หาน เฟยจื่อ

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

หาน เฟยจื่อ (อังกฤษ: Han Fei Tzu; จีน: ; พินอิน: Hán Fēi Zǐ; เวด-ไจลส์: Han Fei) (ca. 280-233 BC) เป็นเชื้อพระวงศ์ของรัฐหาน เป็นคนติดอ่างพูดไม่เก่ง แต่มีความเชี่ยวชาญในการเขียนหนังสือ หานเฟยเป็นนักปรัชญาชาวจีนสายนิตินิยมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุครณรัฐยุคจ้านกว๋อ (战国)(475-221BC) หานเฟยเป็นนักปรัชญาในสำนักหลักปรัชญานิตินิยม(法家) เป็นศิษย์ของสวินจื่อ(荀子)หรือเรียกอีกชื่อว่านักปรัชญาหยู(儒家) ต่อมาได้เสนอหลักการปกครองโดยใช้หลักนิติธรรม ให้ทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมาย และตั้งโรงเรียนนิติธรรมขึ้น หานเฟยได้เรียบเรียงแนวคิดการปกครองของตนเป็นข้อเขียนขึ้นมาทั้งสิ้น 55 บท มีชื่อว่า "หานเฟยจื่อ"เพื่อให้เหมาะสมกับการแก้ปัญหาสังคมการเมืองในยุคนั้น ทว่างานเขียนเหล่านี้ไม่ได้รับความสนใจในรัฐหานเท่าใดนัก แต่กลับเป็นที่นิยมในรัฐฉินหรือจิ๋น (秦) ซึ่งเป็นรัฐที่เข้มแข็งเกรียงไกรในสมัยนั้น และเมื่อตอนเจ้านครรัฐฉิน (ก่อนจะเป็นจิ๋นซีฮ่องเต้) ได้ยกทัพไปบุกรัฐหาน เจ้านครรัฐหานจึงจัดส่งหานเฟยจื่อไปเป็นทูตพิเศษไปรัฐฉินเพื่อแสวงหาสันติภาพ เจ้านครรัฐฉินก็ถูกใจในความคิดของหานเฟยจื่อเป็นอย่างมาก จึงเทียบเชิญหานเฟยจื่อ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีที่รัฐฉิน แต่หลีซือ (李斯) เป็นศิษย์ของสวินจื่อและเป็นศิษย์รุ่นน้องของหานเฟยจื่อ ณ เวลานั้นก็ดำรงตำแหน่งเสนาบดีอยู่ที่รัฐฉิน ทราบถึงความปรีชาสามารถของหานเฟยจื่อซึ่งสูงส่งกว่าตน ด้วยความอิจฉาริษยา จึงได้ทูลข้อมูลเท็จ ใส่ร้ายป้ายสีหานเฟยจื่อต่อเจ้านครฉิน ทำให้หานเฟยจื่อต้องติดคุกและถูกฆ่าตายด้วยการวางยาพิษในอาหาร (234BC)

ความเป็นมาและสภาพสังคม[แก้]

ระบบศักดินาแห่งโจว (周朝) ปกครองด้วย สองหลักการคือ หลี่ (礼) และ สิง(刑) หลี่คือจรรยามารยาท สิงคือโทษทัณฑ์ หลี่ เป็นระบบกฏหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ใช้วิธีชมเชยและประณามมาควบคุมความประพฤติของพวกชนชั้นผู้ดี (จวินจื่อ 君子) หรือวิญญูชน สิง ใช้ควบคุมความประพฤติของสามัญชน คนชั้นเลว (ชู่เหริน 庶人,เสี่ยวเหริน 小人) ซึ่งจะมีโทษทัณฑ์ 5 วิธี (五刑) ของจีนโบราณ

โทษทัณฑ์ 5 วิธีของจีนโบราณ

  1. การสักหมึก
  2. การตัดจมูก
  3. การตัดขา
  4. การทำลายอวัยวะเพศ
  5. การประหารชีวิต

สมัยนั้น (โจว) ใช้สองหลักการนี้ได้ผล เพราะสังคมไม่ซับซ้อน ชนชั้นสูงสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทางสายเลือด หากมีปัญหาก็ใช้สัญญาสุภาพชน (君子协定) ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งสามารถสรุปด้วยสำนวนจีนที่ว่า "礼不下庶人,刑不上大夫" หมายความว่า หลักจรรยามารยาท ไม่เคยลงสู่เบื้องล่าง หลักโทษทัณฑ์ ไม่เคยขึ้นสู่เบื้องบน

ความสัมพันธ์ระหว่างประชาขนกับกษัตริย์[แก้]

กษัตริย์กับประชาชนมิได้ติดต่อกันโดยตรง กษัตริย์จะปกครองผ่านขุนนาง ขุนนางจะต้องควบคุมความเรียบร้อยของประชาชนในอาณาบริเวณของตน (ความสัมพันธ์ส่วนตัวจึงถือเป็นเรื่องใหญ่ในสังคม) ซึ่งในหลายศตวรรษต่อมา ความแตกต่างระหว่างชนชั้น เริ่มมีมากขึ้น และเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นสามัญชนก็ได้สลายไป สภาพเช่นนี้ ทำให้เกิดปัญหาที่แตกต่างไปจากเดิม ปัญหาเช่นนี้เจ้านครรัฐต่างๆก็ได้ประสบพบกันถ้วนหน้า และนักคิดนักปรัชญาต่างๆก็ได้รู้เห็น จึงทำให้สำนักปรัชญาต่างๆตั้งแต่ ขงจื้อ(孔子) เรื่อยลงมาก็พยายามเสนอแนวทางการแก้ไข

แนวความคิดที่นำเสนอส่วนใหญ่ เป็นอุดมคติและห่างไกลจากสิ่งที่พบเจอ เพราะสิ่งที่ผู้ปกครองต้องการไม่ใช่อุดมการณ์ แต่เป็นวิธีการ หรือกลไก ที่จำนำมาแก้ปัญหาได้จริงๆ และก็มีคนกลุ่มนึงที่เข้าใจสภาพการณ์เช่นนี้ เหล่าผู้ปกครองจึงต้องนำคนเหล่านี้มาให้คำปรึกษาและคอยแก้ปัญหาให้ตน ซึ่งคนที่มาเป็นกุนซือให้กับผู้ปกครองเหล่านี้เรียกว่า นักวางกลยุทธ์ (ฝ่าซุ่จื่อซื่อ 法术之士)

นักวางกลยุทธ์เหล่านี้มีแนวคิดว่ากษํตริย์ ไม่จำเป็นต้องเป็นอริยปราชญ์หรือยอดมนุษย์ ขอเพียงแค่ปฏิบัติตามอุบายยอย่างซื่อตรง แม้แต่คนที่มีปัญญาปานกลางก็ปกครองบ้านเมืองได้แล้ว และปกครองได้ดีด้วย มีกุนซือบางกลุ่ม ได้พัฒนาอุบายความคิดของพวกเขาจนเกิดเป็นทฤษฏี และอธิบายถ่ายทอดความคิดออกมา ในที่สุดก็กลายเป็นปรัชญาความคิดของสำนักนิตินิยม หรือฝ่าเจีย (法家)

แนวคิดที่มีต่อประวัติศาสตร์[แก้]

นักปรัชญาตั้งแต่ขงจื่อเป็นต้นมา ทุกท่านล้วนตึ้งอยู่บนทฤษฏี "ประวัติศาสตร์เสื่อมถอย" คือมุมมองที่คิดว่ายุคทองของมนุษย์ชาตินั้นได้ล่วงเลยมาแล้วซึ่งอยู่ในประวัติศาสตร์หรืออดีต กล่าวคือประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบันเป็นความเคลื่อนไหวที่เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นทางรอดของมนุษย์คือการหวนย้อนกลับไปสู่ยุคทองเหล่านั้น ไม่จำเป็นต้องสร้างอะไรใหม่ๆ ซึ่งนิตินิยมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ สำหรับหานเฟยคิดว่า แต่โบราณ มนุษย์ซื่อบริสุทธิ เรียบง่ายมีคุณธรรม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางวัตถุ มิใช่เพราะมีคุณธรรมสูงส่ง หานเฟยยังกล่าวว่า "สมัยโบราณ ประชากรน้อย ทรัพย์สินที่มีเหลือเฟือ ประชาชนจึงไม่ต้องแก่งแย่งกัน แต่ปัจจุบัน ประชากรมาก ทรัพย์สินน้อย คนทำงานหนัก ได้ค่าตอบแทนน้อย ประชาชนจึงต้องแก่งแย่งกัน"

มีตัวอย่างนิทานเรื่องนึงของหานเฟยจื่อที่ถ่ายทองความคิดของเขาได้เป็นอย่างดี "นานมาแล้ว มีชาวนา คนนึงกำลังทำไร่ไถนาอยู่ บังเอิญมองเห็นกระต่ายป่าวิ่งกระหืดกระหอบมาแต่ไกล และเนื่องจากมันวิ่งมาเร็วเกินไป จึงพุ่งเข้าชนตอไม้ที่อยู่ริมคันนา คอหักตายและล้มลง ชาวนาเห็นเช่นนั้นก็ดีใจมาก รีบวางจอบวิ่งเข้าไปหิ้วกระต่ายตัวนั้นมา และตื่อเต้นที่ได้กระต่ายป่าตัวอ้วนพีมาโดยไม่ต้องเสียแรงใดๆ นับตั้งแต่นั้นมา ชาวนาก็วางจอบเสียม วางมือจากการทำไร่ไถนา วันๆเอาแต่นั้งคุดคู้ รออยู่ที่ข้างตอไม้ เพราะคิดว่าจะมีกระต่ายวิ่งมาชนตอไม้ตายอีก ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ก็ไม่มีกระต่ายสักตัววิ่งมาชนต่อไม้ตายเป็นตัวที่สองอีกเลย แต่ที่นาของเขากลับมีหญ้าขึ้นรกรุงรังไปหมด แถมยังถูกเพื่อนบ้านพูดจากระเช้าเย้าแหย่อีกด้วย" เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อริยปราชญ์ไม่คิดเอาแต่ทำตามระบบโบราณ ไม่จำเป็นต้องเอาอย่างตัวอย่างเก่าๆ ควรดูสภาพสังคมปัจจุบัน และคิดหามาตรการมาจัดการให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ โดยสรุปว่าระบบโบราณมีปัญหาคือ

  • เป็นเพียงอุดมคติ เลื่อนลอยไร้แก่นสาร เหมือนวาดผี
  • ตีความได้มากมาย ไม่แน่นอน
  • เมื่อนำมาปฏิบัติ อาจไม่เหมาะกับสภาพการณ์เฉพาะหน้า
  • แม้อาจจะมีเหตุผล แต่ก็นำมาปฏิบัติไม่ได้ เหมือนม้าขาวที่ไม่ใช่ม้า แต่ก็เป็นม้า

แนวคิดของและหลักการปกครอง[แก้]

หานเฟยเชื่อว่าสังคมและการเมืองได้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ดังนั้นวิธีการเดิมๆของ ขงจื้อ (孔子) ที่จะพยายามนำจารีตของโจวมาใช้นั้น ไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในสมัยนั้นและเป็นสิ่งที่เปล่าประโยชน์ หานเฟยมีความเชื่อเรื่องนึงที่เหมือนอาจารย์ของเขา สวินจื่อ คือ ธรรมชาติของมนุษย์ ชั่วร้ายโดยสันดาน แต่ที่ต่างกับสวินจื่อคือ เขาไม่ได้สนใจที่จะแก้ไขสันดานของมนุษย์ที่เลวร้าย ดังนั้นจึงต้องปกครองด้วย "โทษทัณฑ์และรางวัล" ชาวนิตินิยมมีความเชื่อว่า มนุษย์ทุกคนย่อมหลีกหนีการลงโทษและในขณะเดียวกันก็ไขว่คว้าหาผลประโยชน์ จึงเกิดหลักที่ว่า ลงโทษพฤติกรรมที่ไม่ประสงค์ และให้รางวัลในพฤติกรรมที่ประสงค์ นิตินิยมของหานเฟยนั้น ได้รวบรวมแนวคิดของ เซิ่นเตา (慎到) ผู้ให้ความสำคัญกับอำนาจและสิทธิตามกฏหมาย เซินปู๋ไฮ่ (申不害) ผู้ให้ความสำคัญกับ ศิลปะการใช้คนและซังเอียง ชางยาง (商鞅) ผู้ให้ความสำคัญกับกฏหมายและวิธีการใช้กฏหมาย

ปรัชญาของหานเฟยจื่อ มีศูนย์กลางอยู่ที่ผู้ปกครอง โดยมีทั้งสามอย่างที่ผู้ปกครองจะขาดอย่างใดอย่างนึงไปไม่ได้ในการปกครองบ้านเมือง คือ

  1. ฝ่า (法) กฏหมายและระบบกฏหมาย ปฏิบัติกรณียกิจไปตามก็หมายก็จะเหมือนสวรรค์ คือปฏิบัติต่อทุกคนเท่ากันหมด นี่เป็นหน้าที่ของ 法
  2. ซื่อ (勢) อำนาจ อำนาจบารมีช่วยเพิ่มอนุภาพของพระบัญชาให้น่าเกรงขาม นี่เป็นหน้าที่ของ 勢
  3. ซู่ (术) การใช้คน ใช้คนแล้วยังไม่รู้ว่าทรงใช้อย่างไร ก็จะลึกลับเหมือนทูตผี นี่เป็นหน้าที่ของ 术

หานเฟยกล่าวว่า "กษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถ ใช้อำนาจจะต้องเที่ยงธรรมเหมือนสวรรค์ ใช้คนจะต้องลึกลับเหมือนทูตผี เที่ยงธรรมเหมือนสวรรค์ก็จะไม่มีใครตำหนิ ลึกลับเหมือนทูตผี ก็จะยากแก่การคาดเดา“ ในการใช้อำนาจ 勢 จะต้องมีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อให้การใช้อำนาจมีประสิทธิภาพ ประชาชนจะได้ไม่กล้าฝ่าฝืน แล้วดำเนินการใช้ระบบกฏหมาย 法 ให้ทั่วถึง สามประการนี้เป็น “เครื่องมือของกษัตริย์ที่สำคัญอย่างสูงส่ง ขาดไม่ได้แม้แต่สักอย่าง”

กฏหมาย (ฝ่า 法)[แก้]

หานเฟยได้ออกความเห็นว่า การปกครองบ้านเมืองของอริยปราชญ์นั้น ไม่ได้ต้องการให้ประชาชนประพฤติชอบเพราะการอบรมกล่อมเกลา (ต่างจากขงจื้อ) แต่ด้วยการใช้กฏหมายบังคับไม่ให้ประชาชนประพฤติมิชอบ ซึ่งประชาชนทั่วทั้งเมืองสามารถปฏิบัติตามได้ การปกครองนั้นต้องใช้วิธีที่เหมาะกับประชาชนส่วนใหญ่ ต้องละทิ้งวิธีที่เหมาะกับประชาชนส่วนน้อย ดังนั้นจึงไม่สามารถให้ความสำคัญกับการกล่อมเกลาอบรมคุณธรรม แต่ให้ความสำคัญกับการใช้กฏหมายปกครอง หากใช้กฏหมายได้อย่างถูกต้อง ประชาชนจะรู้หน้าที่ว่าอะไรต้องทำ และอะไรทำไม่ได้ กฏหมายจะเป็นตัวปกป้องประชาชนและกษัตริย์จากความผิดพลาด กฏหมายจะเที่ยงธรรมเหมือนสวรรค์ คือ เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็ไม่อยู่เหนือกฏหมาย กษัติรย์ก็ไม่ผิดต่อเครือญาติ ผู้ใต้ปกครองก็ไม่ลำบากใจเวลาปฏิบัติตามคำสั่งหรือกฏหมาย

อำนาจ (ซื่อ 勢)[แก้]

มาตราการต่อมาคือ ใช้อำนาจในการตรวจสอบ กษัตริย์ต้องคอยตรวจสอบความประพฤติของประชาชน ลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฏหมาย ปูนบำเหน็จความดีความชอบแก่ผู้ปฏิบัติตามกฏหมาย ทำอย่างนี้ก็สามารถปกครองประชาชนให้เรียบร้อยได้ไม่ว่าจำมีจำนวนประชากรมากน้อยเพียงไร ดังนั้น ด้วยกฏหมายและอำนาจผู้ปกครองสามารถปกครองประชาชนได้โดยไม่จำเป็นต้องมีความสามารถหรือคุณธรรมที่สูงส่ง เพราะกฏหมายนั้นไม่เท่ากับคุณธรรม สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ขัดแย้งกัน เพราะกฏหมายนั้นมีความแน่นอน แต่คุณธรรมนั้นไม่แน่นอน ความมักขี้สงสารเป็นตัวทำลายกฏเกณฑ์ และความเมตตากับความเด็ดขาดนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ร่วมกันไม่ได้

การใช้คน (ซู่ 术)[แก้]

หานเฟยได้กล่าวถึงเรื่องการใช้คนว่า กษัตริย์นั้นต้องใช้อำนาจเพื่อตรวจสอบความประพฤติของประชาชน แต่จำทำอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทำมากจนเกินไป วิธีแก้คือ กษัตริย์ต้องห้ามทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง ขอแค่เพียงมี ซู่ หรือศิลปะการปกครอง ก็จะได้คนที่ถูกต้องมาปฏิบัติทุกอย่างแทนพระองค์ โดยเริ่มจากให้ปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับชื่อของตำแหน่งนั่นก็คือ ทฤษฏีทำชื่อให้ถูกต้อง (เจิงหมิง 正名) หน้าที่ของกษัตริย์คือเอาชื่อเฉพาะชื่อหนึ่ง 名 ใส่ไว้กับคนเฉพาะคนนึง 实 กล่าวคือ เอาตำแหน่งแน่นอนตำแหน่งนึง มอบให้กับคนแน่นอนคนหนึ่ง ซึ่งหน้าที่ของตำแหน่งนี้ต้องถูกกฏหมายกำหนดไว้หมดแล้ว กษัตริย์ต้องไม่สนว่าเขาจะใช้วิธีใดปฏิบัติ ขอเพียงแค่ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จด้วยดี ก็ใช้ได้ หากสำเร็จก็ปูนบำเหน็จ หากไม่สำเร็จก็ลงทัณฑ์ เท่านี้ทุกอย่างก็บริบูรณ์

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้]