โรคชากาส

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไบยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
โรคชากาส (EN: Chagas)
Trypanosoma cruzi crithidia.jpeg
Photomicrograph of Giemsa-stained Trypanosoma cruzi
บัญชีจำแนกและลิงก์ไปภายนอก
ICD-10 B57
ICD-9 086
DiseasesDB 13415
MedlinePlus 001372
eMedicine med/327
MeSH D014355

โรคชากาส /ˈɑːɡəs/ หรือ อเมริกันทริพาโนโซมคือ เขตร้อน ซึ่งเป็น โรคที่เกิดจากปรสิต จาก สัตว์เซล์เดียว ซึ่งเป็นพาหะของเชื้อTrypanosoma cruzi[1] ส่วนมากเชื้อนี้จะถูกแพร่โดยแมลงที่ชื่อ มวลเพชรฆาต[1] อาการของโรคจะเปลี่ยนแปลงไปตามระยะของการติดเชื้อ ส่วนใหญ่ในระยะเริ่มแรก มักจะไม่แสดงอาการหรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ที่ได้แก่: มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม ปวดศีรษะ หรือการบวมในบริเวณที่ถูกกัด[1] หลังจาก 8–12 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะเรื้อรังและในผู้ป่วย 60–70% จะไม่มีอาการอื่นใดอีก[2][3] ส่วนผู้ป่วยอีก 30 ถึง 40% จะมีอาการอื่นๆ เป็นเวลา 10 ถึง 30 ปีหลังจากที่ได้รับเชื้อครั้งแรก[3] อาการเหล่านี้ได้แก่ ห้องล่างของหัวใจ โต และประมาณ 20 ถึง 30% อาจนำไปสู่ ภาวะหัวใจวาย[1] ในผู้ป่วยราว 10% อาจเกิดภาวะ หลอดอาหารขยายใหญ่ขึ้น หรือ ลำไส้ใหญ่ขยายใหญ่ขึ้น อีกด้วย [1]

สาเหตุและการวินิจฉัย[แก้]

โดยทั่วไป T. cruzi แพร่สู่มนุษย์และสัตว์อื่นโดย สัตว์ดูดเลือด ที่ชื่อ "มวลเพชรฆาต" ซึ่งเป็นสัตว์ในตระกูลย่อยของ Triatominae[4] แมลงเหล่านี้มักเป็นที่รู้จักในชื่อต่างๆ กันไปตามท้องถิ่น เช่น: vinchuca ในอาเจติน่า โบลิเวีย ชิลีและปารากวัย barbeiro ( barber) ในบราซิล pito ในโคลอมเบีย chinche ในอเมริกากลาง และ chipo ในเวเนซูเอล่า เชื้อโรคนี้อาจแพร่โดย การรับเลือด การปลูกถ่ายอวัยวะ การรับประทานอาหารที่มีปรสิตนี้ปนเปื้อนอยู่ และ จากมารดาสู่ทารกในครรภ์[1] การวินิจฉัยโรคระยะแรกเริ่มคือการตรวจหาตัวปรสิตในเลือดโดยใช้กล้องจุลทรรศน์[3] โรคระยะเรื้อรังมีการวินิจฉัยโดยการตรวจสอบ สารภูมิต้านทาน สำหรับ T. cruzi ในเลือด[3]

การป้องกันและการรักษา[แก้]

โดยทั่วไปการป้องกันคือการกำจัดมวลเพชฌฆาตและหลีกเลี่ยงการถูกกัดโดยแมลงเหล่านี้[1] การป้องกันอื่นๆ ได้แก่การตรวจคัดกรองเลือดที่ใช้ในการถ่ายเลือด[1] นับจนถึงปี 2556 ยังไม่มีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคนี้[1] โรคระยะเริ่มแรกนั้นสามารถรักษาได้ด้วยยา benznidazole หรือ nifurtimox[1] ผลการรักษาด้วยยาเหล่านี้มักเป็นการรักษาที่หายขาดเสมอหากได้รับยาในระยะแรกเริ่ม อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของยาจะยิ่งด้อยลงถ้าผู้ป่วยติดเชื้อโรคชากาสเป็นเวลานานยิ่งขึ้น[1] การใช้ยาดังกล่าวในโรคระยะเรื้อรังอาจชะลอหรือป้องกันการเกิดอาการระยะสุดท้ายได้[1] ยา Benznidazole และ nifurtimox มีผลข้างเคียงชั่วคราวในผู้ใช้ประมาณ 40%[1] ซึ่งได้แก่ ความผิดปกติของผิวหนัง ความเป็นพิษต่อสมอง และการระคายเคืองของระบบการย่อยอาหาร[2][5][6]

ข้อมูลทางระบาดวิทยา[แก้]

มีการประมาณว่าคนที่เป็นโรคชากาสมีจำนวน 7 ถึง 8 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ใน เม็กซิโก อเมริกากลาง และ อเมริกาใต้ [1] โรคนี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตประมาณ 12,500 รายต่อปี นับจนถึงปี 2549[2] ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่เป็นคนยากจน[2] และผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนติดเชื้อ[7] การขยายเขตอยู่อาศัยของพลเมืองที่ครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ทำให้จำนวนพื้นที่ที่พบโรคชากาสเพิ่มมากขึ้นและพื้นที่ที่พบโรคนี้ยังรวมถึงประเทศในยุโรปหลายประเทศและสหรัฐอเมริกา[1] อีกทั้งยังพบโรคนี้มากขึ้นในหลายปีจนถึงปี 2557[8] ในปี 2452 มีการแถลงถึงโรคนี้เป็นครั้งแรกโดย คาร์ลอส ชากาส ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรคนี้[1] โรคนี้ยังส่งผลกระทบต่อสัตว์อื่นๆ อีกกว่า 150 ชนิด[2]

อ้างอิง[แก้]

  1. 1.00 1.01 1.02 1.03 1.04 1.05 1.06 1.07 1.08 1.09 1.10 1.11 1.12 1.13 1.14 1.15 "Chagas disease (American trypanosomiasis) Fact sheet N°340". World Health Organization. March 2013. สืบค้นเมื่อ 23 February 2014. 
  2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 Rassi A, Rassi A, Marin-Neto JA (April 2010). "Chagas disease". Lancet 375 (9723): 1388–402. PMID 20399979. doi:10.1016/S0140-6736(10)60061-X. 
  3. 3.0 3.1 3.2 3.3 Rassi A, Jr; Rassi, A; Marcondes de Rezende, J (June 2012). "American trypanosomiasis (Chagas disease).". Infectious disease clinics of North America 26 (2): 275–91. PMID 22632639. doi:10.1016/j.idc.2012.03.002. 
  4. "DPDx – Trypanosomiasis, American. Fact Sheet". Centers for Disease Control (CDC). สืบค้นเมื่อ 12 May 2010. 
  5. Bern C, Montgomery SP, Herwaldt BL, et al. (November 2007). "Evaluation and treatment of chagas disease in the United States: a systematic review". JAMA 298 (18): 2171–81. PMID 18000201. doi:10.1001/jama.298.18.2171. 
  6. Rassi A, Dias JC, Marin-Neto JA, Rassi A (April 2009). "Challenges and opportunities for primary, secondary, and tertiary prevention of Chagas' disease". Heart 95 (7): 524–34. PMID 19131444. doi:10.1136/hrt.2008.159624. 
  7. Capinera, John L., ed. (2008). Encyclopedia of entomology (2nd ed. ed.). Dordrecht: Springer. p. 824. ISBN 9781402062421. 
  8. Bonney, KM (2014). "Chagas disease in the 21st Century: a public health success or an emerging threat?". Parasite 21: 11. PMC 3952655. PMID 24626257. doi:10.1051/parasite/2014012.  สิ่งพิมพ์เผยแพร่เข้าถึงแบบเปิด อ่านได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย