แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์
แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ | |
|---|---|
แอนดรูว์ใน พ.ศ. 2554 | |
| เกิด | 25 มีนาคม ค.ศ. 1971 |
| อาชีพ | นักข่าว นักเขียน |
| สัญชาติ | สกอตแลนด์ |
| การศึกษา | มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ |
แอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ (อังกฤษ: Andrew MacGregor Marshall, เกิด 25 มีนาคม 2514) เป็นนักข่าวและเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนชาวสกอต ซึ่งเน้นความขัดแย้ง การเมืองและอาชญากรรม เขาปฏิบัติงานในทวีปเอเชียและตะวันออกกลางเป็นหลัก เมื่อเดือนมิถุนายน 2554 เขาลาออกจากรอยเตอส์ในพฤติการณ์ซึ่งมีการโต้เถียงหลังสำนักข่าวนั้นตีพิมพ์เรื่องเฉพาะที่เขาเขียนถึงพระมหากษัตริย์ หนังสือ A Kingdom in Crisis ของเขาใน พ.ศ. 2557[1] ถูกแบนในประเทศ [2] และฝ่ายอนุรักษ์นิยมศาสนาในไทยที่มีชื่อเสียงได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อตำรวจอย่างเป็นทางการ โดยกล่าวหาว่าเขาว่าก่ออาชญากรรมหลายประการ รวมถึงความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์[3]
อาชีพ
[แก้]มาร์แชลล์เป็นนักหนังสือพิมพ์ของรอยเตอส์ 17 ปี ดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักแบกแดดตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2548 เมื่อการก่อการกำเริบรุนแรงเข้าครอบงำประเทศอิรัก และเป็นบรรณาธิการบริหารของภูมิภาคตะวันออกกลางตั้งแต่ปี 2549 ถึง 2551 หลังปี 2551 เขาประจำอยู่ในสิงคโปร์เป็นนักวิเคราะห์ความเสี่ยงการเมืองและบรรณาธิการตลาดเกิดใหม่
การโต้เถียง "#thaistory"
[แก้]ในเดือนมิถุนายน 2554 มาร์แชลล์ประกาศลาออกจากรอยเตอส์เพื่อจัดพิมพ์ชุดเรื่องเกี่ยวกับประเทศที่สำนักข่าวปฏิเสธลง ต่อมาในเดือนเดียวกัน เขาจัดพิมพ์เนื้อหาบางส่วนด้วยตนเอง มีการจัดพิมพ์ส่วนที่ประกาศสองจากสี่ส่วนเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2554 โดยที่เหลือจะตามมา "สัปดาห์หน้า" แต่จวบจนปัจจุบันยังมิได้จัดพิมพ์สองส่วนที่เหลือดังกล่าว เนื้อหานั้นชื่อ "ขณะแห่งความจริงของประเทศ" (Thailand's Moment of Truths) การศึกษาของเขาวิเคราะห์บทบาทของพระมหากษัตริย์ในการเมืองและรวมการพาดพิงโทรเลขการทูตของสหรัฐที่รั่วหลายร้อยฉบับ ต่อมา วิกิลีกส์แพร่โทรเลขนั้น ประเทศมีกฎหมายความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ที่รุนแรงซึ่งการวิจารณ์พระบรมวงศานุวงศ์เป็นความผิดอาญา และนักหนังสือพิมพ์ที่เขียนถึงประเทศมักยึดนโยบายการตรวจพิจารณาตัวเอง คือ งดออกความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ซึ่งอาจถูกมองได้ว่าวิจารณ์ การศึกษาของมาร์แชลล์ ซึ่งปกติถูกอ้างอิงด้วยแฮชแทกทวิตเตอร์ #thaistory ใช้หลักฐานจากโทรเลขเพื่อแย้งว่าพระมหากษัตริย์มีบทบาทการเมืองศูนย์กลางในประเทศซึ่งไม่เคยรายงานอย่างเหมาะสม
ในบทความหนังสือพิมพ์ ดิอินดี ของอังกฤษ มาร์แชลล์เขียนว่า เช่นเดียวกับการลาออกจากรอยเตอส์ การจัดพิมพ์ #thaistory ของเขาหมายความว่า เขาจะได้รับโทษจำคุกหากเข้ากลับประเทศ เขาว่า เขาเข้าใจเหตุที่รอยเตอส์ปฎิเสธ เพราะความเสี่ยงที่เกิดได้ต่อธุรกิจในประเทศหากกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์[4] รอยเตอส์ให้คำอธิบายอีกอย่างหนึ่งแก่ เดอะไทมส์ และ ดิอินดี ว่า
รอยเตอส์ไม่จัดพิมพ์เรื่องนี้เพราะเราไม่คิดว่ามันได้ผลในรูปแบบที่ถูกส่งมา เรามีคำถามเกี่ยวกับความยาว การบอกแหล่งที่มา ปรวิสัยและประเด็นกฎหมาย นอกจากนี้ เรายังกังวลว่าผู้เขียนไม่มีส่วนในกระบวนการตรวจแก้ปกติที่จะใช้กับทุกเรื่องที่รอยเตอส์จัดพิมพ์[5]
#thaistory ของมาร์แชลล์ได้รับความเห็นและการอภิปรายอย่างสำคัญ นิโคลัส ฟาร์เรลลี (Nicholas Farrelly) วุฒิบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เขียนว่า งวดแรกซึ่งจัดพิมพ์ "กลายเป็นความตื่นเต้นออนไลน์อย่างรวดเร็ว" และเสริมว่า "วิจารณญาณของเขาจะก้องในแวดวงวิเคราะห์เป็นเวลาอีกหลายปี"[6] โจชัว เคอร์แลนซิก (Joshua Kurlantzick) วุฒิบัณฑิตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกล่าวว่า งานของมาร์แชลล์ "บางทีเป็นลูกระเบิดใหญ่สุดของการรายงานเรื่องประเทศในรอบหลายทศวรรษ"[7] Graeme Dobell แห่งสถาบันเพื่อนโยบายระหว่างประเทศโลวี (Lowy prostitute for International Policy) อธิบาย #thaistory ว่า "การหนังสือพิมพ์ชั้นหนึ่ง"[8] และปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์แห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาเขียนว่า "มาร์แชลล์ช่วยผลักดันพรมแดนไปไกลขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยเมื่อผู้หนึ่งมองสถานะปัจจุบันของพระมหากษัตริย์"[9]
ทางการมีนโยบายไม่รับรองการมีอยู่ของโทรเลขวิกิลีกส์อันเป็นที่โต้เถียง และไม่ออกความเห็นต่อ #thaistory นักวิจารณ์ที่เด่นที่สุด คือ ธนง ก้าน บรรณาธิการจัดการของหนังสือพิมพ์เนชั่น ซึ่งตั้งคำถามถึงเวลาการจัดพิมพ์ #thaistory ซึ่งใกล้เคียงกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 และอ้างว่า เป็นส่วนหนึ่งของแผนระหว่างประเทศเพื่อบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศ[10] บล็อกนักการเมืองในประเทศให้บทปริทัศน์วิจารณ์แก่ #thaistory โดยว่า มันมุ่งสนใจบทบาทและกลไกของอภิชนเกินไป นำให้ "ความสนใจของสำนักงานและอำนาจของตัวแสดง ประสบการณ์และทัศนะของผู้น้อยเป็นนัย"[11]
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 มาร์แชลล์อยู่ในนักวิชาการและผู้ประพันธ์ระหว่างประเทศ 224 คนที่ลงนามจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์เพื่ออนุญาตเสรีภาพการแสดงออก[12]
อ้างอิง
[แก้]- ↑ Marshall, Andrew MacGregor (9 ตุลาคม 2014). A Kingdom in Crisis: Thailand's Struggle for Democracy in the Twenty-First Century. London: Zed Books. ISBN 9781783600588. ข้อมูลเก่าจากต้นฉบับ เมื่อ 16 มกราคม 2015. สืบค้นเมื่อ 16 ธันวาคม 2014.
{{cite book}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Thai police bans book criticizing monarchy". Associated Press. 13 พฤศจิกายน 2014. สืบค้นเมื่อ 16 ธันวาคม 2014.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ "Thai royalist files lèse majesté complaint against Andrew McGregor Marshall". Prachatai. 10 ธันวาคม 2014. สืบค้นเมื่อ 4 มีนาคม 2015.
{{cite news}}: CS1 maint: date auto-translated (ลิงก์) - ↑ Andrew MacGregor Marshall, "Why I decided to jeopardise my career and publish secrets", The Independent, 23 June 2011
- ↑ Brian Rex, "Monarchy in spotlight: tensions that threaten new turmoil in Thailand" , The Independent, 23 June 2011
- ↑ Nicholas Farrelly, "Why criticising the Thai royal family might be bad for your career", The Conversation, 6 July 2011
- ↑ Joshua Kurlantzick, "Bombshell Report on Thailand May Open Debate on Monarchy", 27 June 2011
- ↑ Graeme Dobell, "The danger of a Thai civil war", 5 July 2011
- ↑ Pavin Chachavalpongpun, "Thailand’s Yingluck Factor: Can the Lady In Red Lead?" เก็บถาวร 2012-01-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, Indonesian Strategic Review, August 2011
- ↑ Thanong Khanthong, "More Confrontation is Inevitable" เก็บถาวร 2014-01-11 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, The Nation, 1 July 2011
- ↑ Political Prisoners in Thailand, "Wikileaks cables, truth and Thailand", 28 June 2011
- ↑ Prachatai, "Over 200 international scholars, writers, and activists support the call to reform Article 112" เก็บถาวร 2014-12-17 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, 1 February 2012