แบริออน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

แบริออน (อังกฤษ: Baryon) เป็นตระกูลหนึ่งของอนุภาคประกอบที่เกิดจากควาร์ก 3 ตัว ตรงข้ามกับ มีซอน ซึ่งเป็นตระกูลอนุภาคประกอบที่เกิดจากควาร์ก 1 ตัวและแอนติควาร์ก 1 ตัว ทั้งแบริออนและมีซอนต่างเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลอนุภาคที่ใหญ่กว่า ประกอบด้วยอนุภาคทั้งหมดที่เกิดจากควาร์ก เรียกว่า ฮาดรอน คำว่า แบริออน มาจากภาษากรีก ว่า βαρύς (แบรี) มีความหมายว่า "หนัก" เนื่องจากเมื่อครั้งที่ตั้งชื่อนั้น เชื่อกันว่าแบริออนมีมวลมากกว่าอนุภาคอื่นๆ

จนถึงเร็วๆ นี้ ยังเชื่อกันว่ามีการทดลองบางอย่างที่สามารถแสดงถึงการมีอยู่ของ เพนตาควาร์ก หรือแบริออนประหลาดที่ประกอบด้วยควาร์ก 4 ตัวกับแอนติควาร์ก 1 ตัว[1][2] ชุมชนนักฟิสิกส์อนุภาคทั้งหมดไม่เคยมองการมีอยู่ของอนุภาคในลักษณะนี้มาก่อนจนกระทั่ง ค.ศ. 2006[3] แต่ในปี ค.ศ. 2008 มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือซึ่งล้มล้างความเชื่อเรื่องการมีอยู่ของเพนตาควาร์ก[4]

เนื่องจากแบริออนประกอบด้วยควาร์ก มันจึงมีอันตรกิริยาอย่างเข้ม ตรงข้ามกับเลปตอน ซึ่งไม่มีส่วนประกอบของควาร์ก จึงไม่มีคุณสมบัติอันตรกิริยาอย่างเข้ม แบริออนที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ โปรตอน และ นิวตรอน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของมวลของสสารที่มองเห็นได้ในเอกภพ ขณะที่อิเล็กตรอน (ส่วนประกอบหลักอีกอย่างหนึ่งของอะตอม) เป็นเลปตอน แบริออนแต่ละตัวจะมีคู่ปฏิอนุภาคเรียกว่า แอนติแบริออน ซึ่งควาร์กจะถูกแทนที่ด้วยคู่ตรงข้ามของมันคือ แอนติควาร์ก ตัวอย่างเช่น โปรตอนประกอบด้วย 2 ควาร์กอัพ และ 1 ควาร์กดาวน์ คู่ปฏิอนุภาคของมันคือ แอนติโปรตอน ประกอบด้วย 2 แอนติควาร์กอัพ และ 1 แอนติควาร์กดาวน์

สสารแบริออน[แก้]

สสารแบริออน คือสสารที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแบริออน (โดยมวล) ซึ่งรวมถึงอะตอมทุกชนิด (นั่นหมายรวมถึงสสารเกือบทั้งหมดที่เราเคยพบหรือเคยรู้จักในชีวิตประจำวัน รวมถึงร่างกายของเราด้วย) ส่วนสสารนอน-แบริออน ก็คือสสารใดๆ ที่ไม่ได้มีองค์ประกอบพื้นฐานเป็นแบริออน ซึ่งอาจรวมถึงสสารธรรมดาเช่น นิวตริโน หรืออิเล็กตรอนอิสระ และอาจนับรวมถึงสสารมืดแบบนอน-แบริออนที่แปลกประหลาดบางชนิด เช่น อนุภาค supersymmetric, แอ็กเซียน (axion) หรือ หลุมดำ การแยกแยะระหว่างสสารแบริออนกับสสารนอน-แบริออนมีความสำคัญมากในการศึกษาจักรวาลวิทยา เพราะแบบจำลองบิกแบงนิวคลีโอซินทีสิสได้วางเงื่อนไขอันแน่นหนาเอาไว้เกี่ยวกับปริมาณสสารแบริออนที่ปรากฏขึ้นในเอกภพยุคแรกๆ

จำนวนแบริออนที่มีอยู่ ก็เป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในทางจักรวาลวิทยา เพราะเรากำหนดสมมุติฐานว่า บิกแบงได้สร้างสภาวะที่มีแบริออนกับแอนติแบริออนในจำนวนเท่าๆ กัน กระบวนการที่ทำให้แบริออนมีจำนวนมากกว่าแอนติแบริออน เรียกว่า แบริโอเจเนซิส

อ้างอิง[แก้]

  1. H. Muir (2003)
  2. K. Carter (2003)
  3. W.-M. Yao et al. (2006): Particle listings – Θ+
  4. C. Amsler et al. (2008): Pentaquarks
  • C. Amsler et al. (Particle Data Group) (2008). "Review of Particle Physics". Physics Letters B] 667 (1): 1–1340. 
  • H. Garcilazo, J. Vijande, and A. Valcarce (2007). "Faddeev study of heavy-baryon spectroscopy". Journal of Physics G 34 (5): 961–976. doi:10.1088/0954-3899/34/5/014. 
  • K. Carter (2006). "The rise and fall of the pentaquark". Fermilab and SLAC. สืบค้นเมื่อ 2008-05-27. 
  • W.-M. Yao et al.(Particle Data Group) (2006). "Review of Particle Physics". Journal of Physics G 33: 1–1232. doi:10.1088/0954-3899/33/1/001. 
  • D.M. Manley (2005). "Status of baryon spectroscopy". Journal of Physics: Conference Series 5: 230–237. doi:10.1088/1742-6596/9/1/043. 
  • H. Muir (2003). "Pentaquark discovery confounds sceptics". New Scientist. สืบค้นเมื่อ 2008-05-27. 
  • S.S.M. Wong (1998a). "Chapter 2—Nucleon Structure". Introductory Nuclear Physics (2nd ed.). New York (NY): John Wiley & Sons]. pp. 21–56. ISBN 0-471-23973-9. 
  • S.S.M. Wong (1998b). "Chapter 3—The Deuteron". Introductory Nuclear Physics (2nd ed.). New York (NY): John Wiley & Sons. pp. 57–104. ISBN 0-471-23973-9. 
  • R. Shankar (1994). Principles of Quantum Mechanics (2nd ed.). New York (NY): Plenum Press. ISBN 0-306-44790-8. 
  • E. Wigner (1937). "On the Consequences of the Symmetry of the Nuclear Hamiltonian on the Spectroscopy of Nuclei". Physical Review 51 (2): 106–119. doi:10.1103/PhysRev.51.106. 
  • M. Gell-Mann (1964). "A Schematic of Baryons and Mesons". Physics Letters 8 (3): 214–215. doi:10.1016/S0031-9163(64)92001-3. 
  • W. Heisenberg (1932). "Über den Bau der Atomkerne I". Zeitschrift für Physik 77: 1–11. doi:10.1007/BF01342433.  (เยอรมัน)
  • W. Heisenberg (1932). "Über den Bau der Atomkerne II". Zeitschrift für Physik 78: 156–164. doi:10.1007/BF01337585.  (เยอรมัน)
  • W. Heisenberg (1932). "Über den Bau der Atomkerne III". Zeitschrift für Physik 80: 587–596. doi:10.1007/BF01335696.  (เยอรมัน)