เจมส์ จอร์จ เฟรเซอร์

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เจมส์ จอร์จ เฟรเซอร์
วันที่เกิด 1 มกราคม ค.ศ. 1854(1854-01-01)
กลาสโกว์, สกอตแลนด์, สหราชอาณาจักร
วันที่เสียชีวิต 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1941 (87 ปี)
เคมบริดจ์, อังกฤษ, สหราชอาณาจักร
เชื้อชาติ สกอตแลนด์
สาขา มานุษยวิทยาสังคม
สถาบันการศึกษาที่เรียน มหาวิทยาลัยกลาสโกว์
งานที่เป็นที่รู้จัก การศึกษาปรัมปราวิทยาและศาสนาเปรียบเทียบ
รางวัลที่ได้รับ ภาคีสมาชิกราชสมาคมแห่งลอนดอน[1]

เซอร์ เจมส์ จอร์จ เฟรเซอร์ (อังกฤษ: James George Frazer; 1 มกราคม ค.ศ. 18547 พฤษภาคม ค.ศ. 1941) เป็นนักมานุษยวิทยาสังคมชาวสกอตแลนด์ เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งวิชามานุษยวิทยา และริเริ่มการศึกษาปรัมปราวิทยาและศาสนาเปรียบเทียบ[2]

ประวัติ[แก้]

เจมส์ จอร์จ เฟรเซอร์ เกิดที่เมืองกลาสโกว์ เมื่อ ค.ศ. 1854 เป็นบุตรคนโตในบรรดาสี่คนของแดเนียล เอฟ. เฟรเซอร์ เภสัชกร และแคเทอรีน เฟรเซอร์ ผู้สืบเชื้อสายมาจากทูตคนแรกที่เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับทิเบต[3][4] เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เมื่อ ค.ศ. 1869 ห้าปีต่อมา เฟรเซอร์ก็เรียนต่อที่วิทยาลัยทรินิที้ ในเคมบริดจ์ ในสาขาวิชาศิลปะคลาสสิก หลังจากเรียนจบ เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาสังคมที่ลิเวอร์พูล แต่ต่อมาก็ลาออกกลับมาอยู่ที่เคมบริดจ์จนกระทั่งเสียชีวิต

เฟรเซอร์มีผลงานที่เป็นที่รู้จักคือหนังสือ The Golden Bough (คาคบทองคำ)[5] ซึ่งมีแนวคิดสำคัญถึงวิวัฒนาการสามขั้นของเวทมนตร์, ศาสนา และวิทยาศาสตร์ในสังคมมนุษย์ โดยขั้นแรก มนุษย์พยายามจะเอาชนะธรรมชาติโดยใช้ไสยศาสตร์ เวทมนตร์ พ่อมด หรือหมอผี โดยจะใช้วิธีการเซ่นสรวงบูชา การเต้นรำขับร้อง และการทำนาย, ขั้นที่สอง มนุษย์มีศาสนาจึงเกิดพวกนักบวชขึ้นมา ใช้วิธีการสวดมนต์ อ้อนวอน และทำพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือเกิดความพอใจและขั้นสุดท้าย มนุษย์มีความเจริญในทางวิทยาศาสตร์ การอธิบายสิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยหลักของเหตุผลจึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง[6] ถึงแม้แนวคิดนี้จะมีนักวิชาการหลายท่านไม่เห็นด้วย แต่แนวคิดของเฟรเซอร์ก็มีส่วนสำคัญในการตีความ "ความเชื่อในเทวราชย์" (divine kingship)[7] ซึ่งเป็นผลมาจากการสร้างความเชื่อและพิธีกรรมโบราณขึ้นมาใหม่ และก่อให้เกิดความคิดชาตินิยม ซึ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และแสดงให้เห็นความพยายามในการต่อสู้เพื่ออิสรภาพทางการเมือง[8]

เฟรเซอร์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินในปี ค.ศ. 1914 เขาเสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 1941 ขณะมีอายุได้ 87 ปี[9]

อ้างอิง[แก้]

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]