หม่อมชลิตา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
หม่อมชลิตา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา
Prince Bira and Chelita Hovard.jpg
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช และหม่อมชลิตา
เกิด ราว พ.ศ. 2465–2466
ถิ่นพำนัก บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา
ชื่ออื่น เซเลีย โฮวาร์ด
คู่สมรส พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช (2494–2499)
บุตร หม่อมราชวงศ์พีรเดช ภาณุพันธุ์

เซเลีย โฮวาร์ด (อักษรโรมัน: Celia Hovard) ชื่อเล่นภาษาสเปนว่า เชลีตา (สเปน: Chelita)[1] หรือรู้จักในนาม หม่อมชลิตา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา เป็นสตรีชาวอาร์เจนตินาและเป็นหม่อมคนที่สองของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช[2] ซึ่งสมรสกันในปี พ.ศ. 2494 ก่อนที่จะหย่ากันในปี พ.ศ. 2499[3]

ประวัติ[แก้]

ประวัติตอนต้น[แก้]

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชได้พบกับเชลีตา โฮเวิร์ดหรือหม่อมชลิตา ครั้งแรกในการแข่งขันที่ประเทศอาร์เจนตินา ด้วยขณะนั้นพระองค์พีระและหม่อมซิริล ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา ได้ครองคู่กันมากว่า 11 ปีแล้ว แต่ด้วยความที่พระองค์พีระทรงเป็นคนดังบุคลิกดี สามารถตรัสได้คล่องทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส และยังใช้ชีวิตอย่างเศรษฐี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองได้กลายเป็นแรงดึงดูดผู้หญิงอื่นให้เข้ามาหลงใหลพระองค์พีระ จนทำให้หม่อมซิริลตัดสินใจแยกกันอยู่ ซึ่งก็ทำให้ทั้งสองห่างกัน

หม่อมชลิตาที่เป็นสาวสวยได้คอบปรนนิบัติพัดวีแก่พระองค์พีระขณะที่ได้รับบาดเจ็บจากการแข่งรถ จนที่สุดพระองค์ก็ทรงพาชลิตากลับมาอังกฤษด้วยกัน ประทับอยู่กับหล่อนไม่ได้กลับบ้านไปหาหม่อมซิริล เมื่อเป็นเช่นนั้น หม่อมซิริลจึงตัดสินใจหย่าขาดจากพระองค์พีระตามกฎหมายในปี พ.ศ. 2493 ทั้งที่ยังรัก พระองค์พีระเองก็ทั้งรักและอาลัยหม่อมซิริล ทั้งยังทรงอ้อนวอนให้หม่อมเปลี่ยนใจไม่หย่าแต่ก็ไม่ทรงคิดที่จะสละชลิตาไปได้อยู่ดี ทั้งคู่จึงจากกันด้วยน้ำตา เพราะรู้ตัวว่าสามารถครองคู่กันได้เพียงแค่นี้ คงเหลือไว้แต่ความเป็นเพื่อนเท่านั้น[3]

เสกสมรส[แก้]

หลังทรงหย่ากับหม่อมซิริล พระองค์พีระจึงตัดสินพระทัยเสกสมรสใหม่กับหม่อมชลิตาที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2494 มีการจัดงานเลี้ยง ณ สถานทูตไทยในปารีส โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์และหม่อมเอลิสะเบธ จักรพงษ์ ณ อยุธยาร่วมงานด้วย แต่อย่างไรก็ตามพระองค์พีระก็ทรงระลึกถึงหม่อมซิริลเสมอ[1] ทรงเป็นมิตรกับเพื่อนชายของหม่อมซิริล แล้วพาหม่อมชลิตาไปด้วยเพื่อให้รู้จักกับหม่อมซิริล ไปไหนมาไหนกัน 4 คน แต่หม่อมซิริลก็ไม่ได้กลับมาหาท่านอีก และยังคงพบปะกันอย่างเพื่อนสนิทเท่านั้น

ปลายปี พ.ศ. 2497 พระองค์พีระก็ทรงเห็นว่าพ้นยุคที่จะทรงแข่งรถอีกต่อไปแล้ว รถแข่งรุ่นใหม่ที่มีสมรรถภาพที่ดีเกิดขึ้นกว่าเก่าก่อน จะแซงหน้ารถที่ทรงขับไปได้ง่าย ถ้าจะลงทุนซื้อรถใหม่พร้อมการดูแลในการแข่งรถอีกก็ถือเป็นเรื่องสิ้นเปลืองมหาศาล ประกอบกับหม่อมชลิตาได้ให้การประสูติโอรส คือหม่อมราชวงศ์พีรเดช ภาณุพันธุ์ พระองค์พีระจึงตัดสินพระทัยอำลาชีวิตนักแข่ง พาครอบครัวกลับมาพำนักในเมืองไทยใน พ.ศ. 2499 ทรงจบบทบาทของเจ้าดาราทองที่โด่งดังไปทั่วยุโรปและอเมริกา เมื่อพระชนมายุได้ 42 พรรษา[3]

ชีวิตหลังการหย่า[แก้]

แต่เมื่อหม่อมชลิตาเข้ามาพำนักในไทยได้ 11 วัน ก็บินไปฝรั่งเศส[4] จนในอีก 7 เดือนต่อมาพระองค์พีระจึงได้ทำการหย่ากับหม่อมชลิตาโดยตกลงกันว่า หม่อมราชวงศ์พีรเดช ภาณุพันธุ์จะอยู่ภายใต้การดูแลของหม่อมชลิตาจนอายุครบ 21 ปี ซึ่งเหตุที่มีเรื่องขึ้นมา เนื่องจากก่อนหน้าที่มายังประเทศไทยพระองค์พีระได้ทรงพบปะกับสาลิกา กะลันตานนท์ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชาวไทย ซึ่งทำให้หม่อมชลิตาหึงหวงเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายสาลิกา กะลันตานนท์ ก็กลายเป็นหม่อมคนที่สามของพระองค์พีระไป โดยเสกสมรสกันในปี พ.ศ. 2500[3]

ส่วนพระโอรสของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดชที่เกิดกับหม่อมชลิตาคือหม่อมราชวงศ์พีรเดช ภาณุพันธุ์ ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ขณะที่มีอายุเพียง 17 ปี[4] แต่บางแห่งก็กล่าวว่าเสียชีวิตเมื่อมีอายุ 21 ปี[3]

ในปี พ.ศ. 2560 หม่อมชลิตาในวัย 94 ปี ใช้ชีวิตบั้นปลาย ณ บ้านพักคนชราในบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา[5][6]

เชิงอรรถ[แก้]

อ้างอิง
บรรณานุกรม