ตับอักเสบ บี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Hepatitis B
Hepatitis B virus 1.jpg
บัญชีจำแนกและลิ้งก์ไปภายนอก
ICD-10 B16,
B18.0-B18.1
ICD-9 070.2-070.3
OMIM 610424
DiseasesDB 5765
MedlinePlus 000279
eMedicine med/992 ped/978
MeSH D006509

ตับอักเสบ บี (อังกฤษ: Hepatitis B) เป็นการอักเสบของเซลล์ตับที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ชนิดบี (HBV)

การติดต่อ[แก้]

เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถติดต่อทาง เลือด น้ำเชื้อ และน้ำหลั่งอย่างอื่น เช่น น้ำเหลือง ท่านสามารถรับเชื้อได้โดยวิธี

มีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อโดยไม่ได้สวมถุงยาง การจูบกันจะไม่ติดต่อถ้าปากไม่มีแผล ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ใช้เข็มสักตามตัวหรือสีที่ใช้สักตามตัวร่วมกัน และการเจาะหู ใช้แปรงสีฟันร่วมกัน มีดโกน ที่ตัดเล็บ แม่ที่มีเชื้อสามารถติดต่อไปยังลูกได้ขณะคลอด ถ้าแม่มีเชื้อลูกมีโอกาสได้รับเชื้อ 90 %และให้นมตัวเอง ถูกเข็มตำจากการทำงาน รักร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้ออยู่ โดยการสัมผัสกับ เลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง โดยผ่านเข้าทางบาดแผล เชื้อนี้จะไม่ติดต่อกันทางลมหายใจ อาหาร หรือน้ำดื่ม การให้นม การจูบกัน

อาการ[แก้]

การติดเชื้ออย่างเฉียบพลันของไวรัสตับอักเสบบีเกี่ยวโยงกับไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งเป็นโรคที่มีอาการตั้งแต่การป่วยโดยทั่วไป การไม่อยากอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดตามร่างกาย ไข้อ่อน ๆ และปัสสาวะสีเข้ม จากนั้นอาการอาจพัฒนาเป็นโรคดีซ่าน โดยมีบันทึกว่าอาการคันเป็นหนึ่งในตัวชี้ถึงอาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทุกสายพันธุ์ อาการป่วยจะคงอยู่ไม่กี่สัปดาห์และจากนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้น มีเพียงไม่กี่คนที่อาการอาจพัฒนาสู่อาการตับวายและอาจเสียชีวิต การติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการจึงทำให้ผู้ป่วยอาจไม่รู้ตัว[1]

การติดเชื้อแบบเรื้อรังของไวรัสตับอักเสบบีอาจไม่แสดงอาการ หรืออาจก่อให้เกิดการติดเชื้อตับเรื้อรัง (ตับอักเสบเรื้อรัง) ไปจนถึงโรคตับแข็งในเวลาหลายปี การติดเชื้อชนิดนี้เพิ่มโอกาสการเป็นมะเร็งเซลล์ตับ (มะเร็งตับ) อย่างมาก ทั่วทวีปยุโรป โรคไวรัสตับอักเสบบีและซีเป็นต้นเหตุของโรคมะเร็งเซลล์ตับในประมาณ 50% ของผู้ป่วย[2][3] คนที่เป็นพาหะนำโรคแบบเรื้อรังได้รับคำแนะนำให้งดการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเป็นตัวการเพิ่มความเสี่ยงของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ไวรัสตับอักเสบบีถูกพบว่าเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาของ membranous glomerulonephritis (MGN)[4]

อาการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับตับพบได้ใน 1-10% ของผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ได้แก่ โรค serum-sickness–like โรคโพลีอาเทอร์ไรติส โนโดซา (โรคแพน) เมมเบรนัสโกลเมอรูโลสเคลอโรซิส (membranous glomerulonephritis) และ กลุ่มอาการจานอตตี–กรอสตี[5][6] โรค serum-sickness–like ที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบบีมักตามด้วยโรคดีซ่าน[7] อาการได้แก่มีไข้ ผื่นบนผิวหนัง และโรคโพลีอาเทอร์ไรติส โนโดซา[8] ประมาณ 30–50% ของคนที่มีอาการโรคโพลีอาเทอร์ไรติส โนโดซาเป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบ[9] โรคไตที่มาจากไวรัสตับอักเสบพบได้ในผู้ใหญ่บางส่วน ทว่าส่วนใหญ่แล้วพบในเด็ก[10][11]

การวินิจฉัย[แก้]

การรักษา[แก้]

การติดเชื้อตับอักเสบบีส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษา เนื่องจากผู้ติดเชื้อแทบทั้งหมดสามารถกำจัดเชื้อได้เอง มีไม่ถึง 1% ที่อาจต้องได้รับการรักษาในระยะแรกด้วยยาต้านไวรัส ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง (ตับอักเสบเต็มขั้น) หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง แต่ในทางกลับกันบางครั้งก็จำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัสกับผู้ป่วยตับอักเสบบีเรื้อรัง เพื่อลดโอกาสการเกิดตับแข็งและมะเร็งตับ ผู้ป่วยกลุ่มที่ควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส เช่น ผู้ติดเชื้อเรื้อรังที่มีระดับเอนไซม์ ALT สูงตลอด และตรวจพบดีเอ็นเอของไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ระยะในการรักษาอยู่ที่ 6 เดือน ถึง 1 ปี แล้วแต่ชนิดยาและพันธุกรรมของผู้ป่วย

วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

การป้องกัน[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

  1. Terrault N, Roche B, Samuel D (July 2005). "Management of the hepatitis B virus in the liver transplantation setting: a European and an American perspective". Liver Transpl. 11 (7): 716–32. PMID 15973718. doi:10.1002/lt.20492. 
  2. El-Serag HB, Rudolph KL (June 2007). "Hepatocellular carcinoma: epidemiology and molecular carcinogenesis". Gastroenterology 132 (7): 2557–76. PMID 17570226. doi:10.1053/j.gastro.2007.04.061. 
  3. "Hepatocellular carcinoma". New England Journal of Medicine 365 (12): 1118–27. 22 September 2011. PMID 21992124. doi:10.1056/NEJMra1001683.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)
  4. "Lamivudine for the treatment of membranous glomerulopathy secondary to chronic hepatitis B infection". Canadian journal of gastroenterology = Journal canadien de gastroenterologie 19 (10): 625–9. October 2005. PMID 16247526.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)
  5. "Hepatitis B as an immune complex disease". Seminars in Liver Disease 1 (1): 45–57. February 1981. PMID 6126007. doi:10.1055/s-2008-1063929.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)
  6. "Polyarteritis nodosa and extrahepatic manifestations of HBV infection: the case against autoimmune intervention in pathogenesis". Journal of Autoimmunity 16 (3): 269–74. May 2001. PMID 11334492. doi:10.1006/jaut.2000.0502.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)
  7. "The pathogenesis of arthritis associated with viral hepatitis. Complement-component studies". The New England Journal of Medicine 285 (4): 185–9. July 1971. PMID 4996611. doi:10.1056/NEJM197107222850401.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)
  8. "Hepatitis B: the virus and disease". Hepatology (Baltimore, Md.) 49 (5 Suppl): S13–21. May 2009. PMC 2809016. PMID 19399811. doi:10.1002/hep.22881.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)
  9. "Association between polyarteritis and Australia antigen". Lancet 2 (7684): 1149–53. December 1970. PMID 4098431. doi:10.1016/S0140-6736(70)90339-9.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)
  10. "Membranous nephropathy related to hepatitis B virus in adults". The New England Journal of Medicine 324 (21): 1457–63. May 1991. PMID 2023605. doi:10.1056/NEJM199105233242103.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)
  11. "Strong association between membranous nephropathy and hepatitis-B surface antigenaemia in Japanese children". Lancet 2 (8099): 1065–8. November 1978. PMID 82085. doi:10.1016/S0140-6736(78)91801-9.  Unknown parameter |vauthors= ignored (help)