สอพินยา
| สอพินยา စောဗညား | |
|---|---|
| เจ้าเมืองเมาะตะมะ | |
| ครองราชย์ | คริสต์ทศวรรษ 1510 – 1541 |
| ถัดไป | เจ้าลครอินทร์ |
| สวรรคต | พฤษภาคม ค.ศ. 1541 เมาะตะมะ |
| คู่อภิเษก | Tala Kamu แห่งพะโค |
| ราชวงศ์ | หงสาวดี |
| ศาสนา | พุทธเถรวาท |
สอพินยา (พม่า: စောဗညား, เสียงอ่านภาษาพม่า: [sɔ́ bəɲá]; สิ้นพระชนม์ 1541) เป็นอุปราชเจ้าเมืองเมาะตะมะระหว่างประมาณคริสต์ทศวรรษ 1510 ถึง 1541 และตั้งตนเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรหงสาวดีระหว่าง ค.ศ. 1539 ถึง 1541 เดิมพระองค์ได้รับการแต่งตั้งครั้งแรกให้เป็นอุปราชแห่งเมืองเมาะตะมะ หนึ่งในสามเมืองสำคัญของอาณาจักรหงสาวดี โดย พญารามที่ 2 ซึ่งเมืองเมาะตะมะในสมัยการปกครองของพระองค์กลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญและร่ำรวยจากการค้าขาย นอกจากนี้พระองค์ยังสร้างกองกำลังส่วนพระองค์ที่เข้มแข็งผสมกับกองทหารรับจ้างชาวโปรตุเกส ภายหลังพระองค์จึงปฏิเสธที่จะร่วมรบกับ พระเจ้าสการะวุตพี กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งอาณาจักรหงสาวดีซึ่งมีศักดิ์เป็นพระเชษฐาพระมเหสีของพระองค์ ระหว่างการพิชิตอาณาจักรหงสาวดีของอาณาจักรตองอูช่วง ค.ศ. 1534 – 1541 หลังอาณาจักรตองอูยึดหงสาวดีได้และไม่ไว้พระทัยพระองค์ อาณาจักรตองอูจึงยกทัพมารบกับพระองค์จนถูกจับสำเร็จโทษเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1541
เจ้าเมืองเมาะตะมะ
[แก้]สอพินยาได้รับการแต่งตั้งเป็นอุปราชเมาะตะมะ หนึ่งในสามเมืองสำคัญของอาณาจักรหงสาวดี โดยพญารามที่ 2 เมื่อประมาณคริสต์ทศวรรษ 1510 (พระองค์เป็นอุปราชอยู่แล้วใน ค.ศ. 1519 เมื่อพระองค์ลงนามสนธิสัญญาทางการค้ากับโปรตุเกส[1] ที่สะกดพระนามพระองค์เป็น "Chau Bainha"[2] พระองค์อาจเป็นเชื้อพระวงศ์หงศาวดีชั้นสูง เนื่องจากมีเพียงเจ้าชายที่มีอาวุโสสูงสุดเท่านั้นที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอุปราช) เมื่อพระเจ้าสการะวุตพีขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1526 สอพินยาจึงนำเจ้าหญิง Tala Kamu พระขนิษฐาของพระเจ้าสการะวุตพี เป็นอัครมเหสี ตามธรรมเนียมเชื่อมสายพระโลหิตเข้ากับพระประมุข[3] แม้จะมีท่าทีในตอนแรก แต่พระองค์ก็ไม่เคารพกษัตริย์วัย 15 พรรษาผู้นี้ที่แสดงให้เห็นว่าไม่สนใจการปกครองเลย และใช้เวลาไปกับ "ความบันเทิงไร้สาระกับพระสหายที่ไม่ดี"[4]
ในปีถัด ๆ มา สอพินยาแทบไม่ยอมรับเจ้าเหนือหัวของตนที่พะโค และปกครอง "32 เขตของเมาะตะมะ" (บริเวณรัฐมอญในปัจจุบัน และรัฐกะเหรี่ยงทางใต้) ดั่งกษัตริย์ พระยาอู่ รองผู้ว่าราชการของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองมะละแหม่ง สมรสกับพระเชษฐภคินี/ขนิษฐาของพระเจ้าสการะวุตพีเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังภักดีต่อสอพินยามากกว่ากษัตริย์องค์สูงสุด[5] สอพินยาทำการค้าและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วยตนเอง เมาะตะมะภายใต้การนำของพระองค์กลายเป็นเมืองแห่งการค้าขาย และตามคำบอกเล่าของนักสำรวจชาวโปรตุเกส เมาะตะมะมีรายได้จนร่ำรวยมหาศาล พระองค์ใช้ความมั่งคั่งจากการค้าขายเพื่อรวบรวมกองทหารที่แข็งแกร่ง ซึ่งใน ค.ศ. 1540 พระองค์ได้จ้างทหารรับจ้างชาวโปรตุเกสที่มีราคาแพง อาวุธปืน และเรือรบของพวกเขา[6]
พระองค์ประกาศอิสรภาพจากพะโคใน ค.ศ. 1534 โดยปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุนความพยายามทำสงครามของพระเจ้าสการะวุตพีต่อราชวงศ์ตองอูตามที่ข้าราชบริพารต้องทำ พระเจ้าสการะวุตพีผู้ไม่ใช่กษัตริย์ที่มีความสามารถ จึงไม่สามารถจัดการตอบโต้ต่อตองอูหรือเมาะตะมะได้ ในปีต่อ ๆ มา สอพินยาพอใจที่จะมองดูกองทัพตองอูโจมตีพม่าตอนล่างลึกขึ้นเรื่อย ๆ พระองค์ไม่คาดว่าจะมีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้นกับอาณาจักรของพระองค์เอง เนื่องจากตองอูที่ไม่มีอาวุธจากต่างประเทศไม่สามารถยึดพะโค เมืองหลวงหงสาวดีที่ได้รับการปกป้องโดยทหารรับจ้างจากต่างประเทศได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อตองอูยึดพะโคได้ในที่สุดเมื่อช่วงปลาย ค.ศ. 1538 พระเจ้าสการะวุตพีไม่ไว้วางพระทัยสออพินยาอย่างมาก จึงเลือกที่จะล่าถอยไปยังอาณาจักรแปร ซึ่งเป็นอีกรัฐหนึ่ง แทนที่จะไปเมาะตะมะ[7]
สงครามกับตองอู
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
สิ้นพระชนม์
[แก้]ส่วนนี้รอเพิ่มเติมข้อมูล คุณสามารถช่วยเพิ่มข้อมูลส่วนนี้ได้ |
ในวัฒนธรรมสมัยนิยม
[แก้]สอพินยา เป็นที่รู้จักในประเทศไทยจากนวนิยายเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ แต่งโดย โชติ แพร่พันธุ์ หรือ ยาขอบ ต่อมาได้มีการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และละครมากมาย โดยมีนักแสดงผู้รับบท สอพินยา ได้แก่
- แมน ธีระพล จากภาพยนตร์เรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ตอน ยอดขุนพล (2509), ผู้ชนะสิบทิศ ตอน บุเรงนองลั่นกลองรบ และ ผู้ชนะสิบทิศ ตอน บุเรงนองถล่มหงสาวดี (2510)
- สุประวัติ ปัทมสูต จากละครเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ (2523) ทางช่อง 9
- ศานติ สันติเวชกุล จากละครเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ (2532-33) ทางช่อง 3
- ปรมะ อิ่มอโนทัย จากละครเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ (2556) ทางช่อง 8
อ้างอิง
[แก้]บรรณานุกรม
[แก้]- Harvey, G. E. (1925). History of Burma: From the Earliest Times to 10 March 1824. London: Frank Cass & Co. Ltd.
- Htin Aung, Maung (1967). A History of Burma. New York and London: Cambridge University Press.
- Phayre, Lt. Gen. Sir Arthur P. (1883). History of Burma (1967 ed.). London: Susil Gupta.
- Royal Historical Commission of Burma (1832). Hmannan Yazawin (ภาษาพม่า). Vol. 1–3 (2003 ed.). Yangon: Ministry of Information, Myanmar.
- Sein Lwin Lay, Kahtika U (1968). Mintaya Shwe Hti and Bayinnaung: Ketumadi Taungoo Yazawin (ภาษาพม่า) (2006, 2nd printing ed.). Yangon: Yan Aung Sarpay.