงที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเมื่อนำมารวมกันจะส่งผลอย่างมากต่อรูปลักษณ์โดยรวมของเพชรที่ถูกเจียระไน ด้วยเหตุนี้ ช่างเจียระไนเพชร (diamantaire) ส่วนใหญ่จึงยังคงพึ่งพาทักษะและประสบการณ์ในการใช้แว่นขยายลูป (loupe) เพื่อระบุเพชรด้วยตาเปล่า[35]

ความเหนียว

[แก้]

คุณสมบัติเชิงกลที่เกี่ยวข้องกับความแข็งอย่างหนึ่งคือความเหนียว (toughness) ซึ่งหมายถึงความสามารถของวัสดุในการต้านทานการแตกหักจากแรงกระแทกอย่างรุนแรง ความเหนียวของเพชรธรรมชาติถูกวัดได้อยู่ที่ 50–65 MPa·m1⁄2[36][37] ซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับวัสดุเซรามิกชนิดอื่น แต่ยังถือว่าต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุวิศวกรรมทั่วไป เช่น โลหะผสมทางวิศวกรรมซึ่งมักมีค่าความเหนียวเกินกว่า 80 MPa·m1⁄2 และเช่นเดียวกับวัสดุชนิดอื่นนั้นรูปร่างโดยรวมของเพชรในระดับมหภาคก็มีส่วนช่วยในการต้านทานการแตกหักด้วย นอกจากนี้ เพชรยังมีระนาบการแตก (cleavage plane) อีกด้วย ฉะนั้นมันจึงเปราะบางในบางทิศทางมากกว่าทิศทางอื่น ซึ่งคุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่ช่างเจียระไนเพชรใช้เพื่อแยกเพชรออกก่อนการเจียระไน[38] และสำหรับเพชรสังเคราะห์ในอุตสาหกรรม "ค่าความเหนียวต่อแรงกระแทก" (impact toughness) ถือเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหลักเพื่อประเมินคุณภาพของเพชรเหล่านั้น

กำลังคราก

[แก้]

เพชรมีค่าความทนแรงอัดคราก (Compressive yield strength) อยู่ที่ 130–140 GPa[39] ซึ่งเป็นค่าที่สูงอย่างยิ่ง คุณสมบัตินี้ร่วมกับความแข็งและความโปร่งใสของเพชรจึงได้ทำให้เซลล์ทั่งเพชร กลายเป็นเครื่องมือหลักในการทดลองภายใต้ความดันสูง[40] โดยสามารถสร้างแรงดันได้ถึง 600 GPa[41] และคาดว่าแรงดันที่สูงกว่านี้อาจเป็นไปได้หากใช้เพชรแบบผลึกนาโน (nanocrystalline diamond) ในการผลิต[40][41]

ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงดึง

[แก้]

โดยทั่วไปแล้วนั้นการพยายามเปลี่ยนรูปผลึกเพชรก้อนใหญ่ด้วยแรงดึงหรือการบิดงอมักจะนำไปสู่การแตกร้าวแบบเปราะ อย่างไรก็ตาม เมื่อเพชรผลึกเดี่ยวอยู่ในรูปของเส้นลวดหรือเข็มขนาดไมโคร/นาโน (มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100–300 นาโนเมตร และยาวระดับไมโครเมตร) จะสามารถยืดตัวแบบยืดหยุ่นได้ถึง 9–10 เปอร์เซ็นต์ของความเค้นดึงโดยไม่เกิดความเสียหาย[42] โดยมีความเค้นดึงเฉพาะที่สูงสุดอยู่ที่ประมาณ 89–98 GPa[43] ซึ่งใกล้เคียงกับขีดจำกัดทางทฤษฎีของวัสดุนี้มาก[44]

การนำไฟฟ้า

[แก้]

การใช้งานเฉพาะทางรูปแบบอื่นนั้นมีอยู่หรือกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนา เช่น การใช้เพชรเป็นสารกึ่งตัวนำ: เพชรสีน้ำเงินบางชนิดสามารถนำไฟฟ้าได้โดยธรรมชาติ ซึ่งตรงข้ามกับเพชรทั่วไปที่เป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีมาก ความสามารถในการนำไฟฟ้าและสีฟ้าหรือน้ำเงินของเพชรเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากการเจือปนโดยโบรอน โดยอะตอมของโบรอนจะเข้ามาแทนที่อะตอมของคาร์บอนในแลตทิซของผลึกเพชร ซึ่งก่อให้เกิดรูโหว่ขึ้นในแถบวาเลนซ์[45]

การนำไฟฟ้าในระดับสูงมักพบได้ในเพชรที่ไม่ได้ผ่านการโด๊ป ซึ่งก่อตัวขึ้นมาด้วยกระบวนการตกสะสมไอสารเคมี (CVD) คุณสมบัติการนำไฟฟ้าเช่นนี้เกี่ยวข้องกับสปีชีส์ที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจนซึ่งถูกดูดซับที่ผิวของเพชร และสามารถถูกกำจัดออกได้โดยการอบอ่อน (annealing) หรือการบำบัดพื้นผิวด้วยวิธีการอื่น[46][47]

เข็มเพชรขนาดเล็กสามารถนำไปปรับค่าช่องว่างพลังงาน (band gap) จากค่าปกติที่ประมาณ 5.6 อิเล็กตรอนโวลต์ให้เหลือใกล้กับศูนย์ได้โดยการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทางกลอย่างเฉพาะเจาะจง[48]

แผ่นเวเฟอร์เพชรความบริสุทธิ์สูงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 เซนติเมตรจะแสดงคุณสมบัติเป็นฉนวนสมบูรณ์ในทิศทางหนึ่ง และเป็นสื่อนำไฟฟ้าอย่างสมบูรณ์ในอีกทิศทางหนึ่ง ซึ่งเปิดโอกาสในการนำมาใช้สำหรับการจัดเก็บข้อมูลเชิงควอนตัม วัสดุนี้มีปริมาณไนโตรเจนเพียง 3 ส่วนในล้านส่วน และถูกสังเคราะห์ขึ้นบนสารตั้งต้นที่มีลักษณะเป็นขั้นบันได ซึ่งช่วยป้องกันการแตกร้าว[49]

คุณสมบัติพื้นผิว

[แก้]

เพชรมีคุณสมบัติตามธรรมชาติเป็นไลโปฟิลิกและไฮโดรโฟบิก ซึ่งหมายความว่าพื้นผิวของเพชรไม่สามารถถูกทำให้เปียกน้ำได้ แต่สามารถถูกทำให้เปียกและเกาะติดด้วยน้ำมันได้อย่างง่ายดาย คุณสมบัตินี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสกัดเพชรโดยใช้น้ำมันในกระบวนการผลิตเพชรสังเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพื้นผิวของเพชรถูกปรับเปลี่ยนทางเคมีด้วยไอออนบางชนิด คาดว่าจะทำให้เพชรมีความเป็นไฮโดรฟิลิกสูงจนสามารถคงสภาพชั้นของน้ำแข็งได้หลายชั้นที่อุณหภูมิร่างกายมนุษย์[50]

พื้นผิวของเพชรจะถูกออกซิไดซ์บางส่วนตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถลดสภาพออกซิไดซ์นี้ได้ด้วยการอบด้วยความร้อนภายใต้กระแสไฮโดรเจน กล่าวคือ การอบด้วยความร้อนจะช่วยขจัดกลุ่มฟังก์ชันที่มีออกซิเจนบางส่วนออกไป อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของเพชร (sp³C) จะไม่เสถียรเมื่อสัมผัสกับอุณหภูมิสูง (มากกว่า 400 °C หรือ 752 °F) ภายใต้ความดันบรรยากาศ โดยโครงสร้างจะค่อยจะเปลี่ยนเป็น sp²C อย่างเชื่องช้าเมื่ออุณหภูมิสูงเกินจุดนี้ ดังนั้น การลดสภาพออกซิไดซ์ของเพชรจึงควรทำที่อุณหภูมิต่ำกว่าค่านี้[51]

เสถียรภาพทางเคมี

[แก้]

ภายใต้อุณหภูมิห้อง เพชรจะไม่ทำปฏิกิริยาใด ๆ กับตัวทำปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งรวมถึงกรดและด่างที่รุนแรงชนิดต่าง ๆ

ในบรรยากาศที่มีเพียงออกซิเจนบริสุทธิ์นั้นเพชรจะมีจุดติดไฟอยู่ในช่วง 690 °C (1,274 °F) ถึง 840 °C (1,540 °F); โดยผลึกขนาดเล็กจะติดไฟได้ง่ายกว่า เมื่อได้รับความร้อนเพชรจะเปลี่ยนจากสีแดงไปเป็นสีขาว และเผาไหม้ด้วยเปลวไฟสีฟ้าอ่อน และจะยังคงเผาไหม้ต่อแม้จะนำแหล่งความร้อนออกไปแล้วก็ตาม ในทางตรงข้าม ในสภาพอากาศปกตินั้นการเผาไหม้จะหยุดลงทันทีเมื่อแหล่งความร้อนถูกนำออก เพราะออกซิเจนในอากาศจะถูกเจือจางด้วยไนโตรเจน เพชรใสที่ไม่มีตำหนิจะถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด ส่วนสิ่งเจือปนจะเหลือเป็นขี้เถ้า[52] ความร้อนที่เกิดจากการเจียระไนเพชรจะไม่ส่งผลให้เพชรติดไฟ[53] และไฟแช็กสำหรับจุดบุหรี่ก็ไม่สามารถจุดไฟเพชรจนเกิดการเผาไหม้ได้เช่นกัน[54] แต่ไฟจากเหตุเพลิงไหม้ในบ้านหรือเปลวไฟจากหัวเป่าโลหะนั้นสามารถทำให้เพชรติดไฟได้ ช่างอัญมณีจึงต้องระมัดระวังขณะหลอมโลหะจากแหวนเพชร[55]

ผงเพชรที่มีขนาดเม็ดที่เหมาะสม (ประมาณ 50 ไมครอน) จะเผาไหม้เป็นประกายไฟพวยพุ่งออกมาหลังจากที่ติดไฟด้วยเปลวไฟ ดังนั้นจึงสามารถเตรียมส่วนผสมของดอกไม้ไฟที่ใช้ผงเพชรสังเคราะห์เป็นพื้นฐานได้ ประกายไฟที่ได้จะมีสีแดง-ส้มคล้ายส่วนผสมจากถ่านไม้ แต่มีแนวการพุ่งเป็นเส้นตรงมากกว่า ซึ่งอธิบายได้จากความหนาแน่นสูงของเพชร[56] นอกจากนี้ เพชรยังสามารถทำปฏิกิริยากับก๊าซฟลูออรีนเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 700 °C (1,292 °F)

สี

[แก้]
เพชรสีน้ำตาล ณ พิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติสหรัฐอเมริกาในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
เพชรโฮปคือเพชรสีที่มีชื่อเสียงที่สุด

เพชรมีช่องว่างพลังงานที่กว้างที่ 5.5 eV ซึ่งสอดคล้องกับความยาวคลื่นรังสีอัลตราไวโอเลตลึกที่ 225 นาโนเมตร ซึ่งหมายความว่าเพชรบริสุทธิ์ควรส่งผ่านแสงที่มองเห็นได้และปรากฏเป็นผลึกใสไม่มีสี สีในเพชรนั้นเกิดจากข้อบกพร่องในแลตทิซของผลึกและสิ่งเจือปน ซึ่งแลตทิซผลึกของเพชรนั้นมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ และมีเพียงอะตอมของไนโตรเจน โบรอน และไฮโดรเจนเท่านั้นที่สามารถแทรกตัวเข้าสู่เพชรในระหว่างการเจริญเติบโตได้ในระดับความเข้มข้นที่มีนัยสำคัญ (สูงถึงระดับอะตอมเปอร์เซ็นต์) โลหะทรานซิชันอย่างนิกเกิลและโคบอลต์ซึ่งมักถูกใช้ในการสร้างเพชรสังเคราะห์ด้วยเทคนิคแรงดันและอุณหภูมิสูงนั้นสามารถพบได้ในเพชรในรูปอะตอมเดี่ยว โดยที่นิกเกิลมีความเข้มข้นสูงสุดอยู่ที่ 0.01%[57] และโคบอลต์ในปริมาณที่น้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าธาตุใด ๆ ก็สามารถแทรกลงในเพชรได้โดยใช้การฝังประจุ (ion implantation)[58]

ไนโตรเจนเป็นสิ่งเจือปนที่พบได้บ่อยที่สุดในเพชรอัญมณี และเป็นสาเหตุหลักของสีเหลืองและสีน้ำตาลในเพชร ขณะที่โบรอนเป็นตัวการที่ทำให้เพชรมีสีฟ้า[59] นอกจากนี้สีของเพชรยังสามารถเกิดได้จากอีกสองแหล่ง ได้แก่ การแผ่รังสี (มักเป็นอนุภาคแอลฟา) ซึ่งก่อให้เกิดสีเขียวในเพชร และการเปลี่ยนรูปแบบพลาสติก (plastic deformation) ในแลตทิซของผลึกเพชร ซึ่งเป็นสาเหตุของสีในเพชรสีน้ำตาลบางชนิด[60] และอาจรวมถึงสีชมพูและสีแดงด้วย[61] หากเรึยงลำดับตามความหายากแล้วนั้นเพชรสีเหลืองพบได้บ่อยที่สุด รองลงมาคือสีน้ำตาล ไร้สี สีฟ้า สีเขียว สีดำ สีชมพู สีส้ม สีม่วง และสีแดง[38] เพชร "สีดำ" หรือที่เรียกว่าคาร์โบนาโดนั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่สีดำโดยธรรมชาติ แต่มีสิ่งเจือปนสีเข้มจำนวนมากแทรกอยู่ภายใน ทำให้ดูมืดทึบ เพชรสีมีสีขึ้นมาได้เนื่องจากสิ่งเจือปนหรือข้อบกพร่องในตัวแลตทิซของผลึก ในขณะที่เพชรบริสุทธิ์หรือเกือบบริสุทธิ์จะโปร่งใสและไม่มีสี โดยทั่วไปนั้นสิ่งเจือปนในเพชรมักจะเข้ามาแทนที่อะตอมของคาร์บอนในแลตทิซ ซึ่งเรียกว่าตำหนิคาร์บอน (carbon flaw) สิ่งเจือปนที่พบบ่อยที่สุดคือไนโตรเจน ซึ่งก่อให้เกิดสีเหลืองในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่จางจนถึงเข้ม ขึ้นอยู่กับชนิดและความเข้มข้นของไนโตรเจน[38] สถาบันอัญมณีวิทยาแห่งอเมริกา (Gemological Institute of America: GIA) ได้ทำการจัดประเภทเพชรสีเหลืองและน้ำตาลที่มีความอิ่มตัวของสีในระดับต่ำให้อยู่ในกลุ่มเพชรสีปกติ และใช้มาตราสีตั้งแต่ “D” (ไร้สี) ไปจนถึง “Z” (เหลืองจาง) สำหรับเพชรสีเหลืองที่มีความอิ่มตัวของสีสูง หรือเพชรที่มีสีอื่น เช่น สีชมพูหรือสีฟ้า จะถูกจัดเป็นเพชรสีแฟนซี (fancy colored diamonds) และใช้เกณฑ์การจัดอันดับอีกระบบหนึ่งที่แยกจากกัน[38]

ในปี ค.ศ. 2008 เพชรวิตเติลสบาค (Wittelsbach diamond) ซึ่งเป็นเพชรสีน้ำเงินขนาด 35.56 กะรัต (7.112 กรัม) ที่เคยเป็นสมบัติของพระมหากษัตริย์แห่งสเปนได้ถูกประมูลไปในราคากว่า 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่งานประมูลของคริสตีส์ (Christie's)[62] ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2009 เพชรสีน้ำเงินขนาด 7.03 กะรัต (1.406 กรัม) ได้สร้างสถิติราคาต่อกะรัตสูงที่สุดที่เคยจ่ายเพื่อซื้อเพชร ซึ่งถูกขายในการประมูลด้วยมูลค่า 10.5 ล้านฟรังก์สวิส (6.97 ล้านยูโร หรือประมาณ 9.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐในขณะนั้น)[63] อย่างไรก็ตาม สถิติดังกล่าวได้ถูกทำลายลงในปีเดียวกันเมื่อเพชรสีชมพูสดขนาด 5 กะรัต (1.0 กรัม) ถูกขายไปในราคา 10.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่ฮ่องกงเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 2009[64]

ความบริสุทธิ์

[แก้]

ความบริสุทธิ์ (Clarity) เป็นหนึ่งในองค์ประกอบ 4 ประการ หรือที่เรียกว่า 4C ได้แก่ สี (Color), ความบริสุทธิ์ (Clarity), การเจียระไน (Cut) และน้ำหนักกะรัต (Carat Weight) ซึ่งใช้ในการประเมินคุณภาพของเพชร สถาบันอัญมณีวิทยาแห่งอเมริกาได้พัฒนาการจัดระดับความบริสุทธิ์ของเพชรจำนวน 11 ระดับ เพื่อใช้กำหนดมูลค่าในการจำหน่าย โดยระดับความบริสุทธิ์ของทางสถาบันแห่งนี้นั้นเริ่มตั้งแต่ Flawless (FL) หรือไร้ตำหนิสมบูรณ์ จนถึง Included (I) หรือมีตำหนิอย่างเห็นได้ชัด โดยมีระดับที่อยู่ระหว่างนั้นซึ่งได้แก่ Internally Flawless (IF), Very Very Slightly Included (VVS), Very Slightly Included (VS) และ Slightly Included (SI) ตำหนิหรือสิ่งเจือปนในเพชรธรรมชาติมักเกิดจากแร่ธาตุและออกไซด์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ การจัดระดับความบริสุทธิ์นั้นขึ้นอยู่กับสี ขนาด ตำแหน่ง และปริมาณของตำหนิที่สามารถมองเห็นได้ภายใต้แว่นขยายขนาด 10 เท่า[65] ตำหนิภายในเพชรสามารถตรวจพบและประเมินได้ด้วยวิธีทางแสง โดยกระบวนการนี้จะประกอบด้วยการถ่ายภาพก่อนการแก้ตำหนิ การระบุตำแหน่งของตำหนิที่จะนำออก และสุดท้ายคือการลบเหลี่ยมเพชรและกำจัดตำหนินั้นออก[66]

การเรืองแสง

[แก้]
สร้อยคอเพชรหยาบภายใต้แสงยูวี (บน) และแสงปกติ (ล่าง)

เพชรธรรมชาติราว 25% ถึง 35% แสดงคุณสมบัติการเรืองแสงในระดับหนึ่งเมื่อถูกตรวจสอบภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตคลื่นยาวที่มองไม่เห็น หรือภายใต้แหล่งรังสีพลังงานสูง เช่น รังสีเอกซ์และเลเซอร์[67] ทั้งนี้แสงจากหลอดไส้จะไม่กระตุ้นให้เพชรเกิดการเรืองแสง เพชรสามารถเรืองแสงออกมาในหลากหลายสี เช่น สีฟ้า (พบมากที่สุด), สีส้ม, สีเหลือง, สีขาว, สีเขียว และในบางกรณีที่พบได้น้อยมากนั้นอาจมีสีแดงหรือสีม่วง แม้ว่ากลไกที่แท้จริงของการเรืองแสงนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ แต่เชื่อว่าสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากความแปรผันในโครงสร้างอะตอมของเพชร เช่นจำนวนของอะตอนไนโตรเจนที่มีอยู่ภายในโครงผลึก

การนำความร้อน

[แก้]

การระบุเอกลักษณ์ของเพชรนั้นสามารถระบุได้จากการนำความร้อนที่สูงมาก (900–2320 วัตต์·เมตร⁻¹·เคลวิน⁻¹)[68] อีกทั้งค่าดรรชนีการหักเหของแสงที่สูงก็สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ยังมีวัสดุอื่นที่มีค่าดรรชนีการหักเหของแสงที่ใกล้เคียงกัน

ธรณีวิทยา

[แก้]

เพชรเป็นแร่ที่พบเจอได้อย่างยากยิ่ง โดยมีความเข้มข้นในหินต้นกำเนิดเพียงไม่เกินส่วนในพันล้านส่วน (parts per billion) เท่านั้น[24] ก่อนศตวรรษที่ 20 เพชรส่วนใหญ่ถูกค้นพบในแหล่งสะสมตะกอนน้ำหลาก (alluvial deposit) นอกจากนี้ยังสามารถพบเพชรที่หลุดลอยได้ตามแนวชายฝั่งทั้งในปัจจุบันและในอดีต ซึ่งเพชรมักจะสะสมตัวตามแนวชายฝั่งเนื่องจากขนาดและความหนาแน่นของมัน[69]:149 อย่างไรก็ตาม การค้นพบเพชรในตะกอนน้ำแข็ง (glacial till) เช่นในรัฐวิสคอนซินและอินดีแอนาของสหรัฐอเมริกานั้นถือว่าพบได้น้อยมาก และแหล่งเหล่านี้ไม่มีคุณภาพในเชิงพาณิชย์[69]:19 แหล่งสะสมประเภทนี้ล้วนมีต้นกำเนิดจากการผุพังของมวลหินอัคนีแทรกซอนเฉพาะจุดซึ่งเพชรเหล่านั้นได้ถูกพัดพาออกไปด้วยลมหรือน้ำ[70]

เพชรส่วนใหญ่นั้นมีต้นกำเนิดจากเนื้อโลก และเนื้อหาในส่วนนี้จะกล่าวถึงเพชรจากแหล่งดังกล่าวเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีแหล่งกำเนิดเพชรจากกระบวนการอื่นอีกด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มหินเปลือกโลกบางส่วน หรือที่เรียกว่าศิลาภูมิประเทศ (terrane) นั้นอาจถูกฝังลึกลงไปในขณะที่เปลือกโลกหนาขึ้นจนได้ประสบกับกระบวนการแปรสภาพภายใต้ความดันสูงยิ่งยวด (ultra-high-pressure metamorphism) ซึ่งก่อให้เกิดเพชรระดับไมโครที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอในหินโดยไม่แสดงหลักฐานของการเคลื่อนย้ายผ่านแมกมา นอกจากนี้ เมื่ออุกกาบาตพุ่งชนพื้นผิวโลก แรงกระแทกนั้นสามารถสร้างอุณหภูมิและความดันสูงเพียงพอที่จะก่อให้เกิดเพชรระดับไมโครและเพชรระดับนาโนได้[70] เพชรไมโครชนิดที่เกิดจากแรงกระแทกนี้ยังสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงหลุมอุกกาบาตยุคโบราณได้อีกด้วย[71] ตัวอย่างเช่น โครงสร้างหลุมอุกกาบาตโปปิไก (Popigai impact structure) ในประเทศรัสเซียนั้นอาจเป็นแหล่งเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยคาดว่ามีปริมาณเพชรหลายล้านล้านกะรัต ซึ่งเกิดจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อย[72]

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือเพชรเกิดจากการบีบอัดอย่างสูงของถ่านหิน อย่างไรก็ตาม ความจริงคือถ่านหินเกิดจากซากพืชในยุคดึกดำบรรพ์ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ในขณะที่เพชรส่วนใหญ่ที่ผ่านการวิเคราะห์อายุนั้นมีอายุมากกว่าพืชบกชุดแรกอย่างมาก แม้ว่าเพชรอาจสามารถก่อตัวจากถ่านหินในเขตมุดตัวของเปลือกโลก (subduction zones) ได้ แต่เพชรที่เกิดจากกระบวนการนี้ถือว่าหาได้ยาก และแหล่งคาร์บอนที่เป็นต้นกำเนิดของเพชรในกรณีนี้มักเป็นหินคาร์บอเนตและคาร์บอนอินทรีย์ในตะกอนมากกว่าถ่านหิน[73][74]

การกระจายตัวบนพื้นผิว

[แก้]
ภาพมณฑลทางธรณีวิทยาของโลก โดยพื้นที่สีชมพูและส้มคือหินฐานทวีปและลาน ซึ่งประกอบกันเป็นหินฐานธรณี

เพชรไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอบนพื้นผิวโลก โดยกฎทั่วไปที่เรียกว่า "กฎของคลิฟฟอร์ด" (Clifford's rule) ได้ระบุไว้ว่าเพชรมักพบในหินคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite) ที่อยู่ในบริเวณที่เก่าแก่ที่สุดของหินฐานธรณี ซึ่งเป็นแกนกลางที่มีเสถียรภาพของทวีป และมักมีอายุไม่ต่ำกว่า 2,500 ล้านปี[70][75] อย่างไรก็ตามได้มีข้อยกเว้น ตัวอย่างเช่น เหมืองเพชรอาร์ไกล์ (Argyle diamond mine) ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเพชรที่มีน้ำหนักรวมสูงที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในแนวเปลือกโลกเคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่าแนวเทือกเขา (orogenic belt) ซึ่งเป็นบริเวณที่ล้อมรอบหินฐานธรณีส่วนกลางและเคยประสบกับกระบวนการแปรสัณฐานแบบบีบอัด โดยแหล่งของเพชรเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในหินคิมเบอร์ไลต์ แต่เป็นหินแลมโพรไอต์ (lamproite) ทั้งนี้ ยังพบแลมโพรไอต์ที่มีเพชรแต่ไม่สามารถทำเหมืองเชองเศรษฐกิจได้ในสหรัฐอเมริกา, อินเดีย และออสเตรเลียเช่นกัน[70] นอกจากนี้ ยังพบเพชรในแนววาวาของมณฑลสุพีเรียร์ (Superior province)ในแคนาดา และมีการค้นพบเพชรไมโครในแนวเกาะภูเขาไฟของประเทศญี่ปุ่น โดยพบอยู่ในหินชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแลมโพรไฟร์ (lamprophyre)[70]

หินคิมเบอร์ไลต์นั้นสามารถพบได้ในแนวพนัง (dike) และแนวพนังแทรกชั้น (sill) ที่แคบเพียง 1 ถึง 4 เมตร รวมถึงในแนวลำภูเขาไฟ (pipe) ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ประมาณ 75 เมตรจนถึง 1.5 กิโลเมตร หินคิมเบอร์ไลต์สดนั้นมีสีเขียวอมฟ้าหรือเทาอมเขียว แต่เมื่อสัมผัสกับบรรยากาศจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแตกสลายอย่างรวดเร็ว[76] หินประเภทนี้เป็นหินเนื้อผสมที่มีองค์ประกอบปะปนกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ประกอบด้วยแร่ขนาดเล็กและเศษหิน (clast) ที่มีขนาดตั้งแต่เล็กมากจนถึงขนาดเท่าผลแตงโม เนื้อหินประกอบด้วซีโนคริสต์ (xenocryst) และเซโนลิท (xenolith) ซึ่งเป็นแร่และหินที่ถูกนำพาขึ้นมาจากเปลือกโลกชั้นล่างและเนื้อโลกพร้อมกับชิ้นส่วนของหินบนพื้นผิว แร่ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลง เช่น เซอร์เพนทีน (serpentine) รวมถึงแร่ชนิดใหม่ที่ตกผลึกขึ้นระหว่างการปะทุ เนื้อสัมผัสของหินนั้นจะมีความแตกต่างตามระดับความลึก ส่วนองค์ประกอบทางเคมีของคิมเบอร์ไลต์จะมีความต่อเนื่องกับหินคาร์บอเนไทต์ (carbonatite) ทว่าหินคาร์บอเนไทต์นั้นมีปริมาณออกซิเจนสูงเกินกว่าที่คาร์บอนจะคงอยู่ในรูปบริสุทธิ์ได้ ฉะนั้นแล้วคาร์บอนจึงถูกกักให้อยู่ในรูปของแร่แคลไซต์ (CaCO₃) แทน[70]

หินทั้งสามชนิดที่เป็นแหล่งกำเนิดเพชร ได้แก่ คิมเบอร์ไลต์, แลมโพรไอต์ และแลมโพรไฟร์นั้นล้วนไม่มีแร่บางชนิด เช่น เมลิไลต์ (melilite) และคาลซิไลต์ (kalsilite) ซึ่งเป็นแร่ที่ไม่สอดคล้องกับการก่อตัวของเพชร ภายในหินคิมเบอร์ไลต์นั้นมักพบแร่โอลิวีน (olivine) ที่มีขนาดใหญ่และเห็นได้ชัดเจน ขณะที่แลมโพรไอต์มีแร่ไทเทเนียม-ฟลอโกไพต์ (Ti-phlogopite) และแลมโพรไฟร์มีแร่ไบโอไทต์ (biotite) และแอมฟิโบล (amphibole) หินเหล่านี้ล้วนเกิดจากแมกมาที่ปะทุขึ้นอย่างรวดเร็วจากการหลอมละลายของเนื้อโลกในปริมาณน้อย มีปริมาณสารระเหย (volatile) และแมกนีเซียมออกไซด์ที่สูง และมีภาวะออกซิไดซ์ต่ำกว่าแมกมาทั่วไป เช่น หินบะซอลต์ (basalt) คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้แมกมาสามารถนำเพชรขึ้นสู่ผิวโลกได้อย่างรวดเร็วก่อนที่เพชรจะสลายตัว[70]

การสำรวจ

[แก้]
เหมืองดิอาวิค (Diavik Mine) ที่ตั้งอยู่บนเกาะในพื้นที่ลาคเดอกราส์ (Lac de Gras) ทางตอนเหนือของประเทศแคนาดา

แนวลำภูเขาไฟหินคิมเบอร์ไลต์ (kimberlite pipe) เป็นแหล่งแร่ที่ยากต่อการค้นพบ เนื่องจากพวกมันจะผุพังลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ปีหลังจากที่โผล่ขึ้นมาสู่ผิวโลก และมักมีระดับความสูงทางภูมิประเทศต่ำกว่าหินโดยรอบ อีกทั้งถึงแม้จะปรากฏบนผิวหิน (outcrop) ก็ไม่สามารถมองเห็นเพชรได้ด้วยตาเปล่าเนื่องจากมีความหายากมาก นอกจากนี้ แนวลำหินคิมเบอร์ไลต์ดังกล่าวมักถูกปกคลุมด้วยพืชพรรณธรรมชาติ ตะกอน ดิน หรือแหล่งน้ำ ในการสำรวจยุคปัจจุบันจึงมีการใช้วิธีการทางธรณีฟิสิกส์ เช่น การสำรวจสนามแม่เหล็กทางอากาศ (aeromagnetic surveys) ความต้านทานไฟฟ้า (electrical resistivity) และการวัดแรงโน้มถ่วง (gravimetry) เพื่อช่วยระบุพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะพบแหล่งแร่เพชร การสำรวจนี้ได้รับการช่วยเหลือเพิ่มเติมจากการหาอายุด้วยไอโซโทปและการจำลองประวัติธรณีวิทยาของพื้นที่ หลังจากนั้นนักสำรวจภาคสนามจะเข้าไปเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจหาชิ้นส่วนของหินคิมเบอร์ไลต์หรือแร่ดัชนี (indicator mineral) ซึ่งแร่ดัชนีเหล่านี้มีองค์ประกอบที่สะท้อนถึงเงื่อนไขในการเกิดเพชร เช่น การหลอมละลายของเนื้อโลกในระดับสูงหรือความดันสูงในบริเวณที่มีเอโคลไจต์ (eclogite) อย่างไรก็ตาม แร่ดัชนีอาจให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนได้ จึงมีการใช้วิธีที่แม่นยำกว่าคือวิธีทางธรณีอุณหภูมิ-ความดัน (geothermobarometry) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของแร่ราวกับว่ามีสภาวะสมดุลกับแร่ในเนื้อโลก[70]

การค้นหาแหล่งคิมเบอร์ไลต์นั้นต้องอาศัยความพากเพียรอย่างมาก และในบรรดาคิมเบอร์ไลต์ทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีเพชรในปริมาณและคุณภาพที่สามารถทำเหมืองได้อย่างคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ ซึ่งมีการค้นพบครั้งใหญ่เพียงไม่กี่ครั้งนับตั้งแต่ช่วงประมาณปี ค.ศ. 1980 โดยเกิดขึ้นในประเทศแคนาดาเท่านั้น และเนื่องด้วยเหมืองเพชรที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นมักมีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียงประมาณ 25 ปี จึงมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดภาวะขาดแคลนเพชรธรรมชาติแหล่งใหม่ในอนาคต[70]

อายุ

[แก้]

การหายุุของเพชรนั้นสามารถทำได้โดยการวิเคราะห์แร่ธาตุที่ฝังตัวอยู่ภายใน โดยอาศัยการสลายตัวของไอโซโทปรังสี เทคนิคนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของธาตุที่อยู่ภายใน โดยอาจตรวจวัดการสลายตัวของรูบิเดียมไปเป็นสตรอนเชียม, ซาแมเรียมไปเป็นนีโอดิเมียม, ยูเรเนียมไปเป็นตะกั่ว, อาร์กอน-40 ไปเป็นอาร์กอน-39 หรือรีเนียมไปเป็นออสเมียม เพชรที่พบในหินคิมเบอร์ไลต์นั้นมักมีอายุอยู่ในช่วงระหว่าง 1,000 ถึง 3,500 ล้านปี และอาจพบเพชรได้หลายยุคสมัยในคิมเบอร์ไลต์จากแหล่งเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ว่ามีการก่อตัวของเพชรในหลายช่วงเวลา ในขณะที่หินคิมเบอร์ไลต์เองนั้นกลับมีอายุน้อยกว่ามาก โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงหลักสิบล้านปีถึง 300 ล้านปี แม้จะมีข้อยกเว้นบางแห่งที่มีอายุมากกว่า เช่น แหล่ง อาร์ไกล์ (Argyle), พรีเมียร์ (Premier) และวาวา (Wawa) ซึ่งข้อเท็จจริงนี้ได้แสดงให้เห็นว่าหินคิมเบอร์ไลต์ไม่ได้เป็นต้นกำเนิดของเพชร แต่ทำหน้าที่เพียงลำเลียงเพชรจากเนื้อโลกขึ้นสู่ผิวโลกเท่านั้น[24][70] นอกจากนี้ หินคิมเบอร์ไลต์ยังมีอายุน้อยกว่าหินฐานธรณีที่มันปะทุผ่านขึ้นมาอย่างมาก ส่วนสาเหตุที่ไม่พบหินคิมเบอร์ไลต์ที่เก่ากว่านี้ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เป็นไปได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในเนื้อโลกหรือกระบวนการทางธรณีวิทยาในอดีต และยังไม่มีการบันทึกถึงการปะทุของหินคิมเบอร์ไลต์ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์เลย[70]

จุดกำเนิดในชั้นเนื้อโลก

[แก้]
หินเอโคลไจต์ที่มีผลึกโกเมนขนาดเซนติเมตรอยู่ด้วยกัน
โกเมนสีแดงที่แทรกตัวอยู่ในเพชร[77]

เพชรที่มีคุณภาพระดับรัตนชาติส่วนใหญ่มักกำเนิดขึ้นจากความลึกประมาณ 150–250 กิโลเมตรภายในชั้นธรณีภาค ซึ่งความลึกในระดับนี้มักพบอยู่ใต้ชั้นหินฐานธรณี ภายในโครงสร้างที่เรียกว่าแมนเทิลคีล (mantle keel) ซึ่งเป็นส่วนที่หนาที่สุดของธรณีภาค บริเวณดังกล่าวมีความดันและอุณหภูมิสูงเพียงพอสำหรับการก่อตัวของเพชร และมีลักษณะที่ไม่เกิดการพาความร้อน จึงเอื้อให้เพชรสามารถคงอยู่ได้ยาวนานเป็นพันล้านปี จนกระทั่งเกิดการปะทุของหินคิมเบอร์ไลต์ที่นำเพชรเหล่านั้นขึ้นสู่ผิวโลก[70]

หินต้นกำเนิด (host rocks) ภายในชั้นแมนเทิลคีลได้แก่ ฮาร์ซเบอร์ไกต์ (harzburgite) และเลอร์โซไลต์ (lherzolite) ซึ่งเป็นหินประเภทหนึ่งของหินเพริโดไทต์ (peridotite) หินเพริโดไทต์ซึ่งเป็นหินอัคนีที่ประกอบด้วยแร่โอลิวีนและไพรอกซีน (pyroxene) เป็นหลัก ถือเป็นหินที่พบได้มากที่สุดในชั้นเนื้อโลกตอนบน โดยมีปริมาณซิลิกาต่ำ แต่มีแมกนีเซียมสูง อย่างไรก็ตาม เพชรที่กำเนิดในหินเพริโดไทต์มักจะไปไม่ถึงการเดินทางขึ้นสู่ผิวโลก[70] ในทางกลับกัน แหล่งกำเนิดเพชรอีกประเภทที่สามารถรักษาเพชรไว้ได้คือหินเอโคลไจต์ ซึ่งเป็นหินแปรที่มักเกิดจากการแปรสภาพของหินบะซอลต์ในกระบวนการที่แผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรมุดตัวลงสู่ชั้นเนื้อโลกในเขตมุดตัว (subduction zone)[24]

เพชรส่วนน้อย (จากการศึกษาประมาณ 150 เม็ด) มีต้นกำเนิดจากความลึกระหว่าง 330 ถึง 660 กิโลเมตร ซึ่งเป็นบริเวณที่ครอบคลุมถึงเขตผันแปร (transition zone) เพชรเหล่านี้ก่อตัวขึ้นในหินเอโคลไจต์เช่นเดียวกับเพชรที่เกิดในบริเวณที่ตื้นกว่า แต่สามารถแยกแยะได้จากแร่ที่ฝังตัวอยู่ภายใน ซึ่งได้แก่เมเจอไรต์ (majorite) ซึ่งเป็นแร่โกเมนชนิดหนึ่งที่มีปริมาณซิลิกามากกว่าปกติ อีกกลุ่มหนึ่งที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือเพชรที่มาจากเนื้อโลกตอนล่าง โดยมีต้นกำเนิดจากความลึกระหว่าง 660 ถึง 800 กิโลเมตร[24]

เพชรจะสามารถอยู่ในสภาวะเสถียรทางอุณหพลศาสตร์ได้เมื่ออยู่ภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูง โดยการเปลี่ยนสถานะจากแกรไฟต์ไปเป็นเพชรนั้นจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงขึ้นตามระดับความดันที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ใต้แผ่นทวีปเพชรจะมีเสถียรภาพที่อุณหภูมิประมาณ 950 องศาเซลเซียส และความดัน 4.5 กิกะปาสกาล ซึ่งสอดคล้องกับความลึกตั้งแต่ 150 กิโลเมตรขึ้นไป ในเขตมุดตัวซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า เพชรจะเริ่มมีเสถียรภาพที่อุณหภูมิประมาณ 800 องศาเซลเซียส และความดัน 3.5 กิกะปาสกาล ที่ความลึกมากกว่า 240 กิโลเมตร จะพบสถานะของโลหะผสมเหล็ก–นิกเกิล ซึ่งคาร์บอนมีแนวโน้มที่จะละลายอยู่ในสถานะดังกล่าวหรืออยู่ในรูปของคาร์ไบด์ ดังนั้น การที่เพชรบางชนิดมีต้นกำเนิดจากความลึกมากผิดปกติอาจสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมของการก่อตัวที่แตกต่างไปจากปกติ[24][70]

ในปี ค.ศ. 2018 ได้มีการค้นพบตัวอย่างธรรมชาติของน้ำแข็ง VII (Ice VII) เป็นครั้งแรก โดยพบอยู่ในรูปของการฝังตัวภายในเพชร ตัวอย่างเหล่านี้ก่อตัวขึ้นที่ความลึกระหว่าง 400 ถึง 800 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมทั้งบริเวณเนื้อโลกตอนบนและตอนล่าง การค้นพบนี้เป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของของไหลที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในระดับความลึกดังกล่าวภายในโลก[78][79]

แหล่งคาร์บอน

[แก้]

ในชั้นเนื้อโลกนั้นมีปริมาณคาร์บอนประมาณหนึ่งพันล้านกิกะตัน (ระบบบรรยากาศ-มหาสมุทรของโลกมีคาร์บอนอยู่ประมาณ 44,000 กิกะตัน)[80] คาร์บอนมีไอโซโทปเสถียรอยู่สองชนิด คือ ¹²C และ ¹³C ในอัตราส่วนโดยมวลประมาณ 99:1[70] โดยอัตราส่วนนี้มีค่าแปรผันที่กว้างในอุกกาบาต ซึ่งบ่งชี้ว่าค่าดังกล่าวมีความแปรผันอย่างมากมากในโลกยุคแรกเริ่ม นอกจากนี้ อัตราส่วนนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากกระบวนการที่เกิดขึ้นบนผิวโลก เช่น การสังเคราะห์ด้วยแสง อัตราส่วนนี้มักนำมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างมาตรฐานในรูปของค่า δ¹³C ซึ่งแสดงผลเป็นหน่วยส่วนต่อพัน หินทั่วไปที่มาจากชั้นเนื้อโลก เช่น บะซอลต์ คาร์บอเนไทต์ และคิมเบอร์ไลต์ มีค่า δ¹³C อยู่ในช่วงระหว่าง −8 ถึง −2 ขณะที่บนผิวโลกนั้นตะกอนอินทรีย์มีค่าเฉลี่ยประมาณ −25 ในขณะที่คาร์บอเนตมีค่าเฉลี่ยประมาณ 0[24]

ประชากรของเพชรจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ นั้นมีการกระจายตัวของค่า δ¹³C ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเพชรที่กำเนิดในหินเพริโดไทต์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงค่า δ¹³C ตามแบบค่าของชั้นเนื้อโลก ในขณะที่เพชรจากหินเอโคลไจต์ มีค่าตั้งแต่ −40 ถึง +3 แม้ว่าค่าสูงสุดของการกระจายจะยังอยู่ในช่วงของเนื้อโลกก็ตาม ความแปรปรวนดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเพชรเหล่านี้ไม่ได้ก่อตัวจากคาร์บอนดั้งเดิมที่อยู่ในเนื้อโลกมาตั้งแต่โลกถือกำเนิด หากแต่เป็นผลมาจากกระบวนการแปรสัณฐาน (tectonic process) ถึงแม้ว่า (จากอายุของเพชร) กระบวนการเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกับกระบวนการแปรสัณฐานที่ยังดำเนินอยู่ในปัจจุบันก็ตาม[70] ต้นกำเนิดของคาร์บอนที่ใช้ในการก่อตัวของเพชรนั้นอยู่ในชั้นเนื้อโลกตอนบนที่อยู่ลึกจากผิวโลกลงไปราว 700 กิโลเมตร หรือในบริเวณที่เรียกว่าฐานธรณีภาค (asthenosphere)[24]

การก่อตัวและการเติบโต

[แก้]
เขตอายุต่าง ๆ ในเพชร[77]

เพชรในชั้นเนื้อโลกนั้นก่อตัวขึ้นผ่านกระบวนการการแปรสภาพแบบแทนที่ (metasomatism) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ของไหลหรือแมกมาที่ประกอบด้วยองค์ประกอบ C–O–H–N–S (คาร์บอน–ออกซิเจน–ไฮโดรเจน–ไนโตรเจน–กำมะถัน) ได้ทำการละลายแร่ธาตุในหินเดิมและแทนที่ด้วยแร่ชนิดใหม่ ในที่นี้ คำว่า C–O–H–N–S เป็นคำที่ใช้ในเชิงครอบคลุมแบบกำกวมอย่างคร่าว เนื่องจากยังไม่ทราบองค์ประกอบที่แน่ชัดของของไหลดังกล่าว เพชรสามารถก่อตัวขึ้นจากของไหลเช่นนี้ได้โดยผ่านกระบวนการรีดักชันของคาร์บอนในรูปออกซิไดซ์ (เช่น CO₂ หรือ CO₃) หรือผ่านกระบวนการออกซิเดชันของเฟสที่อยู่ในรูปแบบที่ลดรูปลงมา เช่น มีเทน[24]

จากการใช้เทคนิคการตรวจวัดต่าง ๆ เช่น แสงโพลาไรซ์ (polarized light), โฟโตลูมิเนสเซนซ์ (photoluminescence) และแคโทโดลูมิเนสเซนซ์ (cathodoluminescence) จะสามารถตรวจพบลำดับชั้นของการเจริญเติบโต (growth zone) ในเพชรได้ รูปแบบเฉพาะของเพชรที่มาจากเขตธรณีภาคนั้นมักแสดงเป็นลำดับชั้นที่เรียงตัวใกล้เคียงกับการเป็นเป็นวงร่วมศูนย์ (concentric) โดยมีการสลับกันของชั้นเรืองแสงที่บางมาก และช่วงเวลาที่คาร์บอนถูกละลายโดยของไหลแล้วก่อตัวขึ้นใหม่ ส่วนเพชรที่มาจากชั้นที่ลึกกว่าชั้นธรณีภาคนั้นจะแสดงเนื้อผิวที่ไม่เป็นระเบียบและใกล้เคียงกับลักษณะของผลึกรวม (polycrystalline) ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะที่มีอุณหภูมิและความดันสูงกว่า รวมทั้งการเคลื่อนย้ายเพชรด้วยกระบวนการพาความร้อนภายในชั้นเนื้อโลก[70]

การนำพาสู่พื้นผิว

[แก้]
แผนภาพของแนวลำภูเขาไฟ

หลักฐานทางธรณีวิทยาสนับสนุนแบบจำลองที่ระบุว่าแมกมาของหินคิมเบอร์ไลต์นั้นเคลื่อนตัวขึ้นมาจากชั้นล่างของเปลือกโลกด้วยความเร็วประมาณ 4–20 เมตรต่อวินาที โดยสร้างช่องทางขึ้นมาผ่านกระบวนการแตกหักของหินด้วยแรงดันของของไหล (hydraulic fracturing) เมื่อความดันลดลงแลัวจะเกิดการแยกตัวของเฟสไอระเหยออกจากแมกมา ซึ่งช่วยรักษาสภาพของเหลวของแมกมาไว้ เมื่อแมกมาไปถึงพื้นผิวแล้วนั้นการระเบิดในช่วงแรกจะพุ่งออกมาทางรอยแยกด้วยความเร็วสูงมาก (มากกว่า 200 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 450 ไมล์ต่อชั่วโมง) จากนั้นเมื่อความดันลดลง การสึกกร่อนของหินจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดแนวลำภูเขาไฟ และก่อให้เกิดหินกรวดเหลี่ยม (breccia) เมื่อการปะทุเริ่มลดลงแล้วนั้นจะเข้าสู่ระยะของการพ่นหินตะกอนภูเขาไฟ (pyroclastic) ตามด้วยกระบวนการแปรสภาพ (metamorphism) และการเติมน้ำเข้าไปในเนื้อหิน จนเกิดเป็นหินเซอร์เพนทิไนต์ (serpentinite)[70]

เพชรคู่

[แก้]

ในบางกรณีที่พบได้ยาก มีการค้นพบเพชรที่ภายในมีโพรงซึ่งบรรจุเพชรอีกเม็ดหนึ่งอยู่ภายใน โดยเพชรคู่เม็ดแรกที่ถูกค้นพบมีชื่อว่า “มาตรีออชกา” (Matryoshka) ซึ่งถูกค้นพบโดยบริษัทอัลโรซา (Alrosa) ในสาธารณรัฐยาคูเตีย ประเทศรัสเซีย เมื่อปี ค.ศ. 2019[81] ต่อมาได้มีการค้นพบเพชรลักษณะเดียวกันอีกเม็ดหนึ่งในทุ่งเพชรเอลเลนเดล (Ellendale Diamond Field) ในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 2021[82]

ในอวกาศ

[แก้]

แม้ว่าเพชรบนโลกจะสามารถพบเจอได้น้อย แต่ในอวกาศนั้นกลับพบได้ทั่วไป ในอุกกาบาตนั้นประมาณร้อยละสามของปริมาณคาร์บอนทั้งหมดอยู่ในรูปของเพชรนาโน ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่กี่นาโนเมตร เพชรที่มีขนาดเล็กมากสามารถก่อตัวขึ้นในสภาวะเย็นจัดของอวกาศได้ เนื่องจากพลังงานพื้นผิวที่ต่ำกว่าทำให้มีความเสถียรมากกว่าแกรไฟต์ นอกจากนี้ลายเซ็นไอโซโทปของนาโนไดมอนด์บางชนิดบ่งชี้ว่าเพชรเหล่านี้ก่อตัวขึ้นนอกระบบสุริยะ ในดาวฤกษ์ต่าง ๆ[83]

การทดลองภายใต้ความดันสูงได้คาดการณ์ว่าเพชรจำนวนมากสามารถควบแน่นจากมีเทนกลายเป็น “ฝนเพชร” บนดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์อย่างยูเรนัสและเนปจูนได้[84][85][86] นอกจากนี้ ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะบางดวงอาจประกอบขึ้นจากเพชรเกือบทั้งดวง[87]

เพชรอาจมีอยู่ในดาวฤกษ์ที่อุดมไปด้วยคาร์บอนโดยเฉพาะในดาวแคระขาว โดยหนึ่งในทฤษฎีเกี่ยวกับต้นกำเนิดของคาร์โบนาโดซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของเพชรที่แข็งแรงที่สุดนั้นคือการที่มันเกิดขึ้นในดาวแคระขาวหรือซูเปอร์โนวา (supernova)[88][89] ทั้งนี้ เพชรที่ก่อตัวขึ้นในดาวฤกษ์อาจเป็นแร่ชนิดแรกสุดที่เกิดขึ้นมา[90]

อุตสาหกรรม

[แก้]
เพชรกลมแบบบริลเลียนท์คัต (brilliant cut) ที่อยู่บนแหวน

การใช้งานเพชรที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในปัจจุบันนั้นคือการนำมาเป็นอัญมณีสำหรับประดับตกแต่ง และการใช้เป็นวัสดุขัดถูในอุตสาหกรรมสำหรับการตัดวัสดุที่มีความแข็งสูง โดยตลาดของเพชรระดับอัญมณีและเพชรระดับอุตสาหกรรมนั้นมีวิธีการประเมินมูลค่าที่แตกต่างกัน

เพชรระดับอัญมณี

[แก้]

การกระจายแสงสีขาวให้แยกออกเป็นสีสเปกตรัมต่าง ๆ คือคุณสมบัติทางอัญมณีวิทยาหลักของเพชรที่ใช้เป็นอัญมณี ในศตวรรษที่ 20 ผู้เชี่ยวชาญด้านอัญมณีได้พัฒนาวิธีการจัดระดับคุณภาพของเพชรและอัญมณีชนิดอื่น ๆ โดยอิงจากลักษณะที่สำคัญที่สุดต่อมูลค่าด้านความงาม ซึ่งลักษณะทั้งสี่ที่เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “4 Cs” ได้แก่:

1. น้ำหนัก (Carat) — วัดเป็นกะรัต โดย 1 กะรัต เท่ากับ 0.2 กรัม

2. หน้าตัดเพชร (Cut) — พิจารณาคุณภาพจากสัดส่วน ความสมมาตร และความเงางามของผิว

3. สี (Color) — ความใกล้เคียงกับสีขาวหรือไม่มีสีมากเพียงใด (สำหรับเพชรแฟนซีจะวัดจากความเข้มของเฉดสี)

4. ความบริสุทธิ์ (Clarity) — ความสะอาดที่ปราศจากตำหนิหรือมลทิน

เพชรที่มีขนาดใหญ่และไร้ตำหนิจะถูกเรียกว่า “พารากอน” (Paragon)[91]

การค้าขายเพชรที่มีคุณภาพระดับอัญมณีในวงกว้างนั้นยังคงมีอยู่ โดยส่วนใหญ่เพชรคุณภาพระดับอัญมณีจะถูกขายในสภาพที่เพิ่งเจียระไนเสร็จใหม่ แต่ก็ยังมีตลาดที่มั่นคงสำหรับการขายต่อเพชรที่เจียระไนแล้ว (เช่น การจำนำ การประมูล ร้านอัญมณีมือสอง ช่างเจียระไนเพชร และตลาดกลางเพชรต่าง ๆ) ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของการค้าขายเพชรคุณภาพระดับอัญมณีนั้นคือความประณีตที่สูงมาก โดยการค้าส่งและการเจียระไนเพชรนั้นถูกจำกัดอยู่เพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ในปี ค.ศ. 2003 มีเพชรถึง 92% ของโลกที่ถูกเจียระไนและขัดเงาในเมืองสุรัต ประเทศอินเดีย[92] นอกจากนี้ยังมีศูนย์กลางสำคัญของการเจียระไนและการค้าขายเพชรในย่านเพชรเมืองแอนต์เวิร์ป ในประเทศเบลเยียม (ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถาบันอัญมณีวิทยานานาชาติ), กรุงลอนดอน, ย่านเพชรในนครนิวยอร์ก, ย่านการค้าเพชรในเมืองเทลอาวีฟ และกรุงอัมสเตอร์ดัม หนึ่งในปัจจัยสนับสนุนก็คือลักษณะทางธรณีวิทยาของแหล่งเพชร โดยมีเหมืองคิมเบอร์ไลต์ขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งที่สามารถครอบครองส่วนแบ่งตลาดได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น เหมืองจวาเนงในประเทศบอตสวานา ซึ่งเป็นเหมืองหลุมเปิดขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวที่สามารถผลิตเพชรได้ระหว่าง 12,500,000 ถึง 15,000,000 กะรัต (2,500 ถึง 3,000 กิโลกรัม) ต่อปี[93]

การผลิตและการกระจายเพชรส่วนใหญ่นั้นได้ถูกรวมศูนย์อยู่ในมือของผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย และกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางการค้าเพชรแบบดั้งเดิม โดยสถานที่ที่สำคัญที่สุดคือเมืองแอนต์เวิร์ป ซึ่งเป็นสถานที่ในการจัดการเพชรหยาบถึง 80% เพชรเจียระไน 50% และเพชรทุกประเภทที่รวมทั้งเพชรหยาบ, เจียระไน และเพชรอุตสาหกรรมมากกว่า 50%[94] จึงทำให้แอนต์เวิร์ปกลายเป็น “เมืองหลวงเพชรโลก” โดยพฤตินัย[95] อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของแอนต์เวิร์ปเชอเดียมันต์คริง (Antwerpsche Diamantkring) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1929 เพื่อเป็นตลาดซื้อขายเพชรดิบโดยเฉพาะแห่งแรกและแห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก[96] ศูนย์กลางการค้าเพชรที่สำคัญอีกแห่งคือนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นที่ขายเพชรกว่า 80% ของโลก รวมถึงการประมูลเพชรด้วย[94]

บริษัทเดอเบียร์ส (De Beers) ในฐานะบริษัทเหมืองเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครองตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนาน และเริ่มมีอำนาจเหนือวงการตั้งแต่ไม่นานหลังจากการก่อตั้งในปี ค.ศ. 1888 โดยนักธุรกิจชาวอังกฤษนามว่าเซซิล โรดส์ (Cecil Rhodes) ในปัจจุบันนี้เดอเบียร์สเป็นผู้ดำเนินการเหมืองเพชรและเครือข่ายการกระจายเพชรคุณภาพอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทลูกของเดอเบียร์สที่ใช้ชื่อว่าเดอะไดมอนด์เทรดดิงคอมพานี (Diamond Trading Company – DTC) ทำหน้าที่ในการทำการตลาดและจำหน่ายเพชรดิบจากเหมืองที่เดอเบียร์สเป็นผู้ดำเนินการ โดยเดอเบียร์สและบริษัทย่อยเป็นเจ้าของเหมืองที่ผลิตเพชรราว 40% ของปริมาณการผลิตเพชรในโลกต่อปี ในช่วงศตวรรษที่ 20 กว่า 80% ของเพชรดิบทั่วโลกต้องผ่านมือเดอเบียร์ส[97] แต่ระหว่างปี ค.ศ. 2001–2009 สัดส่วนนี้ลดลงเหลือประมาณ 45%[98] และภายในปี ค.ศ. 2013 ส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทลดลงเหลือเพียงประมาณ 38% ในเชิงมูลค่า และน้อยกว่านั้นหากวัดตามปริมาณ[99] นอกจากนี้ ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 เดอเบียร์สได้ขายเพชรในสต็อกจำนวนมหาศาลที่สะสมไว้ออกไปเกือบทั้งหมด[100] โดยเพชรที่เหลืออยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นเพียง “สต็อกเพื่อการดำเนินงาน” (เพชรที่อยู่ในขั้นตอนการคัดแยกก่อนการจำหน่าย)[101] เรื่องนี้ได้รับการบันทึกและเผยแพร่ในสื่อมวลชนอย่างกว้างขวางในขณะนั้น[102] แต่กลับเป็นข้อมูลที่ไม่เป็นที่รู้จักนักในสาธารณะ

เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการลดอิทธิพลทางการตลาด เดอเบียร์สได้ถอนตัวจากการซื้อเพชรในตลาดเสรีเมื่อปี 1999 และได้ยุติการซื้อเพชรจากรัสเซียที่ทำการขุดโดยบริษัทเหมืองเพชรรายใหญ่ที่สุดของรัสเซียที่ชื่อว่าอัลโรซา (Alrosa)[103] เมื่อสิ้นปี 2008 หลังจากนั้นมานับตั้งแต่เดือนมกราคม ค.ศ. 2011 เป็นต้นมาทางเดอเบียร์สไดัระบุว่าทางบริษัทจะขายเพชรที่มาจากเพียง 4 ประเทศเท่านั้น อันได้แก่ บอตสวานา, นามิเบีย, แอฟริกาใต้ และ แคนาดา[104] สำหรับบริษัทอัลโรซานั้น ทางบริษัทต้องระงับการขายเพชรในเดือนตุลาคม ปี 2008 เนื่องจากวิกฤตพลังงานโลก ทว่าต่อมาได้รายงานว่าทางบริษัทได้กลับมาจำหน่ายเพชรดิบในตลาดเสรีอีกครั้งในเดือนตุลาคม ปี 2009[105] นอกเหนือจากอัลโรซาแล้วยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการทำเหมืองเพชรอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น

ช่างขัดเพชรในอัมสเตอร์ดัม

ในขั้นตอนถัดไปของห่วงโซ่อุปทาน สมาชิกของสหพันธ์ตลาดซื้อขายเพชรโลก (World Federation of Diamond Bourses: WFDB) จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนเพชรในระดับค้าส่ง โดยทำการซื้อขายทั้งเพชรเจียระไนและเพชรดิบ นอกจากนี้ WFDB ยังประกอบด้วยตลาดซื้อขายเพชรอิสระในศูนย์กลางการเจียระไนเพชรที่สำคัญ เช่น เทลอาวีฟ, แอนต์เวิร์ป, โจฮันเนสเบิร์ก รวมถึงเมืองอื่น ๆ ใน สหรัฐอเมริกา, ยุโรป และ เอเชีย[38] ในปี 2000 ทาง WFDB และสมาคมผู้ผลิตเพชรนานาชาติ (International Diamond Manufacturers Association: IDMA) ได้ร่วมกันก่อตั้งสภาเพชรโลก (World Diamond Council: WDC) เพื่อป้องกันการซื้อขายเพชรที่ถูกนำไปใช้เป็นทุนสนับสนุนสงครามและการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม นอกจากนี้ WFDB ยังมีบทบาทในการสนับสนุนการจัดงานสภาคองเกรสเพชรโลก (World Diamond Congress) ซึ่งจัดขึ้นในทุกสองปีและได้จัดตั้งสภาเพชรนานาชาติ (International Diamond Council: IDC) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานการจัดระดับคุณภาพของเพชร[108]

เมื่อเพชรถูกซื้อโดยไซต์โฮลเดอร์ (Sightholder - คำที่เป็นเครื่องหมายการค้าซึ่งหมายถึงบริษัทที่ทำสัญญาจัดหากับ DTC เป็นระยะเวลาสามปี) เพชรเหล่านั้นจะถูกนำไปผ่านกระบวนการเจียระไนและขัดเงาเพื่อเตรียมจำหน่ายเป็นอัญมณี (ส่วนเพชรที่ไม่ได้คุณภาพสำหรับทำอัญมณีหรือที่เรียกว่า เพชรอุตสาหกรรมจะถูกจัดเป็นผลพลอยได้จากตลาดค้าอัญมณี และถูกนำไปใช้ในในฐานะวัสดุขัดผิว)[109] กระบวนการเจียระไนและขัดเงาเพชรดิบนั้นเป็นทักษะเฉพาะทาง และมักกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางเพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก[109] โดยศูนย์กลางเจียระไนเพชรแบบดั้งเดิมได้แก่ แอนต์เวิร์ป, อัมสเตอร์ดัม, โจฮันเนสเบิร์ก, นครนิวยอร์ก และเทลอาวีฟ ทว่าในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา มีการจัดตั้งศูนย์เจียระไนเพชรเพิ่มเติมในประเทศ จีน, อินเดีย, ไทย, นามิเบีย และบอตสวานา[109] โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองสุรัตในรัฐคุชราต ประเทศอินเดีย ที่ได้กลายเป็นศูนย์กลางเจียระไนเพชรที่สำคัญ เนื่องจากต้นทุนแรงงานต่ำจึงทำให้สามารถรองรับการเจียระไนเพชรขนาดเล็กในจำนวนมากได้ ในขณะที่เพชรที่มีขนาดใหญ่กว่าหรือมีมูลค่าสูงกว่ามักถูกส่งไปเจียระไนที่ศูนย์ในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ การขยายตัวของอุตสาหกรรมการเจียระไนเพชรในอินเดียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยใช้แรงงานที่มีต้นทุนต่ำนั้นได้ทำให้สามารถผลิตเพชรขนาดเล็กเพื่อใช้เป็นอัญมณีได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในอดีตเคยเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ[94]

เพชรที่ถูกเจียระไนเพื่อใช้เป็นอัญมณีจะถูกนำไปจำหน่ายในตลาดแลกเปลี่ยนเพชรซึ่งเรียกว่าตลาดหลักทรัพย์หรือบูร์ส (bourses) โดยในปัจจุบันนี้มีตลาดหลักทรัพย์เพชรที่จดทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้วจำนวน 28 แห่งทั่วโลก[110] ตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าวนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดในห่วงโซ่อุปทานเพชร โดยที่ผู้ค้าส่งและแม้กระทั่งผู้ค้าปลีกก็สามารถซื้อเพชรจากตลาดหลักทรัพย์นี้ได้ในปริมาณที่ไม่มากนัก จากนั้นเพชรเหล่านี้จะถูกจัดเตรียมเพื่อจำหน่ายต่อให้กับผู้บริโภค เพชรสามารถถูกจำหน่ายได้ทั้งในรูปแบบที่ติดตั้งแล้วในเครื่องประดับหรือในรูปแบบของเพชรหลวม (loose diamond) ที่ยังไม่ถูกนำไปประกอบในเครื่องประดับ จสกรายงานของบริษัทริโอตินโตในปี 2002 มีการประเมินมูลค่าการผลิตและจำหน่ายเพชรในตลาดโลกดังนี้:

9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ: มูลค่าเพชรหยาบ

14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: หลังผ่านการเจียระไนและขัดเงา

28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: มูลค่าการค้าส่งเครื่องประดับเพชร

57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ: มูลค่าการค้าปลีกเครื่องประดับเพชร[111]

การเจียระไน

[แก้]
เพชรดาเรียอินูร์ ตัวอย่างของเจียระไนเพชรและการจัดวางเป็นเครื่องประดับแบบพิเศษ

เพชรดิบที่ได้จากเหมืองจะถูกแปรรูปให้กลายเป็นอัญมณีผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนที่เรียกว่า “การตัดเจียระไน” ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในอุตสาหกรรมเพชร แม้เพชรจะมีความแข็งที่สูงมากแต่ก็มีความเปราะ และสามารถแตกออกได้ด้วยแรงกระแทกเพียงครั้งเดียว ดังนั้นการเจียระไนเพชรจึงถือเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน ต้องอาศัยทักษะ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เครื่องมือที่เหมาะสม และประสบการณ์สูง จุดมุ่งหมายหลักของการเจียระไนคือการผลิตอัญมณีที่มีเหลี่ยมมุมในมุมที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถกระจายแสงสีขาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันนั้นจำนวนและขนาดของเหลี่ยมจะเป็นตัวกำหนดน้ำหนักสุดท้ายของเพชรหลังการเจียระไน ซึ่งกระบวนการนี้อาจทำให้เพชรสูญเสียน้ำหนักไปมากถึงประมาณ 50% ของน้ำหนักเดิม[112] ในการตัดเจียระไนจะมีการพิจารณารูปทรงหลายแบบ โดยปัจจัยที่ใช้ตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการใช้งานจริง เช่น เพชรจะถูกนำไปจัดแสดงหรือสวมใส่ในเครื่องประดับประเภทใดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นแหวน สร้อยคอ หรือเครื่องประดับที่มีเพชรเดี่ยวหรือประดับร่วมกับอัญมณีชนิดอื่นตามรูปทรงและสีที่ต้องการ[113] รูปทรงของเพชรที่ถือเป็นแบบคลาสสิกนั้นได้แก่ ทรงกลม (Round), ทรงหยดน้ำ (Pear), ทรงมาร์คีส์ (Marquise), ทรงวงรี (Oval), ทรงหัวใจและลูกศร (Hearts and Arrows) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีรูปทรงพิเศษซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่พัฒนาโดยบริษัทผู้ผลิตเพชร เช่น ทรงฟีนิกซ์ (Phoenix), ทรงหมอน (Cushion), และทรงโซเลมิโอ (Sole Mio) เป็นต้น[114]

ขั้นตอนการวิเคราะห์ก่อนการเจียระไนในส่วนที่ใช้เวลานานที่สุดของกระบวนการตัดเจียระไนเพชร คือการวิเคราะห์เบื้องต้นของเพชรดิบ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องพิจารณาปัจจัยจำนวนมากและมีความสำคัญสูง เนื่องจากต้องรับผิดชอบต่อผลลัพธ์สุดท้ายของอัญมณี การวิเคราะห์เพชรที่มีลักษณะเฉพาะหรือมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษอาจต้องใช้เวลา หลายปีกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ ประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาในการวิเคราะห์ได้แก่:

  • ความแข็งและคุณสมบัติการแตกตัว (cleavage) ของเพชรนั้นขึ้นอยู่กับทิศทางของการเรียงตัวของผลึก (crystal orientation) เป็นอย่างมาก ดังนั้นก่อนการเจียนะไนจึงต้องทำการวิเคราะห์ โครงสร้างผลึกเชิงผลิกศาสตร์โดยใช้เทคนิค การเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ (X-ray diffraction) เพื่อระบุทิศทางที่เหมาะสมที่สุดในการตัดเพชร
  • เพชรส่วนใหญ่มีสิ่งเจือปนที่ไม่ใช่เพชร (non-diamond inclusion) และตำหนิภายในผลึกที่มองเห็นได้ ช่างเจียระไนต้องตัดสินใจว่าตำหนิใดควรถูกกำจัดออกในระหว่างการตัด และ ตำหนิใดที่สามารถคงไว้ได้
  • การแยกเพชรด้วยค้อนเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนมาก หากคำนวณมุมและแรงกระแทกได้แม่นยำ เพชรจะสามารถแตกออกได้ทีละส่วนอย่างสวยงาม แต่หากผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้เพชรแตกเสียหายได้โดยสิ้นเชิง อีกทางเลือกหนึ่งคือการตัดด้วยเลื่อยเพชร (diamond saw) ซึ่งถือว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้มากกว่า[115][116]

หลังจากการเจียระไนขั้นต้นแล้วนั้นเพชรจะถูกนำไปขึ้นรูปให้ได้รูปทรงที่ต้องการผ่านกระบวนการขัดหลายขั้นตอน ซึ่งแตกต่างจากการเจียระไนที่เป็นขั้นตอนสำคัญแต่ใช้เวลาไม่นาน ส่วนการขัดเพชรนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลามากเนื่องจากเป็นการขัดกร่อนพื้นผิวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เทคนิคการขัดเพชรได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานสูง จนถือว่าเป็นขั้นตอนประจำที่สามารถดำเนินการโดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญได้[117] หลังจากกระบวนการขัดเสร็จสิ้น เพชรจะถูกตรวจสอบอีกครั้งเพื่อหาตำหนิที่อาจหลงเหลืออยู่หรือเกิดขึ้นใหม่ระหว่างการขัด ตำหนิเหล่านี้สามารถถูกแก้ไขหรือปกปิดได้ด้วยเทคนิคการเสริมคุณภาพเพชร เช่น การขัดใหม่, การเติมรอยแตก หรือการจัดวางเพชรอย่างชาญฉลาดในเครื่องประดับเพื่อกลบจุดบกพร่อง นอกจากนี้สิ่งเจือปนที่ไม่ใช่เพชรที่ยังคงเหลืออยู่สามารถถูกกำจัดออกได้โดยใช้การเจาะด้วยเลเซอร์ (laser drilling) และการเติมเต็มช่องว่างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว[33]

การตลาด

[แก้]
ตราชั่งเพชรขนาด 0.01–25 กะรัตนี้เป็นเครื่องมือชั่งน้ำหนักของช่างทำอัญมณี

การตลาดได้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของเพชรในฐานะสินค้าอันทรงคุณค่าอย่างมีนัยสำคัญ

เอ็น. ดับเบิลยู. เอเยอร์แอนด์ซัน (N. W. Ayer & Son) ซึ่งเป็นบริษัทโฆษณาที่เดอเบียร์สว่าจ้างในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูตลาดค้าเพชรในสหรัฐอเมริกา และยังสร้างตลาดใหม่ในประเทศที่ไม่เคยมีวัฒนธรรมการใช้เพชรมาก่อน การทำการตลาดของเอ็น. ดับเบิลยู. เอเยอร์นั้นรวมถึงการนำสินค้าไปปรากฏในสื่อต่าง ๆ โดยเป็นการโฆษณาที่มุ่งเน้นตัวสินค้าที่เกี่ยวกับเพชรเองมากกว่าจะเป็นการโปรโมทตราสินค้าของเดอเบียร์ส และรวมถึงการสร้างความเชื่อมโยงกับคนดังและราชวงศ์ แม้การโฆษณาจะไม่ได้ระบุถึงตราสินค้าของเดอเบียร์สก็ตาม แต่ทว่าก็ได้ทำให้สินค้าของคู่แข่งได้รับการโปรโมทไปด้วย[118] ทว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เนื่องจากเดอเบียร์สได้ครองตลาดเพชรมาตลอดศตวรรษที่ 20 ส่วนแบ่งตลาดของเดอเบียร์สลดลงชั่วคราวมาอยู่อันดับที่สองรองจากอัลโรซาหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 โดยลดลงเหลือน้อยกว่า 29% ในแง่จำนวนกะรัตที่ขุดได้ โดยไม่นับจำนวนที่ขายออกไป[119] แคมเปญการตลาดดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องยาวนานหลายทศวรรษ แต่ได้ยุติลงโดยปริยายในช่วงต้นปี 2011 ปัจจุบันเดอเบียร์สยังคงทำการโฆษณาเพชรอยู่ แต่เป็นการโปรโมตตราสินค้าของตนเองหรือสินค้าที่อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์มากกว่าการโฆษณาเพชรแบบ ‘ทั่วไป’ ที่ไม่ระบุตราสินค้า[119] แคมเปญนี้ได้รับการจดจำมากที่สุดผ่านสโลแกน “A diamond is forever” (เพชรคงอยู่ชั่วนิรันดร์)[120] ซึ่งขณะนี้ถูกใช้โดยเดอเบียร์สไดมอนด์เจเวเลอร์ส (De Beers Diamond Jewelers)[121] อันเป็นบริษัทเครื่องประดับที่เป็นกิจการร่วมค้าแบบ 50/50 ระหว่างบริษัทเหมืองเพชรเดอเบียร์สและแอลวีเอ็มเอช (LVMH) ที่เป็นกลุ่มบริษัทขายสินค้าแบรนด์หรูระดับโลก

เพชรสีน้ำตาลเคยเป็นสัดส่วนสำคัญของผลผลิตเพชรทั้งหมด และโดยส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรม พวกมันถูกมองว่าไร้ค่าสำหรับการทำเครื่องประดับ (จนถึงขั้นไม่ได้รับการประเมินให้อยู่ในมาตรวัดสีของเพชรเลย) แต่หลังจากการพัฒนาเหมืองเพชรอาร์ไจล์ในออสเตรเลียเมื่อปี 1986 และการทำการตลาด เพชรสีน้ำตาลจึงเริ่มได้รับการยอมรับให้เป็นอัญมณี[122][123] การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่เกิดจากปริมาณการผลิตที่มากมายมหาศาล โดยเหมืองอาร์ไจล์สามารถผลิตเพชรได้ 35,000,000 กะรัตต่อปี (7,000 กก.) คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของปริมาณการผลิตเพชรธรรมชาติทั่วโลก[124] โดย 80% ของเพชรจากเหมืองอาร์ไจล์นั้นเป็นเพชรสีน้ำตาล[125]

เพชรระดับอุตสาหกรรม

[แก้]
มีดผ่าตัดที่มีใบมีดที่ทำจากเพชรสังเคราะห์
ภาพถ่ายระยะใกล้ของใบตัดลูกหมูที่มีเพชรขนาดเล็กถูกฝังอยู่ในเนื้อโลหะ
ใบมีดเพชรที่ใช้สำหรับการหั่นหรือตัดแบบบางเฉียบ (โดยทั่วไปคือ 70 ถึง 350 นาโนเมตร) สำหรับการส่องผ่านด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน

เพชรอุตสาหกรรมนั้นมีมูลค่าส่วนใหญ่จากความแข็งและความสามารถในการนำความร้อน ทำให้ลักษณะเชิงอัญมณีวิทยาของเพชร เช่น หลัก 4Cs แทบไม่มีความเกี่ยวข้องสำหรับการใช้งานส่วนใหญ่ เพชรที่ถูกขุดขึ้นมาราว 80% (คิดเป็นประมาณ 135,000,000 กะรัต หรือ 27,000 กก. ต่อปี) ไม่เหมาะสมสำหรับใช้เป็นอัญมณีและถูกนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรมแทน[126] นอกเหนือจากเพชรธรรมชาติแล้ว เพชรสังเคราะห์ก็ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมแทบจะทันทีหลังการคิดค้นขึ้นในทศวรรษ 1950 ในปี 2014 มีการผลิตเพชรสังเคราะห์ทั้งหมด 4,500,000,000 กะรัต (900,000 กก.) โดย 90% ผลิตในประเทศจีน ปัจจุบันประมาณ 90% ของกรวดเพชรสำหรับงานเจียรเป็นเพชรสังเคราะห์[127]

เส้นแบ่งระหว่างเพชรที่มีคุณภาพระดับอัญมณีและเพชรอุตสาหกรรมนั้นไม่มีระบุชัดเจน และขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดในบางช่วง (ตัวอย่างเช่น หากความต้องการเพชรเจียระไนอยู่ในระดับสูง เพชรคุณภาพต่ำบางส่วนอาจถูกนำไปเจียระไนเป็นอัญมณีคุณภาพต่ำหรืออัญมณีเม็ดเล็กแทนที่จะถูกขายเพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรม) ภายในหมวดหมู่เพชรอุตสาหกรรมนั้นยังมีการแบ่งหมวดย่อยที่ประกอบด้วยเพชรคุณภาพต่ำที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่ทึบแสง เพชรประเภทนี้เรียกว่า ‘เพชรซีก’ หรือ ‘บอร์ต’ (bort)[128]

การใช้เพชรในอุตสาหกรรมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติด้านความแข็งมาโดยตลอดตามประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้เพชรเป็นวัสดุที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเครื่องมือตัดและเจียร ในฐานะที่เป็นวัสดุธรรมชาติที่มีความแข็งมากที่สุดเท่าที่รู้จัก เพชรสามารถใช้ขัด ตัด หรือทำให้วัสดุใด ๆ สึกกร่อนได้ ซึ่งรวมถึงเพชรด้วยกันเองด้วย การประยุกต์ใช้คุณสมบัตินี้ในงานอุตสาหกรรมที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ ดอกสว่านปลายเพชรและใบเลื่อย รวมถึงการใช้ผงเพชรเป็นวัสดุขัด เพชรอุตสาหกรรมที่มีราคาถูกกว่า (บอร์ต) ซึ่งมีตำหนิและคุณภาพสีต่ำเกินกว่าจะใช้เป็นอัญมณีนั้นมักจะนิยมนำมาใช้ในงานดังกล่าว[129] อย่างไรก็ตาม เพชรไม่เหมาะสำหรับการขึ้นรูปโลหะผสมเหล็ก (ferrous alloys) ที่ความเร็วสูง เนื่องจากคาร์บอนสามารถละลายในเหล็กได้ที่อุณหภูมิสูงที่เกิดขึ้นระหว่างการตัดเฉือนด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้เกิดการสึกหรอของเครื่องมือเพชรเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับวัสดุทางเลือกอื่น ๆ[130]

การใช้งานเฉพาะทางของเพชร ได้แก่ การใช้ในห้องปฏิบัติการในการเป็นภาชนะสำหรับการทดลองที่ต้องใช้ความดันสูง (ดู เซลล์ทั่งเพชร หรือ diamond anvil cell) การใช้เป็นตลับลูกปืนสมรรถนะสูง และการใช้งานในหน้าต่างเฉพาะทางบางประเภท[128] ด้วยความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในการผลิตเพชรสังเคราะห์ การประยุกต์ใช้งานในอนาคตจึงมีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น ความสามารถในการนำความร้อนสูงของเพชรทำให้เพชรเหมาะสมสำหรับใช้เป็นแผ่นระบายความร้อน (heat sink) ในวงจรรวมของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์[131]

การขุด

[แก้]

มีการขุดเพชรประมาณ 130,000,000 กะรัต (26,000 กิโลกรัม) ต่อปี คิดเป็นมูลค่ารวมเกือบ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการผลิตเพชรสังเคราะห์ประมาณ 100,000 กิโลกรัม (220,000 ปอนด์) ต่อปี[132]

เพชรราว 49% มีที่มาจากแอฟริกากลางและแอฟริกาตอนใต้ แม้ว่าจะมีการค้นพบแหล่งแร่สำคัญในแคนาดา อินเดีย รัสเซีย บราซิล และออสเตรเลียด้วยก็ตาม[127] เพชรเหล่านี้ถูกขุดขึ้นมาจากแนวลำภูเขาไฟที่มีหินคิมเบอร์ไลต์และแลมโพรไลต์ที่ได้นำพาผลึกเพชรที่ก่อตัวลึกลงไปภายในพื้นโลกภายใต้ความดันและอุณหภูมิสูงขึ้นมาสู่ผิวโลก การทำเหมืองและการกระจายเพชรธรรมชาติเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียงบ่อยครั้ง เช่น ความกังวลเกี่ยวกับการขายเพชรต้องสงคราม (conflict diamonds) หรือเพชรเลือด (blood diamonds) โดยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธในแอฟริกา[133] นอกจากนี้ห่วงโซ่อุปทานของเพชรได้ถูกควบคุมโดยธุรกิจขนาดใหญ่ในจำนวนจำกัด และยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เพียงไม่กี่แห่งทั่วโลก

มีเพียงชิ้นส่วนจำนวนที่น้อยมากจากแร่เพชรทั้งหมดที่เป็นเพชรจริง ซึ่งแร่จะถูกบดขยี้ โดยในขั้นตอนนี้ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดการทำลายเพชรเม็ดใหญ่ จากนั้นจึงคัดแยกตามความหนาแน่น ในปัจจุบันนั้นเพชรจะถูกคัดแยกออกจากชิ้นส่วนของแร่ที่มีความหนาแน่นสูงที่มีเพชรอยู่มาก โดยอาศัยการเรืองแสงเอกซ์เรย์ (X-ray fluorescence) หลังจากนั้นขั้นตอนคัดแยกครั้งสุดท้ายจะกระทำด้วยมือ ก่อนที่การใช้รังสีเอกซ์จะกลายเป็นขั้นตอนมาตรฐานนั้น[112]การแยกแร่จะกระทำโดยใช้สายพานเคลือบน้ำมัน เนื่องจากเพชรมีแนวโน้มเกาะติดกับน้ำมันได้ดีกว่าแร่ชนิดอื่นในเนื้อแร่[38]

เหมืองเพชรอูนาชดายา (Udachnaya) ในไซบีเรีย
ผลึกเพชรดิบในหินต้นกำเนิดนี้มีรูปทรงแปดหน้าที่ผิดรูปเล็กน้อย ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของแร่ชนิดนี้ อีกทั้งผิวหน้าที่เป็นเงาแวววาวยังบ่งชี้ว่าผลึกนี้มีที่มาจากแหล่งกำเนิดปฐมภูมิ

ในอดีตนั้นเพชรจะถูกพบได้เพียงในตะกอนน้ำพาในอำเภอคุนตูร์และอำเภอกฤษณะ บริเวณปากแม่น้ำกฤษณาทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย[134][135] อินเดียเป็นผู้นำของโลกด้านการผลิตเพชรมาตั้งแต่ช่วงเวลาที่มีการค้นพบราวคริสต์ศตวรรษที่ 9 ก่อนคริสต์กาล[136] จนถึงราวกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่ศักยภาพทางการค้าของแหล่งเหล่านี้ได้ลดลงจนหมดไปภายในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และในเวลานั้นบราซิลก็ก้าวขึ้นมาแทนที่ โดยมีการค้นพบแหล่งเพชรที่ไม่ได้มาจากจากอินเดียครั้งแรกในปี 1725[135] ในปัจจุบันนั้นแหล่งเหมืองเพชรสำคัญแห่งหนึ่งของอินเดียตั้งอยู่ที่อำเภอปันนา[137]

การสกัดเพชรจากแหล่งแร่ปฐมภูมิ (คิมเบอร์ไลต์และแลมโปรไอต์) ได้เริ่มขึ้นในช่วงทศวรรษ 1870 ภายหลังการค้นพบแหล่งเพชรในแอฟริกาใต้[138] หลังจากนั้นการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันมีเพชรถูกรวบรวมจากการทำเหมืองรวมทั้งสิ้นประมาณ 4,500,000,000 กะรัต (900,000 กิโลกรัม)[139] โดยร้อยละ 20 ของปริมาณดังกล่าวถูกสกัดในช่วงเวลาเพียงห้าปีที่ผ่านมา และในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีเหมืองแห่งใหม่ที่เริ่มดำเนินการผลิตอีกเก้าแห่ง และมีอีกสี่แห่งที่กำลังอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดเพื่อดำเนินการ ไม่นับว่าเหมืองส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศแคนาดา ซิมบับเว แองโกลา และหนึ่งแห่งในรัสเซีย[139]

ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการพบแหล่งเพชรในรัฐอาร์คันซอ โคโลราโด นิวเม็กซิโก ไวโอมิง และมอนแทนา[140][141] และในปี ค.ศ. 2004 มีการค้นพบเพชรขนาดไมโครในสหรัฐฯ อันนำไปสู่การเก็บตัวอย่างแนวแร่คิมเบอร์ไลต์ในปริมาณมากเมื่อเดือนมกราคม ค.ศ. 2008 ในพื้นที่ห่างไกลแห่งหนึ่งของรัฐมอนแทนา อุทยานแห่งรัฐเครเตอร์ออฟไดมอนด์ (Crater of Diamonds State Park) ที่อยู่ในรัฐอาร์คันซอได้เปิดให้ประชาชนเข้าชม และเป็นเหมืองแห่งเดียวในโลกที่อนุญาตให้ประชาชนเข้ามาขุดหาเพชรได้ด้วยตนเอง[141]

ในปัจจุบันนี้แหล่งแร่เพชรที่มีความคุ้มค่าทางพาณิชย์จำนวนมากตั้งอยู่ในประเทศรัสเซีย (ส่วนใหญ่ในสาธารณรัฐซาคา เช่นเหมืองมีร์ (Mir pipe) และเหมืองอูดัชนายา (Udachnaya pipe)), บอตสวานา, ออสเตรเลีย (ทางตอนเหนือและตะวันตกของประเทศ) และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก[142] ตามข้อมูลของสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาบริทิช (British Geological Survey) ได้เผยว่ากำลังผลิตเพชรของรัสเซียได้คิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของปริมาณผลผลิตทั่วโลกในปี ค.ศ. 2005 นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังมีเหมืองเพชรที่มีทรัพยากรมากที่สุด โดยเหมืองอาร์ไจล์เคยมีอัตราการผลิตสูงสุดถึง 42 เมตริกตันต่อปีในช่วงทศวรรษ 1990[140][143] นอกจากนี้ยังมีแหล่งเพชรเชิงพาณิชย์ที่กำลังทำเหมืองอยู่ในดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศแคนาดา และประเทศบราซิล[127] ทั้งนี้ยังมีการสำรวจทางธรณีวิทยาทั่วโลกเพื่อค้นหาแหล่งคิมเบอร์ไลต์และแลมโปรไอต์ที่มีแร่เพชรอยู่อย่างต่อเนื่อง

ประเด็นทางการเมือง

[แก้]
การทำเหมืองเพชรอย่างไม่ยั่งยืนในเซียร์ราลีโอน เอกสารเชิงสารคดีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวรินดา (Vrinda) สำหรับวิกิตำรา

ในบางประเทศในแอฟริกาตอนกลางและแอฟริกาตะวันตกที่มีความไม่มั่นคงทางการเมือง กลุ่มกบฏบางกลุ่มได้เข้าควบคุมเหมืองเพชร และใช้รายได้จากการจำหน่ายเพชรเพื่อเป็นทุนสนับสนุนปฏิบัติการของตนเอง เพชรที่ถูกขายผ่านกระบวนการดังกล่าวมักถูกเรียกว่า ‘เพชรขัดแย้ง’ หรือ ‘เพชรเลือด[133]

เพื่อตอบสนองต่อความกังวลของสาธารณชนว่าการซื้อเพชรอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามและการละเมิดสิทธิมนุษยชน องค์การสหประชาชาติ อุตสาหกรรมเพชร และประเทศที่ทำการค้าขายเพชร จึงได้ริเริ่มกระบวนการคิมเบอร์ลีย์ในปี ค.ศ. 2002[144] กระบวนการคิมเบอร์ลีย์มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้เพชรขัดแย้งไปปะปนกับเพชรที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ โดยกำหนดให้ประเทศผู้ผลิตเพชรต้องแสดงหลักฐานว่า รายได้จากการจำหน่ายเพชรไม่ได้ถูกนำไปใช้สนับสนุนกิจกรรมทางอาชญากรรมหรือกิจกรรมของกลุ่มกบฏ แม้ว่ากระบวนการคิมเบอร์ลีย์จะประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในการจำกัดจำนวนเพชรขัดแย้งที่เข้าสู่ตลาด แต่ยังคงมีเพชรบางส่วนที่เล็ดลอดเข้ามาได้ ตามข้อมูลของสมาคมผู้ผลิตเพชรนานาชาติ เพชรขัดแย้งคิดเป็นประมาณร้อยละ 2–3 ของเพชรทั้งหมดที่มีการซื้อขาย[145] อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ยังมีข้อบกพร่องสำคัญสองประการที่ยังขัดขวางประสิทธิผลของระบบ ได้แก่:

  • (1) ความง่ายของการลักลอบขนเพชรข้ามพรมแดนในทวีปแอฟริกา
  • (2) ลักษณะความรุนแรงของการทำเหมืองเพชรในประเทศที่มิได้อยู่ในภาวะสงครามอย่างเป็นทางการ ทำให้เพชรจากประเทศเหล่านั้นยังคงถูกจัดว่าเป็น ‘เพชรสะอาด’[144]

รัฐบาลแคนาดาได้จัดตั้งองค์กรที่เรียกว่ากฎประพฤติปฏิบัติด้านเพชรของแคนาดา (Canadian Diamond Code of Conduct)[146] ขึ้นเพื่อช่วยในการตรวจสอบความถูกต้องของเพชรจากแคนาดา ระบบดังกล่าวเป็นกระบวนการติดตามเพชรที่มีความเข้มงวดสูง และช่วยคุ้มครองสถานะ ‘ปลอดจากความขัดแย้ง’ ของเพชรแคนาดา[147]

การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรแร่โดยทั่วไปก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่อาจย้อนกลับได้ ซึ่งต้องมีการพิจารณาเปรียบเทียบกับประโยชน์ทางสังคมและเศรษฐกิจที่ประเทศจะได้รับ[148]

เพชรสังเคราะห์, เพชรเลียนแบบ และการเพิ่มประสิทธิภาพ

[แก้]

เพชรสังเคราะห์

[แก้]

เพชรสังเคราะห์คือเพชรที่ผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการโดยมิได้ขุดมาจากพื้นผิวโลก การใช้เพชรทั้งในอุตสาหกรรมอัญมณีและงานอุตสาหกรรมทั่วไปได้สร้างความต้องการต่อเพชรดิบจำนวนมาก ความต้องการดังกล่าวส่วนใหญ่ได้รับการตอบสนองโดยเพชรสังเคราะห์ ซึ่งมีการผลิตด้วยกระบวนการหลากหลายรูปแบบมานานกว่าครึ่งศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นได้มีความเป็นไปได้ในการผลิตเพชรสังเคราะห์คุณภาพอัญมณีที่มีขนาดใหญ่มากขึ้น[69] และสามารถสร้างอัญมณีสังเคราะห์ที่ไม่มีสีซึ่งในระดับโมเลกุลนั้นมีลักษณะเหมือนกับเพชรธรรมชาติทุกประการ และมีลักษณะภายนอกใกล้เคียงกันจนผู้เชี่ยวชาญอัญมณีที่มีอุปกรณ์เฉพาะทางเท่านั้นจึงจะสามารถจำแนกความแตกต่างได้[149]

เพชรสังเคราะห์ที่มีจำหน่ายทางการค้าเป็นส่วนใหญ่มีสีเหลือง และถูกผลิตด้วยกระบวนการที่เรียกว่าแรงดันสูงและอุณหภูมิสูง (High-Pressure High-Temperature: HPHT)[150] สีเหลืองดังกล่าวเกิดจากการเจือปนของไนโตรเจน นอกจากนี้ยังสามารถสร้างเพชรสังเคราะห์ที่มีสีได้อื่น เช่น สีฟ้า สีเขียว หรือสีชมพู ซึ่งเกิดจากการเติมโบรอน หรือจากการฉายรังสีหลังการสังเคราะห์ได้เช่นกัน[151]

อีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมในการสร้างของเพชรสังเคราะห์คือการตกสะสมไอสารเคมี (CVD) ซึ่งการก่อตัวของเพชรนั้นจะเกิดขึ้นภายใต้สภาวะความดันต่ำ (ต่ำกว่าความดันบรรยากาศ) โดยจะป้อนส่วนผสมของก๊าซ (โดยทั่วไปมีอัตราส่วนมีเทนต่อไฮโดรเจนประมาณ 1 ต่อ 99) เข้าไปในพื้นที่ที่ทำปฏิกิริยา และแยกก๊าซดังกล่าวให้เป็นอนุมูลเคมีที่มีความไวสูงด้วยพลาสมาซึ่งถูกกระตุ้นด้วยไมโครเวฟ ไส้หลอดร้อน อาร์กไฟฟ้า หัวเชื่อม หรือเลเซอร์[151] โดยส่วนใหญ่แล้วนั้นกระบวนการนี้ถูกใช้สำหรับผลิตเป็นสารเคลือบผิว แต่ยังสามารถผลิตผลึกรูปเดี่ยวที่มีขนาดหลายมิลลิเมตรได้เช่นกัน (ดูภาพประกอบ)[132]

นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เพชรสังเคราะห์จำนวนเกือบทั้งหมดราว 5,000 ล้านกะรัต (1,000 ตัน) ที่ผลิตต่อปีนั้นถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านอุตสาหกรรม ในขณะที่เพชรธรรมชาติประมาณ 50% จากจำนวน 133 ล้านกะรัตที่ขุดได้ต่อปีถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม[149][152] ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของบริษัทเหมืองแร่สำหรับเพชรธรรมชาติใสไม่มีสีอยู่ที่ 40 ถึง 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัต ขณะที่ผู้ผลิตเพชรสังเคราะห์มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยราว 2,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อกะรัตสำหรับเพชรสังเคราะห์คุณภาพระดับอัญมณีที่ไร้สี[149]:79 อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อมีแนวโน้มที่จะได้พบกับเพชรสังเคราะห์มากกว่าเมื่อมองหาเพชรสีแฟนซี เนื่องจากเพชรธรรมชาติมีสีแฟนซีเพียงประมาณ 0.01% ในขณะที่เพชรสังเคราะห์ส่วนใหญ่มักมีสีในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง[123]

เพชรเลียนแบบ

[แก้]
ซิลิคอนคาร์ไบด์ที่ถูกเจียระไนในรูปทรงแบบเพชรที่ประดับอยู่บนแหวน

เพชรจำลองหรือเพชรเลียบแบบ (diamond simulant) คือวัสดุที่ไม่ใช่เพชรซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อเลียนแบบลักษณะปรากฏของเพชร และอาจถูกเรียกว่าไดอาแมนต์ (diamante) โดยคิวบิกเซอร์โคเนียเป็นวัสดุที่พบมากที่สุด รัตนชาติชนิดโมอิสซาไนต์ (ซิลิคอนคาร์ไบด์) สามารถใช้เป็นวัสดุเลียนแบบเพชรได้เช่นกัน แม้ว่าต้นทุนการผลิตจะสูงกว่าคิวบิกเซอร์โคเนีย โดยวัสดุทั้งสองชนิดนี้ถูกผลิตขึ้นโดยวิธีสังเคราะห์[153]

การปรับปรุงคุณภาพ

[แก้]

การปรับปรุงคุณภาพเพชร (Diamond enhancement) คือกระบวนการบำบัดเฉพาะที่กระทำต่อเพชรธรรมชาติหรือเพชรสังเคราะห์ (โดยส่วนมากมักเป็นเพชรที่ผ่านการเจียระไนและขัดเงาแล้ว) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มคุณลักษณะทางอัญมณีวิทยาของเพชรในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน กระบวนการเหล่านี้ได้แก่ การใช้เลเซอร์เจาะเพื่อลดหรือกำจัดมลทินภายใน การเคลือบสารเพื่ออุดรอยแตกร้าวบนพื้นผิว การบำบัดเพื่อปรับระดับสีของเพชรสีขาว และการบำบัดเพื่อให้เพชรสีขาวเกิดเป็นเพชรสีแฟนซี[154]

สารเคลือบได้ถูกนำมาใช้มากขึ้นเพื่อทำให้เพชรเทียม เช่น คิวบิกเซอร์โคเนียมีลักษณะ “คล้ายเพชร” มากยิ่งขึ้น หนึ่งในสารดังกล่าวคือคาร์บอนลักษณะคล้ายเพชร (diamond-like carbon) ซึ่งเป็นวัสดุคาร์บอนอสัณฐานที่มีสมบัติทางกายภาพบางประการคล้ายกับเพชร โดยมีการโฆษณาว่าสารเคลือบนี้สามารถถ่ายทอดสมบัติบางส่วนที่คล้ายเพชรไปยังอัญมณีที่เคลือบอยู่ จึงช่วยเพิ่มคุณลักษณะของเพชรเทียมได้ เทคนิคการวิเคราะห์ เช่น รามันสเปกโทรสโกปี (Raman spectroscopy) นั้นสามารถตรวจพบการบำบัดดังกล่าวได้โดยง่าย[155]

การระบุตัวตน

[แก้]
ภาพจากการการเรืองแสงแคโทดของเพชรที่ถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนชนิดส่องกราด

การทดสอบเพื่อจำแนกเอกลักษณ์ของเพชรในช่วงแรกนั้นประกอบด้วยการทดสอบรอยขีดข่วน ซึ่งอาศัยความแข็งที่เหนือกว่าของเพชร ทว่าการทดสอบเช่นนี้มีลักษณะทำลายชิ้นงาน เนื่องจากเพชรสามารถขีดข่วนเพชรด้วยกันเองได้ และปัจจุบันแทบไม่เป็นที่นิยมใช้แล้ว การจำแนกเอกลักษณ์ของเพชรในปัจจุบันอาศัยสมบัติการนำความร้อนที่สูงกว่าของเพชร โดยหัววัดความร้อนอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในศูนย์อัญมณีวิทยาเพื่อแยกเพชรออกจากวัสดุเลียนแบบ หัววัดดังกล่าวประกอบด้วยเทอร์มิสเตอร์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรีจำนวนหนึ่งคู่ติดตั้งบนปลายทองแดงขนาดเล็ก โดยเทอร์มิสเตอร์หนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวให้ความร้อน และอีกตัวหนึ่งวัดอุณหภูมิของปลายทองแดง หากวัตถุที่ถูกทดสอบเป็นเพชร เพชรจะนำพลังงานความร้อนจากปลายหัววัดออกไปได้อย่างรวดเร็วจนเกิดการลดลงของอุณหภูมิที่สามารถตรวจวัดได้ การทดสอบนี้ใช้เวลาประมาณสองถึงสามวินาที[156]

ในขณะที่หัววัดความร้อนสามารถแยกเพชรออกจากวัสดุเลียนแบบส่วนใหญ่ได้ ทว่าการจำแนกเพชรในประเภทต่าง ๆ เช่น เพชรสังเคราะห์หรือเพชรธรรมชาติ เพชรที่ผ่านการฉายรังสีหรือไม่ได้ฉายรังสี ฯลฯ จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคเชิงแสงที่มีความซับซ้อนมากกว่า เทคนิคเหล่านี้ยังถูกใช้กับวัสดุเลียนแบบบางชนิด เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ ซึ่งสามารถผ่านการทดสอบการนำความร้อนได้ เทคนิคเชิงแสงสามารถแยกความแตกต่างระหว่างเพชรธรรมชาติกับเพชรสังเคราะห์ได้ และยังสามารถตรวจพบเพชรธรรมชาติที่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพได้เป็นส่วนใหญ่[157] ทั้งนี้ เพชรที่ “สมบูรณ์แบบ” ในระดับโครงสร้างผลึกอะตอมยังไม่เคยถูกพบ ดังนั้นเพชรทั้งที่เป็นเพชรธรรมชาติและเพชรสังเคราะห์ย่อมมีลักษณะบกพร่องตามเงื่อนไขการเกิดผลึก ซึ่งใช้เป็นตัวบ่งชี้เพื่อแยกแยะความแตกต่างของเพชรแต่ละประเภทได้[158]

ในห้องปฏิบัติการมีการใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น สเปกโทรสโกปี กล้องจุลทรรศน์ และการเรืองแสงภายใต้แสงอัลตราไวโอเลตช่วงคลื่นสั้นเพื่อระบุแหล่งกำเนิดของเพชร[157] อีกทั้งยังใช้เครื่องมือเฉพาะที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยในการระบุชนิดเพชร ซึ่งเครื่องมือคัดกรองสองชนิดที่สำคัญ ได้แก่ ไดมอนด์ชัวร์ (DiamondSure) และไดมอนด์วิว (DiamondView) ซึ่งผลิตโดยบริษัท DTC และจัดจำหน่ายโดยสถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา (GIA)[159]

มีวิธีการมากมายสำหรับการระบุตัวตนของเพชรสังเคราะห์ ซึ่งขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิตและสีของเพชร เพชรที่ผลิตด้วยกระบวนการ CVD มักสามารถตรวจพบได้จากการเรืองแสงสีส้ม เพชรที่มีระดับสีตั้งแต่ D–J สามารถคัดกรองได้โดยอุปกรณ์ตรวจเพชร (Diamond Spotter) ของสถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งสวิตเซอร์แลนด์[160] ขณะที่เพชรในช่วงสี D–Z สามารถตรวจสอบด้วยวิธีการสเปกโตรมิเตอร์ในช่วงคลื่นอัลตราไวโอเลตของอุปกรณ์ไดมอนด์ชัวร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่พัฒนาโดยบริษัทเดอเบียร์[158] นอกจากนี้ เพชรธรรมชาติมักมีตำหนิหรือร่องรอยของสารแปลกปลอมอยู่ภายใน ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่พบในเพชรสังเคราะห์

อุปกรณ์คัดกรองที่ทำงานบนพื้นฐานการตรวจสอบชนิดของเพชรสามารถใช้จำแนกเพชรที่เป็นธรรมชาติอย่างแน่นอนออกจากเพชรที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นเพชรสังเคราะห์ โดยเพชรที่อยู่ในกลุ่มที่อาจเป็นเพชรสังเคราะห์นั้นจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติมในห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง ตัวอย่างอุปกรณ์คัดกรองเชิงพาณิชย์ ได้แก่ อุปกรณ์ดีสกรีน (D-Screen) (พัฒนาโดย WTOCD / HRD Antwerp), อุปกรณ์อัลฟาไดมอนด์แอนัลไลเซอร์ (Alpha Diamond Analyzer) (พัฒนาโดย Bruker / HRD Antwerp) และดีซีเคียวร์ (D-Secure) (พัฒนาโดย DRC Techno).

ศัพท์มูลวิทยา, การใช้งานยุคแรก และการค้นพบองค์ประกอบ

[แก้]

คำว่า เพชร ในภาษาไทย มาจาก वज्र (วชฺร) ในภาษาสันสกฤต หมายถึง สายฟ้า หรืออัญมณีชนิดนี้ก็ได้ ส่วนในภาษาอังกฤษ "diamond" มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกโบราณ αδάμας (adámas) ซึ่งมีความหมายว่า "สมบูรณ์" "เปลี่ยนแปลงไม่ได้" "แข็งแกร่ง" "กล้าหาญ" มาจาก ἀ- (a-) มีความหมายว่า "ไม่-" + δαμάω (damáō), "เอาชนะ" "ขี้ขลาด" ภายหลังได้แผลงเป็น adamant, diamaunt, diamant และ diamond ในที่สุด

เพชรมีการกล่าวถึงและทำเหมืองเพชรครั้งแรกในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะชั้นหินที่เกิดจากการทับถมของตะกอนน้ำพาเป็นเวลาหลายศตวรรษตามแม่น้ำเพนเนอร์ กฤษณะ และ โคธาวารี เพชรเป็นที่รู้จักในประเทศอินเดียมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปีแต่ไม่เกิน 6,000 ปี

อัญมณีเพชรกลายเป็นสิ่งมีค่าเมื่อมีการนำไปใช้เป็นรูปเคารพทางศาสนาในอาณาจักรอินเดียโบราณ นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานเพชรเป็นเครื่องมือแกะสลักตั้งแต่สมัยต้นประวัติศาสตร์ของมนุษย์อีกด้วย ความนิยมของเพชรได้เพิ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น เทคนิคการตัดและขัดเกลาที่ดีขึ้น การเติบโตของเศรษฐกิจโลก และการปฏิรูปและความสำเร็จของการโฆษณาเผยแพร่

ในปี ค.ศ. 1772 อ็องตวน ลาวัวซีเยได้ใช้แว่นขยายรวมรังสีดวงอาทิตย์ไปบนเพชรในบรรยากาศที่มีแต่ออกซิเจน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์จากการเผาไหม้มีเพียงแต่คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นการพิสูจน์ว่าเพชรเป็นองค์ประกอบของคาร์บอน ต่อมาในปี ค.ศ. 1797 สมิทสัน เท็นแนนต์ (Smithson Tennant) ได้ทำซ้ำและเพิ่มเติมการทดลองนี้ โดยแสดงให้เห็นว่าการเผาไหม้เพชรและกราไฟท์จะปลดปล่อยก๊าซที่มีองค์ประกอบเดียวกัน สมิทสันได้สร้างสมดุลสมการเคมีของสารเหล่านี้ขึ้นมา

การใช้งานเพชรส่วนมากในปัจจุบันเป็นการใช้ในเชิงอัญมณีซึ่งใช้ทำเครื่องประดับ การใช้งานในลักษณะนี้สามารถนับย้อนไปได้ถึงในสมัยโบราณ การกระจายของแสงขาวในสเปกตรัมสีเป็นลักษณะพื้นฐานทางด้านอัญมณีวิทยาของอัญมณีเพชร ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้เชี่ยวชาญในด้านอัญมณีวิทยาได้พัฒนาวิธีแบ่งระดับของเพชรและอัญมณีชนิดอื่นบนพื้นฐานของลักษณะที่สำคัญในเชิงมูลค่าของอัญมณี 4 ลักษณะหรือที่รู้จักกันในชื่อ 4 ซี ถูกใช้เป็นพื้นฐานการบ่งชี้ของเพชร ประกอบด้วย กะรัต (carat) การตัด (cut) สี (color) และ ความสะอาด (clarity) เพชรไม่มีตำหนิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรู้จักกันในชื่อ พารากอน

หลักสากล 4Cs

[แก้]

ดูเพิ่มเติม

[แก้]

อ้างอิง

[แก้]
  1. "Gold and Diamonds from Brazil". Royal Treasure Museum. สืบค้นเมื่อ April 18, 2025.{{cite web}}: CS1 maint: url-status (ลิงก์)
  2. อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ <ref> ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อ mindat
  3. "Diamond". WebMineral. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ January 7, 2019. สืบค้นเมื่อ July 7, 2009.
  4. Warr, Laurence N. (2021-06). "IMA–CNMNC approved mineral symbols". Mineralogical Magazine (ภาษาอังกฤษ). 85 (3): 291–320. doi:10.1180/mgm.2021.43. ISSN 0026-461X. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  5. Delhaès, Pierre, บ.ก. (2001). Graphite and precursors. World of carbon. Amsterdam [u.a]: Gordon and Breach. ISBN 978-90-5699-228-6.
  6. Marinescu, Ioan D.; Tönshoff, H. K.; Inasaki, Ichiro, บ.ก. (2000). Handbook of ceramic grinding and polishing. Materials science and process technology series. Ceramic and other materials--processing and technology. Park Ridge, N.J Norwich, N.Y: Noyes Publications. ISBN 978-0-8155-1739-9.
  7. International School of Physics "Enrico Fermi (1997). Paoletti, A.; Tucciarone, A. (บ.ก.). The physics of diamond: Varenna on Lake Como, Villa Monastero, 23 July-2 August, 1996. Proceedings of the International School of Physics "Enrico Fermi 0074-784X. International School of Physics "Enrico Fermi", Società italiana di fisica, IOS Press. Amsterdam Washington, DC: IOS Press. ISBN 978-1-61499-220-2.
  8. 1 2 Rock PA (1983). Chemical Thermodynamics. University Science Books. pp. 257–260. ISBN 978-1-891389-32-0.
  9. "Diamond: Diamond mineral information and data". web.archive.org. 2009-05-06. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-05-06. สืบค้นเมื่อ 2025-05-06.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  10. "Gone In a Flash: Burning Diamonds With a Torch and Liquid Oxygen | Popular Science". web.archive.org. 2020-03-07. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-03-07. สืบค้นเมื่อ 2025-05-06.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  11. Chen, Yiqing; Zhang, Liangchi (2013). Polishing of diamond materials: mechanisms, modeling and implementation. Engineering materials and processes. London New York: Springer. ISBN 978-1-84996-408-1.
  12. 1 2 Bundy, F.P.; Bassett, W.A.; Weathers, M.S.; Hemley, R.J.; Mao, H.U.; Goncharov, A.F. (1996). "The pressure-temperature phase and transformation diagram for carbon; updated through 1994". Carbon (ภาษาอังกฤษ). 34 (2): 141–153. doi:10.1016/0008-6223(96)00170-4.
  13. Yang, Guowei, บ.ก. (2012). Laser ablation in liquids: principles and applications in the preparation of nanomaterials. Singapore: Pan Stanford Publishing. ISBN 978-981-4241-52-6.
  14. 1 2 "Why do diamonds last forever?". Science Questions with Surprising Answers (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-05-06.
  15. O'Bannon, E.; Xia, G.; Shi, F.; Wirth, R.; King, A.; Dobrzhinetskaya, L. (2020-10). "The transformation of diamond to graphite: Experiments reveal the presence of an intermediate linear carbon phase". Diamond and Related Materials (ภาษาอังกฤษ). 108: 107876. doi:10.1016/j.diamond.2020.107876. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  16. Wang, Xiaofei; Scandolo, Sandro; Car, Roberto (2005-10-25). "Carbon Phase Diagram from Ab Initio Molecular Dynamics". Physical Review Letters (ภาษาอังกฤษ). 95 (18). doi:10.1103/PhysRevLett.95.185701. ISSN 0031-9007.
  17. Correa, Alfredo A.; Bonev, Stanimir A.; Galli, Giulia (2006-01-31). "Carbon under extreme conditions: Phase boundaries and electronic properties from first-principles theory". Proceedings of the National Academy of Sciences (ภาษาอังกฤษ). 103 (5): 1204–1208. doi:10.1073/pnas.0510489103. ISSN 0027-8424. PMC 1345714. PMID 16432191.
  18. "Diamond Oceans Possible on Uranus, Neptune  : Discovery News". Discovery News (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-11-25. สืบค้นเมื่อ 2025-05-06.
  19. Silvera, Isaac (2010-01). "Molten under pressure". Nature Physics (ภาษาอังกฤษ). 6 (1): 9–10. doi:10.1038/nphys1491. ISSN 1745-2473. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  20. Rajendran V (2004). Materials science. Tata McGraw-Hill Pub. p. 2.16. ISBN 978-0-07-058369-6.
  21. 1 2 Neil W. Ashcroft (1976). Solid state physics. Internet Archive. Holt, Rinehart and Winston. ISBN 978-0-03-083993-1.
  22. Bandosz TJ, Biggs MJ, Gubbins KE, Hattori Y, Iiyama T, Kaneko T, Pikunic J, Thomson K (2003). "Molecular models of porous carbons". In Radovic LR (ed.). Chemistry and physics of carbon. Vol. 28. Marcel Dekker. pp. 46–47. ISBN 978-0-8247-0987-7.
  23. Webster, Robert (2000). Read, Peter G. (บ.ก.). Gems: their sources, descriptions and identification (5. ed., repr ed.). Oxford: Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-7506-1674-4.
  24. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 Cartigny, Pierre; Palot, Médéric; Thomassot, Emilie; Harris, Jeff W. (2014-05-30). "Diamond Formation: A Stable Isotope Perspective". Annual Review of Earth and Planetary Sciences (ภาษาอังกฤษ). 42 (1): 699–732. doi:10.1146/annurev-earth-042711-105259. ISSN 0084-6597.
  25. Fukura, Satoshi; Nakagawa, Tatsuo; Kagi, Hiroyuki (2005-11). "High spatial resolution photoluminescence and Raman spectroscopic measurements of a natural polycrystalline diamond, carbonado". Diamond and Related Materials (ภาษาอังกฤษ). 14 (11–12): 1950–1954. doi:10.1016/j.diamond.2005.08.046. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  26. Garai, Jozsef; Haggerty, Stephen E.; Rekhi, Sandeep; Chance, Mark (2006-12-20). "Infrared Absorption Investigations Confirm the Extraterrestrial Origin of Carbonado Diamonds". The Astrophysical Journal (ภาษาอังกฤษ). 653 (2): L153–L156. doi:10.1086/510451. ISSN 0004-637X.
  27. "nsf.gov - News - Diamonds from Outer Space: Geologists Discover Origin of Earth's Mysterious Black Diamonds - US National Science Foundation (NSF)". web.archive.org. 2007-12-09. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2007-12-09. สืบค้นเมื่อ 2025-05-08.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  28. "Diamonds Are Indestructible, Right? | Dominion Jewelers". web.archive.org. 2020-09-26. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2020-09-26. สืบค้นเมื่อ 2025-05-09.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  29. "The abrasion of diamond". Proceedings of the Royal Society of London. Series A. Mathematical and Physical Sciences (ภาษาอังกฤษ). 248 (1254): 379–393. 1958-11-25. doi:10.1098/rspa.1958.0250. ISSN 0080-4630.
  30. "Service". web.archive.org. 2023-03-26. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2023-03-26. สืบค้นเมื่อ 2025-05-09.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  31. Neves, A. J.; Nazaré, Maria Helena; INSPEC (Information service); Institution of Electrical Engineers, บ.ก. (2010). Properties, growth and applications of diamond. EMIS datareviews series. London: IEE. ISBN 978-0-85296-785-0.
  32. "Diamonds on Demand | Science & Nature | Smithsonian Magazine". web.archive.org. 2012-03-02. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-03-02. สืบค้นเมื่อ 2025-05-12.
  33. 1 2 Read, Peter G. (2005). Gemmology (3rd ed ed.). Amsterdam ; Boston: Elsevier Butterworth Heinemann. ISBN 978-0-7506-6449-3. {{cite book}}: |edition= has extra text (help)
  34. Hazen, Robert M. (2000). The diamond makers (Repr ed.). Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-65474-6.
  35. O'Donoghue, Michael (1997). Synthetic, imitation, and treated gemstones. Oxford: Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-7506-3173-0.
  36. Weber, Marvin J. (2018). Handbook of Optical Materials. Laser and Optical Science and Technology Ser. Boca Raton: Chapman and Hall/CRC. ISBN 978-0-8493-3512-9.
  37. Marinescu, Ioan D.; Tönshoff, Hans Kurt; Inasaki, Ichiro; 稲崎, 一郎 (2000). Handbook of ceramics grinding and polishing: properties, processes, technology, tools and typology. Materials science and process technology series. Ceramic and other materials--processing and technology. Park Ridge, N.J. Norwich, N.Y: Noyes Publications William Andrew Pub. ISBN 978-0-8155-1424-4.
  38. 1 2 3 4 5 6 Harlow, George E.; American Museum of Natural History, บ.ก. (1998). The nature of diamonds. Cambridge, U.K.: Cambridge Univ. Press [u.a.] ISBN 978-0-521-62935-5.
  39. Eremets, Mikhail I.; Trojan, Ivan A.; Gwaze, Patience; Huth, Joachim; Boehler, Reinhard; Blank, Vladimir D. (2005-10-03). "The strength of diamond". Applied Physics Letters (ภาษาอังกฤษ). 87 (14). doi:10.1063/1.2061853. ISSN 0003-6951.
  40. 1 2 Dubrovinsky, Leonid; Dubrovinskaia, Natalia; Prakapenka, Vitali B; Abakumov, Artem M (2012-10-23). "Implementation of micro-ball nanodiamond anvils for high-pressure studies above 6 Mbar". Nature Communications (ภาษาอังกฤษ). 3 (1). doi:10.1038/ncomms2160. ISSN 2041-1723. PMC 3493652. PMID 23093199.
  41. 1 2 "Improved diamond-anvil cell allows higher pressures than ever before - physicsworld.com". web.archive.org. 2018-01-02. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2018-01-02. สืบค้นเมื่อ 2025-05-13.{{cite web}}: CS1 maint: bot: original URL status unknown (ลิงก์)
  42. Dang, Chaoqun; Chou, Jyh-Pin; Dai, Bing; Chou, Chang-Ti; Yang, Yang; Fan, Rong; Lin, Weitong; Meng, Fanling; Hu, Alice; Zhu, Jiaqi; Han, Jiecai; Minor, Andrew M.; Li, Ju; Lu, Yang (2021-01). "Achieving large uniform tensile elasticity in microfabricated diamond". Science (ภาษาอังกฤษ). 371 (6524): 76–78. doi:10.1126/science.abc4174. ISSN 0036-8075. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  43. Banerjee, Amit; Bernoulli, Daniel; Zhang, Hongti; Yuen, Muk-Fung; Liu, Jiabin; Dong, Jichen; Ding, Feng; Lu, Jian; Dao, Ming; Zhang, Wenjun; Lu, Yang; Suresh, Subra (2018-04-20). "Ultralarge elastic deformation of nanoscale diamond". Science (ภาษาอังกฤษ). 360 (6386): 300–302. doi:10.1126/science.aar4165. ISSN 0036-8075.
  44. LLorca, Javier (2018-04-20). "On the quest for the strongest materials". Science (ภาษาอังกฤษ). 360 (6386): 264–265. doi:10.1126/science.aat5211. ISSN 0036-8075.
  45. "The optical and electronic properties of semiconducting diamond". Philosophical Transactions of the Royal Society of London. Series A: Physical and Engineering Sciences (ภาษาอังกฤษ). 342 (1664): 233–244. 1993-02-15. doi:10.1098/rsta.1993.0017. ISSN 0962-8428.
  46. Landstrass, M. I.; Ravi, K. V. (1989-09-04). "Resistivity of chemical vapor deposited diamond films". Applied Physics Letters (ภาษาอังกฤษ). 55 (10): 975–977. doi:10.1063/1.101694. ISSN 0003-6951.
  47. Zhang, Wenying; Ristein, Jürgen; Ley, Lothar (2008-10-09). "Hydrogen-terminated diamond electrodes. II. Redox activity". Physical Review E (ภาษาอังกฤษ). 78 (4). doi:10.1103/PhysRevE.78.041603. ISSN 1539-3755.
  48. Shi, Zhe; Dao, Ming; Tsymbalov, Evgenii; Shapeev, Alexander; Li, Ju; Suresh, Subra (2020-10-06). "Metallization of diamond". Proceedings of the National Academy of Sciences (ภาษาอังกฤษ). 117 (40): 24634–24639. doi:10.1073/pnas.2013565117. ISSN 0027-8424. PMC 7547227. PMID 33020306.
  49. Irving M (April 28, 2022). "Two-inch diamond wafers could store a billion Blu-Ray's worth of data". New Atlas. Retrieved April 29, 2022.
  50. Wissner-Gross, Alexander D.; Kaxiras, Efthimios (2007-08-27). "Diamond stabilization of ice multilayers at human body temperature". Physical Review E (ภาษาอังกฤษ). 76 (2). doi:10.1103/PhysRevE.76.020501. ISSN 1539-3755.
  51. Fujimoto, Ayaka; Yamada, Yasuhiro; Koinuma, Michio; Sato, Satoshi (2016-06-21). "Origins of sp 3 C peaks in C 1s X-ray Photoelectron Spectra of Carbon Materials". Analytical Chemistry (ภาษาอังกฤษ). 88 (12): 6110–6114. doi:10.1021/acs.analchem.6b01327. ISSN 0003-2700.
  52. Bauer M (2012). Precious Stones. Vol. 1. Dover Publications. pp. 115–117. ISBN 978-0-486-15125-0.
  53. "Diamond Care and Cleaning Guide". www.gia.edu (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2025-01-24. สืบค้นเมื่อ 2025-05-22.
  54. Jones, Carl A.; Gg, Gia (2023-09-17). "Diamonds Are Flammable! How To Safeguard Your Jewelry - Diamond Masters". www.dmia.net (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-05-22.
  55. "Can you light diamond on fire?". Science Questions with Surprising Answers (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-05-22.
  56. Lederle, Felix; Koch, Jannis; Hübner, Eike G. (2019-02-21). "Colored Sparks". European Journal of Inorganic Chemistry (ภาษาอังกฤษ). 2019 (7): 928–937. doi:10.1002/ejic.201801300. ISSN 1434-1948.
  57. Collins, Alan T.; Kanda, Hisao; Isoya, J.; Ammerlaan, C.A.J.; van Wyk, J.A. (1998-02). "Correlation between optical absorption and EPR in high-pressure diamond grown from a nickel solvent catalyst". Diamond and Related Materials (ภาษาอังกฤษ). 7 (2–5): 333–338. doi:10.1016/S0925-9635(97)00270-7. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  58. Zaitsev, A. M. (2000-05-15). "Vibronic spectra of impurity-related optical centers in diamond". Physical Review B (ภาษาอังกฤษ). 61 (19): 12909–12922. doi:10.1103/PhysRevB.61.12909. ISSN 0163-1829.
  59. Walker, J (1979-10-01). "Optical absorption and luminescence in diamond". Reports on Progress in Physics. 42 (10): 1605–1659. doi:10.1088/0034-4885/42/10/001. ISSN 0034-4885.
  60. Hounsome, L. S.; Jones, R.; Martineau, P. M.; Fisher, D.; Shaw, M. J.; Briddon, P. R.; Öberg, S. (2006-03-30). "Origin of brown coloration in diamond". Physical Review B (ภาษาอังกฤษ). 73 (12). doi:10.1103/PhysRevB.73.125203. ISSN 1098-0121.
  61. Wise, Richard W. (2009). Secrets of the gem trade: the connoisseur's guide to precious gemstones (1. paperback ed., 2. print ed.). Lenox, Mass: Brunswick House Press. ISBN 978-0-9728223-8-1.
  62. "Blue grey diamond belonging to King of Spain has sold for record £16.3m". The Telegraph (ภาษาอังกฤษ). 2008-12-10. สืบค้นเมื่อ 2025-05-24.
  63. "Rare blue diamond sells for record $9.5 million". Reuters (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2009-05-12. สืบค้นเมื่อ 2025-05-24.
  64. ""Vivid pink" diamond sells for record $10.8 million". Reuters (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2009-12-01. สืบค้นเมื่อ 2025-05-24.
  65. Cowing, Michael D. (2014). "Objective Diamond Clarity Grading". The Journal of Gemmology. 34 (4): 316–332. doi:10.15506/JoG.2014.34.4.316.
  66. Wang, Wenjing; Cai, Lilong (2019-09-16). "Inclusion extraction from diamond clarity images based on the analysis of diamond optical properties". Optics Express (ภาษาอังกฤษ). 27 (19): 27242. doi:10.1364/OE.27.027242. ISSN 1094-4087.
  67. GIA (2018-03-27). "Fact Checking Diamond Fluorescence: 11 Myths Dispelled". GIA 4Cs (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-05-30.
  68. Wei, Lanhua; Kuo, P. K.; Thomas, R. L.; Anthony, T. R.; Banholzer, W. F. (1993-06-14). "Thermal conductivity of isotopically modified single crystal diamond". Physical Review Letters (ภาษาอังกฤษ). 70 (24): 3764–3767. doi:10.1103/PhysRevLett.70.3764. ISSN 0031-9007.
  69. 1 2 3 Erlich, Edward I. (2003). Diamond Deposits: Origin, Exploration, and History of Discovery. W. Dan Hausel (1st ed ed.). Littleton: SME. ISBN 978-0-87335-213-0. {{cite book}}: |edition= has extra text (help)
  70. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 Shirey, Steven B.; Shigley, James E. (2014-02-01). "Recent Advances in Understanding the Geology of Diamonds". Gems & Gemology. 49 (4): 188–222. doi:10.5741/GEMS.49.4.188.
  71. Carlson, R. W. (2005). The Mantle and Core: Treatise on Geochemistry, Second Edition, Volume 2. Treatise on Geochemistry. Oxford: Elsevier Science & Technology. ISBN 978-0-08-044848-0.
  72. Deutsch, Alexander; Masaitis, Victor L.; Langenhorst, Falko; Grieve, Richard A. F. (2000-03-01). "Popigai, Siberia—well preserved giant impact structure, national treasury, and world's geological heritage". Episodes (ภาษาอังกฤษ). 23 (1): 3–11. doi:10.18814/epiiugs/2000/v23i1/002. ISSN 0705-3797.
  73. "How Do Diamonds Form? | They Don't Form From Coal!". geology.com. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12.
  74. "10 common scientific misconceptions". Christian Science Monitor. ISSN 0882-7729. สืบค้นเมื่อ 2025-06-12.
  75. Pohl WL (2011). Economic Geology: Principles and Practice. John Wiley & Sons. ISBN 978-1-4443-9486-3.
  76. Kjarsgaard BA (2007). "Kimberlite pipe models: significance for exploration" (PDF). In Milkereit B (ed.). Proceedings of Exploration 07: Fifth Decennial International Conference on Mineral Exploration. Decennial Mineral Exploration Conferences, 2007. pp. 667–677. Archived (PDF) from the original on December 24, 2012. Retrieved March 1, 2018.
  77. 1 2 Observatory, Deep Carbon (2019-10-21). Deep Carbon Observatory: A Decade of Discovery (Report) (ภาษาอังกฤษ). Deep Carbon Observatory Secretariat, Washington DC. doi:10.17863/cam.44064.
  78. Cartier, Kimberly (2018-04-02). "Diamond Impurities Reveal Water Deep Within the Mantle". Eos. 99. doi:10.1029/2018EO095949. ISSN 2324-9250.
  79. "Pockets of water may lie deep below Earth's surface". www.science.org (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-02.
  80. Lee, Cin-Ty A.; Jiang, Hehe; Dasgupta, Rajdeep; Torres, Mark (2019-10-31), Orcutt, Beth N.; Daniel, Isabelle; Dasgupta, Rajdeep (บ.ก.), "A Framework for Understanding Whole-Earth Carbon Cycling", Deep Carbon (1 ed.), Cambridge University Press, pp. 313–357, doi:10.1017/9781108677950.011, ISBN 978-1-108-67795-0, สืบค้นเมื่อ 2025-07-02
  81. "Bizarre 'nesting doll' diamond found inside another diamond". Science (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2021-11-27. สืบค้นเมื่อ 2025-07-05.
  82. "Rare 'double diamond' discovery comes as race to restart mothballed Ellendale mine heats up". ABC News (ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย). 2021-11-25. สืบค้นเมื่อ 2025-07-05.
  83. Tielens, A. G. G. M. (2013-07-12). "The molecular universe". Reviews of Modern Physics (ภาษาอังกฤษ). 85 (3): 1021–1081. doi:10.1103/RevModPhys.85.1021. ISSN 0034-6861.
  84. Kerr, Richard A. (1999-10). "Neptune May Crush Methane Into Diamonds". Science (ภาษาอังกฤษ). 286 (5437): 25–25. doi:10.1126/science.286.5437.25a. ISSN 0036-8075. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  85. Scandolo, Sandro; Jeanloz, Raymond (2003). "The Centers of Planets". American Scientist (ภาษาอังกฤษ). 91 (6): 516. doi:10.1511/2003.38.905. ISSN 0003-0996. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-03-09. สืบค้นเมื่อ 2025-07-18.
  86. Kaplan, Sarah (2017-08-25). "It rains solid diamonds on Uranus and Neptune". The Washington Post (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). ISSN 0190-8286. สืบค้นเมื่อ 2025-07-18.
  87. Germany, Max Planck Institute for Radio Astronomy, Bonn (2011-08-25). "A planet made of diamond | Astronomy.com". Astronomy Magazine (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-07-18.
  88. Heaney, P. J.; Vicenzi, E. P.; De, S. (2005-03-01). "Strange Diamonds: The Mysterious Origins of Carbonado and Framesite". Elements (ภาษาอังกฤษ). 1 (2): 85–89. doi:10.2113/gselements.1.2.85. ISSN 1811-5209.
  89. Shumilova, T.G.; Tkachev, S.N.; Isaenko, S.I.; Shevchuk, S.S.; Rappenglück, M.A.; Kazakov, V.A. (2016-04). "A "diamond-like star" in the lab. Diamond-like glass". Carbon (ภาษาอังกฤษ). 100: 703–709. doi:10.1016/j.carbon.2016.01.068. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  90. Wei-Haas, Maya. "Life and Rocks May Have Co-Evolved on Earth". Smithsonian Magazine (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-07-18.
  91. Hesse, Rayner W. (2007). Jewelrymaking through history: an encyclopedia. Handicrafts through world history. Westport, Conn: Greenwood Press. ISBN 978-0-313-33507-5.
  92. Adiga A (April 12, 2004). "Uncommon Brilliance". Time. Archived from the original on March 10, 2007. Retrieved November 3, 2008.
  93. "Jwaneng". Debswana. Archived from the original on March 17, 2012. Retrieved March 9, 2012.
  94. 1 2 3 Tichotsky, John (2000). Russia's diamond colony: the Republic of Sakha. Amsterdam, The Netherlands: Harwood Academic. ISBN 978-90-5702-420-7.
  95. SPIEGEL ONLINE, Hamburg, Germany. "Antwerp's Diamond Business: Jews Surrender Gem Trade to Indians - SPIEGEL ONLINE - News - International". www.spiegel.de. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-11-26. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.{{cite web}}: CS1 maint: multiple names: authors list (ลิงก์)
  96. "The history of the Antwerp Diamond Center | Antwerp World Diamond Centre". www.awdc.be (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-02-22. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  97. "EUR-Lex - 32003D0079 - EN". Official Journal L 029 , 05/02/2003 P. 0040 - 0054; (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.{{cite web}}: CS1 maint: extra punctuation (ลิงก์)
  98. "Changing facets". The Economist. ISSN 0013-0613. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  99. "Certainty in the Diamond Industry? Watch Out For Tipping Points – IDEX's Memo". idexonline.com. Archived from the original on January 9, 2015. Retrieved September 24, 2014.
  100. "Solitaire International - Indian G&J; Industry Setting Standards". www.gjepc.org. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-06-16. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  101. "Crisis Mitigation at De Beers". Docstoc.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-05-12. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  102. "De Beers to Halve Diamond Stockpile | Europe > Western Europe from AllBusiness.com". www.allbusiness.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-07-05. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  103. "EUR-Lex - C2007/199/70 - EN - EUR-Lex". eur-lex.europa.eu (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2017-12-01. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  104. "Mining operations - The De Beers Group". www.debeersgroup.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-06-13. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  105. "Media releases - Media Centre - Alrosa". www.eng.alrosa.ru (ภาษารัสเซีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-08-20. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  106. "Another record profit for BHP". www.abc.net.au (ภาษาอังกฤษแบบออสเตรเลีย). 2007-08-22. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2011-05-12. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06.
  107. "404 error - Rio Tinto". www.riotinto.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). 2013-02-14. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-05-11. สืบค้นเมื่อ 2025-09-06. {{cite web}}: Cite ใช้ชื่อทั่วไป (help)
  108. "Introduction | IDC". internationaldiamondcouncil.org (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-10-18. สืบค้นเมื่อ 2025-09-07.
  109. 1 2 3 Broadman, Harry G. (2007). Africa's silk road: China and India's new economic frontier. Banque internationale pour la reconstruction et le développement. Washington (D.C.): The World Bank. ISBN 978-0-8213-6835-0.
  110. "WFDB - World Federation of Diamond Bourses - WFDB Bourses". wfdb.com (ภาษาอังกฤษแบบบริติช). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2016-10-25. สืบค้นเมื่อ 2025-09-09.
  111. "Diamonds Sales". www.awdiamonds.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-01-06. สืบค้นเมื่อ 2025-09-09.
  112. 1 2 Pierson, Hugh O. (1993). Handbook of carbon, graphite, diamond, and fullerenes: properties, processing, and applications. Park Ridge, N.J., U.S.A: Noyes Publications. ISBN 978-0-8155-1339-1.
  113. James DS (1998). Antique jewellery: its manufacture, materials and design. Osprey Publishing. pp. 82–102. ISBN 978-0-7478-0385-0.
  114. "Round Brilliants, Heart and Arrows Diamonds, Other Shapes". www.kristallsmolensk.com (ภาษารัสเซีย). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2015-07-14. สืบค้นเมื่อ 2025-09-11.
  115. James DS (1998). Antique jewellery: its manufacture, materials and design. Osprey Publishing. pp. 82–102. ISBN 978-0-7478-0385-0.
  116. Prelas, Mark Antonio, บ.ก. (1998). Handbook of industrial diamonds and diamond films. New York, NY: Dekker. ISBN 978-0-8247-9994-6.
  117. Magazines, Hearst (1940-11). Popular Mechanics (ภาษาอังกฤษ). Hearst Magazines. {{cite book}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  118. "Diamonds.net". www.diamonds.net. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-09-13. สืบค้นเมื่อ 2025-11-25.
  119. 1 2 "10 Things Rocking the Industry". JCK Magazine (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2013-01-07. สืบค้นเมื่อ 2025-11-25.
  120. "Have You Ever Tried to Sell a Diamond?". www.theatlantic.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2008-05-17. สืบค้นเมื่อ 2025-11-25.
  121. "Interview with Forevermark CEO". JCK Magazine (ภาษาอังกฤษ). คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-11-28. สืบค้นเมื่อ 2025-11-25.
  122. Harlow, George E.; American Museum of Natural History, บ.ก. (1998). The nature of diamonds. Cambridge, U.K. ; New York, NY, USA: Cambridge University Press in association with the American Museum of Natural History. ISBN 978-0-521-62083-3.
  123. 1 2 Kogel, Jessica Elzea; Society for Mining, Metallurgy, and Exploration (U.S.), บ.ก. (2009). Industrial minerals & rocks: commodities, markets, and uses (7th ed ed.). Littleton, Colo: Society for Mining, Metallurgy, and Exploration. ISBN 978-0-87335-233-8. {{cite book}}: |edition= has extra text (help)CS1 maint: multiple names: editors list (ลิงก์)
  124. "The Australian Diamond Industry". www.costellos.com.au. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-07-16. สืบค้นเมื่อ 2025-11-26.
  125. Erlich, Edward; Hausel, W. Dan (2002). Diamond deposits: origin, exploration, and history of discovery. Littleton, CO: Society for Mining, Metallurgy, and Exploration. ISBN 978-0-87335-213-0.
  126. "Diamond: The mineral Diamond information and pictures". www.minerals.net (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). สืบค้นเมื่อ 2025-11-26.
  127. 1 2 3 "Industrial Diamond Statistics and Information | U.S. Geological Survey". www.usgs.gov (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-11-26.
  128. 1 2 Spear, Karl E.; Dismukes, John P.; Electrochemical Society, บ.ก. (1994). Synthetic diamond: emerging CVD science and technology. The Electrochemical Society series. New York: Wiley. ISBN 978-0-471-53589-8.
  129. Holtzapffel C (1846). Turning And Mechanical Manipulation. Holtzapffel & Co. pp. 176–178.
  130. Coelho, R.T.; Yamada, S.; Aspinwall, D.K.; Wise, M.L.H. (1995-05). "The application of polycrystalline diamond (PCD) tool materials when drilling and reaming aluminium based alloys including MMC". International Journal of Machine Tools and Manufacture (ภาษาอังกฤษ). 35 (5): 761–774. doi:10.1016/0890-6955(95)93044-7. {{cite journal}}: ตรวจสอบค่าวันที่ใน: |date= (help)
  131. Sakamoto, M.; Endriz, J.G.; Scifres, D.R. (1992-01-16). "120 W CW output power from monolithic AlGaAs (800 nm) laser diode array mounted on diamond heatsink". Electronics Letters (ภาษาอังกฤษ). 28 (2): 197–199. doi:10.1049/el:19920123. ISSN 0013-5194.
  132. 1 2 Yarnell, Amanda (2004-02-02). "THE MANY FACETS OF MAN-MADE DIAMONDS: Synthetic diamond makers are targeting the gem market first, but their product could transform many other industries, too". Chemical & Engineering News Archive (ภาษาอังกฤษ). 82 (5): 26–31. doi:10.1021/cen-v082n005.p026. ISSN 0009-2347.
  133. 1 2 "Conflict diamonds". www.un.org. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2010-03-09. สืบค้นเมื่อ 2025-12-05.
  134. Catelle WR (1911). The Diamond. John Lane Co. p. 159.
  135. 1 2 Hershey W (2004) [1940]. The Book of Diamonds (Reprint ed.). New York: Hearthside Press. pp. 22–28. ISBN 978-1-4179-7715-4. Archived from the original on November 9, 2023. Retrieved November 9, 2020.
  136. Ball V (1881). "1". Diamonds, Gold and Coal of India. London: Trübner & Co. p. 1. Ball was a geologist in British service.
  137. "Biggest diamond found in Panna". Mail Today. July 1, 2010. Archived from the original on July 7, 2011.
  138. Encyclopedia of African history. 1: A - G, Dearborn, 2005, ISBN 978-1-57958-453-5 {{citation}}: |access-date= ต้องการ |url= (help)
  139. 1 2 Janse, A. J. A. (Bram) (2007-06-01). "Global Rough Diamond Production Since 1870". Gems & Gemology. 43 (2): 98–119. doi:10.5741/GEMS.43.2.98. ISSN 0016-626X.
  140. 1 2 Lorenz V (2007). "Argyle in Western Australia: The world's richest diamantiferous pipe; its past and future". Gemmologie, Zeitschrift der Deutschen Gemmologischen Gesellschaft. 56 (1–2): 35–40.
  141. 1 2 Writer - 10/17/2004, Sarah Cooke Associated Press (2004-10-16). "Microscopic diamond found in Montana". Montana Standard (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-12-07.
  142. Marshall S, Shore J (2004). "The Diamond Life". Guerrilla News Network. Archived from the original on January 26, 2007. Retrieved March 21, 2007.
  143. Shigley, James E.; Chapman, John; Ellison, Robyn K. (2001-04-01). "Discovery and Mining of the Argyle Diamond Deposit, Australia". Gems & Gemology. 37 (1): 26–41. doi:10.5741/GEMS.37.1.26. ISSN 0016-626X.
  144. 1 2 Basedau, Matthias; Mehler, Andreas, บ.ก. (2005). Resource politics in Sub-Saharan Africa. Hamburg African studies. Hamburg: Institute of African Affairs. ISBN 978-3-928049-91-7.
  145. Mareş, Radu, บ.ก. (2004). Business and Human Rights: A Compilation of Documents. The Raoul Wallenberg Institute Human Rights Library. Leiden Boston: Brill | Nijhoff. ISBN 978-90-04-13656-4.
  146. "Wayback Machine" (PDF). www.canadiandiamondcodeofconduct.ca. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2012-02-29. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
  147. Kjarsgaard, B. A.; Levinson, A. A. (2002-09-01). "Diamonds in Canada". Gems & Gemology. 38 (3): 208–238. doi:10.5741/GEMS.38.3.208. ISSN 0016-626X.
  148. "Wayback Machine" (PDF). www.imperial-consultants.co.uk. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2021-12-03. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
  149. 1 2 3 "Wayback Machine" (PDF). www.bain.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิม (PDF)เมื่อ 2012-01-31. สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
  150. Shigley, James E.; Abbaschian, Reza; Clarke, Carter (2002-01-01). "Gemesis Laboratory-Created Diamonds". Gems & Gemology. 38 (4): 301–309. doi:10.5741/GEMS.38.4.301. ISSN 0016-626X.
  151. 1 2 Werner, M; Locher, R (1998-12-01). "Growth and application of undoped and doped diamond films". Reports on Progress in Physics. 61 (12): 1665–1710. doi:10.1088/0034-4885/61/12/002. ISSN 0034-4885.
  152. Pisani, Bob (2012-08-27). "The Billion Dollar Business of Diamonds, From Mining to Retail". CNBC (ภาษาอังกฤษ). สืบค้นเมื่อ 2025-12-08.
  153. O'Donoghue, Michael; Joyner, Louise (2003). Identification of gemstones. Gemmology (1. publ ed.). Oxford: Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-7506-5512-5.
  154. Barnard, A. S. (2000). The diamond formula: diamond synthesis--a gemmological perspective. Oxford ; Boston: Butterworth-Heinemann. ISBN 978-0-7506-4244-6.
  155. Shigley JE (2007). "Observations on new coated gemstones". Gemmologie: Zeitschrift der Deutschen Gemmologischen Gesellschaft. 56 (1–2): 53–56.
  156. US 4488821, Wenckus JF, "Method and means of rapidly distinguishing a simulated diamond from natural diamond", published December 18, 1984, assigned to Ceres Electronics Corporation; U.S. patent 4,488,821
  157. 1 2 Edwards, Howell G. M.; Chalmers, John M. (2005). Raman spectroscopy in archaeology and art history. RSC analytical spectroscopy monographs. Cambridge: Royal Society of Chemistry. ISBN 978-0-85404-522-8.
  158. 1 2 Welbourn C (2006). "Identification of Synthetic Diamonds: Present Status and Future Developments, Proceedings of the 4th International Gemological Symposium". Gems and Gemology. 42 (3): 34–35.
  159. "DTC Appoints GIA Distributor of DiamondSure and DiamondView". www.professionaljeweler.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2012-03-06. สืบค้นเมื่อ 2025-12-10.
  160. "Type IIa HPHT". dkamhi.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2009-06-27. สืบค้นเมื่อ 2025-12-10.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]