ลัทธิสโตอิก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เฉลียงมีภาพเขียน หรือสโตอาที่บูรณะขึ้นใหม่ในเอเธนส์ ที่ซึ่งกลายเป็นชื่อของลัทธิสโตอิก

ลัทธิสโตอิก (อังกฤษ: Stoicism) คือแนวคิดทางปรัชญาแห่งเฮลเลนิสติก ก่อตั้งโดยนักปรัชญาชาวกรีกชื่อ เซโน แห่ง ซิติอุม (Zeno of Citium พ.ศ. 210 - พ.ศ. 279) ในเอเธนส์ ซึ่งได้แพร่หลายเป็นอย่างมากไปทั่วกรีก และจักรวรรดิโรมัน

คำสอนหลัก[แก้]

ลัทธิสโตอิก สอนว่าการควบคุมตนเองให้ปลอดจากการเกาะติดและจากอารมณ์กวนใจ บางครั้งแปลได้ว่าเป็นเส้นแบ่งความพอใจเท่ากันในความปีติหรือความเจ็บปวดที่เป็นการช่วยให้คนกลายเป็นนักคิดที่โปร่งใส เสมอต้นเสมอปลายไม่ลำเอียง ข้อดีของลัทธิสโตอิกได้แก่การช่วยปรับปรุงสภาพจิตของตัวบุคคลให้ดีขึ้น

คุณธรรม เหตุผลและกฎธรรมชาติ เป็นตัวชี้นำสำคัญ ลัทธิสโตอิกมีความเชื่อว่า ความเชี่ยวชาญในการควบคุมกัมมภาวะ (passion) และอารมณ์สามารถเอาชนะความไม่ร่วมแนว(discord) ของโลกภายนอกและจะได้รับความสุขสันติในตัวของบุคคลนั้นๆ เอง ลัทธิสโตอิก เชื่อว่ากัมมภาวะเป็นตัวบิดเบือนความจริง และว่าการมุ่งค้นหาความจริงคือคุณธรรม นักปราชญ์ชาวกรีก เช่นคลีนเทส ชรายซิบปุส และนักปราชญ์ชาวโรมันในสมัยต่อมาเช่น ซิเซโร,มาร์คัส ออเรลิอุส, คาโตผู้เยาว์, ดิโอ ชรายโซสตอม และอีปิเตตุส ทีช่วยสัมพันธ์เชื่อมโยงกับลัทธิสโตอิก ในกรณีของซิเซโร ควรเน้นให้เห็นว่าในขณะที่เขาใช้ลัทธิสโตอิกร่วมในบางส่วน แต่เขาก็ไม่ใช่ชาวสโตอิกแต่เป็นพวกคตินิยมสรรผสาน (ecletics) ปรัชญาสโตอิกจะมีความเปรียบต่างกับลัทธิบูชาความสำราญ (Epicureanism) อย่างเห็นได้ชัด

ลัทธิสโตอิก กลายเป็นปรัชญาที่ได้รับความนิยมอยู่ในแนวหน้าระหว่างพวกปัญญาชนผู้มีการศึกษาในสมัยจักรวรรดิเกรโก-โรมันถึงระดับที่ "ผู้สืบทอดของอเล็กซานเดอร์ยอมสารภาพว่าตนเองเป็นพวกสโตอิก" ตามคำกล่าวของกิลเบิร์ต เมอร์เรย์

ประวัติ[แก้]

ลัทธิสโตอิก เริ่มปรากฏในเอเธนส์ในยุคเฮลเลนิก ประมาณ พ.ศ. 242 โดยการเริ่มต้นของเซโน แห่ง ซิติอุม ซึ่งทำการสอนในสโตอา พออิไคล์ (เฉลียงประดับภาพเขียน) อันมีชื่อเสียง ที่ซึ่งกลายเป็นชื่อของลัทธิในเวลาต่อมา หัวใจของคำสอนของเซโนอยู่ที่ว่ากฎของศีลธรรมอยู่คู่กับธรรมชาติ ในช่วงเริ่มต้นเผยแพร่ ลัทธิสโตอิกโดยทั่วไปยังเป็นเพียงขบวนการกลับสู่ธรมชาติที่ต้านการเชื่อโชคลางและสิ่งต้องห้าม ปรัชญญาของการไม่ร่วมแนวยังเกี่ยวพันถึงความเจ็บปวดและความโชคร้าย รวมทั้งความมีชีวิตและความตาย เซโนมักท้าทายข้อห้าม ธรรมเนียมและประเพณี คำสอนอีกอย่างหนึ่งของลัทธิสโตอิกได้แก่การเน้นให้ทุกคนมีความรักในทุกสิ่ง

จริยธรรมและคุณธรรมของลัทธิสโตอิก[แก้]

ลัทธิสโตอิกโบราณถูกมองอย่างเข้าใจผิด เนื่องจากการใช้คำนี้ได้มาจากการแปลความหมายที่ไม่ถูกต้องในยุคปัจจุบันซึ่งไม่ตรงกับความหมายโบราณ คำว่าสโตอิกถูกตีความหมายเพี้ยนไปเป็นว่าหมายถึง ความไร้อารมณ์ หรือ ไร้ความเจ็บปวด ลัทธิสโตอิกสอนอิสรภาพจากกัมมภาวะโดยอาศัยอิงตามหลักของเหตุผล ซึ่งความจริงแล้ว ลัทธิสโตอิกไม่ได้มุ่งไปที่การดับอารมณ์ เพียงแต่เป็น การหลีกเลี่ยงการเสียอารมณ์ โดยการพัฒนาทักษะในการชั่งใจที่โปร่งใส และสร้างความสงบภายในด้วยการฝึกตรรกะ การไตร่ตรองและการเข้าถึงสมาธิ

การใช้คำสโตอิกในปัจจุบัน[แก้]

คำว่า "สโตอิก" ในสมัยใหม่มักใช้หมายถึงคนที่ไม่มีอารมณ์ในความเจ็บปวด ไม่รู้สึกถึงความปีติ ความเศร้าโศก หรือความร่าเริง เช่นการใช้ในสมัยใหม่ว่าหมายถึง "บุคคลผู้ซึ่งสามารถกดเก็บอารมณ์และมีความอดทน"

อ้างอิง[แก้]

ดูเพิ่ม[แก้]