ซาดาร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
Jump to navigation Jump to search
ซาดาร์
Grad Zadar
Zara(ภาษาอิตาเลียน) Iader(ภาษาละติน)
City
City of Zadar
Zadar collage.png
ธงของซาดาร์
ธง
ตราราชการของซาดาร์
ตราอาร์ม
ซาดาร์ is located in Croatia
ซาดาร์
ซาดาร์
ตำแหน่งของซาดาร์ในประเทศโครเอเชีย
พิกัดภูมิศาสตร์: 44°6′51″N 15°13′40″E / 44.11417°N 15.22778°E / 44.11417; 15.22778พิกัดภูมิศาสตร์: 44°6′51″N 15°13′40″E / 44.11417°N 15.22778°E / 44.11417; 15.22778
Country  โครเอเชีย
County Flag of Zadar County.png Zadar
ก่อตั้งโดยชาวลิเบอร์เนียน ราวๆ 899-800 ปีก่อนคริสตกาล
อาณาจักรโรมันยกฐานะเป็น Colonia Iulia Iader 48 BC
การปกครอง
 • Mayor Božidar Kalmeta (HDZ)
พื้นที่
 • City 25 ตร.กม. (10 ตร.ไมล์)
 • เขตมหานคร 194 ตร.กม. (75 ตร.ไมล์)
ประชากร (2011 census)
 • City 75,082
 • ความหนาแน่น 3,000 คน/ตร.กม. (7,800 คน/ตร.ไมล์)
เดมะนิม Zadrani
เขตเวลา CET (UTC+1)
 • ฤดูร้อน
(เวลาออมแสง)
CEST (UTC+2)
Postal code 23000
รหัสพื้นที่ 23
เว็บไซต์ Official website

ซาดาร์ (โครเอเชีย: Zadar; อิตาลี: Zara; ละติน: Iader) เป็นเมืองใหญ่อันดับที่ห้าของประเทศโครเอเชีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ติดกับทะเลเอเดรียติกในภูมิภาคดัลเมเทีย มีอายุเก่าแก่ประมาณ 2,800 ปี ในอดีตเป็นเมืองท่าทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของทะเลเอเดรียติกและเป็นที่ช่วงชิงของหลายอาณาจักรเพื่อครองความได้เปรียบของการค้าทางทะเลในบริเวณนี้ ในช่วงสาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย ซาดาร์ได้รับการพัฒนาให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่นแห่งหนึ่งของฝั่งทะเลเอเดรียติก และแม้ปัจจุบันนี้หลังโครเอเชียได้แยกตัวออกมาเป็นประเทศเอกราชจากยูโกสลาเวียเมื่อต้นทศวรรษที่ 90 ซาดาร์ก็ยังคงเป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

ด้วยความที่อยู่ใต้การปกครองของสาธารณรัฐเวนิสมาช้านาน ซาดาร์จึงได้เป็นแหล่งกำเนิดของ Maraschino ซึ่งเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้จากการบ่มเชอร์รี่สายพันธุ์ marasca

ภูมิศาสตร์[แก้]

ภาพขยายพื้นที่บริเวณเมืองซาดาร์

เขตซาดาร์ (Zadar County) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภูมิภาคดัลเมเทียติดกับภูมิภาคลีกา (Lika) โดยฝั่งตะวันตกของเขตมีลักษณะเป็นแหลมยื่นออกมาจากแผ่นดินหลักไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ตัวเมืองซาดาร์ตั้งค่อนลงมาทางด้านล่าง

ทะเลเอเดรียติกในช่วงที่เมืองซาดาร์ตั้งอยู่มีหมู่เกาะน้อยใหญ่ทอดเรียงตัวในแนวตะวันตกเฉียงเหนือ-ตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก ในจำนวนนี้ เกาะใหญ่สองเกาะที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกตรงข้ามกับชายฝั่งของซาดาร์คือ เกาะอูกลยาน(Ugljan) และ เกาะปาชมาน(Pašman) ไกลออกไปทางตะวันออกของตัวเมืองซาดาร์เป็นที่ราบระหว่างแนวเขา

ประวัติ[แก้]

ยุคก่อนโรมัน[แก้]

ชุมชนเริ่มแรกสุดที่ตั้งในบริเวณของเมืองซาดาร์ปัจจุบันนั้นถูกสร้างโดยกลุ่มคนซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยบันทึกของชาวกรีกในช่วง 400 ปีก่อนคริสตกาลกล่าวว่าว่าชนกลุ่มนี้คือ ชาวลิเบอร์เนียน(Liburnians) และในอาณาเขตทางตะวันตกที่ติดทะเลเอเดรียติกของโครเอเชียนั้นเคยเป็นดินแดนที่เรียกว่า Liburnia ชาวลิเบอร์เนียนนั้นเป็นผู้ชำนาญด้านการเดินเรือและคอยต่อสู้ยับยั้งการจะเข้ามาตั้งอาณานิคมของอาณาจักรกรีกโบราณในย่านนี้ พวกเขายังมีชื่อเสียงด้านการเป็นโจรสลัดค่อยออกปล้นเรือในช่วงหลังๆก่อนจะถูกอาณาจักรโรมันเข้ามาปกครองอีกด้วย

ซาดาร์เริ่มเป็นเมืองที่มีบทบาททางด้านการค้าในทะเลเอเดรียติกตั้งแต่ช่วง 700 ปีก่อนคริสตกาลโดยได้ติดต่อค้าขายกับชาวกรีกโบราณ ชาวฟินิเชีย และ ชาวอีทรัสคันในระยะนั้น ประมาณการณ์ว่าประชากรของซาดาร์อยู่ที่จำนวน 2,000 คน ด้วยความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ทำให้ซาดาร์เป็นเมืองหลักของอาณาจักรชาวลิเบอร์เนียน

สมัยโรมัน[แก้]

อาณาจักรโรมันเริ่มเข้ามามีบทบาทในดินแดนของชาวลิเบอร์เนียนในช่วง 200 ปีก่อนคริสตกาล แม้ว่าช่วงแรก ๆ นั้นทั้งสองฝ่ายจะสู้รบกันแต่ชาวลิเบอร์เนียนไม่ได้เข้าร่วมสงครามเมื่อฝ่ายโรมันทำการรุกไล่ชาวอิลลีเรียน (Illyrians) ที่ครอบครองดินแดนทางตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่านในสมัยนั้น จนเมื่อชาวอิลลีเรียนถูกกลืนเข้าเป็นประชากรของโรมันจนหมดสิ้นและโรมันได้ทำการตั้งเขต Illyricum ขึ้นเมื่อ 59 ปีก่อนคริสตกาล ซาดาร์จึงได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน

ไบแซนไทน์[แก้]

อาณาจักรโครเอเชียโบราณและราชอาณาจักรฮังการี[แก้]

การปิดล้อมโจมตีซาดาร์ใน ค.ศ. 1202

ใน ค.ศ. 1185 ซาดาร์ได้ก่อกบฏเพื่อให้หลุดจากการปกครองของสาธารณรัฐเวนิส และในระยะนั้นเมืองได้ไปขอความคุ้มครองจากวาติกันและราชอาณาจักรฮังการีแม้จะมีสถานะเป็นเมืองอิสระ จวบจนปี ค.ศ. 1202 สมเด็จพระสันตะปาปาอินโนเซนต์ที่ 3 (Pope Innocent III) ได้ประกาศเรียกคริสตศาสนิกชนให้ก่อสงครามครูเสดครั้งที่สี่ เพื่อนำดินแดนเยรูซาเลมกลับมาอยู่ในอำนาจของชาวคริสต์อีกครั้ง กองทหารที่จะเข้าร่วมสงครามครูเสดส่วนหนึ่งได้ตัดสินใจที่จะเดินทางจากเวนิสโดยทางทะเลไปขึ้นฝั่งที่อียิปต์ โดยได้ตกลงทำสัญญากับเวนิสให้สร้างกองเรือที่จะขนทหารข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนล่วงหน้าเป็นเวลา 1 ปี

เมื่อถึงเวลาที่จะเริ่มเดินทาง ทหารที่จะไปร่วมสงครามครูเสดกลับไม่สามารถรวบรวมเงินเพื่อชำระค่าสร้างเรือตามที่ตกลงไว้กับเวนิสได้ ทางเวนิสจึงได้ออกอุบายว่าจะยกยอมส่วนต่างของจำนวนเงินที่ต้องชำระให้ก่อน แต่กองทหารครูเสดนั้นต้องช่วยเวนิสในการกำราบเหล่าเมืองท่าริมทะเลเอเดรียติกที่แข็งขืนไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของเวนิสและแผนการหลักคือการไปปิดล้อมโจมตีซาดาร์ เมื่อทางพระสันตะปาปาอินโนเซนส์ที่ 3 ทรงทราบถึงแผนการก็ทรงประนามและสั่งห้ามกองทหารไม่ให้โจมตีซาดาร์ซึ่งเป็นเมืองของชาวคริสต์ กระทั่งทหารที่เป็นผู้นำหลายๆคนเองก็ไม่เห็นด้วยและปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วม ทว่าหมู่ทหารส่วนใหญ่กลับเห็นพ้องที่จะให้ความร่วมมือตามแผนการณ์ของเวนิส

กองทหารที่จะไปทำสงครามครูเสดและกองกำลังของเวนิสออกเดินทางในวันที่ 8 ตุลาคมและไปถึงซาดาร์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน แม้ว่าซาดาร์จะได้ทำการเตรียมวางแนวป้องกันขวางปากอ่าวไว้และชาวเมืองต่างก็แขวนผ้าที่ประดับสัญญลักษณ์กางเขนเพื่อประกาศว่าเป็นชาวคริสต์เช่นเดียวกับเหล่าทหารครูเสด กระนั้นการปิดล้อมโจมตีซาดาร์ก็ดำเนินไปจนเมืองต้องพ่ายแพ้และตกอยู่ใต้อำนาจของสาธารณรัฐเวนิสเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนในที่สุด ชาวเมืองจำนวนมากต่างพากันหลบหนีไปอยู่ที่เมืองเล็กกว่าใกล้ ๆ เช่น นิน (Nin) บิโอกราด นา โมรู (Biograd na Moru) รวมถึงเกาะเล็ก ๆ ที่อยู่รอบข้าง โดยการทำลายเมืองซาดาร์นี้ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เมืองคาธอลิกถูกโจมตีโดยทหารที่เป็นคาธอลิกซึ่งจะไปรบในสงครามครูเสด[1]

สาธารณรัฐเวนิส[แก้]

หลังสาธารณรัฐเวนิสล่มสลาย[แก้]

ถูกผนวกเข้ากับอิตาลี[แก้]

ซาดาร์ที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นซารา และถูกล้อมด้วยดินแดนของรัฐชาวสลาฟใต้

ในปี ค.ศ. 1920 ซาดาร์ได้ถูกผนวกเข้าเป็นเขตโพ้นทะเลแห่งเดียวในการปกครองของอิตาลีที่ยังอยู่บนฝั่งดัลเมเทียในขณะที่พื้นที่ส่วนอื่นของดัลเมเทียกลายเป็นดินแดนของราชอาณาจักรแห่งชาวเซิร์บ โครแอต และสโลวีน (Kingdom of Serbs, Croats and Slovenes) ในระยะนี้ชาวโครแอทที่อาศัยอยู่ในเมืองได้ถูกกดขี่จนต้องยอมย้ายออกไปตั้งถิ่นฐานในเมืองอื่นรอบนอกที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐชาวสลาฟใต้ เมื่อชาวโครแอทย้ายออกไป ทางการอิตาลีก็ได้นำชาวอิตาลีจากแผ่นดินหลักเข้ามาเพิ่มจำนวนประชากรในเมืองทดแทน

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง[แก้]

สงครามยูโกสลาเวียจนถึงปัจจุบัน[แก้]

ประชากร[แก้]

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา องค์ประกอบทางประชากรศาสตร์ของซาดาร์ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง ชาวอิตาลีที่เคยอยู่ในเมืองเป็นจำนวนมากอพยพนีออกไปเมื่อเมืองถูกรวมเข้าเแ็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย และในช่วงสงครามยูโกสลาเวียชาวเซิร์บที่อาศัยอยู่ในเมืองก็ได้อพยพออกไปเป็นจำนวนไม่น้อย ดังนั้น ณ ทุกวันนี้จำนวนประชากรราว 75,000 คนของซาดาร์เป็นชาวโครแอทเสียส่วนใหญ่


Maraschino ที่ผลิตในซาดาร์

เศรษฐกิจ[แก้]

นับแต่อดีต ซาดาร์นั้นเป็นท่าเรือที่สำคัญของเส้นทางการค้าขายในทะเลเอเดรียติก ปัจจุบันนี้แม้การคมนาคมจะเปลี่ยนไปมาก ทว่าเศรษฐกิจของซาดาร์ก็ยังมีการขนส่งทางเรือเป็นองค์ประกอบหลักโดยมี Tankerska plovidba Zadar ซึ่งเป็นบริษัทธุรกิจเรือขนส่งสินค้าตั้งกิจการอยู่

ผลิตภัณฑ์อาหารก็เป็นสินค้าที่สำคัญซึ่งซาดาร์ผลิตได้ นอกจากสินค้าทางพืชผลแล้วซาดาร์ยังมีอุตสาหกรรมด้านประมงและการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังตามชายฝั่ง สินค้าประเภทอาหารที่มีชื่อเสียงที่สุดของซาดาร์คือเหล้า Maraschino ซึ่งบ่มจากเชอร์รี่ marasca รสอมเปรี้ยว โดยมีประวัติการผลิตเหล้า Maraschino มานับตั้งแต่คริสตวรรษที่ 18 โดยชาวอิตาลีที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในซาดาร์ระหว่างการปกครองโดยสาธารณรัฐเวนิส

การท่องเที่ยวก็เป็นอีกอุตสาหกรรมหลักของเมือง โดยซาดาร์เป็นหนึ่งในเมืองริมทะเลเอเดรียติกที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ มีจุดสนใจคือประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานและบรรยากาศริมทะเลเอเดรียติกที่แม้แต่อัลเฟรด ฮิตช์ค็อกยังเคยเปรยว่า "ซาดาร์มีพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดในโลก" เมื่อได้มาเยี่ยมเยือนเมืองในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1964[2]

สนามบิน Zadar

การคมนาคม[แก้]

ซาดาร์รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสนามบินของเมืองที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกห่างจากตัวเมืองราว 14 กิโลเมตร เที่ยวบินส่วนใหญ่จะมาจากเยอรมันและประเทศทางยุโรปเหนือ[3]

ถนนสายหลักที่เชื่อมต่อซาดาร์กับเมืองใหญ่อื่นๆคือทางหลวงสาย A1 ซึ่งเริ่มจากกรุงซาเกร็บเลาะเลียบเมืองตามชายฝั่งทะเลเอเดรียติกจนลงไปถึงเมืองสปลิตและกำลังก่อสร้างส่วนต่อขยายให้สามารถเดินทางไปจนถึงเมืองดูบรอฟนิกได้

ซาดาร์ยังเป็นท่าเรือเฟอร์รี่หลักแห่งหนึ่งของโครเอเชียอีกด้วย นอกจากเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากจากซาดาร์ไปยังเกาะน้อยใหญ่ต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงแล้ว ยังมีเรือเฟอร์รี่ข้ามฟากไปถึงประเทศอิตาลีเช่นกัน

วัฒนธรรม[แก้]

เมืองพี่น้อง[แก้]

อ้างอิง[แก้]