นิวตริโน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
FirstNeutrinoEventAnnotated.jpg
การใช้ห้องฟอง (bubble chamber) ไฮโดรเจน ตรวจจับนิวตริโนเป็นครั้งแรก, เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 1970 นิวตริโนจะเข้าชนโปรตอนในอะตอมของไฮโดรเจน การปะทะกันเกิดขึ้นที่จุดที่เห็นได้เป็นสามแนวทางออกมาทางด้านขวาของภาพ
    

นิวตริโน (อังกฤษ: Neutrino) เป็นอนุภาคมูลฐาน ไม่มีประจุไฟฟ้า และสามารถเคลื่อนผ่านสสารทั่วไปได้โดยแทบไม่รบกวนหรือไม่สามารถตรวจจับได้ ใช้สัญลักษณ์แทนด้วยอักษรกรีกว่า \nu_{}^{} (นิว)

นิวตริโนเกิดขึ้นมาจากผลลัพธ์ส่วนหนึ่งที่เป็นผลตกค้างจากกัมมันตรังสีหรือปฏิกิริยานิวเคลียร์ เช่นพวกที่เกิดขึ้นในดวงอาทิตย์ ในโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ หรือเมื่อรังสีคอสมิกชนกับอะตอม นิวตริโนมีอยู่ 3 ชนิด หรือ "เฟลเวอร์" ได้แก่ อิเล็กตรอนนิวตริโน มิวออนนิวตริโน และทาวนิวตริโน แต่ละประเภทจะมีคู่ปฏิสสารของตัว เรียกว่า แอนตินิวตริโน อิเล็กตรอนนิวตริโนกับแอนตินิวตริโนจะเกิดขึ้นเมื่อนิวตรอนเปลี่ยนไปเป็นโปรตอน หรือเมื่อโปรตอนเปลี่ยนมาเป็นนิวตรอน โดยทั่วไปปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับนิวตริโนมักเกิดจากแรงนิวเคลียร์แบบอ่อน

นิวตริโนส่วนมากที่วิ่งผ่านโลกเป็นอนุภาคที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์ ทุกๆ วินาทีมีอิเล็กตรอนนิวตริโนจากดวงอาทิตย์กว่า 50 ล้านล้านหน่วยเคลื่อนผ่านร่างกายของมนุษย์[1]

ประวัติ[แก้]

ข้อเสนอของเพาลี[แก้]

นิวตริโน [nb 1] ถูกตั้งสมมติฐานครั้งแรกโดย โวล์ฟกัง เพาลี (Wolfgang Pauli) ในปี 1930 เพื่ออธิบายวิธีการสลายให้อนุภาคบีตาในการอนุรักษ์พลังงาน, โมเมนตัม, และโมเมนตัมเชิงมุม (สปิน) ในทางตรงกันข้ามกับ นีลส์ บอร์ ผู้เสนอเวอร์ชันทางสถิติของกฎการอนุรักษ์ที่จะอธิบายถึงปรากฏการณ์ เพาลีตั้งสมมติฐานของอนุภาคที่ไม่สามารถตรวจพบได้นั้นเขาเรียกมันว่า "นิวตรอน" สอดคล้องกับกฏกติกาสัญญาที่ใช้สำหรับการตั้งชื่อทั้งโปรตอนและอิเล็กตรอน, ซึ่งในปี 1930 เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นผลิตผลที่เกี่ยวข้องสำหรับการสลายให้อนุภาคอัลฟาและบีตา [2][3][nb 2]

n^0 \longrightarrow p^+ + e^- + \bar ve

เจมส์ แชดวิก (James Chadwick) ได้ค้นพบอนุภาคนิวเคลียร์ที่มีมวลหนักแน่นเพิ่มเติมในปี 1932 และตั้งชื่อให้มันว่า นิวตรอน, แยกออกมาจากอนุภาคสองชนิดที่มีชื่อเดียวกัน เอนรีโก แฟร์มี ผู้พัฒนาทฤษฎีของการสลายให้อนุภาคบีตา เป็นผู้ที่บัญญัติศัพท์คำว่า นิวตริโน (neutrino)

หมายเหตุ[แก้]

  1. More specifically, the electron neutrino.
  2. Niels Bohr was notably opposed to this interpretation of beta decay and was ready to accept that energy, momentum and angular momentum were not conserved quantities.

อ้างอิง[แก้]

  1. MIT News Office, "Experiment confirms famous physics model" April 18, 2007
  2. The idea of the neutrino Laurie M Brown Physics Today September 1978 pp 23–28
  3. Improved understanding between 1930 and 1932 led Viktor Ambartsumian and Dmitri Ivanenko to propose the existence of the more massive neutron as it is now known, subsequently demonstrated by James Chadwick in 1932. These events necessitated renaming Pauli's less massive, momentum-conserving particle. Enrico Fermi coined "neutrino" in 1933 to distinguish between the neutron and the much lighter neutrino. K. Riesselmann (2007). "Logbook: Neutrino Invention". Symmetry Magazine 4 (2). 

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]