เจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 123

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 123
JA8119 at Itami Airport 1984.jpg

JA8119 ลำเดียวกับที่เกิดเหตุ บนรันเวย์ที่ท่าอากาศยานนานาชาติโอซะกะ ในราวปี ค.ศ. 1984

เหตุการณ์
วันที่  12 สิงหาคม ค.ศ. 1985
สาเหตุ  โครงสร้างเสียหายขณะบิน, การระเบิดสูญเสียความดัน, ระบบควบคุมเครื่องล้มเหลว, การซ่อมบำรุงที่ผิดพลาด
สถานที่  ภุเขาโอะสึทะกะ, อุเอะโนะ, จังหวัดกุมมะ, ญี่ปุ่น
จาก  ท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮะเนะดะ)
จุดหมาย  ท่าอากาศยานนานาชาติโอซะกะ (อิตะมิ)
ตาย  520
เครื่องบิน
 ชนิด  โบอิง 747-146SR
ผู้ควบคุม  เจแปนแอร์ไลน์
ทะเบียน  JA8119
ผู้โดยสาร  509
ลูกเรือ  15
ผู้รอดชีวิต  4

เจแปนแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 123 เป็นเที่ยวบินของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ภายในประเทศ เที่ยวบินที่ 123 รุ่นโบอิง 747-146SR ทะเบียนอากาศยาน JA8119 เส้นทางจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว สู่ท่าอากาศยานนานาชาติโอซะกะ (อิตะมิ)

ภายหลังขึ้นบินได้เพียง 12 นาที จึงเกิดการระเบิดขึ้นบริเวณท้ายเครื่องทำให้แพนหางดิ่งฉีกขาดเสียการควบคุมเครื่อง อีก 32 นาทีต่อมา จึงประสบอุบัติเหตุตกบริเวณหุบเขาโอะสึทะกะ ใกล้กับภูเขาทะกะมะงะฮะระ ในจังหวัดกุมมะ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ. 1985 มีผู้โดยสารเสียชีวิต 505 คน ลูกเรือ 15 คน รวมผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 520 คน และมีผู้รอดชีวิต 4 คน ซึ่ง 1 ในผู้เสียชีวิตในครั้งนี้คือ คิว ซากาโมโต้ นักร้องชื่อดัง เจ้าของเพลงสุกี้ยากี้ [1]

นับเป็นเหตุการณ์อุบัติเหตุทางการบินที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตในอากาศยานลำเดียวที่มากที่สุดในโลก และเป็นอุบัติเหตุทางการบินที่มีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากภัยพิบัติท่าอากาศยานเตเนรีเฟ[2]

อากาศยาน[แก้]

อากาศยานที่เกิดเหตุรุ่นโบอิง 747-100SR ทะเบียนหมายเลข JA8119 ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 1974 ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุมีชั่วโมงการบินที่ 25,030 ชั่วโมง และ 18,835 รอบบิน (รอบการเทคออฟและแลนด์ดิ้ง)[3]

รายละเอียดเหตุการณ์[แก้]

เส้นทางการบินของ JAL123

เที่ยวบินที่ 123 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮะเนะดะ) ที่รันเวย์ 16L[4] เวลา 18.12 น. เพื่อเดินทางสู่ท่าอากาศยานนานาชาติโอซะกะ (อิตะมิ) หลังจากทะยานขึ้นฟ้าไปได้ 12 นาที[5] ที่ความสูง 7,200 ฟิต บริเวณเหนืออ่าวซะงะมิ ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นบริเวณบริเวณด้านท้ายลำตัวเครื่อง ทำให้ระบบไฮดรอลิกในการควบคุมเครื่องมีปัญหา การระเบิดที่บริเวณดังกล่าวคือบริเวณแผงกั้นปรับความดันอากาศท้าย (Rear Pressure Bulkhead) ฉีกขาด ทำให้เครื่องสูญเสียความดันอย่างรุนแรง นอกจากนี้จากแรงระเบิดทำให้แพนหางดิ่งฉีกขาดหลุดลอยไป[6]ซึ่งมีผู้สามารถบันทึกภาพไว้ได้จากพื้นดิน ทำให้ไม่สามารถควบคุมเครื่องเลี้ยวซ้ายขวาได้

กัปตันจึงตัดสินใจบังคับเครื่องกลับสู่ชายฝั่ง และพยายามวิทยุขอความช่วยเหลือไปที่หอบังคับการบินโตเกียวเพื่อขออนุญาตนำเครื่องกลับไปร่อนลงฉุกเฉินที่โตเกียว และขอความช่วยเหลือไปที่ฐานทัพอากาศอเมริกาที่โยะโกะตะซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางการบินมากที่สุด

ภาพวาดเครื่องบิน JL123 ก่อนที่จะสูญเสียแพนหางดิ่ง

เนื่องจากต้องรีบนำเครื่องกลับไปที่โตเกียวให้ได้อย่างเร็วที่สุด กัปตันพยายามตีวงเลี้ยวกับไปที่โตเกียวหลายครั้ง แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก จนในที่สุดเครื่องก็เสียการทรงตัว เพดานการบินลดลง กัปตันพยายามเชิดหัวขึ้นและกางแฟลบแต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งเครื่องบินกระแทกกับภูเขาบริเวณหุบเขาโอะสึทะกะ

รวมระยะเวลานับตั้งแต่การระเบิดจนเครื่องตกทั้งสิ้น 32 นาที ผู้โดยสารบนเครื่องต่างมีเวลาในการบันทึกข้อความสั่งเสียถึงครอบครัว[7] ซึ่งหน่วยกู้ภัยมาพบเห็นภายหลัง ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ภายในศูนย์ยกระดับความปลอดภัยของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ ท่าอากาศยานโตเกียว (ฮะเนะดะ)

สาเหตุ[แก้]

ภาพการซ่อมแซมที่ถูกวิธีและผิดวิธี

จากรายงานของคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของญี่ปุ่น ได้สรุปสาเหตุไว้ดังนี้

  1. อากาศยานลำดังกล่าวเคยประสบอุบัติเหตุขณะร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติโอซะกะ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1978 บริเวณท้ายลำกระแทกกับพื้นรันเวย์ทำให้บริเวณแผงกั้นปรับความดันอากาศท้ายเครื่องได้รับความเสียหาย
  2. การซ่อมแซมบริเวณแผงกั้นปรับความดันอากาศท้ายเครื่อง ไม่เป็นไปตามขั้นตอนและมาตรฐานของผู้ผลิต[8]
  3. เมื่อแผงกั้นปรับความดันอากาศระเบิดออก ทำให้ระบบไฮดรอลิกควบคุมเครื่องทั้งสี่ระบบไม่สามารถทำงาน อีกทั้งแรงระเบิดทำให้แพนหางดิ่งท้ายเครื่องฉีกขาด ทำให้ไม่สามารถบังคับเครื่องได้

ผลของอุบัติเหตุ[แก้]

ภายหลังอุบัติเหตุภาพลักษณ์ของสายการบินเจแปนแอร์ไลน์ตกต่ำลงอย่างมาก ประชาชนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัย จำนวนผู้โดยสารในเส้นทางภายในประเทศลดลงถึงหนึ่งในสาม หนึ่งเดือนต่อมาการเดินทางทางอากาศภายในประเทศลดลงถึง 25% ผู้โดยสารต่างย้ายไปใช้บริการของสายการบินออลนิปปอนแอร์เวย์ซึ่งเชื่อว่ามีความปลอดภัยมากกว่า[9]

สายการบินต้องชำระค่าเสียหายแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตถึง 780 ล้านเยน ประธานสายการบินยะซุโมะโตะ ทะกะงิ ประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ อีกทั้งผู้จัดการฝ่ายซ่อมบำรุงได้กระทำการอัตวินิบาตกรรมตัวเองเพื่อชดใช้ความผิดเช่นเดียวกัน[10]

อ้างอิง[แก้]

  1. "524 killed in worst single air disaster." เดอะการ์เดียน.
  2. http://planecrashinfo.com/worst100.htm
  3. "ASN Aircraft accident Boeing 747SR-46 JA8119 Ueno." Aviation Safety Network. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน ค.ศ. 2009.
  4. Magnuson, Ed. "Last Minutes of JAL 123." นิตยสารไทม์. 1. สืบค้นเมื่อ 25 ตุลาคม 2007.
  5. Magnuson, Ed. "Last Minutes of JAL 123." นิตยสารไทม์. 2.
  6. http://www.airdisaster.com/special/special-jal123.shtml
  7. Smolowe, Jill, Jerry Hanafin, and Steven Holmes. "Disasters, Never a Year So Bad." TIME. วันจันทร์ที่ 2 กันยายน, ค.ศ. 1985. 3. สืบค้นเมื่อ 15 มิถุนายน 2009.
  8. "Fig_5. The Aspect of Aft Bulkhead Repair"
  9. Andrew Horvat, "United's Welcome in Japan Less Than Warm", ลอสแอนเจลิสไทม์ 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1986
  10. Macarthur Job, Air Disaster Volume 2, Aerospace Publications, 1996, ISBN 1-875671-19-6: หน้า.136-153

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]

Nuvola apps kview.png ภาพจากแหล่งข้อมูลภายนอก
Searchtool.svg รูปภาพของ JA8119 ที่ Airliners.net

รายงานการสืบสวนอุบัติเหตุ[แก้]

เจแปนแอร์ไลน์[แก้]

สื่ออื่นๆ[แก้]