เอ็ดเวิร์ด มุงค์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เอ็ดเวิร์ด มุงค์
เอ็ดเวิร์ด มุงค์
เกิด 12 ธันวาคม ค.ศ. 1863(1863-12-12)
โอดัลส์บรุค, ลือเติน, สหราชอาณาจักรสวีเดนและนอร์เวย์
เสียชีวิต 23 มกราคม ค.ศ. 1944 (80 ปี)
ออสโล, นอร์เวย์
สัญชาติ นอร์เวย์
มีชื่อด้าน
รูปแบบ
ผลงาน

เอ็ดเวิร์ด มุงค์ (นอร์เวย์: Edvard Munch; 12 ธันวาคม ค.ศ. 1863 – 23 มกราคม ค.ศ. 1944) ศิลปินชาวนอร์เวย์ที่โด่งดังมากที่สุดคนหนึ่ง เป็นทั้งจิตรกรและช่างภาพพิมพ์ไม้ หินและเอ็ชชิ่ง เขาเป็นหนึ่งในศิลปินลัทธิสัญลักษณ์นิยม และได้รับการกย่องให้เป็นคนสำคัญในการพัฒนาลัทธิสำแดงพลังอารมณ์ (Expressionism) ในเยอรมันและยุโรปกลาง ผลงานของมุงค์สะท้อนความทุกข์ยากและความขัดแย้งต่าง ๆ ในชีวิต ความทรงจำที่โหดร้ายในวัยเด็กและแผลในจิตใจทำให้เขาแสดงทัศนคติเรื่องความรัก สุราและความเลวร้ายของชีวิตลงในผลงาน ภาพของเขามักแสดงปัญหาสังคมและความกังวลของมนุษย์

เอ็ดเวิร์ด มุงค์โด่งดังในเยอรมนีทันทีที่ผลงานของเขาร่วมแสดงในนิทรรศการ Verein Berliner Künstler ในปี ค.ศ. 1892 เพราะภาพของเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกคัดค้าน อย่างไรก็ตามเขาใช้ชีวิตและทำงานในประเทศเยอรมนีเป็นเวลาหลายปีเขาจึงมีชื่อเสียงและอิทธิพลเป็นอย่างมากในวงการศิลปินชาวเยอรมัน

ประวัติ[แก้]

วัยเด็กและครอบครัว[แก้]

เอ็ดเวิร์ด มุงค์เกิดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ 1863 ใน Loten แคว้นชนบทแห่งหนึ่งในนอร์เวย์ บ้านของเขาเป็นฟาร์มตั้งอยู่ในหมู่บ้านÅdalsbruk มุงค์เป็นบุตรชายคนที่สองของนาง Laura Catherine Bjølstad กับ Christian Munch นายแพทย์ประจำกองทหาร เขาเป็นลูกหลานตระกูลเก่าแก่แห่งนอร์เวย์ บรรพบุรุษของเขามีชื่อเสียงโด่งดังจากความสามารถแขนงต่างๆ อย่าง Jacob munch จิตรกร, Johan Storm Munch หัวหน้าบาทหลวง, Andreas Munch นักกวีและ Peter Andreas Munch นักประวัติศาสตร์และนักเขียนแนววิทยาศาสตร์ เอ็ดเวิร์ดมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน คือ Johanne Sophie (1862) พี่สาวคนโต และน้องของมุงค์อีกสามคนคือPeter Andreas (1865), Laura Catherine (1867), และ Inger Marie (1868). ทั้งโซฟีพี่สาวและเอ็ดเวิร์ดมีพรสวรรค์ทางด้านศิลปะ น้องสาวของพวกเขาคนหนึ่งเป็นจิตเพศตั้งแต่ยังเด็กและในบรรดาพี่น้องทั้งห้าคนนี้มีเพียงคนเดียวที่ได้แต่งงาน แต่ก็เสียชีวิตหลังจากงานแต่งของเธอเพียงไม่กี่เดือน ครอบครัวของมุงค์ต้องย้ายที่อยู่ไปตามเมืองต่างๆตามหน้าที่การงานของพ่อ ในปี1864 พวกเขาย้ายไปเมือง Christiania (Oslo ในปัจจุบัน) ที่นี้เป็นที่ที่เอ็ดเวิร์ดได้ฝึกฝนทักษะทางศิลปะของเขา แต่หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ได้เพียง 4 ปี แม่ของเอ็ดเวิร์ดก็เสียชีวิตด้วยโรควัณโรค ตามมาด้วยพี่สาว โซฟีในปี1887ในขณะที่เธออายุได้เพียง15ปี ภาระเลี้ยงดูลูกๆทุกคนตกเป็นของคริสเตียนผู้เป็นพ่อและ Karen Bjolstad ป้าของเอ็ดเวิร์ด แม้ว่าคริสเตียนจะเป็นแพทย์ประจำกองทหารแต่ก็มีรายได้ไม่มากนัก ภาวะทางเศรษฐกิจในครอบครัวไม่สู้ดีนัก มีความเป็นอยู่อย่างขัดสนแต่คริสตียนยังคงให้ลูกๆรับฟังคำสั่งสอนของเขา และด้วยความที่คริสเตียนเป็นลูกที่กตัญญูเขาจึงได้สอนลูกๆให้มีความกตัญญูเช่นกัน เมื่อเขาจะตำหนิลูก เขาจะกล่าวถึงแม่บนสรวงสวรรค์

การศึกษาและแรงบันดาลใจ[แก้]

หลังจากการจากไปของแม่ เอ็ดเวิร์ด มุงค์และพี่น้องได้รับการเลี้ยงดูจากป้า ป้าของมุงค์มองเห็นพรสวรรค์ทางด้านศิลปะในตัวเขา เธอสนับสนุนให้เขาเป็นศิลปิน และเป็นคนซื้ออุปกรณ์ต่างๆในการวาดรูปให้ เอ็ดเวิร์ด มุงค์เริ่มวาดภาพสิ่งที่เขาสนใจ เมื่ออายุได้13 ปี เขาเริ่มรู้จักกลุ่มศิลปินในสมาคมศิลปะที่พึ่งจัดตั้งใหม่ ที่นั้นเองเขาได้เห็นผลงานมากมายโดยเฉพาะภาพทิวทัศน์ (Landscape) เอ็ดเวิร์ดเริ่มจากการวาดภาพเลียนแบบและเริ่มใช้สีน้ำมัน

พ่อของเอ็ดเวิร์ดต้องการให้เขาเป็นวิศวกร ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องสมัครเข้าเรียนที่ Technical collage ในปี1879 สุขภาพร่างกายของเอ็ดเวิร์ดได้กลายมาเป็นอุปสรรคในการเรียนด้วยความต้องการจะอยากเป็นจิตรกร เขาจึงตัดสินใจลาออกแม้ว่าพ่อของเขาจะรู้สึกไม่พอใจนักก็ตาม คริสเตียนไม่ต้องการให้ลูกของเขาเป็นจิตรกรเพราะพวกจิตรกรชนชั้นกลางสมัยนั้นเป็นจิตรกรไส้แห้ง อีกทั้งผลงานยังไม่ได้รับการตอบรับที่ดีนัก เอ็ดเวิร์ดลาออกในปีถัดมาและเริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างจริงจัง พ่อของเขาแม้จะตำหนิเขาอยู่เสมอ แต่กระนั้นก็ยังให้เงินค่ากินอยู่แก่เขาไม่ขาด จนกระทั่งคริสเตียนได้ฟังคำวิภาควิจารณ์เรื่องรูปภาพของเอ็ดเวิร์ด จากคำบอกเล่าของญาติคนหนึ่ง Edvard Diriks ที่เป็นจิตรกรแนวประเพณีนิยม คริสเตียนทำลายภาพชิ้นหนึ่งที่เป็นภาพเปลือยและชี้คำขาดว่าจะไม่สนับสนุนเงินที่ใช้ในการทำงานศิลปะแกเอ็ดเวิร์ด มุงค์อีกต่อไป พ่อของเขายิ่งโกรธมากขึ้นหลังจากทราบว่าเขาคบกับ Hans jaeger หนึ่งในพวกอนาธิปไตยอย่างสุดโต่ง เขาเชื่อในลัทธิทำลายล้างและคิดว่าความตายคือการปลดปล่อยอิสระสูงสุด ความคิดเหล่านั้นส่งผลต่อทัศนะของมุงค์มาก

หลังจากปีที่เอ็ดเวิร์ด มุงค์ลาออกจาก Technical collage เอ็ดเวิร์ด มุงค์สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนศิลปะและการออกแบบแห่งเมืองคริสเตียนเนีย (the Royal school of Art and Designe of Christiania) ในปี 1881 เป็นสถาบันที่จาคอบ มุงค์ (Jacob munch) บรรพบุรุษของเขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งโรงเรียนแห่งนี้ ที่นั้นเองเอ็ดเวิร์ด มุงค์ได้เรียนเทคนิคทางด้านศิลปะแขนงต่างๆกับศิลปินชาวนอร์เวย์คนสำคัญๆ เขาได้เรียนวิชาประติมากรรมกับ Julius Middelthun และวาดภาพแนวธรรมชาตินิยม (naturalism) กับ Christian krohg ในปี1882 มุงค์และเพื่อนอีกหกคนรวมเงินกันเช่าสตูดิโอเล็กๆแห่งหนึ่ง และผู้ที่ให้คำปรึกษาพวกเขาคือ Christian krohgอาจารย์ของพวกเขา ผู้ถนัดวาดภาพแนวธรรมชาตินิยม งานเขียนของมุงค์ช่วงต้นๆจึงได้แรงบัลดาลใจจากเขาและได้รับอิทธิพลจากลัทธิธรรมชาตินิยมเป็นอย่างมาก

ปี1885 มุงค์ได้รับทุนการศึกษาจาก Frits Thaulow ได้เดินทางไปปารีส ในช่วงเวลาสามสัปดาห์สั้นๆเขาจึงได้ไปเห็นผลงานอันน่าประทับใจและเป็นแรงบันดาลใจแกเขา หลังจากกลับมาออสโลเขาก็เริ่มต้นทำงานชุดหลักของเขา ในปีเดียวกันนั้นมุงค์วาดภาพ โซฟีพี่สาวของเขา ช่วงเวลานั้นผลงานของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้น

ในปี 1886 เขาวาดภาพ ชุด “The Sick Child” ในภาพแสดงความคิดของมุงค์เรื่องความตายของน้องสาวของเขา ในปีนั้นเอง มุงค์ทำงานชุดนั้นเสร็จสิ้น ฤดูใบไม้ร่วงปี1889 มุงค์จัดนิทรรศการขนาดใหญ่เพื่อแสดงงานเดี่ยวของเขา ที่เมืองคริสเตียนเนีย จากงานนี้เขาได้รับรางวัลส่งผลให้เขามีโอกาสได้รับทุน

เอ็ดเวิร์ด มุงค์ในฝรั่งเศส[แก้]

ระหว่างปี1889-1892 เอ็ดเวิร์ด มุงค์ได้รับทุนของรัฐทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส มุงค์มาถึงปารีสในช่วงเทศกาลexposition Universelle เขาอยู่ร่วมกับศิลปินชาวนอร์เวย์อีกสองคนและจะกลับไปนอร์เวย์เฉพาะในช่วงฤดูร้อน

เอ็ดเวิร์ด มุงค์ได้ศึกษางานกับ Léon Bonnat จิตรกรชาวฝรั่งเศส ที่มีความชำนาญด้านการวาดภาพบุคคลแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่เขากลายมาเป็นแรงผลักดันอย่างมากให้แก่งานศิลปะของมุงค์ ในเวลานั้นเป็นช่วงเฟื่องฟูของศิลปะแนวใหม่ที่ต่อต้านลัทธิสัจจะนิยม มุงค์แสดงให้เห็นถึงการต่อต้านนี้จากคำพูดที่ว่า “กล้องถ่ายภาพไม่สามารถเทียบได้กับแปรงและผ้าใบได้” มุงค์รับเอาแนวทางวิธีการและเทคนิคการสร้างผลงานรูปแบบใหม่ของเขาจากแรงบันดาลที่ได้จากศิลปินที่มีชื่อเสียงในฝรั่งเศสอย่าง Paul Gauguin, Vincent van Gogh, Henri de Toulouse-Lautrec ทั้งจากลัทธิอิมเพรสชันนิสม์, โพสอิมเพรสชันนิสม์หลังจากนั้นก็สนในงานศิลปะแนวใหม่และการออกแบบ แม้ผลงานของเขาจะบรรยายบรรยากาศและสถานที่ทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามมุงค์ตั้งใจที่จะเน้นศิลปะที่สื่อความน่ากลัวของอารมณ์ ฤดูใบไม้ร่วงแรกหลังจากมาถึงปารีส มุงค์ได้รับแจ้งข่าวการตายของพ่อ ความเหงา ความเศร้าโศกครั้งนั้นถูกถ่ายทอดลงในภาพ “Night” (1890) ภาพคนที่โดดเดี่ยวในเงามืดภายในห้องอันมืดมิด มุงค์เดินทางกลับนอร์เวย์และกู้เงินก้อนหนึ่งได้จากนักสะสมงานศิลปะชาวนอร์เวย์ แต่ความหดหู่ ท้อแท้ โดดเดี่ยวและกดดันถาโถมมาที่เขาจนเขาเองไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว

ระหว่างช่วงที่อยู่ในฝรั่งเศส ในเดือนพฤศจิกายนปี1890 มุงค์ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเป็นเวลาสองเดือน เพราะต้องพักรักษาตัวจากไข้รูห์มาติก ในช่วงเวลานั้นภาพวาดของเขา 5 ภาพในออสโลถูกทำลายเพราะไฟไหม ช่วงเวลาในฝรั่งเศส มุงค์ได้สร้างผลงานไว้มากมาย เป็นช่วงเริ่มร่างภาพ “The Scream” และสร้างผลงานอีกหลายๆภาพแบบอิมเพรสชันนิสม์แต่ใช้ความประทับใจภายในจิตใจไม่ใช่เพียงทางสายตา

เอ็ดเวิร์ด มุงค์ในเยอรมัน[แก้]

ฤดูใบไม้ร่วงปี 1892 มุงค์ออกแสดงงานในที่ต่างๆ งานนิทรรศการครั้งหนึ่งมุงค์ได้รับเชิญไปแสดงงานร่วมกับศิลปินในสมาคมศิลปะแห่งเบอร์ลินที่จัดขึ้นที่นั่น ผู้เข้าชมและศิลปินหัวเก่าต่างวิภาควิจารณ์งานของเอ็ดเวิร์ด มุงค์จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาว ผลงานของเขาถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้ชมและกรรมการ ในที่สุดก็ถูกเรียกร้องให้ยกเลิกการแสดงภาพครั้งนั้นหลังจากจัดแสดงมาได้เพียงหนึ่งอาทิตย์ เพราะผู้คนในยุคที่ศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์กำลังเฟื่องฟูไม่เข้าใจความจริงในมุมด้านมืดของชีวิต พวกเขาเห็นว่าภาพของมุงค์เป็นภาพที่น่ากลัว ไม่เจริญหูเจริญตา และมีความรุนแรง ซึ่งอันที่จริงมุงค์ต้องการปลดปล่อยความรู้สึกเจ็บปวดของเขาออกมาทางงานศิลปะ กลุ่มคนที่เข้าใจงานของเขาจะเห็นว่างานของมุงค์ไม่ใด้เป็นเพียงงานศิลปะแต่เป็นความรู้สึกของชายคนหนึ่ง เอ็ดเวิร์ด มุงค์จึงเรียกได้ว่าเป็นบุคคลสำคัญต่อ โมเดิร์นเยอรมันเอ็กเพรสชันนิสม์ เขาเข้าร่วมกลุ่ม “Der Blaue Reiter” ในภาษาอังกฤษเรียกกลุ่มนี้ว่า “The Blue Rider” กลุ่มศิลปินที่มักถ่ายทอดงานศิลปะด้วยอารมณ์เศร้าหมอง

จากเรื่องอื้อฉาว มุงค์กลับมีชื่อเสียงโด่งดังในเบอร์ลิน เขาจึงตัดสินใจที่จะพำนักจะอยู่ที่นี้ซักระยะหนึ่ง เขาเข้าร่วมกลุ่ม “Literati” การรวมตัวของกลุ่มศิลปินและปัญญาชนในสแกนดิเวเนีย ในเดือนธันวาคมปี 1893 มุงค์ได้แสดงผลงาน 6 ภาพ ซึ่งต่อมาภาพทั้งหกได้ถูกขนานนามว่าภาพชุด “The Frieze of Life” มุงค์ได้ถ่ายทอดความรู้สึกเสียใจ ความเครียด ความเศร้าและความเจ็บปวดลงในงานเขาเช่นเดิม ภาพชุดนี้เป็นดั่งบทกวีเกี่ยวกับชีวิต ความรักและความตาย เนื้อหาของภาพบรรยายบรรยากาศที่แสดงอารมณ์เศร้าและเจ็บปวด เช่นภาพ “The Strom” “Moonlight” และ“Starry Night” เรื่องความรักอย่าง “Rose and Amelie” “Vampire” และเรื่องความตาย “Death in the Sickroom”

ระหว่างปี1892-1908 มุงค์เดินทางไปมาระว่างปารีสและเบอร์ลินอยู่เสมอ ที่เบอร์ลินมุงค์เริ่มต้นเรียนรู้และทำงานภาพพิมพ์ จาก Auguste Clot เพื่อนช่างพิมพ์ผู้มีชื่อเสียง เอ็ดเวิร์ดเริ่มเป็นที่รู้จักในผลงานรูปแบบใหม่ของเขาทั้งเอชชิ่ง ลิโทกราฟ และภาพพิมพ์ไม้ มุงค์ทำงานรวาดภาพพิมพ์ชื่อ “The Mirror” และยังทำงานภาพพิมพ์ลอกแบบผลงานจิตรกรรมเดิมที่เคยวาดไว้ เช่นภาพชุด “The Frieze of Life” ปี1895 น้องชายของเขาก็ได้จากไปอีก มุงค์ต้องประสบกับความสูญเสียอีกครั้ง เมื่อเขารู้สึกโดดเดี่ยว เขาจึงออกเดินทางไปเรื่อยๆแต่ก็อยู่ในออสโล, นอร์เวย์, เยอรมัน, และปารีสเป็นหลัก

ความสำเร็จและวิกฤตในชิวิต[แก้]

ช่วงต้นของศตวรรษใหม่มุงค์โด่งดังและมีชื่อเสียงจากผลงานของเขา ในปี 1902 มุงค์ผิดหวังจากความรัก เขายิงปืนใส่นิ้วมือข้างซ้ายและเสียมันไป แต่ในปีนั้นเองมุงค์ได้พบกับ Dr. Max Linde ชายที่ซื้อผลงานของเขาและเขียนหนังสือเกี่ยวกับตัวเอ็ดเวิร์ด มุงค์ ในปีนั้นถือเป็นปีที่มุงค์มีงานและชีวิตวุ่นวายมากที่สุดปีหนึ่ง จากงานชุด “The Frieze of Life” ที่เคยถูกต่อต้านในเบอร์ลิน แต่กลับมาจัดแสดงอีกครั้งพร้อมกับความสำเร็จ และในปีนั้นมีการจัดแสดงนิทรรศการภาพของมุงค์อีกถึง 22ครั้ง สองปีถัดมาเป็นปีที่มุงค์ เลือกเดินทางสำคัญทางหนึ่ง เอ็ดเวิร์ด มุงค์ได้เซ็นสัญญากับชาวเบอร์ลิน Bruno Casirer เป็นสัญญาที่ทำให้เขาสามารถขายผลงานในเยอรมันได้ จากสองภาพ“The Fight” และ“The Uninvited Guest” ที่มุงค์ได้วาดในปี 1905 แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งของเขาและเพื่อน Ludvig Karsten พวกเขาทะเลาะกันรุนแรง ปี 1908 จากภาวะความเครียดและผลจากพิษสุรา เอ็ดเวิร์ด มุงค์กลายเป็นคนวิกลจริตจนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด้วยอาการทางประสาท ต้องรักษาโดยการช๊อดไฟฟ้าและกลับมาหายดี แต่บุคลิกภาพของมุงค์กลับเปลี่ยนไป หลังจากกลับมาที่นอร์เวย์ในปี 1909 ผลงานทางศิลปะของเขาเปลี่ยนแนวทางไปอย่างมาก มุงค์สนใจหัวข้อเรื่องธรรมชาติ ภาพวาดขาดความรู้สึกลึกซึ้ง เป็นเพียงภาพภาพหนึ่งที่ขาดชีวิตและความรู้สึก แต่ด้วยความกดดันที่น้อยลงงานของเขามีสีสันมากขึ้น

แม้กระนั้นในปีถัดมา มุงค์จัดนิทรรศการสำคัญ ซึ่งแสดงงานจิตรกรรมจำนวนนับร้อยและภาพพิมพ์อีกกว่าสองร้อยภาพ รวมถึงภาพวิวทิวทัศน์และภาพคนขนาดเท่าจริง ในปี1915 เป็นครั้งที่สามของมุงค์ที่ได้ร่วมแสดงผลงานในงานนิทรรศการศิลปะในอเมริกา ครั้งนั้นงานนิทรรศการจัดขึ้นที่ซานฟรานซิสโก เอ็ดเวิร์ด มุงค์ได้รับรางวัลเหรียญทองสำหรับงานประเภทภาพพิมพ์ ความสำเร็จในครั้งนั้นเพียงพอที่จะแก้ปัญหาทางการเงินของเขาได้ ณ กรุงเบอร์ลิน ปี 1917 หนังสือชื่อ “Edvard Munch” ได้ตีพิมพ์ส่งท้องตลาด รวบรวมเอาผลงานระหว่างการเดินทางไปที่ต่างๆของมุงค์ แม้จะกระจายไปทั่วโลก มีงานนิทรรศการหลายๆครั้งและครั้งที่รวบรวมผลงานครอบคลุมมากที่สุด ได้จัดขึ้นที่หอศิลป์แห่งชาติประจำกรุงเบอร์ลิน รวมภาพวาดสีน้ำมันกว่า 223 ภาพ

บั้นปลายชีวิต[แก้]

น้องสาวของเขาเสียชีวิต จากเขาไปอีกคนในปี1926 ช่วงปี 1930 ผู้อุปถัมป์มุงค์ชาวเยอรมันหลายคนจบชีวิตจากความโหดเหี่ยมของพรรคนาซี ในปีนั้นเองความโชคร้ายได้เข้ามาถึงตัวเขาเช่นกัน สิ่งเลวร้ายที่สุดทำดวงตาของเขามีปัญหา และอาการยังกำเริบเรื่อยๆตลอดช่วงชีวิตที่เหลือของเขา เพียงหนึ่งปีถัดมา เขาต้องรับมือกับความเหงาที่มาหาเขาไม่หยุดหย่อน การจากไปของป้าที่เคยเลี้ยงดูเขาหลังจากแม่ของเขาตายและสนับสนุนเขาให้เป็นศิลปินตั้งแต่นั้นมา ได้ซ้ำเติมความทุกข์แก่เขามากขึ้นไปอีก

ระยะเวลาช่วงยี่สิบปีสุดท้ายของชีวิตอันโดดเดี่ยว มุงค์อาศัยอยู่อย่างง่ายในที่พักของเขาเองใน Ekely ใกล้เมืองOslo ผลงานในช่วงนี้มักเกี่ยวกับชีวิตในชนบท ท้องทุ่ง และฟาร์ม ในการแสดงงานที่พิพิธภัณฑ์แห่งเยอรมัน ภาพของเอ็ดเวิร์ด มุงค์ได้แสดงทั้งหมด 8 ภาพ แต่สองภาพในนั้นถูกวิถาควิจารณ์อย่างแรง ภาพถูกยึดและขายไป โดยเฉพาะระหว่างช่วงปี 1930 ถึง1940 พวกนาซีตีตราผลงานของมุงค์ว่าเป็นงานศิลปะที่เสื่อมเสียและย้ายผลงานของมุงค์ออกจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติเยอรมนีไปถึง 82 ชิ้น ช่วงปี1940 นอร์เวย์ถูกโจมตีโดยกลุ่มนาซีของเยอรมัน มุงค์ต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง ขณะนั้นเขาอายุได้ 76 ปี และวาดภาพเก็บสะสมไว้จนแทบจะเต็มถึงชั้นสองของบ้าน แต่ถูกนาซียึดไปถึง 71 ภาพ อย่างไรก็ตามเมื่อสิ้นสุดสงครามภาพเหล่านั้นก็ค่อยๆกลับคืนสู่นอร์เวย์ด้วยการซื้อของเหล่านักสะสม แต่มี 7 ภาพหายสาบสูญไป ในจำนวนที่พบเจอและถูกเก็บไว้อย่างดีคือภาพ “The Scream” และ “The Sick Chile” 23 มกราคม1944 เพียงไม่ถึงครึ่งเดือนหลังจากวันครบรอบวันเกิดของเขา เอ็ดเวิร์ด มุงค์จากไปอย่างสงบ เขาได้ทำพินัยกรรมมอบผลงานของเขาทั้งหมดแก่เมืองออสโล มีจำนวน ภาพวาดสีน้ำมันทั้งหมด 1,008 ภาพ, ผลงานภาพพิมพ์รวม 15,391 ภาพ, ภาพร่างและภาพสีน้ำรวม 4,443 ภาพและงานประติมากรรมของเขาอีก 6 ชิ้น แม้ว่าร่างของเขาเอ็ดเวิร์ด มุงค์จะจากไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเขายังคงฝังรากลึกอยู่ในงานศิลปะและผลงานจำนวนมากที่มุงค์ได้ทิ้งไว้ ในปี 1963 มีการเปิดพิพิธภัณฑ์ที่แสดงงานชิ้นยอดเยี่ยมของเขาทั้งหมด รวมอยู่ในพิพิธภัณฑ์ชื่อ “The Munch-Museet”

ผลงาน[แก้]

“The Scream” ผลงานที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของเอ็ดเวิร์ด มุงค์และเป็นหนึ่งในภาพจิตรกรรมที่คนจดจำมากที่สุดรูปหนึ่งในกระแสศิลปะเอ็กเพรสชันนิสม์ มุงค์วาดภาพด้วยสีสันที่ฉูดฉาดและรูปแบบง่ายๆ แต่สื่อได้ถึงจิตวิญญาณ แสดงอารมณ์ด้วยภาพใบหน้าที่เจ็บปวด มุงค์ได้เขียนคำอธิบายของรูปนี้ไว้ว่า “ขณะที่ฉันเดินอยู่บนท้องถนนกับเพื่อนทั้งสองในตอนพระอาทิตย์อัสดง ทันใดนั้นท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงดุจเลือด ฉันหยุดนิ่งและโน้มตัวไปยังขอบรั้ว รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยที่ไม่อาจบรรยายได้ เปรวเพลิงสีเลือดทอดข้ามฟยอร์สสีดำ เพื่อนของฉันยังคงเดินต่อไป ฉันยังคงอยู่เบื้องหลัง สั่นสะท้านด้วยความกลัว ทันใดนั้นฉันก็ได้ยินเสียงกรีดร้องอันไม่มีที่สิ้นสุดของธรรมชาติ” “The Scream” (1893)

“The Scream” มีผลงานทั้งหมด 4 ชิ้น เป็นงานจิตรกรรม (เขียนในปี 1893, 1895 และ1910) และภาพพิมพ์ลิโทรกราฟ (ปี 1895) ฉบับที่วาดในปี 1910 ถูกลักลอบขโมยไปในปี 2004 และพบอีกครั้งในปี 2006 ภาพยังคงสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ภาพวาดฉบับปี1895 ขายไปในงานประมูลภาพเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2012 ที่ผ่านมา ด้วยราคา 119,922,500 ดอลลาร์สหรัฐ