โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง
| โรคทางเดินหายใจตะวนออกกลาง (MERS) | |
|---|---|
| ชื่ออื่น | ไข้หวัดอูฐ (Camel flu) |
| ไวริออน MERS-CoV | |
| สาขาวิชา | โรคติดเชื้อ |
| อาการ | ไข้, ไอ, หายใจลำบาก[1] |
| การตั้งต้น | 2 ถึง 14 วันหลังสัมผัสเชื้อ[2] |
| ระยะดำเนินโรค | ค.ศ. 2012–2020[3] |
| สาเหตุ | โคโรนาไวรัสที่เกี่ยวข้องกับ MERS (MERS-CoV)[1] |
| ปัจจัยเสี่ยง | การสัมผัสอูฐและผลิตภัณฑ์จากอูฐ[1] |
| วิธีวินิจฉัย | การตรวจ rRT-PCR[4] |
| การป้องกัน | ล้างมือ, หลีกเลี่ยงการสัมผัสอูฐและผลิตภัณฑ์จากอูฐ[5] |
| การรักษา | รักษาตามอาการ และรักษาประคับประคอง[1] |
| พยากรณ์โรค | มีความเสี่ยงเสียชีวิต 34.4% (จากทุกประเทศ) |
| ความชุก | 2,578 ราย (ข้อมูลถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 2021)[3] |
| การเสียชีวิต | 888 ราย[3] |
โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง[6] (อังกฤษ: Middle East respiratory syndrome) หรือ โรคเมอร์ส (อังกฤษ: MERS) หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2012[7] เป็นการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจซึ่งเกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือ MERS-CoV[1] ซึ่งเป็นเบตาโคโรนาไวรัสที่เคยติดต่อในค้างคาว และยังตรวจพบภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้ในอูฐ อย่างไรก็ดีแหล่งที่มาของเชื้อนี้ยังไม่ชัดเจน อาการของโรคอาจไม่มีเลยหรือมีเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงรุนแรง ขึ้นอยู่กับอายุและระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย[8][1] โดยทั่วไปอาการที่พบได้แก่ มีไข้ ไอ ท้องเสีย และหายใจลำบาก[1] โรคนี้มักมีอาการรุนแรงในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่นร่วมด้วย[1][8]
รายแรกของโรคนี้ได้รับการวินิจฉัยเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 โดยนายแพทย์อาลี โมฮัมเหม็ด ซากี (Ali Mohamed Zaki) แพทย์ชาวอียิปต์ ที่โรงพยาบาล ดร.โซลิแมน ฟาคีห์ (Dr. Soliman Fakeeh Hospital) ในเมืองญิดดะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในคาบสมุทรอาหรับ[1][8] มีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 2,600 รายจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2021 รวมถึง 45 รายใน ค.ศ. 2020[3] โดยประมาณ 35% ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้เสียชีวิต[1] การระบาดใหญ่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ใน ค.ศ. 2015 และในประเทศซาอุดีอาระเบียใน ค.ศ. 2018[9][1]
MERS-CoV เป็นไวรัสในกลุ่มโคโรนาไวรัส ซึ่งเชื่อว่ามีแหล่งกำเนิดจากค้างคาว[1] อย่างไรก็ตาม มนุษย์มักได้รับเชื้อจากอูฐ โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงหรือผ่านละอองทางเดินหายใจ[1] การแพร่เชื้อจากคนสู่คนมักต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย[1] การแพร่กระจายนอกโรงพยาบาลเกิดขึ้นได้น้อย[8] ดังนั้นความเสี่ยงของโรคนี้ต่อประชากรโลกในภาพรวมจึงถือว่าต่ำอย่างมีนัยสำคัญ[8] การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจ rRT-PCR จากตัวอย่างเลือดและทางเดินหายใจ[4]
ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนเฉพาะสำหรับโรคนี้[2] แต่มีการวิจัยและพัฒนาอยู่หลายแนวทาง[1] องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าผู้ที่สัมผัสกับอูฐควรล้างมือ และไม่สัมผัสอูฐที่ป่วย[1] อีกทั้งยังแนะนำให้ปรุงอาหารจากผลิตภัณฑ์อูฐให้สุกก่อนบริโภค[1] สำหรับการรักษาให้เน้นการบรรเทาอาการและการพยุงการทำงานของร่างกาย[1]
การติดเชื้อ MERS ที่ผ่านมาอาจทำให้เกิดภูมิคุ้มกันแบบปฏิกิริยาข้ามกัน (cross-reactive immunity) ต่อเชื้อ SARS-CoV-2 และสามารถให้การป้องกันบางส่วนต่อโรคโควิด-19[10] อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการติดเชื้อร่วมกันระหว่างเชื้อ SARS-CoV-2 และ MERS เป็นไปได้ และอาจนำไปสู่เหตุการณ์การผสมพันธุกรรมของไวรัส (recombination)[11]
อาการและอาการแสดง
[แก้]
รายงานในช่วงแรกของการระบาดระบุว่าโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส (SARS)[12] และสื่อมวลชนเคยเรียกเชื้อนี้ว่าไวรัสคล้ายซาร์สที่พบในซาอุดิอะราเบีย (Saudi Arabia's SARS-like virus)[13] ผู้ป่วยรายแรกที่พบเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 มีอาการไข้ ไอมีเสมหะ และหายใจลำบาก[12]
การทบทวนกรณีผู้ป่วย 47 รายที่ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการในประเทศซาอุดีอาระเบียพบว่า อาการที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ไข้ (98%) ไอ (83%) หายใจลำบาก (72%) และปวดกล้ามเนื้อ (32%) นอกจากนี้ยังมีอาการทางระบบทางเดินอาหารพบได้บ่อย ได้แก่ ท้องเสีย (26%) อาเจียน (21%) และปวดท้อง (17%) โดยมีผู้ป่วยถึง 72% ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ในกลุ่มผู้ป่วยนี้มีสัดส่วนชายต่อหญิงประมาณ 3.3 ต่อ 1[14]
การศึกษาเกี่ยวกับการระบาดของโรคเมอร์สภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งประเมินว่าระยะฟักตัวเฉลี่ยของโรคคือ 5.5 วัน (ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ระหว่าง 1.9 ถึง 14.7 วัน)[15] โรคนี้สามารถเป็นได้ตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงปอดอักเสบรุนแรงที่นำไปสู่กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS)[14] นอกจากนี้ยังมีรายงานพบภาวะไตวาย, ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC), และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบอีกด้วย[16]
อ้างอิง
[แก้]- 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 "Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV)". www.who.int (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 April 2018. สืบค้นเมื่อ 15 April 2020.
- 1 2 "MERS Clinical Features". Centers for Disease Control and Prevention (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2 August 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 April 2020. สืบค้นเมื่อ 16 April 2020.
- 1 2 3 4 "MERS outbreaks". www.emro.who.int. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 July 2019. สืบค้นเมื่อ 7 February 2021.
- 1 2 "MERS-CoV | Interim Guidelines for Clinical Specimens from PUI | CDC". www.cdc.gov (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 23 March 2020. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 April 2020. สืบค้นเมื่อ 16 April 2020.
- ↑ "Middle East respiratory syndrome (MERS)". nhs.uk (ภาษาอังกฤษ). 23 August 2018. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 April 2020. สืบค้นเมื่อ 15 April 2020.
- ↑ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 138 ง หน้า 17 วันที่ 18 มิถุนายน 2548
- ↑ การเฝ้าระวังโรคติดต่อ Corona Virus 2012[ลิงก์เสีย] จาก สำนักระบาดวิทยา เก็บถาวร 2014-05-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- 1 2 3 4 5 Zumla A, Hui DS, Perlman S (September 2015). "Middle East respiratory syndrome". Lancet. 386 (9997): 995–1007. doi:10.1016/S0140-6736(15)60454-8. PMC 4721578. PMID 26049252.
- ↑ "Infectious disease outbreaks reported in the Eastern Mediterranean Region in 2018 | News | Epidemic and pandemic diseases". www.emro.who.int. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 April 2020. สืบค้นเมื่อ 15 April 2020.
- ↑ Khan, Anas A.; Alahmari, Ahmed A.; Almuzaini, Yasir; Alamri, Fahad; Alsofayan, Yousef Mohammad; Aburas, Alhanouf; Al-Muhsen, Saleh; Van Kerkhove, Maria; Yezli, Saber; Ciottone, Gregory R.; Assiri, Abdullah M.; Jokhdar, Hani A. (17 September 2021). "Potential Cross-Reactive Immunity to COVID-19 Infection in Individuals With Laboratory-Confirmed MERS-CoV Infection: A National Retrospective Cohort Study From Saudi Arabia". Frontiers in Immunology. 12: 727989. doi:10.3389/fimmu.2021.727989. PMC 8484965. PMID 34603300.
- ↑ Buket Baddal and Nedim Cakir (September 2020). "Co-infection of MERS-CoV and SARS-CoV-2 in the same host: A silent threat". Journal of Infection and Public Health. 13 (9): 1251–1252. doi:10.1016/j.jiph.2020.06.017. PMC 7306724. PMID 32622797.
- 1 2 Zaki AM, van Boheemen S, Bestebroer TM, Osterhaus AD, Fouchier RA (November 2012). "Isolation of a novel coronavirus from a man with pneumonia in Saudi Arabia". The New England Journal of Medicine. 367 (19): 1814–20. doi:10.1056/NEJMoa1211721. hdl:1765/63498. PMID 23075143. S2CID 7671909.
- ↑ Doucleef, Michaeleen (26 September 2012). "Scientists Go Deep On Genes Of SARS-Like Virus". NPR. Associated Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 September 2012. สืบค้นเมื่อ 27 September 2012.
- 1 2 Assiri A, Al-Tawfiq JA, Al-Rabeeah AA, Al-Rabiah FA, Al-Hajjar S, Al-Barrak A, Flemban H, Al-Nassir WN, Balkhy HH, Al-Hakeem RF, Makhdoom HQ, Zumla AI, Memish ZA (September 2013). "Epidemiological, demographic, and clinical characteristics of 47 cases of Middle East respiratory syndrome coronavirus disease from Saudi Arabia: a descriptive study". The Lancet. Infectious Diseases. 13 (9): 752–61. doi:10.1016/S1473-3099(13)70204-4. PMC 7185445. PMID 23891402.
- ↑ Assiri A, McGeer A, Perl TM, Price CS, Al Rabeeah AA, Cummings DA, Alabdullatif ZN, Assad M, Almulhim A, Makhdoom H, Madani H, Alhakeem R, Al-Tawfiq JA, Cotten M, Watson SJ, Kellam P, Zumla AI, Memish ZA (August 2013). "Hospital outbreak of Middle East respiratory syndrome coronavirus". The New England Journal of Medicine. 369 (5): 407–16. doi:10.1056/NEJMoa1306742. PMC 4029105. PMID 23782161.
- ↑ "Interim Guidance - Clinical management of severe acute respiratory infections when novel coronavirus is suspected: What to do and what not to do" (PDF). WHO. 2 November 2013. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 20 May 2014. สืบค้นเมื่อ 21 May 2014.
แหล่งข้อมูลอื่น
[แก้]
วิกิมีเดียคอมมอนส์มีสื่อเกี่ยวกับ Middle East respiratory syndrome