นี่คือบทความคุณภาพ คลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เรือยิงตอร์ปิโดยูโกสลาเวีย ที 5

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

เรือยิงตอร์ปิโดยูโกสลาเวีย ที 5
a black and white photograph of a medium-sized ship underway
เรือยิงตอร์ปิโดยูโกสลาเวีย ที 5 ซึ่งโครงสร้างเป็นรุ่นเดียวกับ ที 3
ประวัติ (ออสเตรีย-ฮังการี)
ชื่อเรือ: 87 เอฟ
ต่อขึ้นที่: Ganz & Danubius
วางกระดูกงู: 5 มีนาคม พ.ศ. 2457
ปล่อยลงน้ำ: 20 มีนาคม พ.ศ. 2458
ขึ้นระวาง: 25 ตุลาคม พ.ศ. 2458
ปลดประจำการ: พ.ศ. 2461
จุดจบ: ส่งมอบให้กับ ราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีน
ประวัติ (ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย)
ชื่อเรือ: ที 5
ได้รับเรือ: มีนาคม พ.ศ. 2464
ปลดประจำการ: เมษายน พ.ศ. 2484
จุดจบ: ยึดโดยอิตาลี
ประวัติ (ราชอาณาจักรอิตาลี)
ชื่อเรือ: ที 5
ได้รับเรือ: เมษายน พ.ศ. 2484
ปลดประจำการ: กันยายน พ.ศ. 2486
จุดจบ: ส่งมอบคืนให้กับยูโกสลาเวีย
ประวัติ (ราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย)
ชื่อเรือ: ที 5
ได้รับเรือ: ธันวาคม พ.ศ. 2486
ปลดประจำการ: พฤษภาคม พ.ศ. 2488
ประวัติ (ยูโกสลาเวีย)
ชื่อเรือ: เคอร์
ได้รับเรือ: พฤษภาคม พ.ศ. 2488
ปลดประจำการ: พ.ศ. 2505
จุดจบ: ถูกแยกชิ้นส่วน
ลักษณะเฉพาะ
ชั้น: เรือยิงตอร์ปิโดชั้น 250ที, เรือยิงตอร์ปิโดชั้น เอฟ
ขนาด (ระวางขับน้ำ):
ความยาว: 58.5 เมตร (191 ฟุต 11 นิ้ว)
ความกว้าง: 5.8 เมตร (19 ฟุต 0 นิ้ว)
กินน้ำลึก: 1.5 เมตร (4 ฟุต 11 นิ้ว)
เครื่องยนต์:
  • 5000-6000 แรงม้า (3,700–4,500 กิโลวัตต์)
  • 2 × หม้อไอน้ำแบบยาร์โรว์
ใบจักร:
  • 2 × เพลา
  • 2 × กังหันไอน้ำ AEG-Curtiss
  • ความเร็ว: 28 นอต (52 กม./ชม.; 32 ไมล์/ชม.)
    พิสัยเชื้อเพลิง: 1,200 ไมล์ทะเล (2,200 กม.; 1,400 ไมล์)ที่ 16 นอต (30 กม./ชม.; 18 ไมล์/ชม.)
    อัตราเต็มที่: 38–41
    ยุทโธปกรณ์:
    • 2 × ปืนสโกด้า 66มม. (2.6นิ้ว) แอล/30
    • 4 × ตอร์ปิโด450 มม. (17.7 นิ้ว)
    • 10-12 × ทุ่นระเบิดเรือ

    เรือยิงตอร์ปิโดยูโกสลาเวีย ที 5 (อังกฤษ: T5) เป็นเรือยิงตอร์ปิโดประจำการในราชนาวียูโกสลาเวียระหว่างปี พ.ศ. 2464 - 2484 ชื่อเดิมคือ 87 เอฟ (อังกฤษ: 87 F) มีระวางขับน้ำ 250 ตันซึ่งเป็นเรือยิงตอร์ปิโดชั้น 250 ที ที่ประจำการกองทัพเรือออสเตรีย-ฮังการีระหว่างปี พ.ศ. 2457-2458 มีปืนขนาด 66 มม. (2.6 นิ้ว) และท่อตอร์ปิโด 4 ท่อขนาด 450 มม. (17.7 นิ้ว) และสามารถบรรทุกทุ่นระเบิดเรือ 10-12 ลูก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งได้ถูกใช้ในงานลาดตระเวนคุ้มกันและกวาดทุ่นระเบิด รวมถึงปฏิบัติการต่อต้านเรือดำน้ำและภารกิจโจมตีชายฝั่ง หลังจากความพ่ายแพ้ของออสเตรีย - ฮังการีในปี พ.ศ. 2461 87 เอฟ ถูกส่งมอบให้แก่ราชนาวีแห่งราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีนซึ่งต่อมาได้กลายเป็นราชนาวียูโกสลาเวียและได้เปลี่ยนชื่อเป็น ที 5

    ในช่วงการรุกรานยูโกสลาเวีย อิตาลีได้ยึดเรือในเดือนเมษายน พ.ศ. 2484 หลังจากนั้นเรือก็ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยก่อนจะเข้าประจำการในราชนาวีอิตาลีภายใต้ชื่อเดิม เมื่อมาประจำการในอิตาลีได้รับหน้าที่ในการพิทักษ์ชายฝั่งและเส้นทางเดินเรือในทะเลเอเดรียติก หลังจากที่อิตาลีประกาศยอมแพ้ในกันยายน พ.ศ. 2486 อิตาลีส่งมอบเรือคืนแก่ราชนาวียูโกสลาเวีย เมื่อสิ้นสุดสงครามเรือก็ถูกส่งมอบให้กับกองทัพเรือยูโกสลาเวียใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็น เคอร์ (อังกฤษ: Cer) ก่อนจะปลดประจำการและแยกชิ้นส่วนในปี พ.ศ. 2505

    เบื้องหลัง[แก้]

    ในปี พ.ศ. 2453 คณะกรรมการเทคนิคทหารเรือออสเตรีย-ฮังการี ได้ริเริ่มโครงการการออกแบบและพัฒนาเรือยิงตอร์ปิโดนอกชายฝั่งทะเลระวางขับน้ำ 275 ตัน (271 ลองตัน) และควรจะทำความเร็ว ได้ 30 นอต (56 กม. / ชม.) เป็นเวลา 10 ชั่วโมง ข้อกำหนดอยู่ใต้ความคาดหวังในความสามารถปกป้องช่องแคบโอตรันโต ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างทะเลเอเดรียติก กับทะเลไอโอเนียน ซึ่งถูกปิดกั้นโดยกองเรือสัมพันธมิตรในความขัดแย้งในอนาคต จึงจำเป็นจะต้องมีเรือยิงอร์ปิโดที่สามารถแล่นเรือออกจากกองทัพเรือออสเตรีย - ฮังการี (เยอรมัน: kaiserliche und königliche Kriegsmarine) ที่อ่าวโคโทร ไปยังช่องแคบในเวลากลางคืนเพื่อค้นหาและโจมตี ปิดกั้นเรือและกลับสู่ท่าเทียบเรือก่อนรุ่งสาง เครื่องยนต์กังหันไอน้ำได้ถูกเลือกให้เป็นระบบขับเคลื่อนหลักเนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลไม่มีความจำสำหรับวางขับน้ำเล็กและกองทัพเรือออสเตรีย - ฮังการีไม่มีประสบการณ์ในการใช้เรือเทอร์โบไฟฟ้า บริษัทต่อเรือด้านเทคนิคของตรีเยสเต (อิตาลี: Stabilimento Tecnico Triestino, ชื่อย่อ: STT) ได้รับคัดเลือกให้ทำสัญญาต่อเรือแปดลำแรกในกลุ่ม ที และต่ออีกสี่ลำ แต่เมื่อบริษัทต่อเรือแกนซ์และดานูบิอุส (อิตาลี: Ganz Danubius) ลดราคาสัญญาสิบเปอร์เซ็นต์ ทำให้บริษัทใหม่ต่อเรือเพิ่มอีกเป็นสิบหกลำในกลุ่ม เอฟ[1] ซึ่งกลุ่มชื่อเอฟ หมายถึงตำแหน่งอู่ต่อเรือหลักของแกนซ์และดานูบิอุสที่ฟีอูเม[2]

    การออกแบบและการต่อเรือ[แก้]

    87 เอฟ ในปี พ.ศ. 2458

    เรือยิงตอร์ปิโดยูโกสลาเวีย ที 5 มีความยาว 250 ฟุต กลุ่มเอฟ มีความยาว 58.5 เมตร (191 ฟุต 11 นิ้ว) ความกว้าง 5.8 เมตร (19 ฟุต 0 นิ้ว) และกินน้ำลึก 1.5 เมตร (4 ฟุต 11 นิ้ว) มีระวางขับน้ำ 266 ตันและเพิ่มเป็น 330 ตัน เมื่อเต็มที่[2] สามารถบรรจุลูกเรือได้ 38-41 คน[1][2] เรือขับเคลื่อนด้วยกังหันไอน้ำ เออีจีเคอร์ทิสส์ 2 ใบพัด ขับเคลื่อนโดยหม้อไอน้ำแบบยาร์โรว์ 2 หม้อ [1] ซึ่งเชื้อเพลิงเผาไหม้ในหม้อเป็นน้ำมันและถ่านหิน มีกำลัง 5,000 แรงม้า (3,700 กิโลวัตต์) และสูงสุดถึง 6,000 แรงม้า (4,500 กิโลวัตต์) และออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนเรือให้มีความเร็วสูงสุด 28 นอต (52 กม./ชม.; 32 ไมล์/ชม.)[2] บรรทุกเชื้อเพลิงถ่านหิน 20 ตัน และน้ำมันเชื้อเพลิง 34 ตัน[3] ซึ่งมีระยะทางเชื้อเพลิง 1,200 ไมล์ทะเล (2,200 กม.; 1,400 ไมล์) ที่ 16 นอต (30 กม./ชม.; 18 ไมล์/ชม.)[2] ในกลุ่มเอฟ จะมีปล่องควันสองปล่องซึ่งมากกว่ากลุ่มที ที่มีปล่องควันเดียวปล่อง[1] เนื่องจากการระดมทุนที่ไม่เพียงพอ ทำให้ 87 เอฟ และรุ่นที่เหลือของเรือยิงตอร์ปิโดชั้น 250ที กลายเป็นเรือปฏิบัติการชายฝั่งเป็นหลักแม้ว่าจะมีเจตนาเดิมที่จะให้ปฏิบัติการใน "ทะเลน้ำลึก"[4] เป็นครั้งแรกที่กองทัพเรือเล็กของออสเตรีย - ฮังการีที่ใช้ระบบกังหันและเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกับระบบใหม่[1]

    เรือลำนี้มีปืนสโกด้า 66 มิลลิเมตร (2.6 นิ้ว) แอล/30 2 กระบอก[a] และ ตอร์ปิโด 450 มม. (17.7 นิ้ว) 4 ลูก สามารถพกทุ่นระเบิดเรือ 10-12 ลูก[2] 87 เอฟ เริ่มวางกระดูกงูในวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2457 ถูกปล่อยลงน้ำ 20 มีนาคม พ.ศ. 2458 และขึ้นระวางวันที่ 25 ตุลาคมของปีเดียวกัน[5]

    การใช้งาน[แก้]

    สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง[แก้]

    ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง 87 เอฟ ถูกนำมาใช้เพื่อลาดตระเวนคุ้มกันและกวาดทุ่นระเบิด รวมถึงปฏิบัติการต่อต้านเรือดำน้ำ[1] และภารกิจโจมตีชายฝั่ง[4][6] 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459 87 เอฟ และเรือยิงตอร์ปิโดชั้น 250 ที อีกสองลำเข้าร่วมปฏิบัติโจมตีชายฝั่งใน ออร์โทนา และซาน วีโท ชีลติโน ของอิตาลี นำโดยเรือรบหุ้มเกราะ เซนต์ กีออร์ก [6] สามวันต่อมาเรือลาดตระเวน เฮลโกแลนด์ เรือยิงตอร์ปิโด 87 เอฟ และเรือยิงตอร์ปิโดรุ่น 250ที อีกห้าลำถูกดักฟังโดย เรือประมงลาดตระเวนส่วนพระองค์สมเด็จพระราชินีนาถ จากเมืองเวย์เมาท์ของอังกฤษ และเรือพิฆาต บูคลิเออร์ ของฝรั่งเศสบริเวณทางตอนเหนือของเมืองดูร์เรสโซ ในแอลเบเนีย ในระหว่างการปะทะกันระหว่างสองฝ่ายมีเพียงเรือยิงตอร์ปิโดชั้น 250 ที 2 ลำเท่านันที่ได้รับความเสียหาย ในวันที่ 9 กรกฎาคมเรือลาดตระเวน นาวารา นำได้ร่วมกับ 87 เอฟ และ เรือตอร์ปิโดชั้นไคมาน 2 ลำ ในการเข้าโจมตีกองเรือพันธมิตรที่ปิดกั้นช่องแคบโอตรันโต ผลของการปะทะทำให้เรือเดินสมุทรสองลำจมล่มลง[7] วันที่ 4 พฤศจิกายนเรือพิฆาตสามลำและเรือตอร์ปิโดสามลำของอิตาลีได้เผชิญหน้ากับเรือพิฆาตของออสเตรีย – ฮังการี สองลำ พร้อมเรือยิงตอร์ปิโดรุ่น 250 ที จำนวน 2 ลำ ทางตอนเหนือของทะเลเอเดรียติก วันรุ่งขึ้นเรือตอร์ปิโดสามลำของอิตาลีได้เข้าโจมตีบริเวณชายฝั่งแซนต์ เอลปิดิโอ[8] ในปี พ.ศ. 2460 ได้มีการติดตั้งปืน 66 มิลลิเมตรไว้บน 87 เอฟ เพื่อใช้ปืนต่อต้านอากาศยาน[2] เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2460 เรือยิงตอร์ปิโดชั้น 250ที สองลำได้เริ่มภารกิจโจมตีชายฝั่ง ซึ่งในภารกิจที่สอง 87 เอฟ ได้เข้าร่วมกับเรือยิงตอร์ปิโดชั้น 250ที เจ็ดลำกับเรือพิฆาตอีกหกลำในการการโจมตีชายฝั่งปอร์โตคอร์ซินี่ มารอตตา และ เซเซนาติโก[9]

    เมื่อถึงปี พ.ศ. 2461 ฝ่ายพันธมิตรได้เพิ่มกำลังการปิดล้อมอย่างต่อเนื่องบนช่องแคบโอตรันโต ตามที่กองทัพเรือออสเตรีย - ฮังการีคาดการณ์ไว้ ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการณ์ของเรืออูของทั้งอออสเตรีย - ฮังการีและเยอรมันในทะเลเมดิเตอเรเนียนยากขึ้น ผู้บัญชาการกองทัพเรือออสเตรีย - ฮังการีคนใหม่ พลเรือตรีมิกโลช โฮร์ตี ตัดสินใจจะเข้าโจมตีกองเรือฝ่ายพันธมิตรโดยเรือประจัญบาน เรือลาดตระเวนและเรือพิฆาต [10]ในตอนกลางคืนของวันที่ 8 มิถุนายน โฮร์ตี ได้นำทัพเรือออกจากฐานทัพเรือโพลาในทะเลเอเดรียติกตอนบนพร้อมเรือประจัญบานเดรดนอต วิริบัส ยูนิทิส และ พรินซ์ออยเกน เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2461 หลังจากมีปัญหาในการนำโซ่กันเรือในท่าเทียบเรือออก เรือประจัญบานเดรดนอต เซนต์ อิชต์วาน และ เทเก็ททอฟ [11] เรือพิฆาตหนึ่งลำและเรือยิงตอร์ปิโดหกลำซึ่งรวมถึง 87 เอฟ ได้ออกจาก โพลา ไปยัง สลาโน ทางตอนเหนือของรากูซา (ปัจจุบันคือเมืองดูโบรฟนิก) เพื่อนัดพบกับกองเรือของโฮร์ตีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าโจมตีกองเรือพันธมิตรบริเวณช่องแคบโอตรันโต ในวันที่ 10 มิถุนายน เวลาประมาณ 03:15 [b]ในขณะที่เรือยนต์ยิงตอร์ปิโดสองลำของราชนาวีอิตาลี (อิตาลี: Regia Marina) เอ็มเอเอส 15 และ เอ็มเอเอส 21 กลับจากการลาดตระเวนนอกชายฝั่งแดลเมเชียได้เห็นควันจากเรือของออสเตรีย - ฮังการี ทั้งสองลำประสบความสำเร็จในการเจาะการคุ้มกันส่วนหน้าและแยกทางกันโดย เอ็มเอเอส 21 เข้าโจมตีเรือเทเก็ททอฟ แต่ตอร์ปิโดยิงพลาดเป้า [13] ณ เวลา 03:25 น. เอ็มเอเอส 15 ภายใต้การบังคับบัญชาของ ลุยจิ ริซโซ่ ยิงตอร์ปิโดสองลูกถูกเรือเซนต์ อิชต์วาน ซึ่งทำให้ห้องหม้อไอน้ำของเรือ เซนต์ อิชต์วาน เป็นรูรั่ว น้ำได้เข้าท่วมตัวเรือแต่ไม่สามารถระบายได้เนื่องจากน้ำได้ทำลายระบบพลังงานปั้มสูบน้ำไปแล้ว สามชั่วโมงต่อมาเรือ เซนต์ อิชต์วาน ได้อับปางลง[12] ในตุลาคม พ.ศ. 2461 ท่าเรือในเมืองดูร์เรสโซที่แอลเบเนียถูกระดมยิงโดยกองทัพเรือพันธมิตร 87 เอฟ รอดจากการถูกโจมตีแต่เรือได้รับความเสียหายเล็กน้อย ซึ่งนั้นเป็นการทำหน้าที่สุดท้ายให้กับกองทัพเรือออสเตรีย - ฮังการี[14]

    สมัยระหว่างสงคราม[แก้]

    เรือยิงตอร์ปิโด 87 เอฟ สามรถรอดจากสงครามได้[1] ในปี พ.ศ. 2463 ภายใต้เงื่อนไขของสนธิสัญญาแซ็ง-แฌร์แม็ง-อ็อง-แล ทำให้เรือตกเป็นของราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีน (KSCS, ภายหลังคือราชอาณาจักรยูโกสลาเวีย) พร้อมกับเรือยิงตอร์ปิโดลำอื่นอีกในชั้น 250ที ได้แก่เรือกลุ่มเอฟ ได้แก่ 93 เอฟ 96 เอฟ และ 97 เอฟ และเรือกลุ่มที สี่ลำ ต่อมาเรือได้เข้าประจำการใน ราชนาวียูโกสลาเวีย (เซอร์โบ-โครแอต: KJRM; Кpaљeвcкa Југословенска Pатна Морнарица) ซึ่งได้รับเรือในเดือน มีนาคม พ.ศ. 2464[15]และได้ถูกปล่อยชื่อเป็น ที 5[2] ในปี พ.ศ. 2468 ได้มีการจัดการซ้อมรบตามชายฝั่งแดลเมเชียซึ่งเกี่ยวข้องกับกองทัพเรือส่วนใหญ่[16]การซ้อมรบในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ในปี พ.ศ. 2472 มีเรือยิงตอร์ปิโดชั้น 250ทีจำนวน 6 ลำซึ่งมาพร้อมกับเรือลาดตระเวน Dalmacija เรือสนับสนุนเรือดำน้ำ Hvar และเรือดำน้ำ Hrabri และ Nebojša ล่องเรือไปยังเกาะมอลตา เกาะคอร์ฟูของกรีซ ในทะเลไอโอเนียน และเมือง บีเซิร์ท ในตูนิเซียใต้อารักขาของฝรั่งเศส ซึ่งไม่ชัดเจนว่า ที 5 เป็นหนึ่งในเรือยิงตอร์ปิโดที่อยู่ในการซ้อมรบหรือไม่ ซึ่งเรือและลูกเรือสร้างความประทับใจที่ดีมากในขณะเดินทางเยือนมอลตา[17]ในปี พ.ศ. 2475 กองเรือราชนาวีอังกฤษรายงานว่าราชนาวียูโกสลาเวียอยู่ในช่วงขาดงบประมาณทำให้การซ้อมรบและการฝึกยิงปืนใหญ่ลดลง[18]

    สงครามโลกครั้งที่สองและหลังสงคราม[แก้]

    ในเดือนเมษายน 2484 ยูโกสลาเวียเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อเยอรมนีรุกรานยูโกสลาเวีย โดยในช่วงเวลาการรุกราน ที 5 ได้รับมอบหมายให้อยู่ในกองเรือยิงตอร์ปิโดที่ 3 อยู่ใน ซิเบนิก ร่วมกับเรือกลุ่มเอฟอีกสามลำ [19] เมื่อวันที่ 8 เมษายน เรือยิงตอร์ปิโดทั้งสี่ลำของกองเรือยิงตอร์ปิโดที่ 3 พร้อมกับเรือลำอื่นถูกมอบหมายให้สนับสนุนการโจมตีเขตอิตาลีที่ ซาดาร์ บนชายฝั่งแดลเมเชีย กองเรือถูกโจมตีทางอากาศจากกองทัพอากาศอิตาลีสามครั้งและหลังจากที่แล่นออกจากพื้นที่ ซาทอน ลงสู่ทะเลสาบ Prokljan ซึ่งกองเรืออยู่จนถึงวันที่ 11 เมษายน[20] ในวันที่ 12 เมษายนกองเรือยิงตอร์ปิโดที่ 3 ถึงเมืองมิลนาบนเกาะบราช และก่อนที่จะปฏิเสธที่คำสั่งให้แล่นเรือไปที่อ่าวคาร์[21] ในที่สุดทั้งสี่ลำถูกยึดโดยอิตาลี[22]

    ที 5 ได้เข้าประจำการในราชนาวีอิตาลีทำหน้าที่คุ้มกันชายฝั่งและเส้นทางเดินเรือในทะเลเอเดรียติก เรือได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยโดยแทนปืนต่อต้านอากาศยานด้วยปืน 76 มม. (3.0 นิ้ว) แอล/40 [23] แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงให้แตกต่างจากเดิมมากหนัก[24] หลังจากที่อิตาลียอมจำนนในเดือนกันยายน พ.ศ. 2486 อิตาลีก็ส่งมอบเรือคืนในเดือนธันวาคมของปีนั้น[1] ที 5 ได้กลับเข้าประจำการในยูโกสลาเวียหลังสงครามและเปลี่ยนชื่อเป็น เคอร์ เรือถูกติดตั้งปืนขนาด 40 มม. (1.6 นิ้ว), 40 มม. (1.6 นิ้ว) และ ปืน 20 มม. (0.79 นิ้ว) และท่อตอร์ปิโดถูกถอดออก เรือยังทำหน้าที่จนกระทั่งปลดประจำการในปี พ.ศ. 2505[25]

    หมายเหตุ[แก้]

    1. แอล / 30 หมายถึงความยาวของปืน ในกรณีนี้ปืนแอล / 30 เท่ากับปืนขนาด 30 คาลิเบอร์ ซึ่งหมายความว่าปืนยาว 30 เท่าของเส้นผ่านศูนย์กลางของปากกระบอกปืน
    2. ไม่มีเวลาที่แน่นอนเมื่อมีการโจมตีเกิดขึ้นโดย Seiche ระบุบว่าเวลาคือ 3:15 น. เมื่อ เซนต์ อิชต์วาน ถูกโจมตี[12]ขณะที่ Sokol ระบุบว่าเวลา 3:30 น.[11]

    เชิงอรรถ[แก้]

    1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 1.5 1.6 1.7 Gardiner 1985, p. 339.
    2. 2.0 2.1 2.2 2.3 2.4 2.5 2.6 2.7 Greger 1976, p. 58.
    3. Jane's Information Group 1989, p. 313.
    4. 4.0 4.1 O'Hara, Worth & Dickson 2013, pp. 26–27.
    5. Greger 1976, p. 60.
    6. 6.0 6.1 Cernuschi & O'Hara 2015, p. 169.
    7. Cernuschi & O'Hara 2015, p. 170.
    8. Cernuschi & O'Hara 2015, p. 171.
    9. Cernuschi & O'Hara 2016.
    10. Sokol 1968, pp. 133–134.
    11. 11.0 11.1 Sokol 1968, p. 134.
    12. 12.0 12.1 Sieche 1991, pp. 127, 131.
    13. Sokol 1968, p. 135.
    14. Halpern 2012, pp. 259–261.
    15. Vego 1982, p. 345.
    16. Jarman 1997a, p. 733.
    17. Jarman 1997b, p. 183.
    18. Jarman 1997b, p. 451.
    19. Niehorster 2016.
    20. Terzić 1982, p. 333.
    21. Terzić 1982, p. 404.
    22. Greger 1976, pp. 58 & 60.
    23. Brescia 2012, p. 151.
    24. Chesneau 1980, p. 304.
    25. Gardiner 1983, p. 388.

    อ้างอิง[แก้]

    • Brescia, Maurizio (2012). Mussolini's Navy. Barnsley, South Yorkshire: Seaforth Publishing. ISBN 978-1-59114-544-8.
    • Cernuschi, Enrico & O'Hara, Vincent P. (2015). "The Naval War in the Adriatic Part I: 1914–1916". In Jordan, John. Warship 2015. London, England: Bloomsbury. pp. 161–173. ISBN 978-1-84486-295-5.
    • Cernuschi, Enrico & O'Hara, Vincent P. (2016). "The Naval War in the Adriatic Part II: 1917–1918". In Jordan, John. Warship 2016. London, England: Bloomsbury. pp. 62–75. ISBN 978-1-84486-438-6.
    • Chesneau, Roger, ed. (1980). Conway's All the World's Fighting Ships, 1922–1946. London, England: Conway Maritime Press. ISBN 978-0-85177-146-5.
    • Gardiner, Robert, ed. (1985). Conway's All the World's Fighting Ships, 1906–1921. London, England: Conway Maritime Press. ISBN 978-0-85177-245-5.
    • Gardiner, Robert, ed. (1983). Conway's All the World's Fighting Ships, 1947–1982. Annapolis, Maryland: Naval Institute Press. ISBN 978-0-87021-919-1.
    • Greger, René (1976). Austro-Hungarian Warships of World War I. London, England: Ian Allan. ISBN 978-0-7110-0623-2.
    • Halpern, Paul G. (2012). A Naval History of World War I. Annapolis, Maryland: Naval Institute Press. ISBN 978-0-87021-266-6.
    • Jane's Information Group (1989) [1946/47]. Jane's Fighting Ships of World War II. London, England: Studio Editions. ISBN 978-1-85170-194-0.
    • Jarman, Robert L., ed. (1997a). Yugoslavia Political Diaries 1918–1965. 1. Slough, Berkshire: Archives Edition. ISBN 978-1-85207-950-5.
    • Jarman, Robert L., ed. (1997b). Yugoslavia Political Diaries 1918–1965. 2. Slough, Berkshire: Archives Edition. ISBN 978-1-85207-950-5.
    • Niehorster, Dr. Leo (2016). "Balkan Operations Order of Battle Royal Yugoslavian Navy 6th April 1941". World War II Armed Forces: Orders of Battle and Organizations. Dr. Leo Niehorster. สืบค้นเมื่อ 29 November 2016.
    • O'Hara, Vincent; Worth, Richard & Dickson, W. (2013). To Crown the Waves: The Great Navies of the First World War. Annapolis, Maryland: Naval Institute Press. ISBN 978-1-61251-269-3.
    • Sieche, Erwin F. (1991). "S.M.S. Szent István: Hungaria's Only and Ill-Fated Dreadnought". Warship International. Toledo, Ohio: International Warship Research Organization. XXVII (2): 112–146. ISSN 0043-0374.
    • Sokol, Anthony Eugene (1968). The Imperial and Royal Austro-Hungarian Navy. Annapolis, Maryland: U.S. Naval Institute. OCLC 1912.
    • Terzić, Velimir (1982). Slom Kraljevine Jugoslavije 1941: Uzroci i posledice poraza (in Serbo-Croatian). 2. Belgrade, Yugoslavia: Narodna knjiga. OCLC 10276738. Unknown parameter |trans_title= ignored (help)
    • Vego, Milan (1982). "The Yugoslav Navy 1918–1941". Warship International. Toledo, Ohio: International Naval Research Organisation (4): 342–361. ISSN 0043-0374.