วิลลี เนลสัน

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
วิลลี เนลสัน
Willie Nelson at Farm Aid 2009 - Cropped.jpg
เนลสันขณะแสดงสดในฟาร์มเอดส์ ปี 2009
ข้อมูลพื้นฐาน
แนวเพลงคันทรี, เอาต์ลอว์คันทรี, ร็อก
อาชีพเสียงร้อง, กีตาร์
ช่วงปี1956–ปัจจุบัน
ค่ายเพลงไลเบอร์ตีเรเคิดส์, อาร์ซีเอ, แอตแลนติก, โคลัมเบียเรเคิดส์, ไอซ์แลนด์, จัสติส, ลอสต์ไฮเวย์ เลกกาซี
ส่วนเกี่ยวข้องเวย์ลอน เจนนิงส์, เดอะไฮเวย์เมน, จอห์นนี แคช, คริส คริสตอฟเฟอร์สัน, เมิร์ล ฮักการ์ด
เว็บไซต์willienelson.com

วิลลี ฮักห์ เนลสัน (อังกฤษ: Willie Hugh Nelson) (เกิด 29 เมษายน 1933 -) เป็นศิลปินนักร้องคันทรี นักแสดง นักดนตรี นักประพันธ์ กวี นักกิจกรรมชาวอเมริกัน[1] มีชื่อเสียงจากอัลบั้ม "ช็อตกันวิลลี" (Shotgun Willie) (1973) ตามมาด้วยอัลบั้มที่ประสบความสำเร็จอย่างมากอย่าง "เรดเฮดสเตรงเจอร์" (Red Headed Stranger) (1975) และ "สตาร์ดัสท์" (Stardust) (1978) จากอัลบั้มนี้เองทำให้ชื่อวิลลี เนลสัน ได้รับการจดจำในฐานะศิลปินแนวคันทรีที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่ง เขายังถือเป็นศิลปินคนสำคัญของแนวย่อยคันทรีในช่วงปลายยุค 60 ที่เรียกว่า "เอาต์ลอว์คันทรี" (Outlaw country) ซึ่งเป็นมาตราฐานจารีตแบบแผนดั้งเดิมของเสียงร้องจากแนชวิลล์ เนลสันยังเป็นนักแสดง ซึ่งเขาเคยแสดงภาพยนตร์มามากกว่า 30 เรื่อง เป็นผู้ร่วมแต่งหนังสือหลายเล่ม และยังเป็นนักกิจกรรมในการณรงค์ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ และผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาอีกด้วย

เนลสันเกิดในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่[2] ภายใต้การเลี้ยงดูจากปู่ย่าตายายของเขา[3] เนลสันแต่งเพลงแรกในชีวิตของเขาเมื่ออายุได้เพียง 7 ขวบและเข้าร่วมวงดนตรีตอนอายุ 10 ขวบ ในช่วงเรียนมัธยม เขาได้ร่วมทัวร์กับวงโบฮีเมียนพอลคา (Bohemian Polka) ในตำแหน่งร้องนำและมือกีตาร์ ภายหลังจบจากโรงเรียนมัธยม ในปี 1950 เขาได้เข้าร่วมกองทัพอากาศของสหรัฐ แต่ต่อมาก็ถูกปลดออกจากปัญหาที่ตามทีหลัง หลังจากนั้นเขากลับไปศึกษาต่อยัง มหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ เรียนได้ 2 ปีก็ดรอปเพราะประสบความสำเร็จในด้านดนตรี ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เขาได้ใช้ชีวิตในการทำงานเป็นผู้จัดรายการในสถานีวิทยุเท็กซัส และเป็นนักร้องตามบาร์ต่างๆ เนลสันได้ย้ายไปอยู่ที่แวนคูเวอร์, วอชิงตัน ที่ซึ่งเขาได้แต่งหนังสือ "Family Bible" และบันทึกเสียง "Lumberjack ในปี 1956[4] ในปี 1958 เขาย้ายไปฮิวสตัน, เท็กซัส ภายหลังจากเซนต์สัญญากับค่ายเพลงดี (D Records) เขาได้ร้องเพลงที่บาร์ Esquire Ballroom ในทุกสัปดาห์และทำงานเป็นผู้จัดรายการควบคู่ไป ในช่วงเวลานี้เขายังได้แต่งเพลงที่เป็นมาตราฐานคันทรีของเขา เช่น "Funny How Time Slips Away" "Hello Walls" "Pretty Paper" และ "Crazy" ในปี 1960 เขาได้ย้ายไปแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี และต่อมาก็ไปเซนต์สัญญากับเปเปอร์มิวสิก (Pamper Music) ซึ่งอนุญาตให้เขาร่วมวงของเรย์ ไพรซ์ ในตำแหน่งมือเบส ในปี 1962 เขาบันทึกอัลบั้มแรกของเขา "...แอนเดนไอรอต" (...And Then I Wrote) จากผลลัพธ์ที่ออกมาดี ส่งผลให้เนลสันเซนต์สัญญาในปี 1964 กับอาร์ซีเอวิคเตอร์ (RCA Victor) และได้ร่วมรายการคอนเสิร์ตรายสัปดาห์ที่ Grand Ole Opry ในปีต่อมา หลังจากยุครุ่งเรืองของเขาในช่วงปลายยุค 60 และต้นยุค 70 เนลสันได้เกษียณตัวเองในปี 1972 และย้ายไปอยู่ที่อัสติน รัฐเท็กซัส ที่ซึ่งเขายังคงเล่นดนตรีต่อไป โดยมักจะแสดงสดที่ไนท์คลับเดอะดิลโล (The 'Dillo) บ่อยๆ[5]

ในปี 1973 ภายหลังเซนต์สัญญากับแอนแลนติก เนลสันเปลี่ยนมาเป็นศิลปินเอาต์ลอว์คันทรี โดยการออกอัลบั้มเช่น "Shotgun Willie" และ "Phases and Stages" ในปี 1975 เขาทำสัญญากับค่ายเพลงโคลัมเบีย จนได้ออกอัลบั้ม "Red Headed Stranger" ที่โด่งดังออกมา ในปีเดียวกันนั้นเองเขายังได้บันทึกเสียงแนวเอาต์ลอว์คันทรีลงอัลบั้มอื่นอีกคือ "Wanted! The Outlaws" เช่นเดียวกับศิลปินร่วมแนวเช่น เวย์ลอน เจนนิงส์, เจสซี คอลเตอร์ และทอมพาลล์ เกลเซอร์ ในช่วงกลางยุค 80 ในขณะที่ออกอัลบั้มฮิตอย่าง "like Honeysuckle Rose" และซิงเกิลฮิตเช่น "On the Road Again", "To All the Girls I've Loved Before", และ "Pancho and Lefty" เขาได้เข้าร่วมวงคันทรีรวมศิลปินระดับตำนานในคันทรีอีก 3 คน ในชื่อว่า "เดอะไฮเวย์เมน" ซึ่งประกอบด้วย จอห์นนี แคช, คริส คริสตอฟเฟอร์สัน และเมิร์ล ฮักการ์ด

ในช่วงระหว่างปี 1990 และ 2000 เนลสันไม่หยุดทัวร์คอนเสิร์ต เขาได้ปล่อยอัลบั้มออกทุกๆปี มีการแสดงความคิดเห็นต่อเขาตั้งแต่บวกจนถึงหลากหลาย เขาเป็นผู้บุกเบิกแนวเพลงหลากหลายทั้ง เรกเก บลูส์ แจ๊ส และโฟล์ค เนลสันสร้างภาพยนตร์ของเขาครั้งแรกคือเรื่อง "The Electric Horseman" ปี 1979 ตามมาด้วยภาพยนตร์อื่นๆและบนโทรทัศน์อีกมากมาย เนลสันยังเป็นแกนหลักด้านรณรงค์กิจกรรมและเป็นประธานร่วมการปฏิรูปองค์กรด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชา[6] นอกจากนี้ในด้านสิ่งแวดล้อมเขายังเจ้าของไบโอดีเซลล์ ฉลาก Willie Nelson Biodiesel อีกด้วย ซึ่งน้ำมันเขาทำมาจากน้ำมันพืช[7] เนลสันยังได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาบอร์ดของโครงการดนตรีเท็กซัส ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลทางดนตรีของรัฐเท็กซัส

วิลลี เนลสัน ได้รับการสรรเสริญอย่างกว้างขวางที่ถูกจดจำในฐานะ "อเมริกันไอคอน" คนหนึ่งของสหรัฐ[8][9] เขายังได้รับการบรรจุเข้าสู่คันทรีมิวสิกฮอลล์ออฟเฟม ในปี 1993 และได้รับรางวัลจาก Kennedy Center Honors ซึ่งถือเป็นรางวัลทางการแสดงที่ให้สำหรับศิลปินในสหรัฐอเมริกา[10] นอกจากนี้เขายังถูกติดอันดับในนิยสารโรลลิงสโตนส์ ในหัวข้อ "100 นักร้องที่ยิ่งใหญ่ที่สุด" และ "100 นักกีตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"[11][12]

อ้างอิง[แก้]