โจว ต้ากวาน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

โจว ต้ากวาน (จีนตัวย่อ: 周达观; จีนตัวเต็ม: 周達觀; พินอิน: Zhōu Dáguān; ราว ค.ศ. 1270 – ?) เป็นนักการทูตชาวจีนในรัชสมัยจักรพรรดิยฺเหวียนเฉิงจง (元成宗) แห่งราชวงศ์ยฺเหวียน (元朝) เป็นที่รู้จักเพราะได้เดินทางไปเมืองพระนคร และบันทึกขนบประเพณีกับสถานที่ต่าง ๆ เอาไว้[1][2] เขาถึงเมืองพระนครในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1296[3] และพำนัก ณ ราชสำนักของพระเจ้าอินทรวรรมันที่ 3 (ឥន្ទ្រវរ្ម័នទី៣) จนถึงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1297[4][5] แม้เขามิใช่ชาวจีนคนแรกที่เข้าไปในเมืองพระนครของจักรวรรดิเขมร แต่การเดินทางของเขาเป็นที่รู้จักกว่าของใครเพื่อน เพราะเขาได้บันทึกชีวิตในเมืองพระนครเอาไว้โดยละเอียด ซึ่งรู้จักในชื่อ เจินล่าเฟิงถูจี้ (真臘風土記; "บันทึกขนบประเพณีเจนละ") ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเมืองพระนครและจักรวรรดิเขมร นอกเหนือไปจากศิลาจารึกและเอกสารอื่น ๆ ที่พรรณนาชีวิตประจำวันของผู้อยู่อาศัยในเมืองพระนคร

ประวัติ[แก้]

โจว ต้ากวาน เป็นชาวหย่งเจีย (永嘉縣) ซึ่งสมัยนั้นเรียก "เวินโจว" (温州) เอกสารบางฉบับเรียกเขาว่า "โจว จิ้งกวาน" (周建觀) หรือ "โจว ต๋าเข่อ" (周達可) ในบั้นปลายชีวิตเขาใช้นามปากกว่า "เฉ่าถิงอี้หมิน" (草庭逸民; "นักพรตศาลามุงฟาง")[6]

ใน ค.ศ. 1296 จักรพรรดิยฺเหวียนเฉิงจงส่งคณะทูตไปต่างประเทศ ซึ่งมีโจว ต้ากวาน เป็นทูตอยู่ด้วย แต่เอกสารหลวงมิได้บันทึกการส่งทูตครั้งนี้ไว้ อย่างไรก็ดี ปรากฏว่า วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1296 โจว ต้ากวาน ออกเดินทางโดยเรือจากชายฝั่งทะเลในหมิงโจว (明州) ซึ่งปัจจุบัน คือ หนิงปั๋ว (宁波) ผ่านท่าและด่านต่าง ๆ คือ ฝูโจว (福州), กว่างโจว (广州), เฉฺวียนโจว (泉州), ไห่หนาน (海南), และทะเลชีโจว (七洲; "ทะเลเจ็ดเกาะ) เข้าเวียดนามไปทางเจียวจื่อ (交趾) แวะพัก ณ ที่ซึ่งปัจจุบัน คือ กวีเญิน (Quy Nhơn) แล้วเดินทางต่อไปยังบ่าเซีย (Bà Rịa) ผ่านหมู่เกาะกนด๋าว (Côn Đảo) ก่อนขึ้นเหนือไปยังแม่โขง เข้าสู่โตนเลสาบ (ទន្លេសាប ทนฺเลสาบ) ในแดนเขมร ไปออกกำพงฉนาง (កំពង់ឆ្នាំង กํพง̍ฉฺนำง) แล้วล่องเรือเล็กในโตนเลสาปอีกหลายวันไปจนถึงเมืองพระนครในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1296 นั้น

เขาและคณะได้รับอนุญาตให้เข้านอกออกในพระราชวัง แต่ไม่รวมถึงฝ่ายใน เขาบันทึกพรรณนาปราสาทราชมนเทียร วัดวาอาราม ตึกรามบ้านช่อง ต่าง ๆ ไว้ทั้งในเมืองนอกเมือง เขายังได้ชมพิธีกรรมและขบวนแห่ต่าง ๆ รวมถึงชีวิตประจำวันของผู้คน ทั้งได้เที่ยวท่องไปตลอดเมืองและชนบท ในช่วงที่เขาอยู่ ณ เมืองพระนครนี้ เขาพักอยู่ ณ เรือนแห่งหนึ่งใกล้กับประตูทางทิศเหนือของเมือง[7]

เขาอยู่ในจักรวรรดิเขมรราว 11 เดือน แล้วเดินทางออกไปในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1297 และภายในเวลา 15 ปีหลังจากนั้น เขาเขียน เจินล่าเฟิงถูจี้ ขึ้น แต่เขียนเสร็จเมื่อไรแน่ไม่ปรากฏ ต้นฉบับที่เหลือรอดมาจนถึงปัจจุบัน เชื่อว่า เป็นเพียงหนึ่งในสามของเนื้อหาทั้งหมด ส่วนที่เหลือน่าจะสาบสูญสิ้น[8]

ชีวิตของเขาหลังจากการเดินทางครั้งนั้นก็ไม่เป็นที่รับทราบมากมายนัก แต่เชื่อกันว่า เขามีชีวิตอยู่จนถึงคริสต์ทศวรรษ 1350[8]

อ้างอิง[แก้]

  1. Morris Rossabi (28 November 2014). From Yuan to Modern China and Mongolia: The Writings of Morris Rossabi. BRILL. pp. 670–. ISBN 978-90-04-28529-3.
  2. Coedès, George (1968). Walter F. Vella, ed. The Indianized States of Southeast Asia. trans.Susan Brown Cowing. University of Hawaii Press. pp. 176, 213–217. ISBN 978-0-8248-0368-1.
  3. Maspero, G. (2002). The Champa Kingdom. Bangkok: White Lotus Co., Ltd. p. 90. ISBN 9747534991.
  4. Higham, C. (2001). The Civilization of Angkor. London: Weidenfeld & Nicolson. pp. 134–138. ISBN 9781842125847.
  5. Higham, C. (2014). Early Mainland Southeast Asia. Bangkok: River Books Co., Ltd. pp. 390–391. ISBN 9786167339443.
  6. Zhou Daguan (2007). A Record of Cambodia. Translated by Peter Harris. University of Washington Press. ISBN 978-9749511244.
  7. Charles Higham. Encyclopedia of Ancient Asian Civilizations. Chelsea House Publishers. p. 414. ISBN 9781438109961.
  8. 8.0 8.1 Zhou Daguan (2007). A Record of Cambodia. Translated by Peter Harris. University of Washington Press. ISBN 978-9749511244.