ข้ามไปเนื้อหา

เอไลโอพลาสต์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ภาพประกอบจาก Collegiate Dictionary, FA Brockhaus และ IA Efron ประมาณปี 1905 เซลล์ใบอ่อนของ Vanilla planifolia ; E - เอไลโอพลาสต์; Л - นิวเคลียส; Я - leucoplasts; B - แวคิวโอล

เอไลโอพลาสต์ (อังกฤษ: elaioplast) เป็นหนึ่งในสามรูปแบบที่เป็นไปได้ของลิวโคพลาสต์ (ซึ่งมักถูกอ้างถึงเช่นนั้น)[1] หน้าที่หลักของเอไลโอพลาสต์คือสังเคราะห์และจัดเก็บกรดไขมัน, เทอร์พีนและลิพิดอื่น ๆ พบได้ในใบอ่อนของเมล็ดพืชที่ให้น้ำมัน ผลไม้สกุลส้ม และอับเรณูของพืชดอกหลายชนิด[1][2][3][4]

อรรถาธิบาย

[แก้]

เช่นเดียวกับลิวโคพลาสต์ส่วนใหญ่ เอไลโอพลาสต์เป็นออร์แกเนลล์ปราศจากรงควัตถุและสามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นพลาสติดอื่นได้ เอไลโอพลาสต์มีหน้าที่หลักในการกักเก็บและกระบวนการเมแทบอลิซึมของไขมัน[5] นอกเหนือจากบทบาทเหล่านี้ มีการศึกษาหนึ่งแสดงให้เห็นว่าออร์แกเนลล์เหล่านี้มีส่วนร่วมในการสร้างเทอร์พีนและกรดไขมัน[2][3] โดยปกติแล้วเอไลโอพลาสต์จะมีลักษณะเป็นออร์แกเนลล์รูปร่างกลมเล็ก เต็มไปด้วยหยดน้ำมันที่มองเห็นได้ผ่านกล้องจุลทรรศน์[1] ไขมันที่พบในเอไลโอพลาสต์เหมือนกันกับไขมันที่สังเคราะห์โดยเซลล์โพรแคริโอต ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไตรอะซิลกลีเซอรอลและสเตอรอลเอสเทอร์ โดยคลัสเตอร์ของหยดน้ำมันสามารถมองเห็นได้จากกล้องจุลทรรศน์ สำหรับส่วนประกอบอื่น ๆ ของเอไลโอพลาสต์ มีโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับพลาสโทโกลบูล เช่นไฟบริลลิน ตระกูลของโปรตีนที่เชื่อว่าหลงเหลือมาจากไซยาโนแบคทีเรีย ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของพลาสติด[4] นอกเหนือจากทาพีโทโซม (tapetosome; กลุ่มของน้ำมันและโปรตีนที่ผลิตโดยร่างแหเอนโดพลาซึม) เอไลโอพลาสต์มักพบในทาพีทัม (tapetum) ของอับเรณูในพืชกลุ่มแองจิโอสเปิร์ม ซึ่งน้ำมันจากเอไลโอพลาสต์และโปรตีนจากทาพีโทโซมถูกใช้เพื่อสร้างชั้นหุ้มของละอองเรณู[1] หลังจากที่ละอองเรณูเจริญเต็มที่ ออร์แกเนลล์เหล่านี้จะถูกย่อยสลายและปล่อยเข้าสู่ช่องของอับละอองเรณู[1] นอกจากนี้ยังพบในเมล็ดพืชให้น้ำมัน ซึ่งเอไลโอพลาสต์ในพืชกลุ่มนี้ให้ไขมันที่ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นคาร์โบไฮเดรต อันทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานในการงอกของเอมบริโอ ตัวอย่างที่เป็นผลไม้ตระกูลส้มแสดงให้เห็นว่ามีเอไลโอพลาสต์ในปริมาณสูงที่เปลือกผล ที่ซึ่งเอไลโอพลาสต์จำเป็นต่อการผลิตเทอร์พีน[5]

พัฒนาการ

[แก้]

เอไลโอพลาสต์พัฒนามาจากโพรพลาสติดในส่วนที่ลำต้นพืชมีการแบ่งตัว (เนื้อเยื่อเจริญ) เช่นเดียวกับพลาสติดอื่น ๆ โพรพลาสติดเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกกำหนดหน้าที่โดยเฉพาะและสามารถพัฒนาไปเป็นพลาสติดได้หลากหลายชนิด ขึ้นกับเนื้อเยื่อที่มันอยู่[6] ในเซลล์ที่ไม่เกี่ยวกับเพศ โพรพลาสติดมักจะดำเนินวิถีการพัฒนาแบบทิศทางเดียว (unidirectional pathway) ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนกลับไปมาระหว่างรูปแบบก่อนหน้ากับถัดไป อย่างไรก็ตามเซลล์สืบพันธุ์อาจพบพลาสติดที่มีการเปลี่ยนข้ามระยะอยู่เสมอ[7] ในอับเรณูของพืชดอก เอไลโอพลาสต์เป็นตัวแทนจากขั้นตอนสุดท้ายของการพัฒนาพลาสติดภายในทาพีทัม ไม่ว่าจะเกิดขึ้นโดยตรงจากโพรพลาสติดหรือเปลี่ยนมาจากพลาสติดอื่น ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดและกลยุทธ์การถ่ายเรณู (pollination strategy)[7]

ต้นกำเนิดและการถ่ายทอด

[แก้]

พลาสติดถูกตั้งสมมติฐานว่ามีต้นกำเนิดมาจากเหตุการณ์เอนโดซิมไบโอติกระหว่างยูแคริโอตโบราณและไซยาโนแบคทีเรียที่เป็นบรรพบุรุษของพลาสติดเมื่อกว่า 1 พันล้านปีก่อน ในเหตุการณ์นี้ไซยาโนแบคทีเรียถูกกลืนกินและถูกรักษาไว้เป็นศูนย์กลางกระบวนการเมแทบอลิซึมสำหรับการสังเคราะห์ด้วยแสง[8] หลักฐานนี้สามารถสังเกตได้ในลักษณะจีโนมอิสระของพลาสติดซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับไซยาโนแบคทีเรียสมัยใหม่[9] นับตั้งแต่เหตุการณ์ดังกล่าว จีโนมของพลาสติดได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยจีโนมของพลาสติดถูกถ่ายโอนไปสู่จีโนมในนิวเคลียส จีโนมของพลาสติดเก็บรหัสของโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับตัวมันประมาณ 100 ถึง 2500 ชนิด[1]

เอไลโอพลาสต์เพิ่มจำนวนด้วยการแบ่งตัวออกเป็นสอง (binary fission) ซึ่งเป็นอิสระจากการแบ่งตัวของเซลล์แม่ อันเป็นคุณลักษณะที่บ่งบอกถึงบรรพบุรุษที่เป็นแบคทีเรียเช่นเดียวกับพลาสติดส่วนใหญ่ การแบ่งตัวออกเป็นสองนี้เกิดขึ้นก่อนกระบวนการไซโทไคนีซิส (cytokinesis) โดยเอไลโอพลาสต์ที่แบ่งได้นี้จะถูกขนส่งไปยังเซลล์ลูกในฐานะส่วนหนึ่งของไซโทพลาสซึม[1]

เอไลโอพลาสต์มีพลาสโตม (จีโนมของพลาสติด; plastome, plastid genome) ร่วมกับพลาสติดทุกชนิดที่พบในเซลล์ อันเป็นผลมาจากการแปลงรูปไปมาระหว่างชนิด และในแองจิโอสเปิร์ม ฝ่ายแม่ (maternal) มีอิทธิพลต่อการถ่ายทอดพลาสโตมมากกว่า[5][7] พลาสโตมทางฝ่ายพ่อ (paternal) จะถูกแยกออกในกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง คือ ถูกแยกออกระหว่างการพัฒนาละอองเรณู หรือระหว่างการสร้างหลอดละอองเรณู[7] ในระหว่างการพัฒนาละอองเรณู พลาสติดของฝ่ายพ่อจะถูกยับยั้งโดยไมโครฟิลาเมนท์ในโครงร่างเซลล์ก่อนที่จะมีการแบ่งตัวของไมโครสปอร์ หรือภายหลังการเสื่อมสลายของไมโครสปอร์[7] นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันการถ่ายทอดพลาสติดจากทางฝ่ายพ่อในระหว่างกระบวนการสร้างหลอดละอองเรณู (pollen tube) ซึ่งพลาสติดจะถูกแยกออกจากเซลล์อสุจิในขณะที่พวกมันหลอมรวมกับเซลล์ไข่[7]

อ่านเพิ่มเติม

[แก้]
การเปลี่ยนสภาพมาเป็นเอไลโอพลาสต์

อ้างอิง

[แก้]
  1. 1 2 3 4 5 6 7 Wise RR (2007). "The Diversity of Plastid Form and Function". The Structure and Function of Plastids. Advances in Photosynthesis and Respiration. Vol. 23. pp. 3–26. doi:10.1007/978-1-4020-4061-0_1. ISBN 978-1-4020-4060-3.
  2. 1 2 Eastmond PJ, Dennis DT, Rawsthorne S (July 1997). "Evidence That a Malate/Inorganic Phosphate Exchange Translocator Imports Carbon across the Leucoplast Envelope for Fatty Acid Synthesis in Developing Castor Seed Endosperm". Plant Physiology. 114 (3): 851–856. doi:10.1104/pp.114.3.851. PMC 158371. PMID 12223747.
  3. 1 2 Gleizes M, Pauly G, Carde JP, Marpeau A, Bernard-Dagan C (November 1983). "Monoterpene hydrocarbon biosynthesis by isolated leucoplasts of Citrofortunella mitis". Planta. 159 (4): 373–81. doi:10.1007/BF00393177. PMID 24258236. S2CID 646883.
  4. 1 2 van Wijk KJ, Kessler F (April 2017). "Plastoglobuli: Plastid Microcompartments with Integrated Functions in Metabolism, Plastid Developmental Transitions, and Environmental Adaptation". Annual Review of Plant Biology. 68 (1): 253–289. doi:10.1146/annurev-arplant-043015-111737. PMID 28125283.
  5. 1 2 3 Zhu M, Lin J, Ye J, Wang R, Yang C, Gong J, Liu Y, Deng C, Liu P, Chen C, Cheng Y, Deng X, Zeng Y (7 February 2018). "A comprehensive proteomic analysis of elaioplasts from citrus fruits reveals insights into elaioplast biogenesis and function". Horticulture Research. 5 (1): 6. doi:10.1038/s41438-017-0014-x. PMC 5802726. PMID 29423236.
  6. van Wijk KJ, Baginsky S (April 2011). "Plastid proteomics in higher plants: current state and future goals". Plant Physiology. 155 (4): 1578–88. doi:10.1104/pp.111.172932. PMC 3091083. PMID 21350036.
  7. 1 2 3 4 5 6 Clément C, Pacini E (January 2001). "Anther plastids in angiosperms". The Botanical Review. 67 (1): 54–73. doi:10.1007/BF02857849. S2CID 28435753.
  8. McFadden GI (December 1999). "Endosymbiosis and evolution of the plant cell". Current Opinion in Plant Biology. 2 (6): 513–519. doi:10.1016/s1369-5266(99)00025-4. PMID 10607659.
  9. Martin W, Stoebe B, Goremykin V, Hapsmann S, Hasegawa M, Kowallik KV (May 1998). "Gene transfer to the nucleus and the evolution of chloroplasts". Nature. 393 (6681): 162–5. Bibcode:1998Natur.393..162M. doi:10.1038/30234. PMID 11560168. S2CID 205000315.

บรรณานุกรม

[แก้]