ข้ามไปเนื้อหา

โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
โรคทางเดินหายใจตะวนออกกลาง
(MERS)
ชื่ออื่นไข้หวัดอูฐ (Camel flu)
ไวริออน MERS-CoV
สาขาวิชาโรคติดเชื้อ
อาการไข้, ไอ, หายใจลำบาก[1]
การตั้งต้น2 ถึง 14 วันหลังสัมผัสเชื้อ[2]
ระยะดำเนินโรคค.ศ. 2012–2020[3]
สาเหตุโคโรนาไวรัสที่เกี่ยวข้องกับ MERS (MERS-CoV)[1]
ปัจจัยเสี่ยงการสัมผัสอูฐและผลิตภัณฑ์จากอูฐ[1]
วิธีวินิจฉัยการตรวจ rRT-PCR[4]
การป้องกันล้างมือ, หลีกเลี่ยงการสัมผัสอูฐและผลิตภัณฑ์จากอูฐ[5]
การรักษารักษาตามอาการ และรักษาประคับประคอง[1]
พยากรณ์โรคมีความเสี่ยงเสียชีวิต 34.4% (จากทุกประเทศ)
ความชุก2,578 ราย (ข้อมูลถึงเดือนตุลาคม ค.ศ. 2021)[3]
การเสียชีวิต888 ราย[3]

โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง[6] (อังกฤษ: Middle East respiratory syndrome) หรือ โรคเมอร์ส (อังกฤษ: MERS) หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2012[7] เป็นการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจซึ่งเกิดจากเชื้อโคโรนาไวรัสที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือ MERS-CoV[1] ซึ่งเป็นเบตาโคโรนาไวรัสที่เคยติดต่อในค้างคาว และยังตรวจพบภูมิคุ้มกันต่อไวรัสนี้ในอูฐ อย่างไรก็ดีแหล่งที่มาของเชื้อนี้ยังไม่ชัดเจน อาการของโรคอาจไม่มีเลยหรือมีเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงรุนแรง ขึ้นอยู่กับอายุและระดับความเสี่ยงของผู้ป่วย[8][1] โดยทั่วไปอาการที่พบได้แก่ มีไข้ ไอ ท้องเสีย และหายใจลำบาก[1] โรคนี้มักมีอาการรุนแรงในผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอื่นร่วมด้วย[1][8]

รายแรกของโรคนี้ได้รับการวินิจฉัยเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 โดยนายแพทย์อาลี โมฮัมเหม็ด ซากี (Ali Mohamed Zaki) แพทย์ชาวอียิปต์ ที่โรงพยาบาล ดร.โซลิแมน ฟาคีห์ (Dr. Soliman Fakeeh Hospital) ในเมืองญิดดะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่พบในคาบสมุทรอาหรับ[1][8] มีรายงานผู้ป่วยมากกว่า 2,600 รายจนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2021 รวมถึง 45 รายใน ค.ศ. 2020[3] โดยประมาณ 35% ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้เสียชีวิต[1] การระบาดใหญ่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ใน ค.ศ. 2015 และในประเทศซาอุดีอาระเบียใน ค.ศ. 2018[9][1]

MERS-CoV เป็นไวรัสในกลุ่มโคโรนาไวรัส ซึ่งเชื่อว่ามีแหล่งกำเนิดจากค้างคาว[1] อย่างไรก็ตาม มนุษย์มักได้รับเชื้อจากอูฐ โดยผ่านการสัมผัสโดยตรงหรือผ่านละอองทางเดินหายใจ[1] การแพร่เชื้อจากคนสู่คนมักต้องอาศัยการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย[1] การแพร่กระจายนอกโรงพยาบาลเกิดขึ้นได้น้อย[8] ดังนั้นความเสี่ยงของโรคนี้ต่อประชากรโลกในภาพรวมจึงถือว่าต่ำอย่างมีนัยสำคัญ[8] การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจ rRT-PCR จากตัวอย่างเลือดและทางเดินหายใจ[4]

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนเฉพาะสำหรับโรคนี้[2] แต่มีการวิจัยและพัฒนาอยู่หลายแนวทาง[1] องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าผู้ที่สัมผัสกับอูฐควรล้างมือ และไม่สัมผัสอูฐที่ป่วย[1] อีกทั้งยังแนะนำให้ปรุงอาหารจากผลิตภัณฑ์อูฐให้สุกก่อนบริโภค[1] สำหรับการรักษาให้เน้นการบรรเทาอาการและการพยุงการทำงานของร่างกาย[1]

การติดเชื้อ MERS ที่ผ่านมาอาจทำให้เกิดภูมิคุ้มกันแบบปฏิกิริยาข้ามกัน (cross-reactive immunity) ต่อเชื้อ SARS-CoV-2 และสามารถให้การป้องกันบางส่วนต่อโรคโควิด-19[10] อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าการติดเชื้อร่วมกันระหว่างเชื้อ SARS-CoV-2 และ MERS เป็นไปได้ และอาจนำไปสู่เหตุการณ์การผสมพันธุกรรมของไวรัส (recombination)[11]

อาการและอาการแสดง

[แก้]
อาการของโรคเมอร์ส

รายงานในช่วงแรกของการระบาดระบุว่าโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส (SARS)[12] และสื่อมวลชนเคยเรียกเชื้อนี้ว่าไวรัสคล้ายซาร์สที่พบในซาอุดิอะราเบีย (Saudi Arabia's SARS-like virus)[13] ผู้ป่วยรายแรกที่พบเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2012 มีอาการไข้ ไอมีเสมหะ และหายใจลำบาก[12]

การทบทวนกรณีผู้ป่วย 47 รายที่ได้รับการยืนยันทางห้องปฏิบัติการในประเทศซาอุดีอาระเบียพบว่า อาการที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ ไข้ (98%) ไอ (83%) หายใจลำบาก (72%) และปวดกล้ามเนื้อ (32%) นอกจากนี้ยังมีอาการทางระบบทางเดินอาหารพบได้บ่อย ได้แก่ ท้องเสีย (26%) อาเจียน (21%) และปวดท้อง (17%) โดยมีผู้ป่วยถึง 72% ที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ในกลุ่มผู้ป่วยนี้มีสัดส่วนชายต่อหญิงประมาณ 3.3 ต่อ 1[14]

การศึกษาเกี่ยวกับการระบาดของโรคเมอร์สภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งประเมินว่าระยะฟักตัวเฉลี่ยของโรคคือ 5.5 วัน (ช่วงความเชื่อมั่น 95% อยู่ระหว่าง 1.9 ถึง 14.7 วัน)[15] โรคนี้สามารถเป็นได้ตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงปอดอักเสบรุนแรงที่นำไปสู่กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (ARDS)[14] นอกจากนี้ยังมีรายงานพบภาวะไตวาย, ภาวะเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดแบบแพร่กระจาย (DIC), และเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบอีกด้วย[16]

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 "Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV)". www.who.int (ภาษาอังกฤษ). เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 18 April 2018. สืบค้นเมื่อ 15 April 2020.
  2. 1 2 "MERS Clinical Features". Centers for Disease Control and Prevention (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 2 August 2019. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 15 April 2020. สืบค้นเมื่อ 16 April 2020.
  3. 1 2 3 4 "MERS outbreaks". www.emro.who.int. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 29 July 2019. สืบค้นเมื่อ 7 February 2021.
  4. 1 2 "MERS-CoV | Interim Guidelines for Clinical Specimens from PUI | CDC". www.cdc.gov (ภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน). 23 March 2020. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 13 April 2020. สืบค้นเมื่อ 16 April 2020.
  5. "Middle East respiratory syndrome (MERS)". nhs.uk (ภาษาอังกฤษ). 23 August 2018. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 12 April 2020. สืบค้นเมื่อ 15 April 2020.
  6. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง เพิ่มเติมชื่อโรคติดต่อและอาการสำคัญ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 138 ง หน้า 17 วันที่ 18 มิถุนายน 2548
  7. การเฝ้าระวังโรคติดต่อ Corona Virus 2012[ลิงก์เสีย] จาก สำนักระบาดวิทยา เก็บถาวร 2014-05-27 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
  8. 1 2 3 4 5 Zumla A, Hui DS, Perlman S (September 2015). "Middle East respiratory syndrome". Lancet. 386 (9997): 995–1007. doi:10.1016/S0140-6736(15)60454-8. PMC 4721578. PMID 26049252.
  9. "Infectious disease outbreaks reported in the Eastern Mediterranean Region in 2018 | News | Epidemic and pandemic diseases". www.emro.who.int. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 April 2020. สืบค้นเมื่อ 15 April 2020.
  10. Khan, Anas A.; Alahmari, Ahmed A.; Almuzaini, Yasir; Alamri, Fahad; Alsofayan, Yousef Mohammad; Aburas, Alhanouf; Al-Muhsen, Saleh; Van Kerkhove, Maria; Yezli, Saber; Ciottone, Gregory R.; Assiri, Abdullah M.; Jokhdar, Hani A. (17 September 2021). "Potential Cross-Reactive Immunity to COVID-19 Infection in Individuals With Laboratory-Confirmed MERS-CoV Infection: A National Retrospective Cohort Study From Saudi Arabia". Frontiers in Immunology. 12: 727989. doi:10.3389/fimmu.2021.727989. PMC 8484965. PMID 34603300.
  11. Buket Baddal and Nedim Cakir (September 2020). "Co-infection of MERS-CoV and SARS-CoV-2 in the same host: A silent threat". Journal of Infection and Public Health. 13 (9): 1251–1252. doi:10.1016/j.jiph.2020.06.017. PMC 7306724. PMID 32622797.
  12. 1 2 Zaki AM, van Boheemen S, Bestebroer TM, Osterhaus AD, Fouchier RA (November 2012). "Isolation of a novel coronavirus from a man with pneumonia in Saudi Arabia". The New England Journal of Medicine. 367 (19): 1814–20. doi:10.1056/NEJMoa1211721. hdl:1765/63498. PMID 23075143. S2CID 7671909.
  13. Doucleef, Michaeleen (26 September 2012). "Scientists Go Deep On Genes Of SARS-Like Virus". NPR. Associated Press. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 27 September 2012. สืบค้นเมื่อ 27 September 2012.
  14. 1 2 Assiri A, Al-Tawfiq JA, Al-Rabeeah AA, Al-Rabiah FA, Al-Hajjar S, Al-Barrak A, Flemban H, Al-Nassir WN, Balkhy HH, Al-Hakeem RF, Makhdoom HQ, Zumla AI, Memish ZA (September 2013). "Epidemiological, demographic, and clinical characteristics of 47 cases of Middle East respiratory syndrome coronavirus disease from Saudi Arabia: a descriptive study". The Lancet. Infectious Diseases. 13 (9): 752–61. doi:10.1016/S1473-3099(13)70204-4. PMC 7185445. PMID 23891402.
  15. Assiri A, McGeer A, Perl TM, Price CS, Al Rabeeah AA, Cummings DA, Alabdullatif ZN, Assad M, Almulhim A, Makhdoom H, Madani H, Alhakeem R, Al-Tawfiq JA, Cotten M, Watson SJ, Kellam P, Zumla AI, Memish ZA (August 2013). "Hospital outbreak of Middle East respiratory syndrome coronavirus". The New England Journal of Medicine. 369 (5): 407–16. doi:10.1056/NEJMoa1306742. PMC 4029105. PMID 23782161.
  16. "Interim Guidance - Clinical management of severe acute respiratory infections when novel coronavirus is suspected: What to do and what not to do" (PDF). WHO. 2 November 2013. เก็บ (PDF)จากแหล่งเดิมเมื่อ 20 May 2014. สืบค้นเมื่อ 21 May 2014.

แหล่งข้อมูลอื่น

[แก้]